*/
  • นกน้อยแห่งโพหัก
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : tawee_u@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-05-24
  • จำนวนเรื่อง : 129
  • จำนวนผู้ชม : 1124429
  • จำนวนผู้โหวต : 283
  • ส่ง msg :
  • โหวต 283 คน
งานเข้าพรรษาโพหักปี53***ไม่สงวนลิขสิทธิ์....ของดีของเราไม่ต้องสงวนลิขสิทธิ์ ใครอยากได้ก็ให้เขาไป แต่ของไม่ดีของเราต้องสงวนไว้ ...คำสอนของท่านพุทธทาส

งานเข้าพรรษาอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้านโพหัก ครั้งที่ 5 ประจำปี2553

View All
<< พฤษภาคม 2008 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม 2551
Posted by นกน้อยแห่งโพหัก , ผู้อ่าน : 6647 , 14:18:01 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

มรดกทางวัฒนธรรมของโพหัก...

โบราณสถาน...

วัดใหญ่โพหัก...ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ตำบลโพหัก อำเภอบางแพ  จังหวัด

ราชบุรี  สถานที่ตั้งของวัดจากจังหวัดราชบุรีมาตามถนนเพชรเกษม 

ทางหลวงหมายเลข4 ถึงทางแยกไปทางอำเภอดำเนินสะดวก

ประมาณ 4 กิโลเมตร  จะถึงที่ว่าการอำเภอบางแพ วิ่งตรงไปทาง

ดำเนินสะดวกจะถึงแยกหัวโพ จากแยกหัวโพวิ่งเข้าไปประมาณ10

กิโล ก็จะถึงโพหัก

    วัดใหญ่โพหักเป็นวัดเก่าแก่  สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยช่วงอยุธยา

ตอนปลายถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น  เพราะมีสถาปัตยกรรมที่เก่าแก่คือ

วิหารอุต และอุโบสถหลังเก่าของวัด 

            วิหารอุด เป็นอาคารูปทรงสี่เหลี่ยม สร้างอยู่บนฐานสูง ก่อด้วยอิฐปูนสอแบบโบราณ กว้าง 7.50 ม. ยาว 8.30 ม. สูง 5.00 ม.มีประตูขนาดเล็กประตูเดียว มีหน้าต่างทางระบายลมข้างละบาน ภายในมีพระพุทธรูปสลักด้วยหินทรายแดง ลงรักปิดทองหน้าตักกว้าง 1 เมตร มีพุทธลักษณะงดงามมาก เป็นศิลปะสมัยอยุธยา ยุคเดียวกับที่ประดิษฐาน วิหารคด รอบองค์พระประธานของวัดมหาธาตุวรวิหาร

     

  วิหารอุดนี้ น่าจะสร้างในระยะที่มีการสร้างพระพุทธรูป มีอายุประมาณ 250-300ปี วิหารอุดหลังนี้น่าจะ เป็นสถานที่ในการทำสังฆกรรมของภิกษุสงฆ์ในชุมชนโพหัก และจะต้องเป็นพระสงฆ์ที่มีความรู้ความสามารถ เป็นที่ศรัทธาของพุทธศาสนิกชน จึงทำให้วัดใหญ่โพหัก มีถาวรวัตถุ ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์มาจนถึงทุกวันนี้

    วิหารอุต

มีประตูเดียว

มีหน้าต่างเพียงด้านละ1บาน

  โพหักจัดเป็นชุมชนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะที่น่าสนใจศึกษา...

ดังบทเขียนเรื่องข้างล่างนี้...

เลาะราชบุรี ชมเสน่ห์เมืองโบราณ

จากหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

นับว่าเป็นความกล้าหาญของท้องถิ่นที่มีจิตใจตั้งมั่นในการดูแลโบราณสถานมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติอันน่าภาคภูมิใจ  ราชบุรีเป็นหนึ่งในท้องถิ่นเหล่านั้น เมื่อกรมศิลปากรชวนให้เราร่วมเส้นทางเมืองโบราณราชบุรี  โดยมีจุดหมายปลายทางที่ได้แรงบันดาลใจจากความศรัทธาของชุมชนที่ปกป้องดูแลรักษามรดกของชาติ ชุมชนโบราณโพหัก อ.บางแพ และเมืองโบราณคูบัว อ.เมืองฯ ดูจะเป็นทำเลที่น่าไปเยี่ยมเยือนมากที่สุด


    ไม่ใช่หวังเพียงยลความเก่าแก่ของเมืองโบราณ หรือเจาะจงไปซึมซับความงดงามของศิลปะสมัยก่อน ทว่าเหตุผลสำคัญของการมาเยือนเมืองนี้อยู่ที่ความน่าสนใจของการจัดสถานที่เป็นแหล่งเรียนรู้ทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าที่น่าพิศวง  เป็นเพชรเม็ดงามที่ชาวบ้านตระหนักในคุณประโยชน์ และช่วยกันปกปักรักษาไว้อย่างดี ชวนให้ต้องติดตามไปดู


     เส้นทางเมืองโบราณราชบุรี มีจุดเริ่มต้นอยู่ที่วัดใหญ่โพหัก ต.โพหัก อ.บางแพ ที่น่าสนใจก็คือ พระอุโบสถหลังเก่าวัดใหญ่โพหัก ตามคำบอกเล่าของ ลุงเลี่ยม แก้วทิมา วัย 76 ปี ผู้ที่เห็นโบราณสถานแห่งนี้มาตั้งแต่เด็ก ปัจจุบันเป็นหนึ่งอาสาสมัครท้องถิ่นดูแลมรดกศิลปวัฒนธรรมและประธานสภาผู้อายุตำบลโพหัก วัดแห่งนี้เป็นวัดเก่าแก่ของชุมชน นับอายุได้ 170 ปีแล้ว โดยถือตามประวัติการสร้างในสมัยเจ้าประคุณในโกษฐ หรือหลวงพ่อทองดี อดีตเจ้าอาวาส


     อาคารก่ออิฐถือปูน  หลังคาเครื่องไม้มุมกระเบื้องทรงทึบชั้นเดียว มีชายคาปีกนกโดยรอบ ไม่มีช่อฟ้าใบระกา  ปั้นลมตกแต่งด้วยปูนปั้นรูปเถาไม้ประดับเครื่องถ้วยชามเคลือบและเครื่องปั้นดินเผา หน้าบันลวดลายมังกรเป็นปูนปั้นเช่นกัน เมื่อพินิจพิเคราะห์ศิลปะความงามที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ก็รับรู้ถึงอิทธิพลศิลปะจีนแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 ที่วัดแห่งนี้ได้รับ เช่นเดียวกับวัดอื่นๆ ที่มีอยู่ในเมืองหลวง


     เดินเข้าสู่พระอุโบสถ  มีพระพุทธรูปหินทรายแดงลงรักปิดทองประทับนั่ง ที่เป็นศิลปะสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายประดิษฐานอยู่หลายองค์ ร่องรอยความเก่าแก่ของวัดใหญ่โพหักยังมีให้ดูจากพระวิหารอุดหลังเก่าอายุประมาณ 300 ปี ซึ่งมีเจดีย์ตั้งเรียงรายอยู่กับวิหารแห่งนี้ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลาย


     ลุงเลี่ยม ชาวโพหักมองดูวัดแห่งนี้ด้วยความเคารพ ศรัทธา และพูดถึงตำนานชุมชนโบราณโพหักนี้ว่า พญาพานได้ยกทัพจะไปรบกับพญากง ผู้เป็นบิดา ผ่านมาบริเวณบ้านโพหักนี้ เห็นทำเลดีจึงหยุดพักไพร่พล กองทัพได้เอาศาสตราวุธที่นำมาด้วยไปพิงไว้กับต้นโพธิ์ ทำให้ต้นโพธิ์หัก เป็นอาเพทบอกเหตุว่า พญาพานจะฆ่าพ่อตัวเอง จึงได้ชื่อว่า "ตำบลโพหัก" อีกตำนานเล่าขานมาสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย พม่ายกทัพมาตีกรุงศรี หยุดพักพลที่ตำบลนี้ ทหารพม่าเอาปืนใหญ่ไปพิงไว้กับต้นโพธิ์ทำให้ต้นโพธิ์หักลง ก็เรียกที่พบปะกัน บริเวณนี้ว่า "โพหัก"


     กาลเวลาผ่านมา วัดเก่าแก่แห่งนี้ในชุมชนโพหักทรุดโทรมลง เดิมทีชาวโพหักต่างช่วยกันบูรณะซ่อมแซมตามวิถีพื้นถิ่น  อาจมีความเปลี่ยนแปลงกับศาสนสถานแห่งนี้บ้าง ถึงกระนั้นวัดแห่งนี้ก็ไม่ถูกละเลย  วัดยังคงทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางชุมชน แหล่งเรียนรู้ของอนุชนคนรุ่นหลังอย่างแข็งขันจวบจนทุกวันนี้  และเมื่อถึงเทศกาลสงกรานต์จะมีการแห่พระ ลานโล่งในวัดจะคลาคล่ำด้วยผู้คน


     นอกจากสงกรานต์แล้วเข้าพรรษาจะจัดงานสืบสานประเพณีวิถีดั้งเดิมชาวโพหัก  มีร่ายรำเพลงนวดข้าว  เพลงรำวง และอีกสิ่งหนึ่งกำลังจะเกิดขึ้นเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเก็บรวบรวมข้าวของเครื่องใช้สื่อถึงวิถีคนโพหักนักท่องเที่ยวจะเยี่ยมชมได้ปีหน้า  ขณะที่การทำนุบำรุงวัดใหญ่โพหักในเวลานี้  ชุมชนนำโดยสภาผู้สูงอายุที่มีสมาชิกกว่าสองพันคนจับมือกับกรมศิลปากรเพื่อดูแล รักษา  และคุ้มครองมรดกเข้มข้นยิ่งขึ้น เรียกว่า ที่นี่มีคุณสมบัติชุมชนเข้มแข็งจริงๆ

 สารคดีเกี่ยวกับวัดใหญ่โพหัก..จากช่อง9

ราชบุรี 1 พ.ย.-ปิดท้ายที่คอลัมน์ อาร์ตทูเดย์ ซึ่งวันนี้จะพาไปเยี่ยมชมงานศิลปกรรมที่อยู่ในโบราณสถาน ซึ่งมีอายุเก่าแก่หลายร้อยปี ที่ตำบลโพหัก จังหวัดราชบุรี


อาคารก่ออิฐถือปูน หลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้องหลังนี้ คือพระอุโบสถหลังเก่าของวัดใหญ่โพหัก ที่มีอายุเก่ากว่า 170 ปี มีความน่าสนใจอยู่ที่บานประตูไม้แกะสลักลายดอกไม้ระบายสี ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธ รูปปูนปั้นปางมารวิชัย ศิลปะสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายร่องรอยของความเก่าแก่ภายในวัดแห่งนี้ ยังมีปรากฏอยู่ที่พระวิหารอุด ซึ่งเป็นอาคารขนาดเล็ก มีประตูทางเข้าอยู่ด้านหน้าเพียงประตูเดียว และมีเจดีย์ขนาดเล็กย่อมุมไม้สิบสอง ตั้งเรียงรายอยู่โดยรอบด้วย


ลุงเลี่ยม แก้วทิมา อาสาสมัครท้องถิ่นในการดูแลรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรม หรือ อสมศ. เป็นชาวโพหักโดยกำเนิด เกิด เติบโตและใช้ชีวิตอยู่ในท้องถิ่นนี้มานานกว่า 70 ปี จึงอาสาเป็นตัวตั้งตัวตี ชักชวนผู้สูงอายุในหมู่ บ้าน ให้มาร่วมด้วยช่วยกัน ดูแลรักษามรดกทางวัฒนธรรมของชาติ โดยมีจุดเริ่มต้นจากโบราณสถานในชุมชน

ตลอดชีวิตของคนหนึ่งคน อาจได้เห็นความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ มากมาย วัดใหญ่โพหักที่เป็นศูนย์รวมใจของชาวบ้าน แม้จะมีความเปลี่ยนแปลงไปบ้างในวันนี้ แต่ในอนาคตก็ได้เตรียมจัดทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเพื่อเก็บรวบรวมข้าวของเครื่องใช้ ที่สื่อถึงวิถีชีวิตในอดีตของคนโพหัก โดยจะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมได้ในปีหน้า.-สำนักข่าวไทย

ที่มา http://news.mcot.net/social/inside.php?value=bmlkPTM4MzU5Jm50eXBlPWNsaXA=

เจดีย์เหลี่ยมแบบโบราณ สร้างในสมัยใดไม่ปรากฎแน่ชัด

    

เป็นเจดีย์ที่ก่ออิฐถือปูนแบบโบราณฐานสี่เหลี่ยมจตุรัส ด้านบนย่อมุมสิบสองมีปลีและปล่องไฉนอยู่บนสุด  มีลักษณะคล้ายเจดีย์ทางอีสาน


ที่ฐานมีลายกนกหยาบๆ

มณฑปไว้พระพุทธบาท

อุโบสถหลังเก่า

สร้างในช่วงต้นกรุงรัตรโกสินทร์

เริ่มทรุดโทรมไปตามกาลเวลา

ความแปลกอยูตรงหลังคานี้

สังเกตุดีๆว่าเห็นอะไรบ้าง

ลองขยายดูกันชัดๆ

ความแปลกก็คือช่างได้นำเอาถ้วยชามจีนขึ้นไปรังสรรค์ตกแต่งไว้ด้านบน

ถ้วยชามบางส่วนเริ่มหลุดหายไปตามกาลเวลา

หน้าบันปั้นเป็นลายมังกร เป็นศิลปะที่นิยมในช่วง ร.2-ร.3

พัทสีมาอันนี้ก็เก่าร่วมร้อยกว่าปี

อันนี้คือเครื่องสีข้าวที่บางคนอาจยังพอรู้จัก

ส่วนอันนี้เป็นที่สีข้าวกล้องหลายคนคงไม่เคยเห็น  ใช้แรงคนในการหมุน

       เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของโพหัก 

เพลงพื้นบ้านของชาวโพหัก


        วรรณกรรม  คือ  ภาพสะท้อนของสังคม  คำนี้เป็นคำที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง  วรรณกรรมที่เกิดในยุคใด  สมัยใด  จะแสดงออกถึงภาพของสังคมและวัฒนธรรมเช่นนั้น  วรรณกรรมหนึ่งที่นิยมมากที่สุดคือ  เพลงพื้นบ้าน

            การศึกษาเพลงพื้นบ้านที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวโพหัก  เพลงพื้นบ้านเหล่านี้มีเกิดขึ้นมานานแล้ว  เป็นเพลงที่มีเอกลักษณ์ประจำตัวและยังบ่งบอกได้ว่าประชาชนตำบลโพหักมีวิถีชีวิตอย่างไร

            คนโพหักส่วนใหญ่  มักจะมีอาชีพในการทำนา  ซึ่งเป็นอาชีพที่เหน็ดเหนื่อยเอาการทีเดียว  แต่มีสิ่งหนึ่งที่ชาวโพหักภาคภูมิใจ  คือ  ในสมัยก่อนนั้นคนโพหักจะเป็นคนที่มีน้ำใจ  มีนิสัยในคอที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  ฉะนั้นคนโพหักจะทำอะไรก็มักจะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  ซึ่งเรียกว่า  “ลงแขก”  และการช่วยเหลือซึ่งกันและกันนี้ ทำให้คนในตำบลโพหักเกิดความสามัคคีปรองดองกัน มีความผูกพันซึ่งกันและกันอย่างยิ่ง  การทำงานต่าง ๆ  สำเร็จอย่างรวดเร็ว  เช่น  การลงแขกในการทำนา  การช่วยเหลือซึ่งกันและกันนั้น  จะเริ่มต้นจากการไถนา  การหว่านข้าว  การเก็บเกี่ยวข้าว  เมื่อนำข้ามายังลานนวดข้าวแล้วเจ้าของข้าวก็จะนำข้าวมากองเรียงให้สูง  มีลักษณะคล้ายกองฟางเรียกว่า “มุ่นข้าง”  ครั้นได้เวลาก็จะเริ่มนวดข้าวกัน  ในการนวดข้าวต้อง “ทำขวัญลาน”  เสี่ยก่อน  โดยจัดตั้งเครื่องสังเวยต่าง ๆ จากนั้นหมอขวัญจะเป็นผู้ทำพิธี  เมื่อเสร็จพิธีแล้ว  จะนำฟ่อนข้าวมาเรียงลงในลาน  โดยเริ่มเรียงออกมาจากเสาเกียด (เสาที่ปักไว้กลางลานอย่างแน่นหนา) ซึ่งเรียกว่า  “ตกข้าง”  ในการตกข้าวต้องมีเด็ก ๆ หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใดก็ได้  คอยใช้เคียวตัดมัดข้าวให้มัดข้าวแตกออก  เมื่อตกข้าวเต็มลานแล้วก็จะนำวัวมาผูกเข้าแถวเรียกว่า “วัวพวง”  เพื่อเหยียบย่ำข้าวให้เมล็ดข้าวหลุดออกจากรวงข้าวนวดไปจน “ข้าวปรุ”  (ข้าวหลุดจากรวงพอสมควร)  แล้วแก้วัวพวงออกไปผูกไว้ที่ราวแล้วช่วยกัน  “รุ”  ข้าวหรือสงข้าว  โดยเอาไม้คันฉายไปเกี่ยวฟางให้เมล็ดข้าวลงไปสู่พื้นลาน  ส่วนฟางจะขึ้นมาอยู่ข้างบนอาจเรียกว่า  “สงฟาง”  ในระหว่างการรุข้าวหรือสงข้าวนี้  จะมีการ้องเพลงโต้ตอบกันระหว่างฝ่ายชายกับฝ่ายหญิง  อย่างสนุกสนานโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ได้เป็นผู้ขึ้นเพลงก่อน  โดยโห่ให้ครบสามลา  จากนั้นฝ่ายชายก็จะร้องเป็นทำนองเชิญชวนก่อน  แล้วฝ่ายหญิงจะร้องแก้หรือฝ่ายหญิงร้องขึ้นก่อน  แล้วฝ่ายชาย  แล้วฝ่ายชายร้องแก้ก็ได้  เนื้อหาของเพลงบางครั้งฟังแล้วอาจเป็นสองแง่สองง่ามซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของคนในสมัยก่อน  เพราะถือว่าการแพ้ชนะอยู่ที่คารม  ไหวพริบ  และปฏิภาณของผู้ร้องทั้งสองฝ่าย  เช่น  เพลงสงคอลำพวน    แล้วยังมีเพลงประกอบอีกหลายเพลงด้วยกันเป็นต้นว่า  “เพลงสงฟาง”  “เพลงโอก”  และ “เพลงยาว”  เพลงเหล่านี้จะร้องในระหว่างหยุดพักรับประทานอาหารก็ได้เมื่อรุข้าวเสร็จแล้วก็จะนำวัวพวงมาผูกที่เสาเกียดแล้วไล่ไใวัวย่ำไปจนข้าวหลุดจากรวงหมดจึงทำการ “พานฟาง”  หมายถึง  ช่วยกันเขี่ยฟางที่เมล็ดข้าวหลุดแล้ว  ออกไปไว้ข้าง ๆลาน  ทำดังนี้  ประมาณ  7  พาน เมื่อพานฟางครบ  7  ครั้งแล้วย่ำราบ  คือย่ำให้ฟางราบแล้วเอาฟางออกให้เหลือแต่เมล็ดข้าวอยู่ในลาน  จากนั้นนำข้าวมากองรวมกันบริเวณโคนเสาเกียด  เรียกว่า “ชักข้าวขึ้นช้าง”  โดยใช้การชักกระดานช่วยกันถือเป็นเรื่องสนุกสนาน  ชายหญิงได้หยอกล้อกัน และยังมีเพลงร้องประกอบด้วยเรียกว่า  “เพลงช้างชัก”  เมื่อชักข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้วเจ้าของบ้านจะฝัดข้าว  แยกข้าวลีบ  เศษผงออกจากเมล็ดข้าว  แล้วก็แยกข้าวลีบด้วยสีฝัด  แต่สมัยก่อนมักใช้วิธีการโรย , สาด,  โบก อ่อยข้อ,  เอาข้าวลีบและสิ่งเจือปนออก  ส่วนฟางที่นำไปกองไว้จะนำไม้ไปปักไว้เรียกว่า “กองฟาง” หรือ  “กะโลงฟาง”  เพื่อใช้เลี้ยงสัตว์ต่อไป


ดังนั้นเพลงพื้นบ้านจึงเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของชาวโพหัก  ซึ่งผู้สูงอายุของชุมชนพยายามอนุรักษ์ไว้ให้เป็นมรดกของลูกหลานและชุมชนแห่งนี้สืบต่อไป  ดังต่อไปนี้

1.เพลงจาก
   เพลงจากมักจะร้องโต้ตอบกัน  ระหว่างชายและหญิง  จะมีลักษณะร้องตามกัน  หรือเสมือนกันไม่ได้ร้องแก้กัน  จะร้องช่วงเย็น  ซึ่งหยุดเกี่ยวข้าวแล้วแยกย้ายกันกลับบ้าน

เนื้อเพลงจาก
ชาย          จะปล่อยก็ปล่อย  ตะวันก็คล้อย  ลงไปยอดยาง 
  ( รับ )    ยางเอย  เอ่อ  เฮ่อ  เอย
ชาย         ก็อยู่เถิดหนา  พี่จะขอลา  น้องนาง  หละแม่หน้าเป็นนวล    ( รับ )   ใยเอย  เอ่อ  เฮ่อ  เอย
ชาย         ยามเย็นลงไปแล้วแหละแล้วแหละเอย  กระต่ายกระแตมันก็เข้ารังนอน  ( รับ )   นอนเอย  เอ่อ  เฮ่อ  เอย   
 ชาย         อยู่เถิดหนา  พี่จะขอลาไปก่อน  หละแม่หน้าเป็นนวล       ( รับ )   ใยเอย  เอ่อ  เฮ่อ  เอย
ชาย         ยามเย็นจะจาก  เอ้ย  จะจากเอย  แม่บุญเรือนเพื่อนยาก  จากไปทั้ง  เอ้ยรัก ( รับ )  รักเอย  เอ่อเอย  เอ่อเฮ้อเอย
ชาย         หละพี่มาคิดวิตก  ไปเวียนหน้าอก  จะหัก  จะหละแม่หน้านวล  ( รับ )   ใยเอย  เอ่อเอย  เอ่อเฮ้อเอย
ชาย         เปรียบเหมือนคิดวิตก  เหมือนอกจะหักให้รักแม่น้อง   ( รับ )   ใยเอย  เอ่อเอย  เอ่ยเฮ้อเอย


2.เพลงพานฟาง
      
เพลงพานฟางนั้น จะใช้ร้องตอบโต้กัน ระหว่างชาย-หญิง ขณะพานฟางในลานนวดข้าวเมื่อข้าวหลุดออกจากรวงหมดแล้ว  ก็จะช่วยกันแยกฟางออกไปไว้บริเวณขอบลาน  ให้ใช้เมล็ดข้าวในลาน  และการเขี่ยฟางออกนี้เรียกว่า พานฟาง  ในการพานฟางออกนี้จะทำอย่างมีระเบียบ  มีการวางซ้อนกันที่เรียกว่า ลอมฟาง และจะร้องเพลงพานฟาง  มีทำนองคล้ายกับเพลงสงฟาง  แต่มีฉันทลักษณ์ง่ายๆ ใช้เป็นกล่อนสั้นๆ โดยจะขึ้นต้นว่า พานเถอะหนาแม่พาน เช่น


            ชาย     พานเถอะนะแม่พาน ( รับเฉยไว้ๆ ) พานเถอะหนาแม่พาน
                                    แม่นั่งรอบๆ ขอบลาน  มาช่วยกันพานฟางเอย 
                                    ( รับ )   ช้าเจ้าเอ๋ย  ฟางเอ๋ยแม่นั่งรอบๆ อยู่ของลาน  มาช่วยกันพานฟางเอย )
            หญิง    พานเถอะหนาพ่อพาน ( รับเฉยไว้ๆ ) พานเถอะหนาพ่อพาน
                                    ไอ้ท้ายรูดๆ ไอ้ตูดบานๆ มาช่วยกันพานฟางเอย
                                    ( รับ )   ช้าเจ้าเอย  ฟางเอ๋ย  ไอ้ท้ายรูดๆ ไอ้ตูดบานๆ มาช่วยกันพานฟางเอย )


            ขั้นตอน  การเล่นเพลงพานฟางนั้น  ชายหญิงจะใส่ชุดทำนา  มีผ้าคลุมหน้ากันฝุ่นละออง  มีอุปกรณ์  คือ  ไม้คันฉาย  หลังจากวัวย่ำข้าวเสร็จก็เริ่มพานฟาง  โดยใช้ไม้คันฉายเขี่ยเขย่าให้เมล็ดข้าวหล่นลงท้องลาน  ชาย – หญิง ก็จะร้องโต้ตอบกัน  ในเชิงเกี้ยวพาราสี  อย่างสนุกสนาน
รูปแบบของเพลง  เพลงพานฟางจะเป็นลักษณะทำนองเดียว  ถ้อยคำมีการสัมผัสกัน  1  บท  จะมี  4  วรรค  แต่ละวรรคจะมี  5  คำขึ้นไปถึง  10  คำ  ขึ้นต้นเพลงจะร้องว่า  “ พานเถอะหนาแม่พาน ”  ลูกคู่รับ “ เฉยไว้ๆ ” 

ตอนท้ายวรรคลูกคู่รับ  ช่าแม่เอ๋ย + คำสุดท้ายเช่น  นางเอ๋ย  แล้วก็ร้องทวนเนื้อร้องอีกครั้ง  00000 ( เฉยไว้ๆ )
             00000
             00000000
             00000000 ( เอย )


            การร้องฝ่ายชายจะตั้งเพลงก่อน  ฝ่ายหญิงจะร้องแก้  ดังเพลงพานฟางที่ได้เก็บข้อมูลมาดังนี้


                        พานเถอะหนาแม่พาน ( เฉยไว้ๆ )
                        ที่นั่งรอบๆอยู่ขอบลาน
                        มาช่วยกันพานฟางเอ๋ย
                        ( รับ ) ชาเจ้าเอย  ฟางเอ๋ย
                        ที่นั่งรอบๆ อยู่ขอบลาน ( ซ้ำ )
                        มาช่วยกันพานฟางเอย


            เพลงพานฟาง
            ขับร้องโดย  นายอ๊อด  มีสกุล  อายุ  77  ปี  หมู่ที่  3  ต.โพหัก  อ.บางแพ  จ.ราชบุรี


            ชาย      พานเถอะหนาแม่พาน ( เฉยไว้ๆ )
                        ที่นั่งรอบๆอยู่ขอบลาน           
                        มาช่วยกันพานฟางเอย
                        ( รับ )   ชาเจ้าเอย  ฟางเอ๋ย
                        ที่นั่งรอบๆ อยู่ขอบลาน ( ซ้ำ )
                        มาช่วยกันพานฟางเอย
            ชาย      ทองเอ้ย  อีแม่ทองมอญ ( เฉยไว้ๆ )
                        ทองเอ้ย  อีแม่ทองมอญ
                        เป็นหนูเป็นหน่ายพี่จะไต่ตามกลอน
                        ตกลงที่นอนนางเอย
                        ( รับ )   ชา  เจ้าเอย  ฟางเอ๋ย
                        เป็นหนูเป็นหน่ายพี่จะไต่ตามกลอน ( ซ้ำ )
                        ตกลงที่นอนนางเอย
            ชาย      ทองเอ้ย  อีแม่ทองสุก ( เฉยไว้ๆ )
                        ทองเอ้ย อีแม่ทองสุก
                        พี่จะย่องเข้าไปหา
                        หละเคาะฝากุกกุก
                        ปลุกน้องให้ลุกเถิดเอย
                        ( รับ )   ชา  เจ้าเอ๋ย  เถิดเอย
                        พี่จะย่องเข้าไปหา หละเคาะฝากุกกุก ( ซ้ำ )
                        ปลุกน้องให้ลุกเถิดเอย
            ชาย      พานเถอะหนาแม่พาน ( เฉยไว้ๆ )
                        พานเถอะหนาแม่พาน
                        สายบัวบนหิ้ง  หละแม่อย่านิ่งอยู่นาน
                        มาช่วยกันพานฟางเอย
                        ( รับ )   ชา  เจ้าเอ๋ย  เถิดเอย
                        สายบัวบนหิ้ง  หละแม่อย่านิ่งอยู่นาน ( ซ้ำ )
                        มาช่วยกันพานฟางเอย
เพลงพานฟางอีกสำนวนหนึ่ง
            ขับร้องโดย  ชาวบ้าน ต.โพหัก  อ.บางแพ  จ.ราชบุรี
            ชาย      พานเถอะหนาแม่พาน ( เฉยไว้ๆ )
                        สายบัวอยู่บนหิ้ง  แม่อย่านิ่งอยู่นาน
                        มาช่วยกันพานฟางเอย
           ( รับ )   ชา  แม่เอ๋ย  ชาเอ๋ย
                        สายบัวอยู่บนหิ้ง  แม่อย่านิ่งอยู่นาน ( ซ้ำ)
            ชาย      พานเถอะหนา  กระไรก็แม่พาน ( เฉยไว้ๆ )    
                        อย่ามัวนั่ง  แตะแหมะแปะขอบลาน
                        มาช่วยกันพานฟางเอย
           ( รับ)    ชา  แม่เอ๋ย  ชาเอ่ย
                        อย่ามัวนั่ง  แตะแหมะแปะขอบลาน  ( ซ้ำ)
                        มาช่วยกันพานฟางเอย
            หญิง    พานเถอะนะพ่อพาน ( เฉยไว้ๆ )
                        อย่ามัวนั่งหย่อนจ๋อ  ขอทาน ( ซ้ำ )
                        มาช่วยกันพานฟางเอย
           ( รับ)    ชา  แม่เอ๋ย  ชาเอ๋ย
                        อย่ามัวนั่งหย่อนจ๋อ ขอทาน ( ซ้ำ )
                        มาช่วยกันพานฟางเอย
                        โห่ขึ้น 3 เที่ยว
            ชาย      เสียงใคร  มาโน่นเฉียบๆ( เฉยไว้ๆ )
                        เสียงใครเขาโห่มาโน่นเฉียบๆ
                        แม่เรือนน้อย  จะถูกเทียบ
                        เรียบมาชาย  เอ๋ยลานเอย
           ( รับ)    ชาแม่เอ๋ย  นางเอ๋ย
                        แม่เรือน้อย  จะถูกเทียบ ( ซ้ำ)
                        เรียบมาชาย  เอ๋ยลานเอย
            หญิง    เสียงใครโห่มาโน่นฉาวๆ ( เฉยไว้ๆ )
                        เสียงใครโห่มาโน่นฉาวๆ  
                        จะเป็นเขมร  หรือมอญลาว
                        รุ่น  รุ่น  ซักคราวใครเอย
            ( รับ)    ชาแม่เอ๋ย  ใครเอ๋ย
                        จะเป็นเขมรหรือมอญลาว ( ซ้ำ)
                        รุ่น  รุ่น  ซักคราวใครเอย
            ชาย      โตขึ้นแล้วก็ไม่ถึง ( เฉยไว้ๆ)
                        โตขึ้นแล้วก็ไม่ถึง
                        ไอ้จอกกับขัน  โดนกันดังตึง
                         โห่แล้วก็ไม่ถึงเราเอย
            ( รับ)    ชา  แม่เอ๋ย  เราเอ๋ย
                        ไอ้จอกกับขัน  โดนกันดังตึง ( ซ้ำ)
                        โห่แล้วก็ไม่ถึงเราเอย
            หญิง    โห่ขึ้นแล้วก็ทำไมหละไม่มา ( เฉยไว้ๆ )
                        โห่ขึ้นแล้วก็ทำไมหละไม่มา
                        ถ้าไม่ได้ก้นโถ
                        หละขี้โล้ในกะลา
                        เอามาให้ข้าเถิดเอย
            ( รับ )   ชา  แม่เอ๋ย  เถิดเอ๋ย
                        โห่ขึ้นแล้วก็ทำไมหละไม่มา ( ซ้ำ )
                        ถ้าไม่ได้ก้นโถ
                        หละขี้โล้ในกะลา
                        เอามาให้ข้าเถิดเอย
            หญิง    โห่ขึ้นแล้ว  เพลงมันก็ติด (เฉยไว้)
                        โห่ขึ้นแล้ว  เพลงมันก็ติด
                        แม่ยอดตะไคร้  แม่ใบสลิด
                        พอแล้วจะประดิษฐ์  ไม่ไหวเอย
            (รับ)     ชาแม่เอ๋ย  ไหวเอ๋ย
                        โห่ขึ้นแล้ว เพลงมันก็ติด
                        แม่ยอดตะไคร้  แม่ใบสลิด
                        พอแล้วจะประดิษฐ์  ไม่ไหวเอย

3. เพลงกล่อมเด็ก  ( นายอ๊อด   มีสกุล )
เป็นเพลงพื้นบ้าน  ที่นิยมร้องกันอยู่ทั่วๆ ไปเพื่อเป็นการร้องกล่อมเด็ก  ร้องปลอบเด็ก  ไม่ให้ร้องและมีความเพลิดเพลิน  โดยมีความเชื่อว่าเพลงกล่อมเด็กมีวิวัฒนาการมาจากการเล่านิทาน  ให้เด็กฟังก่อนนอน  ทำให้เด็กเพลิดเพลินและหลับง่าย  ทั้งยังช่วยให้เด็กมีความรู้สึกอบอุ่นใจ  และเป็นการปลูกฝังค่านิยมแก้เด็ก เช่น

3.1    เพลงกล่อมเด็ก
โอ้ละเท  โอ้ระทึก  ลุกขึ้นแต่ดึก  ดึก  ทำขนมเลี้ยงหมา  ผัวก็ดี  เมียก็ดี  เมียทำขนมหม้อแกง  ไอ้ผัวท้องแห้ง  เพราะอีเมียกินหมดเอย  ( นางใบ  ตุ้มบุญนะ )

3.2    เพลงนกเขา
เจ้านกเขาเถื่อนเอย                         ให้เจ้าอยู่เรือนเลี้ยงน้อง
แม่จะไปทำนาที่ริมหนอง               เลี้ยงน้องเถิดพ่อคุณเอย
เจ้านกเขาเถื่อนเอย                          ขันอยู่แต่เช้าจนเย็น
ขันเถิดแม่จะฟังเสียงเล่น                เนื้อเย็นคนดีเอย

3.3    เพลงวัดโบสถ์
เอ๋ เอ เอย วัดเอย  วัดโบสถ์             ปลูกข้าโพดสาลี
ยามลูกเขยตกยาก                           แม่ยายก็พรากลูกสาวหนี
โอ้ข้าวโพดสาลี                              ป่านฉะนี้จะโรยรา
เอ๋ เอ เอย  วัดเอย  วัดโบสถ์             ปลูกตาลโตนดไว้เจ็ดต้น
ไอ้ขุนทองไปปล้น                          ป่านฉะนี้ไม้เห็นเงา
คดข้าวใส่ห่อ  ถ่อเรือตามหา           เขาลือว่าเจ้าขุนทองตายแล้ว

3.4    เพลงกล่มเด็ก        
“ นกกระทุงเอย                               ทำก้นตุง ตุง ว่าจะไข่
สานกระพ้อมให้ใบใหญ่                 ไว้ใส่ไข่นกกระทุง
ด้วยไข่ของมันโต                            เท่าแตงโมบางละมุง ”
ไข่หล่นดันพลุง                              แล้วนกกระทุงก็บินไปเอย     

3.5    เพลงกล่อมเด็ก
“ โอละเห  โอละหึก  ลุกขึ้นแต่ดึก  ทำขนมเชียงมา  ผัวก็ตี  เมียก็ด่า  ขนมก็คาหม้อแกง ”  ( นายอ๊อด  มีสกุล )

3.6    เพลง  ก.ข.
ก. ไก่ เอ๋ยไก้แจ้                  ขันแซ่อยู่ในรัง
ข. ไข่ อยู่ในถัง                   คอยทำรังฟักไข่
ฃ.  ขวดใส่เหล้า                 คนกินเมาแป้
ต.  คน ล้มเซ                      ขยันเทขวดใหญ่
ค.  ควาย  ไถนา                 คนยังไล่หลังตีก้น
                                           เสียงดังๆ จะไถ่นาไถ่ไร่
ฆ.  ระฆัง  ดังดี                   มักจะตีตามวัด  เป็นเครื่องหมายนัด
                                            ของพระสงค์ทั้งหลาย
ง.  ใจหาญ                           มันช่างพาลมีพิษ  มันดำสนิท  มีพิษเหลือหลาย
จ.  จาน                                มักจะมีหย่อม  หย่อม  เอาช้อนส้อมใส่ปากได้
ฉ.  ฉิ่ง                                  ตีดังเพราะหู   มีทั้งตัวเมียตัวผู้  ตัวหน้าคว่ำ ตัวหน้าหงาย
                                                 ( นายอ๊อด   มีสกุล )
4. เพลงแห่นางแมว
เป็นเพลงที่ใช้ร้องในการประกอบพิธีกรรมของชาวโพหัก  ในพิธีขอฝน  เมื่อฝนไม่ตกตามฤดูกาลชาวบ้านเดือดร้อน  ไม่มีน้ำในการอุปโภค  และการทำนา

 5.  เพลงพวงมาลัย
 ( นางแส   เมืองเฟือง )
การเล่นเพลงพวงมาลัย  จะเล่นในเทศกาลต่างๆ เช่น วันสงกรานต์  งานโกนจุก  งานบวชเณร  บวชพระ  และงานมงคลต่างๆ การเล่นเพลงพวงมาลัยจะเล่นกันตามลานบ้าน  ที่มีลานกว้างๆ ตั้งวงเป็นรูปวงกลมชายครึ่งหนึ่ง  หญิงครึ่งหนึ่ง  ต่างฝ่ายจะมีพ่อเพลงและแม่เพลงของตนเอง  คนอื่นๆ จะเป็นลูกคู่  ด้วยการปรบมือตามจังหวะพร้อมๆ กัน  แล้วคอยร้องรับเพลงเวลาหัวหน้าของตนร้องเพลง  เนื้อร้องมีทั้งสั้นและยาว  และสามารถร้องตอบโต้กันได้ทันที

    เนื้อเพลงพวงมาลัย 
                เออระเหยลอยมา                                      ลอยมาแต่ไกล ไกล  (ซ้ำ )
                ฉันเลยตบแต่งกายา                                 หวีหัวนุ่งผ้าจะไป
                เจ้าโอ้พุ่มพวงมาลัย                                  ฉันรักมานานแล้วเอย
                ( เออแม่พวงมาลัยฉันรักมานานแล้วเอย )
                เออระเหยลอยมา                                       ลอยมาแต่ไกลๆ
                มาแต่ไหนไม่รู้จัก                                     จะให้หลงรักพี่อย่างไร
                แบกรักกลับไปเสียเถอะ                           พ่อนายเพลงเอย  ( ซ้ำ )
                เออระเหยลอยมา                                       ลอยมาแต่ไกล  ไกล
                พี่แบกรักข้ามเขามา                                 ใยไม่รับรักเถอะน่าน้องนาง
                แม่พวงมาลัย                                            รับรักฉันไว้เถิดเอย
                เออระเหยลอยมา                                       ลอยมาแต่ไกลไกล
                ฉันจะว่าเพลงพวงมาลัย                            จะรักน้องคนจนจะเอามรรคเอาผลที่ไหน
                พวงเอยพวงมาลัย                                     รับรักไม่ได้แล้วเอย ( ซ้ำ )
                เออเออลอยมา                                           พี่มาแต่ไกล ไกล  ( ซ้ำ )ง
                พี่ก็จนน้องก็จน                                        เอารักมาปนกันไว้
                แม่ช่อดอกใบ                                           พี่อยากจะได้น้องเอย ( แม่ช่อดอกใบพี่อยากจะได้น้องเอย )
                อยากคะเย่อ                                              ไม่ได้คะหย่มพ่อแตงไทย
                บัวบอนซ่อนใบ                                        ถอยหลังกลับไปเถอะเอย  ( ซ้ำ )
                เอ่อระเหยลอยมา                                       เจ้าน้องกับพี่มาแต่ไกล  ( ซ้ำ )
                ประทวยเอยน้องอุตส่าห์เอาแพก              ไอ้ผัวก็แยกไปคนละโยชน์ตัวเองเอย
                ทีนี้ไม่มีที่จะโทษเอยใคร                           ใครผิดสิ่งนี่ที่ทำผิดสิ่งนี่  เอยใคร
                ตามถึงบ้านมีพวกมาหาให้ไปอยู่บ้าน        ไม่มีพวกไปรับเมียใครเล่นชู้ไม่กลับเมียใคร
                หลงชู้กู่ไม่กลับเอยเมียใคร                         หลงชู้กู่ไม่กลับกลับไม่กู่กู่ไม่กลับเอย
                สงสารแต่ลูกมานอนฟูกถึงฟาก                 จะจับแขนกระชากให้ลุกขึ้นเถอะไอ้หนู
                อย่านอนมัวเมา                                           แม่ของเจ้าตามชู้  เออไป  เออ  เอย
                สงสารไปดอกทองตามชู้                           ไม่เอ็นดูข้างหลัง
                ทิ้งหลังแท้รุงรัง                                         ไปทางเหล่าทางเรือถ้วยโถโอชา  ( ซ้ำ )
                ออกบ้านออกเรือนไป                                จุดเทียนตามไปเหมาใต้สูงลอย
                จนน้ำตาหยดย้อยลงอยู่เยอะ                      เพื่อลอยเข้าหาร้องไห้ไม่ซะเออ
                น้ำเมย  ไม่ถามเขาเอย                               ได้ลาวน้อยมันบอกว่าไปเหนือ
                เมื่อสามสามเออไม่รู้เมียใคร                      เมื่อกลาง  เออคืน  ( ซ้ำ )
                พอได้ยินเขาว่าหันหน้ากลับบ้าน              มาถึงทางเห็นลูก
                ตรงเข้าไปกอดอย่าร้องไห้ เอย                    สมยอดคราวนี้  แทบจะทอดใจตาย เอย
                                            ( นางแส   เมืองเฟือง )


6.เพลงชักกระดานหรือช้างชัก
เพลงชักกระดานหรือช้างชัก
โอกาสในการเล่น   จะใช้ร้องกันหลังจากที่ได้ช่วยกันแยกเศษข้าว  เศษฟาง  แล้วจะรวมข้าวที่กระจายอยู่กลางลานให้เป็นกองใหญ่  โดยใช้ไม้กระดานเจาะรู  2  ข้าง  เอาเชือกร้อย  มีด้านตรงกลางกระดาน  สำหรับใช้คนหนึ่งกดกระดานให้ติดพื้น  ส่วนอีกคนหนึ่งจะดึงเชือก  จะได้ข้าวทีละมาก ๆ  เรียกว่า ชักกระดาน  ระหว่างชักกระดานจะมีการร้องเพลงชักกระดานมีลักษณะคล้ายเพลงสงคอลำพวน  เนื้อร้องจะเป็นการร้องเกี้ยวพาราสีระหว่างชายหญิง  เนื่องจากขณะที่ชักกระดาน  จะมีการแกล้งเบียดเนื้อเบียดตัวจับมือถือแขนกัน  เป็นเรื่องสนุกสนานกันทั้งลาน
 
                                        เพลงชักกระดาน
            “เจ้าช่างชักเอย  ช้างน้อยห้อยหักหักบนยอดหลักเกียด(ร้องทวนซ้ำอีกเทียวพร้อมกัน) 
            นี่แหละคู่ครองของแม่เนื้อละเอียด  (ทุกคนรับพร้อมกันว่าเอ้านอระนอยน่ารักชัดให้
เสมอกันเอย)”    เจ้าช่างชักเอย  ช้างน้อยห้อยหัก  หักบนยอดสะเดา (รับพร้อมกันซ้ำ)
ฉันมันไม่ใช่คู่ครองดอกพ่อทองของเรา
(รับพร้อมกัน  ให้แม่ชวนกันรัก เอานอระนอยน่ารัก  ชักให้เสมอกัเอย)
 เพลงชักกระดานอีกสำนวนหนึ่ง
            ของแม่สมคิด (จินตนา  กล้าประยงค์)
            ช้างเอย   ช้างชัก
            ช้างน้อยห้อยหัก  อยู่ยอดตาลโตนด
            ได้ยินเสียงหล่อ  หล่อ ของพ่อวิโรจน์
            พ่อมาปลอบร้องโปรดทายทัก
            (รับสร้อย)  หน่อยละนอย  น้อละนอย  น่ารักชักให้เสมอกันเอย
           ช้างเอย    ช้างชัก
            ช้างน้อยห้อยหัก  อยู่บนยอดลำดวน
            ไหน ไหน ก็หลงมาช่วยสงหลังพวน
            ฉันก็เลยจะชวน  พ่อชัก (รับสร้อย)
                        ช้างเอย  ช้างชัก
            ช้างน้อยห้อยหักอยู่บนยอดฟักทอง
            พี่อย่าได้ช้านักมาช่วยชักช่วยร้อง
            ขอเชิญมาช่วยน้องชัก (รับสร้อย)                                           
ช้างเอย  ช้างชัก
            ช้างน้อยห้อยหัก   หักอยู่บนยอดไผ่
            ได้ข้างแค่นี้  ก็ยังดีเอ๋ยใจ
            ถึงมันจะไม่  มากนัก (รับสร้อย)
                        ช้างเอย  ช้างชัก
            ช้างน้อยห้อยหัก  อยู่บนยอดหลักเกียด
            ฉันไม่ใช่คู่ครอง  ของพ่อทองเนื้อละเอียด
            พี่อย่าเข้ามาเบียด  บ่อยนัก (รับสร้อย)
                        ช้างเอย  ช้างชัก
            ช้างน้อยห้อยหัก อยู่บนยอดบานเย็น
            อย่าแกล้งชักกระดานแล้วเบียดฉันกระเด็น
            เหนื่อยนักก็เผ่น  ไปพัก (รับสร้อย)
                        ช้างเอย  ช้างชัก
            ช้างน้อยห้อยหักอยู่ยอดจำปี
            ฉันทำขนมถ้วย  อีกทั้งกล้วยบวชชี
            ไว้เลี้ยงยามพี่  หยุดพัก (รับสร้อย)
                        ช้างเอย  ช้างชัก
            ช้างน้อยห้อยหัก อยู่บนยอดมะปริง
            อยากไปทำนาลุ่ม  ของพ่อหนุ่มเมืองสิงห์
            ก็กลัวพ่อทำหยิ่งยึกยัก (รับสร้อย)
                        ช้างเอย  ช้างชัก
            ช้างน้อยห้อยหัก อยู่บนยอดสะเดา
            คิดเท่าไหร่เล่าพี่  ให้ทำฟรีไม่เอา
            เพียงจะขอแบ่งเช่า สักพัก (รับสร้อย)
                        ช้างเอย  ช้างชัก
            ช้างน้อยห้อยหักอยู่บนยอดชะอม
            จะเอาไว้ฝึกทำ นาหว่านน้ำตม
            ที่เกษตรเขาอบรม ชวนชัก (รับสร้อย)
                        ช้างเอย  ช้างชัก
            ช้างน้อยน้อยหัก อยู่บนยอดละหุ่ง
            จะชวนพี่เล่นเพลง  กันเสียให้หมดพุด
            ให้เพลงท้องทุ่งคึกคัก (รับสร้อย)
                        ช้างเอย  ช้างชัก
            ช้างน้อยห้อยหักอยู่บนตอไม้เอน
            ตอเพลงชักกระดาน นะพ่อหัวกระเด็น
            เชิญพ่อมาเล่น  ช้างชัก
            (รับสร้อย) หน่อละนอย น้อละนอย  นารัก ชักให้เสมอกันเอย


7.  เพลงพวงมาลัย
  ( นางแส   เมืองเฟือง )
การเล่นเพลงพวงมาลัย  จะเล่นในเทศกาลต่างๆ เช่น วันสงกรานต์  งานโกนจุก  งานบวชเณร  บวชพระ  และงานมงคลต่างๆ การเล่นเพลงพวงมาลัยจะเล่นกันตามลานบ้าน  ที่มีลานกว้างๆ ตั้งวงเป็นรูปวงกลมชายครึ่งหนึ่ง  หญิงครึ่งหนึ่ง  ต่างฝ่ายจะมีพ่อเพลงและแม่เพลงของตนเอง  คนอื่นๆ จะเป็นลูกคู่  ด้วยการปรบมือตามจังหวะพร้อมๆ กัน  แล้วคอยร้องรับเพลงเวลาหัวหน้าของตนร้องเพลง  เนื้อร้องมีทั้งสั้นและยาว  และสามารถร้องตอบโต้กันได้ทันที
    เนื้อเพลงพวงมาลัย 
                เออระเหยลอยมา                                      ลอยมาแต่ไกล ไกล  (ซ้ำ )
                ฉันเลยตบแต่งกายา                                 หวีหัวนุ่งผ้าจะไป
                เจ้าโอ้พุ่มพวงมาลัย                                  ฉันรักมานานแล้วเอย
                ( เออแม่พวงมาลัยฉันรักมานานแล้วเอย )
                เออระเหยลอยมา                                       ลอยมาแต่ไกลๆ
                มาแต่ไหนไม่รู้จัก                                     จะให้หลงรักพี่อย่างไร
                แบกรักกลับไปเสียเถอะ                           พ่อนายเพลงเอย  ( ซ้ำ )
                เออระเหยลอยมา                                       ลอยมาแต่ไกล  ไกล
                พี่แบกรักข้ามเขามา                                 ใยไม่รับรักเถอะน่าน้องนาง
                แม่พวงมาลัย                                            รับรักฉันไว้เถิดเอย
                เออระเหยลอยมา                                       ลอยมาแต่ไกลไกล
                ฉันจะว่าเพลงพวงมาลัย                            จะรักน้องคนจนจะเอามรรคเอาผลที่ไหน
                พวงเอยพวงมาลัย                                     รับรักไม่ได้แล้วเอย ( ซ้ำ )
                เออเออลอยมา                                           พี่มาแต่ไกล ไกล  ( ซ้ำ )ง
                พี่ก็จนน้องก็จน                                        เอารักมาปนกันไว้
                แม่ช่อดอกใบ                                           พี่อยากจะได้น้องเอย ( แม่ช่อดอกใบพี่อยากจะได้น้องเอย )
                อยากคะเย่อ                                              ไม่ได้คะหย่มพ่อแตงไทย
                บัวบอนซ่อนใบ                                        ถอยหลังกลับไปเถอะเอย  ( ซ้ำ )
                เอ่อระเหยลอยมา                                       เจ้าน้องกับพี่มาแต่ไกล  ( ซ้ำ )
                ประทวยเอยน้องอุตส่าห์เอาแพก              ไอ้ผัวก็แยกไปคนละโยชน์ตัวเองเอย
                ทีนี้ไม่มีที่จะโทษเอยใคร                           ใครผิดสิ่งนี่ที่ทำผิดสิ่งนี่  เอยใคร
                ตามถึงบ้านมีพวกมาหาให้ไปอยู่บ้าน        ไม่มีพวกไปรับเมียใครเล่นชู้ไม่กลับเมียใคร
                หลงชู้กู่ไม่กลับเอยเมียใคร                         หลงชู้กู่ไม่กลับกลับไม่กู่กู่ไม่กลับเอย
                สงสารแต่ลูกมานอนฟูกถึงฟาก                 จะจับแขนกระชากให้ลุกขึ้นเถอะไอ้หนู
                อย่านอนมัวเมา                                           แม่ของเจ้าตามชู้  เออไป  เออ  เอย
                สงสารไปดอกทองตามชู้                           ไม่เอ็นดูข้างหลัง
                ทิ้งหลังแท้รุงรัง                                         ไปทางเหล่าทางเรือถ้วยโถโอชา  ( ซ้ำ )
                ออกบ้านออกเรือนไป                                จุดเทียนตามไปเหมาใต้สูงลอย
                จนน้ำตาหยดย้อยลงอยู่เยอะ                      เพื่อลอยเข้าหาร้องไห้ไม่ซะเออ
                น้ำเมย  ไม่ถามเขาเอย                               ได้ลาวน้อยมันบอกว่าไปเหนือ
                เมื่อสามสามเออไม่รู้เมียใคร                      เมื่อกลาง  เออคืน  ( ซ้ำ )
                พอได้ยินเขาว่าหันหน้ากลับบ้าน              มาถึงทางเห็นลูก
                ตรงเข้าไปกอดอย่าร้องไห้ เอย                    สมยอดคราวนี้  แทบจะทอดใจตาย เอย
                                            ( นางแส   เมืองเฟือง )


 8.เพลงอีเเซว
           เป็นเพลงที่ร้องในเทศกาลต่างๆ  เช่นเทศกาลผ้าป่า    กฐิน    การแข่งเรือ    เป็นต้น   
  เพลงอีเเซวเป็นเพลงจังหวะเร็วๆ  เดินจังหวะด้วยฉิ่ง  และกรับ  ซึ่งเป็นเครื่องประกอบจังหวะ
  ชั้นเดียว   คือ  ฉิ่ง  ฉับ ๆ ๆ ไปเรื่อยๆ  สำหรับกรับจะตีเป็นตัวสอดแทรก  ขัดจังหวะอยู่ตลอด
  เวลา   เพราะถ้าตีดังเกินไปจะกลบเสียงร้องได้  เพลงอีเเซวมีฉันทลักษณ์เป็นกลอนเดี่ยวเหมือน
  เพลงฉ่อย  ตัวอย่างเช่น
                             โอ้แม่ดอกกระเจาะ   ของพี่แจ่มกระจ่าง
                             รักพี่จะต้องจาง  ไปด้วยความจนใจ
                             แม่เเจ่มกระจ่าง   จะจางเป็นอื่น
                             เจอเจ๊อะ   คงไม่หวานชื่นหัวใจ
                             โอ้แม่คู่ร่วมจิต  โอ้ดวงจิตเคยโจก
                             น้ำตาพี่โจ๊กร่วงลงสักสองสามจอก
                             น้องไม่เห็นใจ
                             จะต้องจากนางน้องจริง  แม่หล่อนจ๋า
                            ( ถ้าพ่อเพลงจะร้อง  ลูกคู่จะรับว่า  “ แล้วหล่อนจ๋า ” )
                            ถ้ารักพี่แล้วน้องอย่าเป็นสองใจ
                            ( พ่อเพลงร้องเพลงอีกให้รับว่า  “ แล้วสองใจ ” )

            ตัวอย่าง           เพลงอีแซวสำนวนหญิง  สำนวนหนึ่ง
                                    ของแม่สมคิด  ( จินตนา   กล้าประยงค์ )
                            เอ่อ   เฮ่อ  เอ่อ……….เอย
                          จะร้องเจื้อยเสียงเเจ๋ว  เป็นเพลงอีเเซว
                          สวัสดีทุกท่าน  ที่ส่งเสริมของไทย
                          อันเพลงพื้นบ้านนั้น  นับวันจะเสื่อมสูญ
                          ถ้าไม่ริเริ่มเพิ่มพูน  ก็จะไปกันใหญ่
                          สตรีสารทำดี  เปิดเวทีดังเด่น
             ให้นักเพลงสมัครเล่น  ได้แสดงลวดลาย
              ด้วยจิตใจมั่นคง  ขอร่วมวงด้วยคน
                           กลอนด้นที่ฉันด้น  คงพอฟังกันได้
                ก่อนจะเปิดปากประ  ขอคารวะครูเพลง
                ฝีปากกลอนท่านเก่ง  เลื่องลือไปไกล
                ขอไหว้พ่อบัวเผื่อน  ลูกไม่เคยเลือนลืมพ่อ
                ลูกขอยกเยินยอ  ให้พ่อเป็นครูใหญ่
                             พ่อเคยสอนทำนอง  ให้ลูกร้องเป็นเพลง
                            ให้ว่ากลอนจนเก่ง  ทั้งกลอนลากลอนไล
                            แต่โอ้อนิจจา  พ่อด่วนลาจากโลก
                            ทิ้งแต่ความเศร้าโคก  แก่มวลศิษย์สืบสาย
                            ไหว้ลุงกร่าย  จันทร์แดง  ท่านเป็นแรงผลักดัน
                            ไหว้แม่บัวผัน  อีกทั้งพ่อไสว
                            บรรดาครูมีพระคุณ  คอยช่วยหนุนสืบเนื่อง
                            เพลงพื้นบ้านจะเฟื่อง  เพราะท่านยังมีไฟ
                            ไหว้แม่บุญมา  ยายทองหล่อ  อีกทั้งพ่อสุชิน
                            ที่ออกนามยังไม่สิ้น  อย่าได้สงสัย
                            ไหว้ครูพักลักจำ  มิได้เอ่ยนามกำหนด
                            พ่อเพลงแม่เพลงทั้งหมด  ลูกหาลืมไม่
                            ลูกขอไหว้ยายทองอยู่  รักษาพล
                            อายุยายมากล้น  แต่คารมเหลือหลาย
                            ถึงยายอยู่จะสิ้น  ยังได้ยิงเสียงอยู่
                            เปิดเทปฟังดู  นึกแล้วเสียดาย
                            ฉันเล่นเพลงสนุก สนุก  ยังจำมุกยายมา
                            ได้แบ๊งค์ร้อย  แบ๊งค์ห้า  เพราะคนดูเขาชอบใจ
                            ลูกขอไหว้ยายถ้วน  อยู่ที่เวียงทุน
                            ยายเป็นต้นตระกูล  ช่วยต่อเพลงตบไก่  ( ปรบมือ )
                            ขอให้ยายทั้งสอง  ไปร้องเพลงด้วยกัน
                            ร้องที่บนสวรรค์  อย่าห่วงใย
                            ยายจ๋าอย่ากังวล  ยังมีคนสืบทอด
                            คงจะแจวไม่มีจอด  ยายจงจำไว้
                            ( ลง )  เอยว่าดอกจำปา  ดอกจำปี
                            ( ลูกคู่รับ – เออ เออ เอ๊ย  ดอกจำปี )
                            เพลงพื้นบ้านนี้  ควรต้องรักษาสืบไป
                            ( ลูกคู่รับ – เออ เออ เอ๊ย  แล้วสืบไป )
                            จินตนาคือนาม  คอยติดตามมานาน
                            วงเพลงพื้นบ้าน  สตรีสาร  ยุคใหม่
                            อยากจะร่วมเล่นเพลง  แต่ยังเกรงรุ่นพี่
                            ล้วนฝีปากดี ดี  กลัวจะใช้ไม่ได้
                            เกรงจะพลาดผิดพลั้งเลยรั้งรั้งรีรอ
                            ลับฝีปากอยู่เป็นปี  จึงได้ส่งไป
                            น้องนี้เพิ่งฝึกหัด  ยังไม่สันทัดไปทั่ว
                            ขอฝากเนื้อฝากตัว  กับพี่  พี่ได้ไหม
                            ขอพี่ได้เอ็นดู  น้องหนูคนดี
                            จงเอื้อนเอ๋ยวจี  กับน้องนี้บ้างเป็นไร
                            ( ลง )  เอยว่าดอกจำปี  ดอกจำปา
                            ( ลูกคู่รับ – เออ เออ เอ๊ย  ดอกจำปา )
                            ถ้าหากพี่ถามมา  น้องก็จะตอบไป
                            ( ลูกคู่รับ – เออ เออ เอ๊ย  แล้วตอบไป )

วรรณกรรมพื้นบ้าน 


            วรรณกรรมพื้นบ้าน  ส่วนใหญ่มักจะเป็นนิทานพื้นบ้าน  เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของคนในชนบทเมื่อมีความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าทั้งกายและใจชาวบ้านมักจะหาวิธีการต่างๆ มาใช้เพื่อเป็นการผ่อนคลายความรู้สึกเหล่านั้น และวิธีการที่นิยมใช้กันมาในอดีตคือ  การเล่านิทาน  และการทายปัญหา  เป็นต้น
            การเล่านิทานนั้น  ส่วนใหญ่จะเล่าในเวลาว่างจากการทำงาน  หรือก่อนนอน  ซึ่งเนื้อเรื่องของนิทานพื้นบ้านเหล่านี้  จะเป็นเรื่องขำขัน  หรือประเภทสองแง่  สองง่าม  เพื่อเกิดความสนุกสนานร่วมกัน บางเรื่องก็ให้คติสอนใจ  นิทานพื้นบ้านเหล่านี้ไม่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร  แต่จะเป็นการเล่าสืบกันไป  ในชุมชนโพหักยังปรากฏว่ามีนิทานพื้นบ้านอยู่บ้าง  แต่บางส่วนได้เลือนหายไป  เพราะไม่มีการสืบทอดกันเอาไว้ส่วนปริศนาคำทายนั้น  บางครั้งมักจะฟังดูหยาบคายหรือชวนให้คิดว่ามีคำตอบที่หยาบคาย  เป็นคำถามประเภทสองแง่  สองง่าม  เช่น
            “ อะไรเอ่ย  จั๊กกะดอย  มีหมอย  2  เส้น ”
            คำตอบ  คือ  ด้ายเย็บผ้า
            ผู้ถามปัญหา  ( นายอ๊อด   มีสกุล )
    หรือการทายชื่อขนมของชาวโพหัก  ปริศน
            “ ไข่กบ  นกลอย  นกปล่อย  ไอ้ตือ  คืออะไร ”
คำตอบ  ไข่กบ  คือเม็ดแมงลัก
นกลอย  คือ  ข้าวเม่าน้ำกะทิ
นกปล่อย  คือ  ลอดช่อง
ไอ้ตือ  คือ  ข้าวเหนียว
            ( นายอ๊อด   มีสกุล )

นิทานพื้นบ้านของชาวโพหัก


        1.     เรื่องหมาดำ   ( ผู้เล่า  นางแส   เมืองเฟือง  อายุ  84  ปี  ต.โพหัก  อ. บางแพ  จ. ราชบุรี )
            มีเศรษฐีผู้หนึ่ง  มีลูกสาวอยู่คนหนึ่งแกเป็นคนห่วงลูกสาวมากไม่ยอมให้ใครเห็นหน้าลูกสาวเป็นอันขาด  เมื่อลูกสาวโตเป็นสาวแล้วได้สร้างหอคอยไว้สูงๆ แล้วให้ลูกสาวไปอยู่  วันหนึ่งๆ ลูกสาวไม่ทำอะไร  ได้แต่นั่งที่ริมหน้าต่าง  แล้วมองลงมาข้างล่าง  วันหนึ่งเธอเห็นหมาดำตัวหนึ่งมาเดินวนเวียนอยู่ข้างล่างหอคอย  นางก็โยนอาหารไปให้หมาดำกินทุกวัน  หมาดำเกิดหลงรักนาง  และนางก็รักหมาดำมาก  หมาดำคิดที่จะพานางหนีไปด้วย  จึงแอบขึ้นไปบนหอคอยแล้วได้เสียกัน  พ่อของนางรู้เรื่องเข้า  จึงไล่ลูกสาวให้ไปอยู่กับหมาดำที่กระท่อม  ต่อมานางได้คลอดลูกออกมาเป็นหมาดำ
         
            2.   ช้อนกะลา (ผู้เล่า   นางส้มเกลี้ยง  พงษ์กลัด)
มีชายหนุ่มสองคน    ทั้งสองคนมีความสนิทสนมกันมาก   โดยคนหนึ่งมีฐานะร่ำรวย  ส่วนอีกคนหนึ่งฐานะยากจน  ด้วยความยากจนทำให้เพื่อนคนที่มีฐานะยากจนต้องนำภรรยาของตนไปจำนำไว้กับเพื่อนที่รวยกว่าตน  เมื่อถึงเวลากินข้าวเพื่อนที่เป็นเศรษฐีได้เอาช้อนที่ทำมาจากกะลามะพร้าวมาให้เพื่อนใช้  เพื่อนที่มีฐานะยากจนรู้สึกน้อยใจ  ในโชคชะตาและวาสนา  จึงได้เก็บเอาช้อนกะลาไปไว้ที่บ้าน   ทุกครั้งที่เขามองเห็นช้อนกะลานั้น  ทำให้เขาเกิดความอดทน  ตั้งหน้าตั้งตาทำงานอย่างขยันขันแข็ง   จนมีฐานะร่ำรวยในที่สุดสามารถนำเงินไปไถ่ตัวภรรยากลับคืนมาได้
          
          3.  เรื่องตาบอดไปตีผึ้ง
มีคนตาบอดสามคนไปตีผึ้งด้วยกัน     ทีนี้มีตาคนหนึ่งไปตัดไม้กัก ๆ    อยู่บนยอดไม้ก่อไม้ไผ่  คนตาบอดทั้งสามคนก็เดินเมียงมองเข้าไปใกล้แถมทั้งสามคนยังมีจมูกบี้  ทั้งสามคน “ใครลักตีผึ้งนี่”  คนตาบอดถาม   ตาแก่คนนั้นตอบว่า   “เปล่ากูตัดไม้อยู่”  คนตาบอดก็ว่า  “ไห้ห่…โฮหกฮู่ฮ่า  ฮายฮะ”  แล้วก็เซ้าซี้อยู่อย่างนั้น  จนตาแก่รำคาญจึงบอกว่า  “เออ  เดี๋ยวกูจะให้”   แกก็เข้าไปตัดไม้ไผ่  แล้วขี้ใส่กระบอก  เอาไปไม้อุด  และว่า “เอ้า  นี่ ๆ ๆ  ตีผึ้งให้แล้วนา เอาไปนะอย่ามารบกวน”   คนหัวปี (คนแรก)   รับมาแล้วว่า  “เฮ้ย  หะห่อย ๆ เหียวฮิน  ฮันให่  เฮยแหะฮวกเฮา”   ออกเดินคลำ ๆ กันไปทั้งสามคน  ไปเจอหนองน้ำ  คนพี่บอก “ห้องฮัก ๆๆ ฮั่งๆๆ  ฮ้อมฮงๆ ฮวกเฮา  ฮูฮนให้ฮ่ะ  ห้องฮิมห่อน  ฮวกฮึงเห็ก ๆ  ฮินฮีหัง”   แล้วยกขึ้นซดฮวบ  บ่ายหน้าหนี  แล้วส่งให้คนกลาง  ฮกซดฮวบเช่นกัน  ไม่พูดอะไร  ส่งให้คนเล็ก  คนเล็กรับมาเขย่าดูแล้วพูดว่า  “ให้ ห่า ฮิน  เหือบหด  เหือให้ฮูหน่อยเฮียวแฮะ”  ว่าแล้วกระดกซดฮวบร้องว่า  “เฮ้ยหึ้ฮี่หะ”  เฮ้งก็หี้  กูก็หี้  เจ็บใจตะแก่นี้แท้ ๆ  ไปพากันไปแก้แค้น  เอ็งยืนข้างโน้น  กูยืนข้างนี้  (หมายถึงล้อมนั้นเอง)   เสร็จแล้วเอาขี้เขวี้ยง (ขว้าง)   เข้าไปยังกอไม้  ปรากฏว่าถูกพวกเดียวกัน  เหมือนให้ทุกข์แก่ท่าน  ทุกข์นั้นถึงตัว

           4.    เจ้าประคุณในโกษฐ
ในอดีตวัดใหญ่โพหักเป็นวัดเล็ก ๆ  มีพระอยู่จำพรรษาไม่มากนัก   เมื่อออกพรรษา  และ รับกฐินเรียบร้อยแล้ว  พระภิกษุส่วนใหญ่จะออกธุดงค์แสวงหาหลักธรรมต่าง ๆ  ในครั้งนั้นมีพระภิกษุ  3  รูป  ออกเดินธุดงค์ไปด้วยกันเมื่อเดินทางไปถึงสถานที่แห่งหนึ่ง  ได้พบพระภิกษุรูปหนึ่งที่มีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติธรรมเป็นที่น่าเคารพนับถือ   จึงได้ฝากตัวเข้าเป็นศิษย์ขอศึกษาเล่าเรียนวิชาการต่าง ๆ จนถึงเทศกาลเข้าพรรษาได้กราบลาอาจารย์เดินทางกลับไปจำพรรษา  ณ  วัดใหญ่โพหัก  ตามเดิม  โดยได้ศึกษาและฝึกปฏิบัติวิชาอาคมต่าง ๆ และมีวิชาหนึ่งคือ  วิชาการเสกดอกมะลิให้เป็นแมลงภู่  ซึ่งพระภิกษุทั้ง  3  รูปฝึกแล้วแต่ไม่สำเร็จ
            ต่อมาพระภิกษุ  2  รูป  ได้เกิดความท้อแท้  และเลิกฝึกปฏิบัติไปเอง  คงเหลือแต่  พระทองดี  ที่ยังไม่ลดละความพยายาม  พยายามทำการฝึกปฏิบัติตลอดมา  โดยไม่รับฟังคำทักท้วงของเพื่อนภิกษุด้วยกันว่าเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้   ตามปกติแล้วพระทองดี  จะฉันภัตตาหารเพียงวันละ  1  มื้อ  โดยจะฉันภัตตาหารในตอนสาย ๆ หรือตอนเพล   มีอยู่ครั้งหนึ่งเพื่อนภิกษุ ต้องการที่จะแกล้งพระทองดี  โดยไปหาแมลงภู่มาตัวหนึ่งแล้วนำไปใส่ไว้ในพานดอกมะลิ   โดยนำดอกมะลิวางทับตัวแมลงภู่ไว้   ซึ่งในขณะนั้นพระทองดีกำลังสรงน้ำอยู่  เมื่อสรงน้ำเรียบร้อยแล้วทำให้มีจิตใจสดชื่นแจ่มใสจึงตั้งจิตภาวนาทำการเสกดอกมะลิที่อยู่ในพานให้กลายเป็นแมลงภู่   โดยไม่ยอมออกไปฉันภัตตาหาร  และในการนั่งบำเพ็ญ
ภาวนาจิตในครั้งนี้  ท่านมีสมาธิที่สงบและมั่นคง  เมื่อลืมตาขึ้นท่านได้เห็นแมลงภู่ที่อยู่ใต้ดอกมะลิไต่ขึ้นมาบนพานแล้วบินไป  ทำให้ท่านเกิดความปิติอย่างยิ่ง  ไม่ยอมออกจากห้องและไม่ฉันภัตตาหารเป็นเวลา 7 วัน แต่ท่านภาวนาปลุกเสกให้ดอกมะลิกลายเป็นแมลงภู่บินไปจากพานจนหมด
            ส่วนภิกษุ  สามเณร  ตลอดจนญาติโยมต่างๆ เฝ้าคอยดูพระทองดีด้วยความเป็นห่วง  เพราะไม่ได้ออกไปรับบิณฑบาตร  ไม่ออกมาสรงน้ำ  และไม่ยอมฉันภัตตาหาร  เพราะเกรงว่าจะเป็นบ้า  จะเข้าไปปลุกก็ไม่กล้า  กลัวบาป  เพราะพระทองดีอยู่ระหว่างการปฏิบัติสมาธิวิปัสนากรรมฐานครั้งครบกำหนด 7 วัน พระทองดีได้ออกจากห้อง  ออกรับบิณฑบาตรและฉันภัตตาหารตามปกติ  แต่อัปกิริยาของท่าเปลี่ยนไปจากเดิม  ผิวพรรณวรรณะผุดผ่อง  หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส  พูดน้อยแต่มีเหตุผล  เต็มไปด้วยหลักธรรมซึ่งผิดจากเดิมไม่ว่าจะยืน จะเดินจะนั่ง มีแต่ความสำรวม เมื่อมีผู้สอบถามถึงเรื่องการเสกดอกมะลิเป็นแมลงภู่ท่านจะยิ้มและไม่พูดอะไรทั้งสิ้น  ทำให้ไม่มีใครทราบว่า  ท่านทำสำเร็จหรือไม่  ต่อมาคณะสงฆ์ได้แต่งตั้งท่านให้เป็นเจ้าอาวาสปกครองดูแลวัดใหญ่โพหัก  ท่านได้ทำการก่อสร้างอาคาร  เสนาสนะต่างๆ ของวัดจนมีความมั่นคง  แข็งแรงถึงปัจจุบัน  ตลอดจนทำการส่งเสริมการศึกษาของพระภิกษุ  สามเณรในวัดและประชาชนพุทธศาสนิกชนทั่วไป
            มีอยู่ครั้งหนึ่ง พม่าได้ยกกองทัพมาตีเมืองราชบุรีและจะยกไปตีกรุงศรีอยุธยา  พระทองดีได้รับอาสาที่จะทำการขับไล่กองทัพพม่าให้ถอยทัพกลับไป  ท่านได้ร่วมกับเจ้าอาวาสวัดหลังบ้าน (ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดสมุทรสาคร) เดินทางไปยังกองทัพพม่า  โดยนำมะนาวไป รูปละ 1 ย่าม  ปูนแดงสำหรับกินกับหมากรูปละ 1 กะลา  เมื่อท่านเดินทางมาถึงกองทัพพม่า  ได้ขว้างมะนาวเข้าไปในกองทัพของพม่าทำให้ทหารพม่าหลับไปทั้งกองทัพจากนั้นท่านได้เข้าไปในกองทัพพม่าแล้วใช้ปูนแดงคาดคอแม่ทัพ  นายกอง  ของพม่าทุกคนจากนั้นเดินทางกลับวัด
ครั้งรุ่งเช้า  เมื่อแม่ทัพ  นายกอง  ตื่นขึ้นมา  เห็นรอยปูนแดงคาดที่คอ  ต่างมีความตกใจกลัวมากจึงได้ถอยทัพกลับไป  เพราะเห็นว่า คนไทยมีวิชาเก่งกล้ากว่าสามารถเป็นอย่างมาก เพราะหากจะฆ่าทหารพม่าแล้ว  สามารถจะฆ่าได้ทันที เมื่อความทราบถึงกรุงศรีอยุธยา (พระเจ้าอยู่หัวบรม-โกศ ) จึงได้พระราชทานรางวัลให้กับพระอาจารย์ทองดี  และเจ้าอาวาสวัดหลังบ้าน  เป็นจำนวนมาก  โดยเฉพาะสิ่งของที่พระราชทานให้กับพระอาจารย์ทองดี ดังนี้


1.            ตู้พระไตรปิฎกลายทองยุทธหัตถีบรรจุพระไตรปิฎกลายทองอักษรขอม
2.            พระพุทธรูปยืนอุ้มบาตร  ขนาดเท่าคน 1 องค์ (ได้หายไป เมื่อพ.ศ.2513)
3.            ฝาบาตรประดับมุกลงยา (เคยอยู่ในห้องหลวงพ่อบัว)
4.            กระถางเคลือบ 8 เหลี่ยม  จำนวน 1 กระถาง
5.            กระติกน้ำเป็นตุ่มเคลือบปากเล็กสีเขียวไข่กา
6.            เรือกัญญา  จำนวน 1 ลำ เป็นเรือขนาดเล็กติดเก๋งมีหลังคา
7.            ศาลาเสาเหลี่ยม 1 หลัง


นอกจากนี้ ยังได้รับพระราชทานที่ดินสำหรับเก็บเป็นส่วยเข้าวัด โดยมีแนวเขต ดังนี้      ทิศเหนือ ติดต่อกับคันนา ยายช่าย(บริเวณเหนือวัดดอนพรม)
ทิศใต้  ติดต่อลำรางเสาธง (บริเวณวัดหนองบัว อ.บ้านแพ้ว)
ทิศตะวันออก  ติดต่อกับดอนหลวง (บริเวณวัดดอนวัว,หนองอีแบน)
ทิศตะวันตก  ติดต่อกับลำไอ้โพง (บริเวณบ้านมอญ  สะพานดำ)


            ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ดินส่วนทางทิศตะวันตก  ถูกเวนคืนให้เป็นของราชการ ชาวบ้านโพหัก ซึ่งมี แขวงเกิด และจ่าบ้าน  ได้พยายามเสนอเรื่องกับทางบ้านเมือง เพื่อขอพระราชทานที่ดินดังกล่าวคืนให้กับวัดใหญ่โพหักตามเดิมแต่แขวงเกิดได้ถึงแก่กรรมเสียก่อนบริเวณหนองไอ้โพงประชาชนจึงได้จัดงานฌาปนกิจศพขขึ้นในที่ดินดังกล่าว  โดนธรรมาสน์ไปตั้งแสดงธรรมก่อนทำการฌาปนกิจศพ จึงเรียกชื่อบริเวณนั้นว่า หนองไอ้โพงธรรมาสน์


            ในสมัยรัชกาลที่ 4 ยังทรงผนวชอยู่ได้เดินธุดงค์มาปลักกลดที่องค์พระปฐมเจดีย์จังหวัดนครปฐมและเดินธุดงค์ผ่านมาทางชุมชนวัดใหญ่โพหักและพักจำวัด ณ วัดใหญ่โพหักครั้งเมื่อได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติในปีพ.ศ.2394  ทางราชการได้ประกาศให้วัดใหญ่โพหักคืนส่วยที่ดินทั้งหมดแก่ทางราชการ คงเหลือเฉพาะบริเวณพื้นที่เลี้ยงสัตว์ (ป่าหลวง)  และพื้นที่รอบๆวัดซึ่งมีเนื้อที่ดินประมาณ 3,000 ไร่  ต่อมาภายหลังประชาชนได้เข้ารับการจับจองที่ดินพื้นที่บริเวณป่าหลวงสำหรับเป็นที่อยู่อาศัยและประกอบอาชีพ


            สำหรับ  หลวงพ่อทองดีนั้นได้มรณภาพลงเมื่อใดนั้นไม่มีผู้ใดทราบ  เพียงแต่เป็นเรื่องเล่าสืบต่อกันมา  ส่วนที่เรียกท่านว่า  เจ้าประคุณในโกษฐ์นั้น  อาจสืบเนื่องมาจากเมื่อท่านได้มรณภาพลง  ญาติโยมชาวโพหักได้ทำการบรรจุอัฐิของท่านไว้ในโกษฐ์ใหญ่ ณ วัดใหญ่โพหักทำให้ทุกคนเรียกท่านว่าเจ้าประคุณในโกษฐ์

(ข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นบ้านโพธิ์หักเผยแพร่โดยนายสราวุธ  สุธีรวงศ์)
 ...............................................................................

ประเพณีการแต่งงานของชาวไทยดั้งเดิม (ชาวไทยโพหัก)


          ก่อนที่หนุ่มสาวชาวโพหักจะแต่งงานพวกเขาจะต้องปฏิบัติตนใด ๆ ก็ตามเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามพอใจ โดยเฉพาะครอบครัวของทั้งสองฝ่าย ซึ่งเราเรียกการปฏิบัติที่มีมาช้านานนี้ว่า "ประเพณีอาสา"


          ในเดือนสามหลังจากเกี่ยวข้าวเข้ายุ้งแล้ว ครอบครัวของทั้งสองฝ่ายจะนำข้าวใหม่มาเผาข้าวหลามแลกเปลี่ยนกัน และในเดือนห้าวันสงกรานต์เช่นเดียวกันครอบครัวของหนุ่มสาวจะทำอาหารคาวหวานมาแบ่งปันกันเหมือนเดือนสาม
         

 หลังจากที่หนุ่มสาวแต่งงานแล้วมักสร้างบ้านเรือนอยู่ใกล้ชิดกับพ่อแม่ และเมื่อฐานะดีขึ้นจึงเริ่มขยับขยายบ้านเรือนตามความสามารถของตน
          ในเดือนสิบสองข้าวเริ่มออกรวงพร้อมที่จะเก็บเกี่ยวหญิงสาวจะต้องเตรียมตัดเสื้อกางเกงสำหรับคู่บ่าวและญาติพี่น้องของเขาใช้ในฤดูเก็บเกี่ยวข้าว
          ฤดูเก็บเกี่ยวและนวดข้าวมาถึง ฝ่ายชายจะชักชวนเพื่อนฝูงญาติพี่น้องมาช่วย ครอบครัวสาวเจ้าอีกครั้งหนึ่ง เมื่อขนข้าวเข้าลานหมดแล้ว ญาติของทั้งสองฝ่ายจะนัดวันที่จะ นวดข้าว เรียกว่า "ลานอาสา" ในระหว่างการนวดข้าวนี้หนุ่มสาวจะมีการร้องเพลงเกี้ยวกันอย่างสนุกสนาน
       

   เมื่อถึงฤดูงานกฐินในเดือนสิบเอ็ดหนุ่มชาวโพหักทั้งหลายจะเตรียมหาเรือยาวไว้ให้หญิงสาวพายชักพระในเวลาเช้า และเมื่อถึงตกบ่ายจึงมีการแข่งขันพายเรือยาวขึ้น โดยในช่วงเทศกาลนี้ชายหนุ่มจะบรรจงทำพายสำหรับให้หญิงสาว และทำงอบให้สาวสวมใส่ ขณะนั่งเรือพายอย่างสุดฝีมือ เพราะในงานนี้ถือได้ว่าเป็นการประกาศความเป็นคู่หมั้นคู่หมายระหว่างชายหนุ่มหญิงสาวให้แก่คนในชุมชนได้ทราบอีกครั้งหนึ่ง
          เดือนแปดช่วงเวลาแห่งการทำบุญเข้าพรรษาของชาวพุทธ ชายหนุ่มจะต้องสานกระจาด พร้อมทั้งเหลาไม้คานไว้อย่างสวยงามเพื่อให้สาวเจ้าหาบอาหารคาวหวานไปทำบุญที่วัดและในระหว่างนี้ทุกวันพระ สาวจะต้องตระเตรียมอาหารเผื่อไปถึงครอบครัวชายหนุ่มด้วย
          เมื่อถึงเดือนเจ็ดฝ่ายชายจะชักชวนเพื่อนฝูงและญาติสนิททั้งหลายไปช่วยลงแขกไถนาให้แก่ครอบครัวฝ่ายหญิง โดยหญิงสาวจะต้องเตรียมอาหารคาวหวานให้พร้อมสำหรับเลี้ยงดูแขกอาสา
          ในเดือนหกฤดูแห่งการเริ่มทำนา ชายหนุ่มจะเตรียมเครื่องมือที่ใช้ในการทำนาไม่ว่าจะเป็นคราด คันไถ พร้อมวัวไปช่วยครอบครัวหญิงสาวไถนา อีกทั้งยังบรรจงสานกระบุงไว้ให้หญิงสาวใส่ข้าวไปหว่านนา และทำกระบุงใบเล็กอีกใบเพื่อใส่ข้าวไปกินขณะทำนา
       

   โดยทั่วไปแล้วการอาสาถือได้ว่าเป็นเวลาแห่งการดูใจของชายหนุ่ม และหญิงสาวว่าทั้งสองฝ่ายมีความรักต่อกันมากแค่ไหน เรียนรู้น้ำใจและความสามารถของกันและกัน


 คนจีนที่โพหัก.....


  
          สำหรับบรรพบุรุษของคนไทยเชื้อสายจีนที่โพหัก  ส่วนใหญ่เป็นจีนแต้จิ๋ว มีฐิ่นฐานเดิมที่มณฑลกวางตุ้ง  อพยพมาเมืองไทยโดยทางเรือ  ลงเรือที่เมืองซัวเถาซึ่งมีสภาพคล้ายกับจังหวัดสมุทรสาคร  อพยพมาในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์(ช่วง  บุนนาค)  ขุดคลองดำเนินสะดวก คนจีนรุ่นแรกก็มารับจ้างขุดคลอง  เมื่อขุดคลองเสร็จแล้วก็เริ่มตั้งถิ่นฐานอยู่แถวริมคลองซึ่งเปิดให้เป็นพื้นที่จับจองทำมาหากินใหม่  ชุมชนริมคลองดำเนินสะดวกตลอดสายจึงล้วนแต่เป็นคนไทยเชื้อสายจีน  แต่ก็มีคนจีนบางกลุ่มหาที่ค้าขายที่หลีกหนีแหล่งคนจีนด้วยกัน   คนจีนกลุ่มนี้จึงมาตั้งถิ่นฐานที่โพหัก เริ่มทำการค้าขายกับชาวท้องถิ่น  รับจ้างขุดบ่อน้ำ นำเอาวิทยาการสมัยใหม่เข้ามาเผยแพร่ เช่นทำเครื่องสีข้าวด้วยมือ  ทำเครื่องฝัดข้าว   คนจีนบางคนก็รับผลผลิตของชาวบ้านไปขาย  ในที่สุดคนจีนกลุ่มนี้ก็ตั้งถิ่นฐานปะปนกับชาวโพหัก โดยบางคนก็แต่งงานกับคนโพหักและกลายเป็นคนโพหักไปอย่างรวดเร็ว
           คนจีนรุ่นแรกสุดที่เข้ามาอยู่ในโพหักมีเพียง 5 ครอบครัวเท่านั้น  ด้วยความขยันขันแข็ง ฉลาด เห็นการณ์ไกล  จึงทำให้คนจีนสามารถตั้งถิ่นฐานและสร้างฐานะได้อย่างรวดเร็ว


            หลังจากประเทศจีนเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบคอมมิวนิสต์  คนจีนที่อพยพมาอยู่เมืองไทยจึงถูกตัดขาดจากบ้านเกิดเมืองนอนโยสิ้นเชิง  ลูกหลานที่เกิดในเมืองไทยจึงกลายเป็นคนไทยตามกฎหมาย  ลูกหลานคนจีนเหล่านี้ล้วนมีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมากในการพัฒนาท้องถิ่นในด้านต่างๆของโพหักให้มีความเจริญ


           คนจีนรุ่นแรกในโพหักแบ่งออกได้ดังนี้

1.  รุ่นที่ 1 อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในช่วง พ.ศ.2430-2440


     ครอบครัวที่ 1 จีนฮะ แซ่เหลือ ตั้งร้านค้า  เป็นต้นตระกูล รอดเชื้อ
      ครอบครัวที่ 2 จีนไล่ฮะ  แซ่อุ่น  ค้าขายของชำ  ขายยาสมุนไพร เป็นต้น
ตระกูล  อุ่นเกษม
       ครอบครัวที่ 3 จีนไท้เล้ง  แซ่ตัน ทำนา ค้าขายของชำ เป็นต้นตระกูล  ไทยจรรยา
         ครอบครัวที่ 4 จีนอุ้น  แซ่ตัน  รับซื้อของป่า  หนังสัตว์ เป็นต้นตระกูล  ตันติตระกูล
   ครอบครัวที่ 5  จีนเขียน  แซ่อื้อ  ทำนา  ซื้อขายของป่า  เป็นต้นตระกูล
เขียนนุกูล

ปัจจุบันเป็นคนโพหักเชื้อสายจีน
          คนจีนในประเทศไทยส่วนมากอพยพมาจากมณฑลทางใต้ของจีน  เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว ซึ่งในสมัยนั้นประเทศไทยเปิดรับคนจีนไม่อั้น เนื่องจากสมัยนั้นจีนกำลังประสบกับปัญหาภายในประเทศอย่างมากมาย  จนคนจีนบางส่วนต้องอพยพแสวงหาที่ตั้งถิ่นฐานใหม่  ซึ่งคนจีนบางส่วนก็เลือกที่จะมาตั้งถิ่นฐานที่ประเทศไทยเนื่องจากเห็นว่าประเทศไทยอุดมสมบุรณ์ น่าจะเหมาะต่อการตั้งถิ่นฐานใหม่   การอพยพมาประเทศไทยของคนจีนโดยมากจะอาศัยเรือสินค้ามาทางทะเลจึงมีคำเรียกคนจีนว่า " จีนโพ้นทะเล"       

  

**รวบรวมข้อมูลและเผยแพร่โดย  นกน้อยแห่งโพหัก**

ผู้รวบรวมข้อมูลได้มีการจัดทำและรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโพหัก  ดังนั้นท่านสามารถเข้าไปดูได้ที่

http://www.oknation.net/blog/nonglek โดยคลิกเลือกที่หัวข้อโพหักตรงแถบเรื่องด้านข้างของบล็อก***

 

ชาวชุมชนโพหัก..ขอเชิญสมัครสมาชิกเครือข่ายชาวชุมชนโพหักทางFacebookเพื่อแลกเปลี่ยนและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับชุมชนโพหัก..

link  http://www.facebook.com/pages/kherux-khay-chaw-chumchn-pho-hak/159628777409889?v=wall

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ยาจกน้อย วันที่ : 07/12/2008 เวลา : 11.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ya-jok

ขอบคุณข้อมูลดีๆ ว่างๆจะแวะไปเที่ยว...

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน