*/
  • นกน้อยแห่งโพหัก
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : tawee_u@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-05-24
  • จำนวนเรื่อง : 129
  • จำนวนผู้ชม : 1122436
  • จำนวนผู้โหวต : 283
  • ส่ง msg :
  • โหวต 283 คน
งานเข้าพรรษาโพหักปี53***ไม่สงวนลิขสิทธิ์....ของดีของเราไม่ต้องสงวนลิขสิทธิ์ ใครอยากได้ก็ให้เขาไป แต่ของไม่ดีของเราต้องสงวนไว้ ...คำสอนของท่านพุทธทาส

งานเข้าพรรษาอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้านโพหัก ครั้งที่ 5 ประจำปี2553

View All
<< ตุลาคม 2009 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2552
Posted by นกน้อยแห่งโพหัก , ผู้อ่าน : 2915 , 17:17:21 น.  
หมวด : สุขภาพความงาม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เรื่อง "มันๆ" ที่อยากให้ท่านรู้

 น้ำมันปลาควรเลือกจากปลาธรรมชาติ ไม่เช่นนั้นอาจมีสารพิษปนเปื้อน


ตอนนี้มีลัทธิสุขภาพมากอยู่ที่ให้ใช้น้ำมันในการรักษา ให้หาประโยชน์ จากน้ำมันซึ่งดูไปก็ชวนให้เห็นขันว่ากงล้อประวัติศาสตร์ย้อนกลับมาที่เดิม อีกแล้ว ทั้งที่แต่ก่อนเชื่อกันหนักหนาว่า น้ำมันเป็นของไม่ดี เมื่อพูดถึง "มันบำบัด" นี้ ก็ชวนให้นึกไปถึงไอยคุปต์โบราณที่ใช้น้ำมันหอมบำบัดหรือในสมัยหลุยส์ที่ 4 ที่มีทั้งน้ำหอมและน้ำมันหอมใช้อยู่มาก

โดยการใช้น้ำมันมาบำบัดโรค ที่เก่าแก่ที่ชัดเจนที่สุดก็คือยามที่บรมครู ชีวกโกมารภัจจ์ท่านปรุงโอสถจากเนยใสถวายพระเจ้าจัณฑปัชโชติผู้ดุร้ายจนหาย จากอาการประชวรเรื้อรัง จวบจนมาในยุคนี้ที่กลับมาเห่อน้ำมันรักษาโรคกันอีก ผิดกับในอินเดียที่ใช้มันเนยเหลวอย่าง "ฆี (Ghee)" มาบริโภคและใช้ใส่กองกูณฑ์ถวายเทพเจ้ามานานนม หรืออย่างชาวเอสกิโมที่เจียวเอามันปลาวาฬและแมวน้ำไว้ใช้ทั้งกินและรักษาโรค


ผลงานล้อเลียนรูปสลักชายงามเดวิดในแบบอ้วนจ้ำม่ำ

ส่วนมันอย่างมะพร้าวนั้น คนไทยเรากินแกงกะทิแกงเขียวหวานมาตั้งแต่ สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ก็ไม่เห็นป่วยเป็นโรคหัวใจกันมากเหมือนยุคนี้  เราก็เพิ่งมาเห่อน้ำมันมะพร้าวกันไปไม่นาน ทั้งที่ก่อนนั้นถูกจัดอยู่ในน้ำมันฝ่ายผู้ร้ายทุกครั้งไป ทำให้ธุรกิจกลั่นน้ำมันมะพร้าวเย็นเฟื่อง ไม่หยอก กรอกใส่ขวดสวยขายได้หลายอัฐอยู่ ถ้าดูไปของเขาก็ดีจริงอยู่ครับ แต่ไม่ว่าน้ำมันชนิดไหนมันก็มีทั้งส่วนดีและร้ายปนกันอยู่ สำคัญอยู่ที่ต้องดูให้เป็น  ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียล โดยทีมงานต่วย'ตูนจะขอคุยกันต่อไปครับ

เรื่องน้ำมันที่ท่าน อาจไม่รู้

การ จะเลือกกินแต่ พืชเพราะคิดว่าจะทำให้ได้น้ำมันดี หรือกินแต่ สัตว์บางชนิดเพราะหวังจะได้น้ำมันแบบที่มาสกัดเป็นเม็ดบ้างอย่างเต็มเม็ด เต็มหน่วย ที่จริงก็ไม่ได้ ถูกนัก ขอให้ท่องไว้ง่ายๆว่า ตัวเราเองก็ประกอบด้วยน้ำมันดีที่เราชื่นชม   และในขณะเดียวกันก็ประกอบด้วยน้ำมันเลวที่เราประณามเช่นกัน ดังนั้นสำหรับเรื่องน้ำมันจึงอยากแบ่งออกง่ายๆตามที่ใจคนส่วนใหญ่คิดคือ

1. น้ำมันพระเอก

2. น้ำมันโจร


พระนางอังเคเซนามุนกำลังชโลมพระวรกายของฟาโรห์ตุตันคามุนด้วยน้ำมันสุคนธ์

โดยน้ำมันพระเอกนี้ก็หาใช่น้ำมันมวยสารพัดประโยชน์ และน้ำมันโจรก็ไม่ใช่น้ำมันจิ้งเหลน หรือน้ำมันพรายที่ใช้ดีดทำเสน่ห์ หากแต่น้ำมันพระเอกคือ น้ำมันที่ไม่อิ่มตัวอยู่ในของดีมีราคาสักนิดนั่นคือ กุ้งหอยปูปลา และเนื้อสัตว์ที่เลี้ยงโดยธรรมชาติ ซึ่งแต่ละชนิดก็มีไขมันทั้งดีและเลว ชั่วแต่ว่าใครจะมีดีมาก หรือเลวมากกว่ากัน แต่ปัจจุบันเวลาเรากินน้ำมันกันมักจะเป็นสัดส่วนที่หนักไปทางน้ำมันพืชเสีย มากกว่าน้ำมันดีจากสัตว์เช่น ปลา

โดยถ้าคิดเป็นอัตราส่วนแล้วต่อวัน เราซดน้ำมันพืชเข้าไปถึง 10 เท่าของน้ำมันปลา ผลเป็นอย่างไรน่ะหรือครับ มันก็จะทำให้เกิดอักเสบเจ็บปวดเนื้อตัวง่าย คุณผู้หญิงที่มีประจำเดือนก็ปวดอยู่ไม่รู้หาย หรือถ้าท่านใดปวดข้อเมื่อยหลังอยู่ "ธาตุอักเสบ" จากน้ำมันพืชก็จะทำให้ท่านไม่หายสักที ซึ่งเราจะได้ มาแจงอานิสงส์ของน้ำมันปลากันต่อไปครับ

"น้ำมันปลา" ราชาแห่งมัน

สำหรับ ปลา ถือเป็นแหล่งไขมันชั้นดีมีพระเอกโอเมก้า 3 มากนั้นก็ขึ้นอยู่กับชนิดของปลาด้วย อันว่ามัจฉาน้อยใหญ่ในสาครก็มีความสามารถต่างกันในการผลิตน้ำมันดี โดยน้ำมันชนิดนี้ที่ว่าดีก็เพราะมันช่วยให้เลือดไม่แข็งตัวเหนียวหนึบดั่ง จาระบี มักจะมีมากในเนื้อปลาเมืองหนาว เช่น แถบญี่ปุ่น หรือสแกนดิเนเวีย เพราะปลาต้องใช้น้ำมันนี้ในการกระจายเลือดไม่ให้แข็งตัว


พระกฤษณะทรงพิสมัยใน "ฆี" หรือเนยเหลว ชาวอินเดียจึงเชื่อว่าพระมหิทธานุภาพและพระปัญญาคุณนั้นมาจากฆี

โดยโอเมก้า 3 นั้น ถ้าท่านดูจากข้างขวดอาหารเสริมจะไม่ให้ข้อมูลตรงๆ แต่เขาจะเขียนเป็น EPA กับ DHA แทน  ให้จำง่ายๆว่า โอเมก้า 3 มีลูกอยู่สองคน คนแรกเป็นหญิงนั่นคือ อีพีเอ ส่วนคนสองเป็นผู้ฉิง เพราะมันคือ ดีฮ่ะ (DHA) จะจำได้ง่ายขึ้นครับ

สิทธิการิยะท่านว่า ถ้าจะกินน้ำมันปลาให้ได้ พอดีก็ต้องดูฉลากข้างขวด แล้วบวกเลขดูว่า ค่า EPA+ DHA นั้นได้ 1,500 มิลลิกรัมต่อวันหรือยัง ถ้ายังก็ต้องหามากินสะสมกันให้ครบตามสูตรครับ ที่จริงตัวปลาเองก็ไม่ได้สร้างน้ำมันได้ แต่ขโมยมาจากสัตว์น้ำเล็กๆคือ "แพลงก์ตอน (Plankton)" อีกต่อหนึ่ง เช่นกัน ซึ่งคนไทยเราก็กินแพลงก์ตอนกันเป็นอาหารประจำชาติอยู่แล้วนั่นก็คือ "กะปิ" ไงครับ ที่ประกอบมาจากจุลชีพนับร้อยพันในพระสมุทรมารวมกันเป็นภักษาหารให้เรา นอกจากได้แคลเซียมแล้วยังได้โอเมก้า 3 อีกมหาศาลทีเดียว

แต่สำหรับ ท่านที่ไม่ปรารถนากลิ่นคาวปลา ก็สามารถหาโอเมก้า 3 จากแหล่งธรรมชาติอื่น เช่น น้ำมันเมล็ดป่าน (Flaxseed oil) ซึ่งเริ่มจะนิยมในบ้านเรา หรือจากเนื้อสัตว์ธรรมชาติ เช่น หมู, วัว, ไก่, เป็ด ที่เลี้ยงด้วยอาหารธรรมชาติในฟาร์มเปิดก็จะมีโอเมก้า 3 เยอะเช่นกัน แต่อย่างไรก็ดี ถ้ามื้อนี้ท่านไม่ได้กินปลาทูสัก 2 ตัว ก็ขอให้กินปลากระป๋องแทน หรือจะกินน้ำพริกกะปิให้ได้ไขมันดีจาก "เคย" เข้ามาบำรุงกายก็ดีไม่น้อยครับ

ดีเท่าไรอย่าให้เกิน "4 ช้อน"

แต่ กระนั้นขึ้นชื่อว่าน้ำมันไม่ว่าจะดีสักเพียงใดก็ขอให้อย่ากินมากจนเกินพอดี เพราะจะทำให้กลายไปเป็นสนิมเสียจับอยู่ที่หลอดเลือดได้ เช่น น้ำมันปลา ที่มีดีตรงที่ไม่อิ่มตัวเยอะนั้น ถ้าทานมากไปจะทำให้เราต้องใช้วิตามินสิ้นเปลืองในการให้มันไม่หืนโดยเฉพาะ วิตามินอี

อาหารปกติที่เรากินกันอยู่ทุกวันนั้น เพียงแค่มื้อเดียวเราก็ได้น้ำมันมาอย่างอู้ฟู่แล้ว จึงต้องมีการกำหนดปริมาณน้ำมันที่ควรได้รับต่อวันไว้ให้เป็นมาตรฐานสุขภาพ เดียวกันนั่นคือ ทางสมาคมแพทย์โรคหัวใจสหรัฐอเมริกา (AHA) ได้แนะไว้ว่า น้ำมันไม่ว่าดีแค่ไหนไม่ควรกินเกินวันละ 4 ช้อนโต๊ะ โดยเฉพาะน้ำมันเลวร้ายที่สุดอย่าง "ทรานสแฟ็ท (Trans fat)" หรือมันล่องหนนั้นไม่ควรให้เกิน 2% ของน้ำมันโดยรวม แปลว่าวันหนึ่งไม่ควรกินคุกกี้เกินครึ่งชิ้นย่อมๆเท่านั้น


การบูชาพระกฤษณะด้วยการใส่ฆีลงในกองกูณฑ์

หากท่านสงสัยว่าถ้าอย่างนี้แปลว่าไขมันยิ่งน้อยยิ่งดีใช่ไหม ก็ขอบอกทันทีเลยครับว่า "ไม่จริง" เพราะไขมันมีประโยชน์มาก อย่างในเลือดเรานี้ถ้าเจาะแล้วมีคอเลสเทอรอลต่ำกว่า 160 มิลลิกรัมต่อเลือดร้อยซีซี จะมีปัญหาเรื่องความหนุ่มสาวได้ครับ เพราะตัวเราใช้มันเหล่านี้เป็นวัตถุดิบในการสร้างฮอร์โมนเพศ ซึ่งก็คือธาตุหนุ่มสาวตามธรรมชาติ ถ้าปราศจากวัตถุดิบเสียแล้ว เซ็กซ์ของเราก็อาจแห้งแล้งลงไปได้ เรียกว่าเรื่อง "มันๆ"   นี้อวยผลให้ตั้งแต่เซ็กซี่ไปจนถึงเซ็กซ์เสื่อมได้เลย

แต่ไม่จำเป็น ต้องไปขวนขวายหาน้ำมันพิสดารมากินให้สิ้นเปลือง เพราะโดยธรรมชาติถ้าเรากิน อาหารหลากหลายอยู่แล้วก็จะได้ไขมันดีมากพอ สำหรับการกินน้ำมันแบบเป็นช้อนนั้น อยากให้ใช้ในยามต้องบำบัด เพราะแม้แต่อินเดียที่เป็นเจ้าตำรับการใช้น้ำมันเนยใสสารพัดประโยชน์ก็ยัง เอามาใช้กินเป็นช้อนแค่ตอนป่วยเท่านั้น หรือแถบเมดิเตอเรเนียนที่ใช้น้ำมันมะกอกตั้งแต่กินยันขัดตัวนั้นก็ไม่เห็นมี ใครเอามานั่งซดเป็นช้อนทุกวัน

น้ำมันหมูก็เป็นของหรูได้

เคล็ด ลับการใช้น้ำมันที่จะทำให้ท่านปลอดภัยแม้ใช้น้ำมันหมู คือ "ใช้สลับกัน" อย่าปักใจใช้ อยู่แต่ชนิดใดชนิดหนึ่ง แม้น้ำมันที่ว่าดีก็ขอให้เปลี่ยนใช้สลับกับน้ำมันอื่นด้วย อย่างน้ำมันหมูที่ดูถูกกันว่าเป็นผู้ร้ายใจทมิฬเกาะกินหลอดเลือดหัวใจให้มัน จุกอก แต่ถ้าลองดูคนสมัยก่อนว่าเป็นโรคหัวใจเท่าคนยุคน้ำมันพืชหรือไม่ หรือแค่ลองขัดคราบไขมันที่มุ้งลวดครัวก็จะรู้ว่า น้ำมันพืชติดเหนียวเพียงไร ดังนั้น หัวใจอันเป็นที่สุดของการใช้น้ำมันเมื่อสรุปแล้วก็มีเพียง 2 ข้อเท่านั้น คือ

1. ใช้น้ำมันให้ถูกวิธี อย่างน้ำมันที่หีบเย็นมาก็อย่าเอาไปทอดหรือผัด เช่น น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันมะพร้าว

2. ใช้น้ำมันสลับกัน เช่นมื้อนี้ใช้น้ำมันถั่วเหลือง มื้อหน้าอาจใช้น้ำมันรำข้าว มื้อโน้นใช้ น้ำมันเมล็ดชา แล้วสลับน้ำมันหมูบ้าง

และ ที่สำคัญคืออย่าปักใจเชื่อถือว่าน้ำมันชนิดใดชนิดหนึ่งเลวสุด หรือดีสุด เพราะท้ายสุดแล้วธรรมชาติก็ได้สร้างทั้งดีเลวให้อยู่ด้วยกันเป็นโลกธรรม

เห็น ไหมครับเพียงเรื่อง "มันๆ" ที่ท่านเข้าใจถ่องแท้นอกจากช่วยสุขภาพกายแล้วยังช่วยให้ไม่ต้องเหนื่อยใจ ขึ้นลงตาม "มัน" อยู่ไม่รู้จบด้วยครับ.

ทีมงาน ต่วย’ตูน

ข้อมูลจาก http://www.thairath.co.th/

หลังจากที่เราได้ความรู้จากเรื่องของน้ำมันแล้ว  เราก็มาดูกันว่าเราควรบริโภคน้ำมันอย่างไรเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด....


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
จ่าจินต์ วันที่ : 18/10/2009 เวลา : 21.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jawee
@..จ่าจินต์...ตำรวจบ้าบุญ..เล่ม 2...คลอดแล้วครับ..พิมพ์จำนวนจำกัด..@

ขอบคุณครับ.
กับเรื่องมันมัน..
มันปลา..มันพระเอก..
อะนะ..

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
คนช่างเล่า วันที่ : 18/10/2009 เวลา : 17.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nukpan
คนช่างเล่า....และเล่า เรื่องประวัติศาสตร์ ในอดีตที่ผ่านมา เพื่อเสริมสร้างจริยธรรมคุณธรรม

ภาพที่ สอง ถ้าคุณไม่ออกกำลังกาย คุณจะพุงพลุ้ย555

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน