*/
  • นกน้อยแห่งโพหัก
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : tawee_u@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-05-24
  • จำนวนเรื่อง : 129
  • จำนวนผู้ชม : 1122372
  • จำนวนผู้โหวต : 283
  • ส่ง msg :
  • โหวต 283 คน
งานเข้าพรรษาโพหักปี53***ไม่สงวนลิขสิทธิ์....ของดีของเราไม่ต้องสงวนลิขสิทธิ์ ใครอยากได้ก็ให้เขาไป แต่ของไม่ดีของเราต้องสงวนไว้ ...คำสอนของท่านพุทธทาส

งานเข้าพรรษาอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้านโพหัก ครั้งที่ 5 ประจำปี2553

View All
<< เมษายน 2009 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน 2552
Posted by นกน้อยแห่งโพหัก , ผู้อ่าน : 15016 , 13:22:50 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

บังเอิญช่วงนี้พอมีเวลาว่างค่ะก็เลยอยากจะแนะนำเกี่ยวกับวัฒนธรรมของชุมชนโพหักในอดีตให้ได้รู้จักกันน่ะค่ะ...ประเพณีที่จะแนะนำนี้มีชื่อว่า...ประเพณีอาสา....เชื่อว่าหลายคนคงไม่รู้จัก...และไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน

ในอดีตชุมชนโพหักจะมีประเพณีอย่างหนึ่งในการขอสาวแต่งงานที่เรียกว่า ประเพณีอาสา  ซึ่งหมายถึงว่าหากชายคนใดที่จะไปขอสาวแต่งงาน หลังจากสู่ขอตกลงกันแล้วฝ่ายชายจะต้องนำของอาสาที่ทำขึ้นด้วยตัวเองไปให้กับสาวเจ้าที่จะแต่งงานด้วย....

ประเพณีอาสาหรือประเพณีทำของอาสา.. เป็นขนบธรรมเนียมประเพณีก่อนการแต่งงานของชาวโพหักโดยแท้  การทำของอาสาคือของที่ว่าที่เจ้าบ่าวและว่าที่เจ้าสาวต่างขันอาสาจะทำข้าวของต่าง ๆ ด้วยฝีมือตนเองอย่างประณีตบรรจงให้แก่กัน ประมาณ 1 - 2 ปี ก่อนการแต่งงาน 

ประเพณีการแต่งงานของชาวไทยดั้งเดิม (ชาวไทยโพหัก)

   ก่อนที่หนุ่มสาวชาวโพหักจะแต่งงานพวกเขาจะต้องปฏิบัติตนใด ๆ ก็ตามเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามพอใจ โดยเฉพาะครอบครัวของทั้งสองฝ่าย ซึ่งเราเรียกการปฏิบัติที่มีมาช้านานนี้ว่า "ประเพณีอาสา"
   โดยทั่วไปแล้วการอาสาถือได้ว่าเป็นเวลาแห่งการดูใจของชายหนุ่ม และหญิงสาวว่าทั้งสองฝ่ายมีความรักต่อกันมากแค่ไหน เรียนรู้น้ำใจและความสามารถของกันและกัน
    ในเดือนหกฤดูแห่งการเริ่มทำนา ชายหนุ่มจะเตรียมเครื่องมือที่ใช้ในการทำนาไม่ว่าจะเป็นคราด คันไถ พร้อมวัวไปช่วยครอบครัวหญิงสาวไถนา อีกทั้งยังบรรจงสานกระบุงไว้ให้หญิงสาวใส่ข้าวไปหว่านนา และทำกระบุงใบเล็กอีกใบเพื่อใส่ข้าวไปกินขณะทำนา

  คันไถ

www.watsamrong.com/handmake.


    เมื่อถึงเดือนเจ็ดฝ่ายชายจะชักชวนเพื่อนฝูงและญาติสนิททั้งหลายไปช่วยลงแขกไถนาให้แก่ครอบครัวฝ่ายหญิง โดยหญิงสาวจะต้องเตรียมอาหารคาวหวานให้พร้อมสำหรับเลี้ยงดูแขกอาสา
     เดือนแปดช่วงเวลาแห่งการทำบุญเข้าพรรษาของชาวพุทธ ชายหนุ่มจะต้องสานกระจาด พร้อมทั้งเหลาไม้คานไว้อย่างสวยงามเพื่อให้สาวเจ้าหาบอาหารคาวหวานไปทำบุญที่วัดและในระหว่างนี้ทุกวันพระ สาวจะต้องตระเตรียมอาหารเผื่อไปถึงครอบครัวชายหนุ่มด้วย
     เมื่อถึงฤดูงานกฐินในเดือนสิบเอ็ดหนุ่มชาวโพหักทั้งหลายจะเตรียมหาเรือยาวไว้ให้หญิงสาวพายชักพระในเวลาเช้า และเมื่อถึงตกบ่ายจึงมีการแข่งขันพายเรือยาวขึ้น โดยในช่วงเทศกาลนี้ชายหนุ่มจะบรรจงทำพายสำหรับให้หญิงสาว และทำงอบให้สาวสวมใส่ ขณะนั่งเรือพายอย่างสุดฝีมือ เพราะในงานนี้ถือได้ว่าเป็นการประกาศความเป็นคู่หมั้นคู่หมายระหว่างชายหนุ่มหญิงสาวให้แก่คนในชุมชนได้ทราบอีกครั้งหนึ่ง
    ในเดือนสิบสองข้าวเริ่มออกรวงพร้อมที่จะเก็บเกี่ยวหญิงสาวจะต้องเตรียมตัดเสื้อกางเกงสำหรับคู่บ่าวและญาติพี่น้องของเขาใช้ในฤดูเก็บเกี่ยวข้าว
     ฤดูเก็บเกี่ยวและนวดข้าวมาถึง ฝ่ายชายจะชักชวนเพื่อนฝูงญาติพี่น้องมาช่วย ครอบครัวสาวเจ้าอีกครั้งหนึ่ง เมื่อขนข้าวเข้าลานหมดแล้ว ญาติของทั้งสองฝ่ายจะนัดวันที่จะ นวดข้าว เรียกว่า "ลานอาสา" ในระหว่างการนวดข้าวนี้หนุ่มสาวจะมีการร้องเพลงเกี้ยวกันอย่างสนุกสนาน
     ในเดือนสามหลังจากเกี่ยวข้าวเข้ายุ้งแล้ว ครอบครัวของทั้งสองฝ่ายจะนำข้าวใหม่มาเผาข้าวหลามแลกเปลี่ยนกัน และในเดือนห้าวันสงกรานต์เช่นเดียวกันครอบครัวของหนุ่มสาวจะทำอาหารคาวหวานมาแบ่งปันกันเหมือนเดือนสาม
     หลังจากที่หนุ่มสาวแต่งงานแล้วมักสร้างบ้านเรือนอยู่ใกล้ชิดกับพ่อแม่ และเมื่อฐานะดีขึ้นจึงเริ่มขยับขยายบ้านเรือนตามความสามารถของตน

       คนโพหักแต่ดั้งเดิมถือว่าการอาสา คือการให้เกียรติกันและดูใจกันของคู่บ่าวสาว ใครอยู่กินกันโดยไม่อาสาถือเป็นเรื่องน่าอับอาย วันพระจะเป็นวันที่ดูรู้ว่าหญิงใดมีคนมาสู่ขอแล้ว ซึ่งดูได้จากหาบคอนที่ใส่ของมาทำบุญที่วัดนั่นเอง

     ..มีคำกลอนที่เกี่ยวกับประเพณีอาสาว่าไว้ดังนี้...

.....ของอาสาภูมิปัญญาน่ากล่าวขาน

              เกิดตำนานความรักจักใดเหมือน

                 ตอกทุกเส้นหวายทุกสายแทนใจเตือน

                    แม่ดวงเดือนรับไว้แทนไมตรี

           .....ทั้งกระจาดคราดไถพายอาสา

                  สื่อนำพาดวงจิตแทนใจพี่

                     ขอมอบให้ทรามวัยเจ้าคนดี

                         หมดหน้านาปีนี้หวังตีตรา...

           

ของอาสาและเครื่องจักสานของชาวโพหัก

     คำว่าอาสา เป็นคำที่ใช้เรียกชื่อสิ่งของที่ ฝ่ายชาย นำไปให้แก่ฝ่ายหญิงหลังจากที่ฝ่ายชายไปสู่ขอฝ่ายหญิง และตกลงกันเรียบร้อยแล้ว จากการบอกเล่าของผู้สูงอายุก็พอจะสรุปถึงวัตถุประสงค์ของอาสาได้ดังนี้

1.เพื่อเป็นเกียรติแก่เจ้าสาว

2.เพื่อเป็นตัวอย่างแก่ลูกหลานของตนเองว่าได้แต่งงานถูกต้องตามขนบธรรมเนียมประเพณีของชุมชน

3.เพื่อให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวมีสิ่งของเครื่องใช้ภายในครัวเรือนของตนเอง

ของอาสาที่ฝ่ายเจ้าบ่าวนำไปให้ฝ่ายเจ้าสาวก่อนแต่งงานก็อาทิเช่น งอบอาสาเจ้าบ่าวจะมอบให้เจ้าสาวในฤดูเก็บเกี่ยว จะต้องเป็นงอบที่มีความงดงามคือ เย็บเข็มถี่ๆ ประมาณ 15-17เข็ม ทำด้วยใบลานขนาดเท่าๆกันเมื่อได้มาแล้วต้องนำมาตัดใหม่ให้ได้รูปทรงแล้วตบแต่งให้สวยงาม นอกจากงอบอาสาแล้วก็ยังมีของอาสาอื่นๆ อาทิเช่น กระบุงอาสา ไม้คานอาสา กระจาดอาสา และแอกอาสาเป็นต้น

    งอบอาสา

ไม้คานอาสา

ตะกร้าอาสา

สานอย่างปราณีต และละเอียด

   ของอาสาเหล่านี้จะทำอย่างประณีตเพราะเป็นสิ่งที่มีความสำคัญในชีวิตของชาวโพหัก  แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ในปัจจุบันประเพณีนี้ได้เริ่มเลือนหายไปจากวิถีชีวิตของคนในชุมชน  ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าไม่ค่อยมีเวลาว่าง  เนื่องจากต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในการประกอบอาชีพอีกทั้งการทำของอาสาต้องใช้ความตั้งใจและความพยายามเป็นอย่างมาก...จึงทำให้หาผู้สืบทอดต่อได้ยาก...

   .....ผลพวงจากการที่มีประเพณีนี้เลยทำให้ชุมชนโพหักเป็นอีกชุมชนหนึ่งที่มีผลงานด้านหัตถกรรมจักสานที่สวยงาม  ปราณีตไม่แพ้ที่อื่นๆ 

หัตถกรรมพื้นบ้านโพหัก

    เนื่องจากอาชีพของชาวโพหักส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพทำนา  ดังนั้นเมื่อว่างเว้นจากการทำนาชาวโพหักก็จะใช้เวลาว่างในการประดิษฐ์จักสานสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆในการประกอบอาชีพ 

1.กระบุง ภาชนะสำหรับใส่ข้าวหรือสิ่งของต่างๆที่มีรูปทรงแตกต่างกันไปตามลักษณะการใช้งาน เช่นกระบุงสัด (ใช้ตวงข้าว) กระบุงหาบ กระบุงอาสา(สำหรับใส่ข้าวไปกินที่นา) กระบุงโกย (สำหรับโกยข้าว)

 www.sri.cmu.ac.th/%

2.กระจาด ภาชนะที่ใช้ใส่ของที่จะนำพาไปในที่ต่างๆ เช่น หาบ หิ้ว หรือกระเดียดไป(กระจาดหาบจะมีสาแหรกรองรับแล้วใช้ไม้คานสอดตรงส่วนบนของสาแหรกแล้วใส่บ่าหาม)

           

3.กระทาย ภาชนะสำหรับใส่ของเบ็ดเตล็ดเล็กๆน้อยๆเช่นหลอดด้าย ใส่ยา และของใช้ต่างๆ จะสานอย่างละเอียดและประณีตมาก

4.กะโล่-กระด้ง ภาชนะทรงกลมแบน ต่างกันตรงขนาด (กะโล่จะมีขนาดเล็กกว่ากระด้ง)กะโล่จะใช้ฝัดข้าว ส่วนกระด้งใช้ปิดกระจาดหาบ

http://www.thaitambon.com/

5.ฝาชี (ฝาชีตัวผู้-ตัวเมีย)เป็นภาชนะสำหรับปิดครอบสำรับอาหาร มีทรงสูง เป็นคู่เรียก ฝาชีตัวผู้-ตัวเมีย โดยมีลักษณะต่างกันที่จุดที่ยอดฝาชีตัวผู้จะมีจุกส่วนตัวเมียจะไม่มีจุก

6.กระเพาะ ภาชนะจักสานจากไม้ไผ่ ใช้สำหรับใส่ข้าวเปลือก เพื่อใช้ในการแลกเปลี่ยนกันนั้น ทั้งสองฝ่ายจะตกลงกันเอง เช่น ข้าว1กระเพาะ จะแหลกหมากพลู2กระจาดเป็นต้น

7.สุ่ม อุปกรณ์ที่ใช้จับปลาบริเวณน้ำตื้นๆ ทำด้วยไม้ไผ่เวลาใช้งานจะกดสุ่มลงไปในน้ำ แล้วใช้มือล้วงลงไปในช่องปากสุ่ม

8.ข้อง ภาชนะใช้สำหรับใส่สัตว์น้ำสานด้วยไม้ไผ่ บริเวณปากข้องจะมีงาแซงสวมอยู่มีหลายชนิดทั้ง ข้องเขียด ข้องเป็ด ข้องปลา เป็นต้น

9.ลอบ เป็นเครื่องมือสำหรับดักปลา ดักกุ้ง โดยไม่ต้องใช้เหยื่อล่อแต่ต้องใช้เฝือกหรือไม้ไผ่เป็นแผงกั้น เพื่อให้ปลาไว้เข้ามา มีลอบยืน ลอบนอน ลอบกุ้ง เป็นต้น

http://www.openbase.in.th/

10.พ้อม ภาชนะใส่ข้าวเปลือกเพื่อเก็บไว้มีขนาดใหญ่รูปทรงคล้ายโอ่งน้ำสานด้วยไม้ไผ่แล้วยาด้วยขี้วัว ขี้ควายผสมโคลน โดยทั่วไปจะเก็บพ้อมไว้ที่เรือน ดรงเฉพาะแยกจากบ้านเรือน

http://www.tanti.ac.th/

   นอกจากนั้น ยังมีหัตถกรรมที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของชาวโพหัก เช่น ข้องเป็ด ข้อกะแพ้ม ข้องกลม สุ่มมอญ สุ่มไทยตะเกรียงตะกร้อใส่ปากวัวตะฆ้อง ตะกร้าหาบหญ้าตะแกรง กระชอน กะชังกระแชง ไซ อีจู้อีดูดชะนางเปลไผ่ไม้ไถและสัดเป็นต้น สิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ทำจากวัสดุ ในชุมชนคือไม้ไผ่ และยังมีสิ่งประดิษฐ์ที่ถือว่าเป็นภูมิปัญญาและเป็นความชาญฉลาดของชาวโพหักอีกสิ่งหนึ่งนั่นคือ ชงโลงหรือโพง  

http://www.watsamrong.com/handmake.htm

ชงโลงพื้นบ้าน บ้านโพหัก

    ชงโลงหรือโพง คือเครื่องวิดน้ำโดยการโพงน้ำจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง  ชงโลงมีสองชนิดคือชนิดที่ทำด้วยไม้ไผ่กับชนิดที่ทำด้วยไม้จริง  ชงโลงโดยทั่วไปมีลักษณะคล้ายช้อน ถ้าทำด้วยไม่ไผ่จะสานทึบทั้งหมดไม่ให้น้ำรั่ว  มีด้ามไม้ไผ่ผูกติดกับปากชงโลง ตัวด้ามจะมีทั้งแบบสั้นและยาว หากเป็นด้ามสั้นจะใช้วิดน้ำโดยใช้มือข้างหนึ่งจับด้ามชงโลงค่อนไปข้างหน้า  มืออีกข้างหนึ่งจับด้ามชงโลงที่ยื่นออกไปจากตัวชงโลงเล็กน้อย วิดน้ำโยการจ้วงชงโลงลงน้ำแล้วสาดไปข้างหน้า การวิดน้ำในลักษณะนี้ใช้แรงมากและวิดน้ำออกไปได้ไม่ไกล เหมาะสำหรับวิดน้ำจากแหล่งน้ำเล็กๆ ส่วนชงโลงชนิดด้ามยาวจะมีด้ามทำด้วยไม้ไผ่ยื่นออกไปประมาณสองศอกเพื่อให้ป็นที่จับ จะใช้รดน้ำผักและผลไม้ โดยการโพงน้ำจากล่องสวนขึ้นมารดผักและผลไม้ ที่อยู่บนร่องสวนหรือโพงน้ำออกจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง เช่นโพงน้ำเข้านาหรือออกจากนาซึ่งมีปริมาณมาก การใช้ชงโลงวิกน้ำจะต้องวิดน้ำอยู่กับที่เป็นเวลานานจึงต้องหาเครื่องทุ่นแรงมาใช้โดยการแขวนชงโลงเข้ากับสามขา  แล้วแกว่งชงโลงไปข้างหน้า

สำหรับชงโลงที่ทำด้วยไม้จริงจะใช้ไม้ที่มีเนื้อเหนียวแต่มีน้ำหนักเบาเช่น ไม้กุ่ม ไม้งิ้ว รูปร่างของชงโลงจะมีลักษณะคล้ายกับชงโลงไม้ไผ่แต่ทำด้ามยาวกว่าเพื่อจะได้โพงน้ำไปได้สะดวกและจะมีน้ำหนักมากกว่าชงโลงที่ทำจากไม้ไผ่  ชาวบ้านจึงแขวนชงโลงเข้ากับหลักไม้แบบสามขาโดยใช้ลำไม้ไผ่สามอันปักลงดินแบบทแยงกันสามจุด รวบปลายไม้ไผ่มัดเข้าด้วยกันแล้วใช้เชือกแขวนชงโลงให้ห้อยลงมาพอที่จะโพงน้ำได้

     สำหรับชงโลงของชาวโพหักจะออกแบบให้สอดคล้องกับการใช้อย่างแยบยลสวยงาม โดยเฉพาะส่วนโคนของชงโลงที่ใช้ด้ามไม้ไผ่สอดเข้ากับสลักที่ขวงากับตัวชงโลง ปลายสลักโผล่ออกมาทั้งสองข้างเพื่อผูกเชือกสำหรับแขวนกับหลักสามขา  การออกแบบชงโลงเช่นนี้ทำให้แกว่งตัวได้คล่องเกิดแรงเสียดทานน้อยช่วยให้ทุ่นแรงได้มาก นับว่าเป็นภูมิปัญญาที่น่าภูมิใจของชาวโพหัก

       ....จุดเด่นอีกอย่างของโพหักคือความขึ้นชื่อในเรื่องของบ้านเรือนไทยที่สวยมีเอกลักษณ์เด่น....ชุมชนโพหักนิยมปลูกบ้านเรือนไทย เป็นหลังคาสูง แหลม ใต้ถุนสูงสำหรับใช้เป็นที่นั่งเล่นและเก็บของ  ฝาเรือนทำด้วยทำด้วยไม้สัก ไม้เนื้อแข็งหรือไม่ไผ่  โครงสร้างจะทำด้วยไม้จริงหรือไม้ไผ่  ถ้าเป็นบ้านที่ทำด้วยไม้จริงก็จะเรียกว่า เรือนฝากระดาน หรือ เรือนเครื่องสับ แต่ถ้าทำด้วยไม้ไผ่จะเรียกว่าเรือนเครื่องผูกเป็นเรือนชั่วคราว

    เนื่องจากคนโพหักมีความรู้และมีฝีมือในเรื่องงานช่างไม้จึงทำให้บ้านเรือนไทยของชุมชนโพหักทั้งในอดีตและปัจจุบันมีรูปแบบที่งดงาม...

     เรือนเครื่องผูก
เป็นเรือนที่ปลูกสร้างในชนบททั่วไป และสร้างขึ้นอย่างง่าย ๆ ด้วยการผูกรัดถักพันปลูกเป็นเรือนด้วยเส้นตอกเส้นหวายเป็นสำคัญ วัสดุที่ใช้หาได้ในท้องถิ่น ภาคกลางนิยมไม้ไผ่ชนิดต่าง ๆ เป็นโครงสร้างส่วนใหญ่ ฝาเรือนเป็นไม้ขัดแตะ หรือ กรุด้วยจาก จุดอ่อนของเรือนชนิดนี้คือ ไม่มั่นคงถาวรเท่าไม้จริง
เรือนเครื่องผูกมีลักษณะคล้ายเรือนเครื่องสับ เป็นเรือนรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  ใต้ถุนสูงพอประมาณ หลังคาทรงสูง ขนาดเรือนไม่ใหญ่เนื่องจากถูกบังคับด้วยวัสดุก่อสร้างซึ่งไม่เอื้อต่อการรับน้ำหนักมากนัก มีแผนผังพื้นที่ใช้สอยเท่าที่จำเป็น ประกอบด้วยเรือนนอนมีความยาวเพียง 2 – 3 ช่วงเสา ส่วนหนึ่งกั้นห้องใช้เป็นที่หลับนอนเก็บทรัพย์สินสิ่งของมีค่า อีกส่วนหนึ่งกั้นไว้เป็นส่วนอเนกประสงค์สำหรับพักผ่อนในครอบครัว ส่วนนี้อาจจะปล่อยโล่งไม่กั้นฝาเรือนแต่ทำเป็นพนักกั้นไว้ 2 ด้าน หรือทำฝาเรือนแบบฝากระทุ้ง สามารถเปิดรับแสงสว่างและรับลม เมื่อฝนตกก็สามารถดึงปิดได้ จากพื้นเรือนมีระเบียงลดระดับพื้นลงมีหลังคาคลุมเรียกว่า ไล  ระเบียงส่วนหนึ่งกั้นเป็นครัวไฟ หัวระเบียงอีกด้านมีฝากั้น จากระเบียงทำพื้นลดระดับเป็นชานโล่ง หัวชานอีกด้านมีฝากั้น จากระเบียงทำพื้นลดระดับเป็นชานโล่ง หัวชานอีกด้านหนึ่งทอดบันไดเป็นที่ขึ้น – ลง ใต้ถุนเป็นที่เก็บเครื่องมือทางการเกษตร

เรือนเครื่องสับ


เป็นเรือนที่ปลูกสร้างด้วยไม้จริง องค์ประกอบโครงสร้างของเรือนยึดต่อกันด้วยการเข้าเดือยโดยอาศัยโลหะเป็นเครื่องยึดตรึงบ้างเพียงเล็กน้อย เรือนชนิดนี้เป็นเรือนที่ผ่านพัฒนาการด้านเทคนิคการก่อสร้างที่ซับซ้อนขึ้นกว่าเรือนเครื่องผูก มีรูปแบบการปลูกสร้างสืบต่อกันมาเป็นแบบประเพณีเรียกว่า “ เรือนไทย “ มีลักษณะแตกต่างกันไปตามแต่ประโยชน์ใช้สอยแบบแผนความนิยมในท้องถิ่น ฐานะความเป็นอยู่ของผู้เป็นเจ้าของเรือน หรือต่างกันไปตามความจำเป็นแห่งการอาศัย เรือนเครื่องสับแบ่งได้เป็นเรือนประเภทต่าง ๆ กัน คือ เรือนครอบครัวเดี่ยว เรือนหมู่ เรือนคหบดี เรือนร้านค้า เรือนแพ


ลักษณะของเรือนไทย


เป็นเรือนสำเร็จรูปประกอบด้วยโครงสร้างเป็นชิ้นสำเร็จสามารถประกอบและรื้อถอนได้ในเวลา 1  วัน โครงสร้างการรับน้ำหนักเป็นระบบเสาและคาน สัดส่วนของเรือนมีส่วนสัมพันธ์ กับผู้เป็นเจ้าของ เป็นเคล็ดเพื่อความเป็นสิริมงคลของผู้อยู่อาศัย แปลนเรือนเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด  3  -  4  ห้อง ไม่นิยมขนาดใหญ่กว่านี้ และ ไม่นิยมสร้างจำนวนห้องคู่ รูปทรงของเรือนเป็นบ้านชั้นเดียวใต้ถุนสูงเอียงสอบขึ้นด้านบน หลังคาทรงสูง ยอดแหลมนิยมใช้แฝก คา กระเบื้องดินเผาเป็นเครื่องมุง ไม่มีฝ้าเพดาน รูปทรงของหลังคานับเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของเรือนไทย ประกอบด้วยปั้นลมหน้าจั่ว และชายคา ฝาเรือนไทย ประกอบขึ้นด้วยไม้ต่อกันเป็นแผงขนาดใหญ่ แต่ละฝาทำช่องหน้าต่างประตูเป็นแผ่นสำเร็จสร้างด้วยไม้ หรือวัสดุอื่น ๆ ที่หาได้ในท้องถิ่น เช่น ใบจาก ไม้ไผ่ เป็นต้น ฝาเรือนมีแบบต่าง ๆ กันเป็นส่วนช่วยในการตกแต่งเรือนให้มีความสวยงาม ได้แก่ฝาปะกัน ฝาสำหรวด ฝาสายบัว ฝาเฟี้ยน สำหรับครัวไฟใช้ฝาขัดแตะ เพื่อระบายควันและกลิ่นได้ง่าย หน้าต่าง -  ประตู เปิดบานเข้าสู่ด้านใน มีหน้าต่างให้ลมพัดเข้าได้ทุกด้าน มีชานกว้างเป็นที่รับแสงแดด และอากาศบริสุทธิ์  ใช้เป็นที่ตากอาหาร พักผ่อน รับแขก และจัดงานพิธีทางศาสนา บางบ้านจัดเป็นมุมตั้งไม้ประดับตั้งกรงสัตว์เลี้ยง ฯลฯ เพื่อความสำราญของเจ้าของบ้าน บันไดเจาะโปร่งไม่มีราว ใต้ถุนสูงประมาณ 2 – 2.5 เมตร โล่งไม่มีฝา ใช้เป็นที่เก็บเครื่องไม้เครื่องมือสิ่งของต่าง ๆ นอนเล่นหลบร้อนในเวลากลางวัน ทำกิจกรรมต่าง ๆ การวางตำแหน่งของบ้าน เลือกทิศมงคลโดยเฉพาะการหันหัวนอนจะหันไปทางทิศใต้ หรือ ทิศ ตะวันออกซึ่งเป็นทิศมงคล ตามคติความเชื่อมาแต่โบราณ การตั้งเรือนส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับเส้นทางสัญจร บ้านที่ปลูกริมน้ำจะหันระเบียง หรือ จั่วขนานไปกับลำน้ำ ถ้าไม่ยึดทางสัญจรจะปลูกตามแนวทิศตะวันออก – ตะวันตก ขวางลมที่พัดมาจากทางทิศใต้และเรือนจะไม่รับแดดร้อนตลอดวัน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำบ้าน นอกจากห้องพระ หรือ ส่วนตั้งโต๊ะบูชา ยังมีศาลพระภูมิเจ้าที่ประจำบ้านด้วย

***************************************

และขอปิดท้ายด้วยภาพขบวนแห่ผู้สูงอายุในวันสงกรานต์ที่ผ่านมา...

15 เมษายน 2552

เริ่มต้นขบวนด้วยสาวสวยถือป้าย

ดูสาวสวยแบบชัดๆ

ตามด้วยผู้ร่วมขบวนที่ออกลวดลายรำอย่างเต็มที่

ปิดท้ายขบวนด้วยสาวที่สวยที่สุด

กะว่าจะแอบถ่ายข้างหลังคุณยายสักหน่อย..แต่คุณยายสู้กล้องน่าดูรีบหันมาทันที

ตอนคุณยายขึ้นรถไม่เห็น.... เห็นแต่ตอนลงที่ต้องช่วยกันอุ้มคุณยายลง.

หันไปเห็นหนุ่มน้อยหน้ามนยืนถือปืนฉีดน้ำใส่ขบวนพอดี

สนุกสนานไปตามๆกัน...

                                                   

                                                        ภาพและเรื่องโดย..ภัทรภร อุ่นเกษม

ชาวชุมชนโพหัก..ขอเชิญสมัครสมาชิกเครือข่ายชาวชุมชนโพหักทางFacebookเพื่อแลกเปลี่ยนและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับชุมชนโพหัก..

link  http://www.facebook.com/pages/kherux-khay-chaw-chumchn-pho-hak/159628777409889?v=wall


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ยาจกน้อย วันที่ : 30/04/2009 เวลา : 08.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ya-jok

ดีค่ะ ถ่ายทอดประเพณีท้องภิ่นให้ได้ศึกษากัน

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน