*/
  • นกน้อยแห่งโพหัก
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : tawee_u@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-05-24
  • จำนวนเรื่อง : 129
  • จำนวนผู้ชม : 1122359
  • จำนวนผู้โหวต : 283
  • ส่ง msg :
  • โหวต 283 คน
งานเข้าพรรษาโพหักปี53***ไม่สงวนลิขสิทธิ์....ของดีของเราไม่ต้องสงวนลิขสิทธิ์ ใครอยากได้ก็ให้เขาไป แต่ของไม่ดีของเราต้องสงวนไว้ ...คำสอนของท่านพุทธทาส

งานเข้าพรรษาอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้านโพหัก ครั้งที่ 5 ประจำปี2553

View All
<< กันยายน 2009 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 30 กันยายน 2552
Posted by นกน้อยแห่งโพหัก , ผู้อ่าน : 13718 , 17:02:50 น.  
หมวด : ไดอารี่

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 เรื่องเล่าจากประสบการณ์


     ชีวิตนักเรียนประจำ ตอนที่1


                คงต้องย้อนหลังความคิดไปประมาณสัก 20 ปีที่แล้ว ตอนนั้นอายุก็ราวสัก11ปีเห็นจะได้ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนของชีวิตเพราะต้องพลัดพรากจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งซึ่งเป็นสถานที่แห่งใหม่ที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน   ช่วงเวลานี้อาจจะเรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาของการถูกเนรเทศออกจากบ้านเพื่อไปเผชิญโลกภายนอกด้วยการถูกส่งเข้าไปอยู่ในโรงเรียนประจำแห่งหนึ่งในจังหวัดราชบุรี   ทุกวันนี้ยังจำความรู้สึกแห่งช่วงเวลานั้นได้ดีทีเดียว...วันแรก....ของการที่ต้องเดินทางออกจากบ้านเกิดเพื่อไปเผชิญโลกภายนอกนั้นมีความรู้สึกที่อาลัย อาวรณ์  ต่อบ้านเกิดเป็นอย่างยิ่ง....น้ำตามันค่อยๆไหลออกมาแบบไม่อาจจะยับยั้งได้......ไม่รู้ว่าตัวเองต้องไปเผชิญกับอะไรบ้าง...... มันเป็นความทรงจำที่ยากจะลืมเลือนจริงๆ แม้ว่าตัวเองจะไม่อยากไปแต่ก็ไม่สามารถที่จะฝ่าฝืนชะตาได้ในที่สุดก็ต้องจำยอมไปอยู่โรงเรียนประจำที่ห่างไกลจากบ้านเกิด....แม้ว่ามันจะแค่ต่างอำเภอกันเท่านั้นแต่สำหรับเรา เด็กตัวน้อยๆกลับรู้สึกว่ามันช่างห่างไกล..ไกล..ไกลเสียเหลือเกิน.... 

.....แน่นอนขึ้นชื่อว่าโรงเรียนประจำโอกาสกลับบ้านก็คงมีน้อย  ไอ้เรามันก็เด็กบ้านนอกอยู่โรงเรียนวัดมาตั้งแต่อนุบาลก็รู้ๆอยู่โรงเรียนวัดสมัยนั้นกฎเกณฑ์ไม่มากแถมระเบียบก็ไม่มี   นี้ถ้าไปอยู่โรงเรียนประจำมันก็คงต้องปรับตัวค่อนข้างมากแล้วจะทำได้ไหมเนี่ย.....   หลังจากเตรียมตัวเตรียมใจมาเป็นเดือนในที่สุดก็มาถึงวันที่ไม่อยากให้ถึง  นั่นก็คือวันที่ต้องเดินทางออกจากบ้านพร้อมสัมภาระอันหนักอึ้งนั่นก็คือกระเป๋าเดินทางรุ่นเก่าใบใหญ่ที่ผ่านการใช้งานมาค่อนข้างมากตั้งแต่พี่คนโตและตกมายังเราซึ่งเป็นลูกคนที่7 สภาพของมันบ่งบอกถึงการผ่านการใช้งานมาอย่างหนัก   วันแรกของการเดินทางกระเป๋าถูกอัดแน่นไปด้วยเสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้ต่างๆนานาพร้อมทั้งอุปกรณ์ยังชีพเบื้องต้นทั้งม่าม่า ปลากระป๋อง หมูหยอง หมูแผ่น ไข่เค็ม ล้วนถูกยัดเข้าไปในกระเป๋าจนซิปแทบจะปริออกจากกันเมื่อกระเป๋าหลักเต็มก็ต้องมีกระเป๋ารองที่เป็นถุงเล็กถุงน้อยอีกหลายใบ  แม่บอกว่าต้องเตรียมทุกอย่างไปให้พร้อมจะได้ไม่ขาดเหลือ ก่อนที่จะจัดของลงกระเป๋าประมาณ1อาทิตย์ไอ้เราก็จดรายการของใช้ที่จะต้องเตรียมไปยาวเป็นหางว่าวนึกกันวันต่อวัน เรียกว่านึกอะไรออกก็จดลงให้หมดเอาชนิดที่ว่าเกินดีกว่าขาดอีกทั้งเราเองก็ไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเป็นเช่นใด...

      สมัยนั้นการเดินทางค่อนข้างลำบากเนื่องจากยังไม่มีรถส่วนตัวคิดดูเถอะว่าการหอบสัมภาระมากมายขึ้นรถเมล์มันจะลำบากขนาดไหน  การเดินทางก็ต้องออกเดินทางเช้าหน่อยเพราะการเดินทางก็ไกลพอสมควรอีกทั้งรถเมล์ก็วิ่งได้ช้ามากๆ   วินาทีที่ต้องก้าวเท้าออกจากบ้านมันเป็นวินาทีที่บอกไม่ถูกและเมื่อก้าวออกมาแล้วก็ไม่อยากที่จะหันกลับไปอีก การก้าวออกมามันเป็นการก้าวออกมาพร้อมทั้งน้ำตาทั้งๆที่พยายามบังคับจะไม่ให้มันไหลเพราะกลัวว่าตาจะแดงแล้วคนอื่นเค้าจะเห็นว่าเราเป็นเด็กขี้แย   ได้เวลารถเมล์ก็มาเราก็ต้องรีบเบียดเสียดแย่งกันขึ้นหากขึ้นช้าเดี๋ยวไม่มีที่นั่งการขึ้นรถก็ลำบากนิดหนึ่งเพราะสองมือเต็มไปด้วยของที่ต้องช่วยพ่อถือ  ส่วนตัวพ่อเองก็ต้องแบกกระเป๋าใบใหญ่ใส่บ่าซึ่งก็คงหนักไม่น้อยอีกทั้งมือก็ต้องถือของอีกหลายถุง พอขึ้นรถได้แล้วสองตาน้อยๆก็รีบสอดส่องมองหาที่นั่งแต่แปล๋ว...ที่นั่งเต็ม ฮือ...แล้วอย่างงี้เราจะทำยังไงดีของก็เยอะคงไม่ไหวแน่แต่ยังไงเสียคนดีก็ยังมีในโลก   มีคุณน้าใจดีรีบลุกขึ้นและกวักมือเรียกให้ไปนั่งเราก็รีบตรงดิ่งไปทันทีคนที่ยืนก็มีน้ำใจรีบหลบให้คงเพราะเห็นว่าเราถือของเยอะ หลังจากขอบคุณคุณน้าใจดีแล้วก็รีบหย่อนก้นลงนั่งทันทีในใจก็คิดขอบคุณน้าคนนั้นจริงๆอีกสักพักคนที่นั่งข้างๆก็ลงระหว่างทางไอ้เราก็รีบเรียกพ่อให้มานั่งทันที ตลอดเวลาที่นั่งรถเมล์ในใจก็คิดไปหลายเรื่องไม่รู่ว่าไปอยู่โรงเรียนประจำแล้วจะมีเพื่อนไหม แล้วเมื่อไหร่จะได้กลับบ้าน  แล้วจะมีอะไรให้กินบ้าง แล้วต้องทำตัวยังไง แล้วจะนอนกับใคร โอ้โห..มีแต่เรื่องให้คิดไปตลอดทางแต่ที่สำคัญคือคิดถึงแม่จังคิดแล้วน้ำตามันก็ค่อยๆซึมออกมา...ฮือเศร้าจริงๆ


        หลังจากที่นั่งรถมานานในที่สุดก็มาถึงจุดหมายปลายทาง...พอลงจากรถพ่อก็เรียกสามล้อปั่นมารับพอเห็นรถสามล้อไอ้เราก็ตื่นเต้นดีใจที่จะได้ขึ้นจนลืมเรื่องต่างๆไปชั่วขณะ  แต่ในใจก็คิดว่าลุงที่ปั่นแกจะปั่นไหวไหมเนี่ยลำพังน้ำหนักของคนสองคนก็เยอะแล้วแต่นี่ยังมีน้ำหนักจากสัมภาระอีกหลายอย่าง....พ่อเอ่ยปากถามลุงถีบสามล้อว่าไหวไหมลุง..ลุงแกก็รีบตอบ..สบายขึ้นมาเลย นี่ถือเป็นการขึ้นสามล้อครั้งแรกในชีวิตมันทั้งตื่นเต้น ดีใจ แต่ก็อดสงสารลุงที่ถีบสามล้อไม่ได้เพราะแกถีบจนน่องโป่งเห็นได้ชัด...ที่ใบหน้าแกก็เต็มไปด้วยเหงื่อที่ไหลออกมา แต่แกก็สามารถทำได้อาจเป็นเพราะลุงแกค่อนข้างแข็งแรงสังเกตุได้จากกล้ามเนื้อที่ขาของแกเป็นมัดๆดูแล้วก็อดทึ่งไม่ได้.. พอถีบรถมาถึงเนินแกก็รีบกระโดดลงด้วยความชำนาญแล้วรีบใช้มืออันกำยำดันรถขึ้นเนินแม้ว่าจะค่อนข้างลำบากพอสมควรแต่แกก็สามารถทำได้ไอ้เราก็ดีใจกับแกด้วยที่สามารถทำได้ไม่อย่างนั้นเรากับพ่อคงต้องลงไปช่วยแกเข็น  ใช้เวลาในการนั่งสามล้อไม่นานเราก็มาถึงโรงเรียนประจำซึ่งเป็นโรงเรียนคริสต์นิกายคาทอลิก..ด้านหน้าโรงเรียนจะเห็นประตูขนาดใหญ่มีลวดลายสวยงามและมองขึ้นไปเหนือประตูจะเห็นรูปปั้นของหญิงสาวหน้าตาสวยท่าทางใจดีตั้งเด่นสง่า....ตอนหลังก็ทราบว่าเป็นรูปปั้นของพระแม่มารี...พอก้าวพ้นประตูเข้ามาก็เห็นตึกสูงหลายตึกตั้งอยู่บนพื้นที่ที่ขาวสะอาดแถมร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ ที่ใต้ต้นไม้ก็มีคนงานสองคนกำลังกวาดใบไม้....โอ้ช่างสะอาดและร่มรื่นจริงๆทุกย่างดูเป็นระเบียบเรียบร้อยไปหมด ....มันผิดกับโรงเรียนวัดที่เคยเรียนมาอย่างสิ้นเชิง  แล้วพ่อก็พาเราเดินเข้าไปสวัสดีและแนะนำตัวกับผู้หญิงฝรั่งวัยกลางคนที่มีรูปร่างอ้วนผิวขาว ใส่แว่นหน้าตา ดูหน้าตายิ้มแย้มอยู่ตลอดเวลา ท่าทางใจดี ใส่ชุดกระโปรงสีขาวสะอาดที่ศีรษะมีผ้าคลุม พ่อรีบบอกให้เราไหว้เราก็รีบไหว้ได้ยินพ่อเรียกหญิงคนนี้ว่า “ซิสเตอร์”  โอ๊ะแปลกอีกแล้วไม่เคยเห็นแล้วนี่ก็เป็นครั้งที่ได้รู้จักกับซิสเตอร์  เริ่มรู้สึกว่าที่นี่คงมีอะไรแปลกๆที่เราไม่เคยเห็นอีกเยอะหลังจากทักทายกับซิสเตอร์อธิการแล้วพ่อก็ฝากเนื้อฝากตัวให้ซิสเตอร์ช่วยดูแลลูกสาว .......

สามล้อถีบที่ปัจจุบันเริ่มเลือนหายไปแล้ว...

รูปจาก www.oknation.net/blog/print.php?id=345905

 ชีวิตนักเรียนประจำตอนที่ 2

.......การเข้ามาในโรงเรียนประจำครั้งแรกนี่นอกจากจะตื่นตาตื่นใจกับสถานที่แล้วเรายังแปลกใจมากๆเพราะเด็กทุกคนที่มาล้วนมีอาการเดียวกันคือการส่งเสียงร้องไห้บางคนก็ร้องเบาๆแต่บางคนที่สิร้องดังลั่นแถมตอนที่พ่อแม่จะกลับยังมีการวิ่งตามจนซิสเตอร์และครูพี่เลี้ยงต้องช่วยกันยึดและดึง เด็กบางคนออกแรงสู้จนหลุดจากการยึดได้ก็วิ่งสุดชีวิตเพื่อจะตามพ่อแม่...ส่งผลให้ซิสเตอร์ต้องออกแรงวิ่งตามจนเหนื่อย...เห็นแล้วก็ลืมความเศร้าของตัวเองไปชั่วขณะเพราะมัวแต่ลุ้นว่าซิสเตอร์จะจัดการยังไงกับเด็กๆ...เด็กที่ออกฤทธิ์มากๆส่วนใหญ่จะเป็นเด็กเล็ก บางคนถึงกับปีนประตูที่กั้นอยู่..ไม่รู้เอาแรงมาจากไหน  แต่สุดท้ายเมื่อพ่อแม่ของเด็กๆกลับไปแล้วซิสเตอร์ก็สามารถคุมเด็กๆได้ นั่นอาจเป็นเพราะเด็กๆคงเหนื่อยจนร้องไม่ออกแล้ว..ที่โรงเรียนประจำแห่งนี้รับเด็กตั้งแต่อนุบาลจนถึงม.3  ถ้าจะว่าไปแล้วเด็กอนุบาลที่มาอยู่ที่นี่ถือว่าเก่งมากๆเพราะอายุแค่3-4ขวบเอง...ที่นี่จะปกครองแบบพี่น้องทุกคนต่างช่วยดูแลกันและกัน...

รูปพระแม่มารีที่ดูแล้วอุ่นใจเป็นอย่างมาก..สามารถพบเห็นเกือบทุกที่ในโรงเรียน ทั้งห้องเรียน ตึกนอน ห้องอ่านหนังสือ......

รูปจาก http://www.gasthai.com/tac/picture%5C119255015073.jpg

          หลังจากพ่อมาส่งแล้วก็ต้องรีบกลับเพราะเดี๋ยวรถประจำทางอาจจะหมด...หลังจากพ่อกลับแล้วเราก็หยุดร้องไห้  ซิสเตอร์ก็พาเราเข้าไปที่ตึกเด็กประจำซึ่งเป็นตึกสูง3ชั้นบนหลังคาเราก็เหลือบไปเห็นรูปพระแม่มารีตั้งเด่นเป็นสง่าเราก็ถามซิสเตอร์ว่าทำไมต้องมีด้วยซิสเตอร์ก็บอกว่าท่านจะช่วยคุ้มครองเราทุกคนให้ปลอดภัย  ชั้นแรกของตึกจะแบ่งเป็นห้องสำหรับอ่านหนังสือซึ่งมีลักษณะเหมือนห้องเรียนขนาดใหญ่ ช่วงนั้นจะมีนักเรียนมาอยู่ประจำประมาณ180คน ส่วนชั้นที่2-3จะเป็นห้องนอนที่มีเตียงวางเรียงรายเป็นแถว แต่ละชั้นก็มีเตียงเกือบ100เตียงเห็นจะได้ ระยะห่างของแต่ละเตียงก็ประมาณ1เมตร เตียงแต่ละเตียงจะมีผ้าสีฟ้าคลุมเตียงอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย   อุปกรณ์บนเตียงก็มีเพียงหมอน1ใบกับผ้าห่มอีก1ผืน ไม่มีหมอนข้างแล้วเราจะนอนหลับไหมเนี่ยเพราะเราติดหมอนข้างมาก  ที่ห้องนอนจะมีหน้าต่างขนาดใหญ่ตลอดทั้งแนวทั้งนี้ก็เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่มีแอร์ มีแต่พัดลมเพดาน...

      ...ชั้นแรกของตึกเด็กประจำนอกจากจะมีห้องอ่านหนังสือขนาดใหญ่แล้ว ยังมีห้องรับประทานอาหาร พอเดินเข้าไปด้านในก็จะเป็นห้องแต่งตัวและห้องอาบน้ำ...สิ่งแรกที่ต้องทำพอเราเข้ามาคือการจัดกระเป่าเอาเสื้อผ้าใส่ตู้  ตู้เสื้อผ้าก็เป็นตู้เล็กๆสูงสัก1.20เมตรกว้าง60เซนเห็นจะได้ตู้เสื้อผ้าจะวางติดกันเป็นแถว  พอเปิดเข้าไปในตู้ก้มีเพียง2ชั้นเท่านั้นไอ้เราก็เปิดกระเป๋าแล้วก็เอาเสื้อผ้าออกจากกระเป๋าแล้วก็ยัดเข้าไปที่ตู้  ชั้นบนก็วางแป้ง หวี พอจัดเสร็จก็หยิบขันหนึ่งใบพร้อมอุปกรณ์อาบน้ำไปวางที่ชั้นในห้องน้ำหากใครลืมเอาของใช้จำพวกแป้ง ผงซักฟอกหรือสบู่มาก็สามารถไปขอเบิกได้ที่ห้องอุปกรณ์แล้วลงบัญชีไว้พอตอนปิดเทอมค่อยคิดบัญชีรวมกับค่าเทอมทีเดียวไปเลย...ที่ห้องอาบน้ำจะเป็นห้องอาบน้ำรวม  มีอ่างใส่น้ำขนาดยาว7เมตรกว้าง1เมตรสูงสัก50เซนน่าจะได้จำนวน4อ่าง ด้านข้างจะเป็นห้องสุขาประมาณ15ห้อง ส่วนอีกด้านจะเป็นชั้นวางขันน้ำของแต่ละคนโดยจะมีหมายเลขประจำตัวกำกับไว้(ดูๆไปชักเหมือนคุกเข้าทุกที) ตัวเราได้หมายเลขประจำตัวคือ 69 ถือว่าดีเพราะลงท้ายด้วย 9 ว่าไปนั้น...เพราะเลขนี้จะใช้ไปจนกว่าจะลาออก ดังนั้นของใช้ทุกชิ้นก็ต้องใช้ปากกาเมจิกเขียนเลขติดไว้  ส่วนเสื้อผ้าทุกตัวทุกชิ้นก็ต้องปักด้วยด้ายสีแดงติดไว้  สำหรับเรื่องการซักเสื้อผ้าเด็กที่อยู่อนุบาล-ป.4ส่งซักหมดทุกชิ้น  ส่วนเด็กตั้งแต่ป.5-ม.3จะส่งซักเฉพาะชุดหลัก หากเป็นของใช้ส่วนตัวต้องซักเอง

    พอจัดข้าวของเสร็จซิสเตอร์ก็ให้เปลี่ยนชุดสำหรับอาบน้ำนั่นคือการใส่ผ้าถุง  ทุกคนต้องมีผ้าถุงประจำตัวคนละ2ผืนคือตัวหนึ่งใช้อาบน้ำส่วนอีกตัวใช้เปลี่ยนหลังอาบน้ำเสร็จ การใส่ผ้าถุงสำหรับคนที่ใส่ไม่เป็นก็จะใช้ผ้าถุงแบบใส่ยางยืดซึ่งจะช่วยได้มากเพราะขืนไปเลือกแบบไม่มียางยืดผลที่จะเกิดตามมาคือ..หลุด..อายสุดๆ....การเปลี่ยนเสื้อผ้าก็ต้องเปลี่ยนในห้องแต่งตัวแบบรวมหลังจากอาบน้ำเสร็จก็เข้าห้องเรียนเพื่อจัดหนังสือและเขียนชื่อบนสมุดหนังสือ โต๊ะที่ห้องเรียนจะนั่งเป็นคู่เวลาอยู่ในห้องนี้ห้ามคุยเด็ดขาด  ด้านหน้าจะมีโต๊ะ2ตัวตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนแท่นที่สูงโดยโต๊ะ2ตัวนี้จะมีไว้สำหรับซิสเตอร์นั่งคุมเด็กๆเวลาอยู่ในห้อง  เรียกว่าถ้านั่งบนโต๊ะนี้จะมองเห็นทุกคน ไม่ว่าจะแอบคุยหรือแอบหลับ...โหดดีไหม...หลังจากเวลาผ่านไปหนึ่งวันเราก็เริ่มรู้จักเพื่อนๆหลายคนทำให้ความคิดถึงบ้านของแต่ละคนลดลงได้บ้าง..อืมลืมบอกกฎระเบียบของที่นี่..1.กลับบ้านได้เฉพาะเสาร์-อาทิตย์สิ้นเดือนเท่านั้น 2.เยี่ยมได้ทุกวันอาทิตย์ตั้งแต่12.00น.-16.00น.  ดังนั้นทุกวันอาทิตย์เด็กทุกคนจะตั้งหน้าตั้งตารอฟังแต่เสียงโทรศัพท์เพราะยามหน้าประตูจะโทรเข้ามาเพื่อบอกว่าเด็กคนไหนบ้างที่ผู้ปกครองมารอเยี่ยมโดยจะไม่ให้ผู้ปกครองเข้ามาด้านในอาจเป็นเพราะซิสเตอร์ไม่ต้องการให้เด็กที่ไม่มีผู้ปกครองมาเยี่ยมต้องสะเทือนใจ(ทุกครั้งที่เห็นผู้ปกครองคนอื่นมาเยี่ยมลูกหลานเด็กบางคนถึงกับน้ำตาซึมเพราะคิดถึงพ่อแม่)  พอได้เวลาเที่ยงซิสเตอร์จะให้เด็กเข้าแถวแล้วขานหมายเลขเรียกเด็กที่มีผู้ปกครองมาเยี่ยมให้ออกไปได้  ส่วนคนอื่นก็เข้าห้องอาหารเพื่อรับประทานอาหารกลางวัน....หลังจากรับประทานอาหารเสร็จก็จะให้แบ่งเวรกันล้างจานทำความสะอาดห้องอาหาร 

ตอนที่3 ชีวิตประจำวัน....ของสาวๆ

       อืม..ลืมบอกไปค่ะว่าโรงเรียนประจำแห่งนี้เป็นหญิงล้วนๆ และบุคคลากรทุกคนก็ล้วนเป็นหญิงทั้งนั้น........... ส่วนโรงเรียนที่อยู่ติดกันก็เป็นประจำแบบชายล้วนซึ่งจะแยกเป็นสัดส่วนไปนักเรียนของแต่ละฝั่งห้ามข้ามเขตของกันและกัน.....แต่ขอนินทราสักหน่อยว่าฝั่งของเด็กผู้ชายกฎระเบียบจะไม่เข้มงวดเท่ากับของฝ่ายผู้หญิง...นั่นอาจเป็นเพราะการเป็นเด็กผู้ชายไม่ต้องระวังมากเท่าเด็กผู้หญิง  เด็กผู้ชายจะได้รับอิสระในการออกไปนอกโรงเรียนได้มากกว่าเด็กผู้หญิงซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเราล้วนอิจฉา...การออกไปนอกโรงเรียนคือสวรรค์สำหรับนักเรียนประจำทุกคน....ดังนั้นเวลาซิสเตอร์ขออาสาสมัครเพื่อออกไปช่วยงานข้างนอกเด็กแทบทุกคนจะยกแต่ส่วนมากก็จะผิดหวังเพราะผู้ที่ถูกเลือคือผู้ที่มีประสบการณ์หรือเป็นผู้ที่มีความสนิทกับซิสเตอร์ดังนั้นเด็กใหม่อย่างเรา..อย่าหวังว่าจะได้ออกไปเลย..อย่างมากก็ได้แค่ช่วยถือของมาส่งที่หน้าประตูแล้วส่งสายตาสอดส่องมองออกไปนอกประตู...ตัวไม่ได้ออกไปแต่อย่างน้อยแค่มองออกไปนอกประตูก็ยังดี....แต่ว่าไปน่ะเราก็ได้ออกไปนอกโรงเรียนบ่อยเหมือนกันคือ..ช่วงที่มีงานศพทางเจ้าภาพมักจะมาจัดงานที่โบสถ์ใหญ่ซึ่งอยู่ใกล้กับโรงเรียน  โดยทางเจ้าภาพจะขอให้นักเรียนไปช่วยสวดให้กับผู้ตายซึ่งเราก็รีบอาสาทันทีแม้จะออกไปไม่ได้ไกลแต่อย่างน้อยก็ได้ออกนอกประตูโรงเรียนหลังสวดเสร็จทางเจ้าภาพก็จะเลี้ยงน้ำ..แค่นี้ก็ถือว่าโอเคแล้วนะ...แต่ที่เด็ดกว่าคือโลงที่ใส่ศพที่ตั้งอยู่ด้านหน้าจะไม่ได้ปิดฝาเพียงแต่ใช้ผ้าขาวบางๆปิดแทนฝา ซึ่งสามารถส่งสายตามองเห็นผ่านผ้าได้...และทางเจ้าภาพก็อนุญาติให้ดูได้ดังนั้นหลังสวดเสร็จเด็กบางคนก็จะขึ้นไปดูคนตายที่นอนอยู่ในโลง ถามว่ากลัวไหม..เด็กๆส่วนมากไม่กลัวและมีความอยากรู้อยากเห็นมากกว่า การที่เจ้าภาพอนุญาตให้ดูได้ก็น่าจะเป็นเพราะให้ทุกคนได้สัมผัสว่าความตายเป็นเรื่องธรรมดา....หรือที่เรียกว่าให้รู้จักปลงก็น่าจะใช่......และเย็นวันอาทิตย์บางครั้งซิสเตอร์ก็จะพาเด็กไปที่ป่าช้าข้างโรงเรียนเพื่อไปสวดให้กับวิญญาณทั้งหลายที่อยู่ในป่าช้า  ซึ่งเด็กเกือบทุกคนชอบที่จะไปเพราะที่ป่าช้าค่อนข้างร่มรื่น สะอาด เหมือนเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกที่ของเราบรรดาเด็กประจำ  และนอกจากป่าช้าแล้วยังมีสำนักของแม่ชีที่พวกเราเรียกกันจนติดปากว่า..ชีลับ...คือแม่ชีของศาสนาคริสต์ที่แต่งตัวด้วยชุดสีน้ำตาล..ปกคลุมค่อนข้างมิดชิด  ปกติจะบำเพ็ญตนอย่างเคร่งครัดภายในสำนัก ไม่ออกมาข้างนอก น้อยคนที่จะได้เห็นชีลับ เพราะแม่ชีแทบจะไม่ออกมาข้างนอกเลย   ท่านจะสวดภาวนาทั้งวัน และหลายๆคนก็พูดว่าท่านจะทรมานตนเองเพื่อไถ่ปาบให้กับมนุษย์..ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าจะจริงไหม..เวลาจะไปหาท่านก็ไม่เคยเห็นหน้าเลยสักครั้ง เพราะการพูดคุยจะพูดผ่านช่องที่มีไม้กั้น...ชีลับ..มีหน้าที่ทำแผ่นศีลมหาสนิทที่ใช้ในพิธีมิสซา และทำสายประคำที่ใช้สวด...เด็กๆที่นับถือศาสนาพุทธหลายคนที่ไม่เคยได้ลิ้มรสของแผ่นศีลก็จะไปขอเศษแผ่นศีลจากชีลับ ซึ่งก็จะได้รับกลับมาถุงใหญ่เราก็จะมาแบ่งกันกิน.. เวลาที่เด็กๆเรียนหนังสือที่ตึกเรียนด้านที่อยู่ติดกับสำนักชีลับ เด็กๆมักจะชอบแอบดูชีลับที่เดินอยู่...หรือกำลังทำงานอยู่.....ทุกครั้งที่เห็นตัวแม่ชีก็จะเรียกเพื่อนๆมาดู....ซึ่งน้อยครั้งจริงๆกว่าจะได้เห็นตัวท่าน.....

รูปจาก..http://www.catholic.or.th/document/scoop/carmelite/

               .แน่นอนขึ้นชื่อว่าโรงเรียนประจำมันก็ต้องมีทั้งกฎและระเบียบค่อนข้างมาก เริ่มตั้งแต่เข้านอนตอน4ทุ่มโดยไม่มีการดูสิ่งบันเทิงใดๆทั้งสิ้น สิ่งบรรเทิงจากทีวีเด็กๆจะได้สัมผัสเฉพาะวันเสาร์ตอนเย็นเท่านั้น(2ชั่วโมง) หนังที่เปิดจะเป็นหนังที่เหมาะสำหรับเด็กซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนังของวอลดิสย์นี่    หนังทุกเรื่องที่เปิดให้เด็กดูจะเป็นหนังที่ผ่านการเซ็นเซอร์จากซิสเตอร์แล้วเท่านั้น(ที่นี่มีการจัดเรตติ้งก่อนปัจจุบันนี้เสียอีก)  เมื่อเด็กๆขึ้นนอนแล้วประตูห้องนอนก็จะถูกล็อคทันที เวลานอนก็จะเปิดพัดลมให้ประมาณ1ชม.และมีซิสเตอร์เดินดูแลจนแน่ใจว่าเด็กๆหลับแล้วซิสเตอร์ก็จะลงไปเข้าโบสถ์ซึ่งเวลานี้ก็จะกลายเป็นเวลาทองของเด็กๆที่จะเดินไปหาเพื่อนเพื่อพูดคุยหรือเล่าเรื่องผีก่อนนอนเนื่องจากโรงเรียนอยู่ติดป่าช้าดังนั้นจึงมักมีเรื่องน่ากลัวต่างๆที่เล่าสืบต่อกันมา  วันไหนที่อากาศร้อนมากๆเด็กก็จะนอนไม่ค่อยหลับ  อีกทั้งการเปิดพัดลมจะเปิดเพียง1ชม.ดังนั้นหลังจากปิดพัดลมแล้วหากร้อนมากๆเด็กบางคนก็จะลงไปนอนที่พื้นซึ่งจะได้รับความเย็นจากปูนจนหลับไปในที่สุด       ตกดึกๆบางคืนมักจะได้ยินเสียงดังตุ๊บๆเป็นช่วงๆมันคือเสียงอะไร หลายคนอาจสงสัย  สุดท้ายเมื่อได้ประสบด้วยตัวเองจึงได้รู้ว่าเสียงตุ๊บๆที่ได้ยินบ่อยๆนั้นคือเสียงเด็กตกจากเตียงซึ่งก็ถือว่าเจ็บพอสมควรเนื่องจากเตียงค่อนข้างแคบพอสำหรับพลิกตัวได้แค่1ครั้ง ดังนั้นหากเผลอพลิกตัวเป็นครั้งที่2มันก็จะหล่นจากเตียง หรือหากใครที่นอนดิ้นก็จะมักตกเตียงเสมอๆเรียกว่าบางคนตกจนชินไปเลย     ช่วงเวลานอนจะเป็นเวลาที่เด็กๆแทบทุกคนจะคิดถึงบ้านเนื่องจากได้ยินเสียงหวูดรถไฟที่วิ่งผ่านไม่รู้เพราะอะไรแต่ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงหวูดรถไฟมันจะทำให้เด็กๆคิดถึงบ้านเสมอ   เวลานอนนอกจากจะเป็นเวลาพักผ่อนแล้วก็ยังเป็นเวลาสำหรับแอบอ่านหนังสือสำหรับเด็กโตบางคนในกรณีที่อ่านหนังสือไม่ทันในช่วงใกล้สอบ    วิธีการแอบอ่านคือเด็กๆจะแอบซิสเตอร์เข้าไปในห้องน้ำพร้อมทั้งปิดประตูอ่านหนังสือโดยอาศัยแสงสว่างสีส้มอ่อนๆของหลอดไฟแบบกลมที่อยู่ในห้องน้ำแม้ว่าจะเหม็นก็ต้องทนเนื่องจากอ่านหนังสือไม่ทันบางทีอ่านกันจนถึงเช้าก็มี... นอกจากมียังมีกิจกรรมบางอย่างเกิดขึ้นในห้องน้ำของเด็กพิเรนบางคนนั่นคือการนัดกันไปเล่นผีถ้วยแก้วกันตอนประมาณตี1หรือนัดกันฟังเรื่องผี...อัดกันแน่นในห้องน้ำ....ได้เวลาประมาณตีห้าครึ่งขณะที่กำลังหลับสบายๆฝันหวานอยู่นั้นก็ต้องสะดุ้งตกใจกับเสียงตบมืออันดังของซิสเตอร์เพื่อปลุกให้เด็กๆตื่น(ช่วงแรกๆก็ตกใจเพราะเสียงตบมือช่างดังจริงๆ..คนกำลังหลับสบายๆต้องตกใจทุกที....แต่ตอนหลังก็กลายเป็นความเคยชินถึงกับไม่ยอมตื่นจนซิสเตอร์ต้องมาเขย่าตัวปลุกให้ตื่น)หลังจากตื่นแล้วก็ต้องคุกเข่าลงข้างเตียงเพื่อสวดหลังจากนั้นทุกคนต้องทำการจัดเตียงให้เรียบร้อยโดยเริ่มจากการพลิกฟูกพร้อมกับทำการปูผ้าใหม่ซึ่งต้องดึงให้ตึงและคลุมเตียงให้เรียบร้อยแล้วซิสเตอร์จะเดินตรวจหากใครไม่เรียบร้อยก็ทำใหม่เด็กๆบางคนก็มีน้ำใจคือเมื่อทำของตัวเองเสร็จแล้วก็ไปช่วยเพื่อนทำ  ใครเสร็จเร็วก็ได้อาบน้ำแต่งตัวเร็วไม่ต้องไปเบียดเสียดกับคนอื่นๆดังนั้นเพื่อความรวดเร็วเด็กบางคนก็มีเทคนิคในการทำเตียงที่เร็วก็คือการทำท่าว่ากำลังจัดเตียงโดยไม่ได้ดึงผ้าปูที่นอนออกและไม่ยอมพลิกฟูก แค่ดึงให้ผ้าตึงๆเป็นพอทุกอย่างต้องทำอย่างรวดเร็วเพราะต้องรีบลงมาอาบน้ำแปรงฟันเดี๋ยวไม่ทันคนอื่นเค้าซึ่งแรกๆเด็กใหม่จะช้ามากผิดกับเด็กเก่าที่ทำอย่างมืออาชีพพอเสร็จจากห้องนอนแล้วทุกคนจะวิ่งลงมาอย่างรวดเร็วเพื่อแปรงฟัน แรกๆยังปรับตัวไม่ได้เพราะตื่นเช้าด้วยความงัวเงียเวลาลงบันไดหลายคนมักจะก้าวลื่นจนก้นไถลตกบันไดเป็นประจำ พอลงมาแล้วก็ต้องรีบแปรงฟันเปลี่ยนชุดภายใน30นาทีถ้าช้าอาจโดนขังในห้องแต่งตัว(ประมาณว่าที่นี่ทุกอย่างต้องตรงตามเวลาที่กำหนด)พอแต่งตัวเสร็จก็เข้าห้องอ่านหนังสือซึ่งจะเงียบมากเหมาะสำหรับแอบหลับ   หากใครไม่เข้าห้องอ่านหนังก็สามารถไปเข้าโบสถ์เพื่อร่วมพิธีมิสซาได้(เข้าได้ทั้งพุทธและคริสต์) ซึ่งตัวเรามักจะเลือกอย่างหลังมากกว่าเนื่องจากในโบสถ์จะมีการร้องเพลงด้วยทำให้ไม่ง่วงนอนและคุณพ่อที่เป็นผู้ทำพิธีก็มักจะมีเรื่องต่างๆมาเล่าให้ฟังซึ่งก็เพลินดีหลังจากนั้นประมาณ6.30น.ทุกคนก็จะต้องไปเอาอุปกรณ์ส่วนตัวมาอันได้แก่ไม้กวาด กระป๋อง ผ้า .............เพื่อทำภารกิจทำความสะอาดตามจุดที่ได้รับมอบหมายโดยแต่ละกลุ่มก็จะมีประมาณ7คนมีหัวหน้ากลุ่ม1คนเพื่อดูแลน้องๆ.....   อ้อลืมบอกไปที่นี่ไม่มีแม่บ้านดังนั้นภารกิจทำความสะอาดเกือบทั้งหมดจึงตกเป็นของเด็กนักเรียนประจำ....ภารกิจนี้เรียกว่าเวรประจำวันที่ทุกคนต้องทำทุกวันไม่มีเว้นไม่มีวันหยุดเพื่อฝึกความแข็งแกร่งของหญิงเหล็กในรั้วเด็กประจำ.....อืมภารกิจจะมีอะไรบ้างติดตามต่อในคราวหน้าค่ะแต่ขอบอกโหดสุดๆ

ตอนที่4  ..ภารกิจประจำวัน

            ฮิๆๆเนื่องจากโรงเรียนประจำแห่งนี้ไม่มีแม่บ้านดังนั้นภารกิจทำความสะอาดทุกอย่างจึงตกเป็นของเด็กๆ ภารกิจแต่ละภารกิจจะเริ่มตั้งแต่6.30น.จนถึง7.35น.โดยจะมีการแบ่งเป็นกลุ่มๆละ7-8คน ภารกิจที่ง่ายที่สุดคือการกวาดใบไม้แม้จะมีต้นไม้จำนวนมากแต่การกวาดก็ถือว่าออกแรงน้อยที่สุด ภารกิจที่ต้องใช้แรงมากหน่อยคือการทำความสะอาดห้องพักครูที่ต้องยกโต๊ะเป็นจำนวนมากแถมเวลาถูหรือกวาดก็ไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่นัก ส่วนภารกิจที่เด็กไม่อยากทำมากที่สุดคือการล้างห้องน้ำซึ่งค่อนข้างจะเหม็นมากเนื่องจากที่นี่มีเด็กเล็กอยู่เยอะ   การทำความสะอาดห้องน้ำซิสเตอร์ไม่นิยมให้ใช้แปรงในการขัดโถส้วมเพราะมันไม่สะอาดพอดังนั้นอุปกรณ์ที่ดีที่สุดในการล้วงโถส้วม(ล้วงน่ะไม่ใช่ล้าง)ก็คือมือน้อยๆของเรานี่แหละที่ต้องบรรจงล้วงลงไปเพื่อพิทักษ์ความสะอาด  ส่วนภารกิจที่ชอบที่สุดคือการตักอาหารแจกตามโต๊ะเพราะเด็กๆจะมักแอบชิมอาหารก่อนเสมอ หลังจากที่เด็กๆทำภารกิจเสร็จก็จะไปรับประทานอาหารเช้าโดยพร้อมเพรียงกันสำหรับห้องอาหารก็จะมีการนั่งเป็นโต๊ะๆละ8คน บนโต๊ะก็จะมีกับข้าว2ถ้วยพร้อมกับข้าว1โถ สำหรับหน้าที่ในการตักแจกก็จะเป็นของพี่ที่อาวุโสสุดหลังจากกินข้าวเช้าเสร็จก็จะเข้าเรียนตามปกติกับเด็กคนอื่นๆและจะเลิกเรียนตอน3โมงครึ่ง หลังเลิกเรียนก้ต้องทำเวรที่ห้องเรียนหลังจากนั้นเด็กประจำทุกคนก็ต้องรีบกลับเข้าหอเพื่อไปอาบน้ำหากช้าอาจไม่มีน้ำให้อาบอีกทั้งการอาบน้ำก็จะมีปริมาณน้ำและเวลาค่อนข้างจำกัด  คือใช้เวลาอาบได้ไม่เกิน10นาทีโดยจะมีซิสเตอร์คอยคุมหากใครอาบน้ำนานซิสเตอร์ก็จะเรียกให้ขึ้นทันที(ซิสเตอร์จำได้แม่นมากว่าใครมาอาบตอนไหน)บางครั้งหากคุยกันเสียงดังก็จะทำโทษให้อาบได้ไม่เกิน10ขัน      หลังจากอาบน้ำแล้วก็ต้องรีบแต่งตัว(ทุกอย่างต้องแข่งกับเวลาหมด...จนทำให้ไม่มีเวลามานั่งคิดถึงบ้าน)  หลังจากอาบน้ำเสร็จก็ต้องรีบไปทานของว่างซึ่งของว่างหลักก็คือมาม่าต้มพร้อมลูกชิ้น3ลูกหลังจากนั้นตั้งแต่5โมงไปก็ต้องเข้าห้องอ่านหนังสือทำการบ้านจนถึง18.30น.แล้วออกมากินข้าวเย็นและมีเวลาพักจนถึง20.00น.หลังจากนั้นก็ต้องไปฟังโอวาทจากซิสเตอร์และเข้าห้องอ่านหนังสือทำการบ้านอีกรอบจนถึง22.00น.ก็เข้านอน


           สำหรับการเยี่ยมเด็กจะเยี่ยมในวันอาทิตย์ผู้ปกครองสามารถพาเด็กออกไปข้างนอกได้สำหรับตัวเราเองตั้งแต่อยู่มาเรียกว่าผู้ปกครองมาเยี่ยมแบบนับครั้งได้เลย(ประมาณว่า1ปีจะมาเยี่ยมสัก3ครั้งจะได้มั้ง) แต่อย่างน้อยก้ได้กลับบ้านทุกเดือนก็ถือว่ายังดีเพราะเด็กบางคนต้องหลายเดือนกว่าจะได้กลับบ้านเพราะบ้านอยู่ไกล...สำหรับกฎเกณฑ์การส่งกลับเข้าโรงเรียนผู้ปกครองจะต้องพากลับมาส่งในวันอาทิตย์ไม่เกิน16.00น. สำหรับเด็กที่ไม่ได้กลับจะมีไม่เกิน7-8คนซึ่งก็ต้องอยู่ที่โรงเรียนกัน ลองคิดดูเถอะโรงเรียนก็กว้างแต่มีเด็กอยู่แค่ไม่กี่คนแถมอยู่ติดป่าช้าด้วยดังนั้นตอนกลางคืนเด็กๆก็จะแอบมานอนชิดๆกันเพื่อความอุ่นไจลดความกลัว เด็กๆที่ไม่ได้กลับบ้านถ้าดีหน่อยบางครั้งซิสเตอร์ก็จะพาออกไปเดินเล่นหน้าโรงเรียนซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเด็กๆที่ไม่ได้กลับบ้าน   แต่ถึงยังไงการอยู่ที่นี่ก็สามารถฝึกความเป็นระเบียบ ความอดทนให้กับเด็กๆได้เป็นอย่างดี การอยู่ที่นี่แม้จะมีกฎระเบียบมากแต่เด็กๆทุกคนก็สามารถทำได้อีกทั้งซิสเตอร์ก็ให้ความอบอุ่นได้ดีใกล้ชิดกับเด็กๆ มีการเล่นกีฬากับเด็กๆ(ซึ่งบางครั้งเวลาเล่นกันมือเราก็แอบไปโดนหมวกคลุมของซิสเตอร์หลุด ทำให้รู้ความลับว่าซิสเตอร์ส่วนมากไว้ผมสั้น)  สำหรับวันที่เด็กๆชอบมากที่สุดก็คือวันคริสมาสต์ที่มีของแจกเยอะมากและยังได้หยุดยาวอีก7วันเรียกว่าทั้งสนุกและได้กลับบ้านด้วย    อ้อลืมบอกไปที่นี่เค้าห้ามเอาการ์ตูนเข้ามาอ่านเพราะซิสเตอร์กลัวว่าเด็กๆอาจได้รับสิ่งที่ไม่ดีแต่เด็กๆหลายคนก็มักจะฝากเด็กนอก(คือเด็กที่ไม่ได้อยู่ประจำ)ซื้อมาจากข้างนอกแล้วก็มาแอบอ่านกันแน่นอนหากโดนจับได้ก็จะถูกทำโทษและฟ้องผู้ปกครอง...ก็สนุกไปอีกแบบ...หลังจากสัมผัสชีวิตนักเรียนประจำได้6ปี ก็ถึงเวลาที่ต้องจาก..ขอบอก ณ เวลานั้นก็เศร้าพอๆกับตอนที่ต้องจากบ้านเมื่อ 6 ปีที่แล้ว...ความรู้สึกเดียวกันเลย...

บทสรุป

ณ โรงเรียนประจำแห่งนี้ได้สอนอะไรหลายๆอย่างกับเด็กๆซึ่งทำให้เด็กแทบทุกคนมิอาจลืมช่วงเวลาที่พวกเค้าได้เข้ามาร่วมผจญภัยและมาเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่แห่งนี้ แม้ช่วงเวลาที่อยู่ ณ ที่แห่งนี้จะมีทั้งความสุขและความเศร้าคละเคล้ากันไป  แต่สุดท้ายเด็กๆทุกคนก็รักที่นี่เพราะที่นี่ได้ให้อะไรกับพวกเค้าหลายอย่าง  และคิดว่าที่นี่จะเป็นสถานที่อีกที่หนึ่งที่จะอยู่ในความทรงจำของผู้ที่เคยได้สัมผัส......ตลอดไป....สุดท้ายต้องขอขอบพระคุณซิสเตอร์ทุกท่านที่ช่วยอบรมดูแลและให้ความรู้กับลูกศิษย์ทุกคน...


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
bon09 วันที่ : 30/09/2009 เวลา : 20.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krasean

เขียนบรรยายละเอียดมาก เห็นภาพเลย

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
นกน้อยแห่งโพหัก วันที่ : 30/09/2009 เวลา : 17.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nonglek
.....รู้จักให้  รู้จักอภัย  จะสุขใจกว่าใครๆ......

ขอบพระคุณค่ะ...วันนี้ลงรูปไม่ทันค่ะ..ไว้วันหลังจะเอารูปมาลงค่ะ...

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ไทเซน วันที่ : 30/09/2009 เวลา : 17.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/taimahayan
ธรรมะวิถีไทเซน  มหาสารคาม

..ถ้ามีภาพประกอบ เป็นที่ช่วยพักสายตา จะทำให้ข้อเขียนดีๆ อ่านได้ง่ายและสบายตายิ่งขึ้น
..
..ว่างขอเชิญไปร่วมกิจกรรม"ธรรมวิถี..กวีไทไฮกุ" เส้นทางบรรลุธรรมด้วยตนเอง ผ่านการเขียนบทกวีแนวใหม่

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน