*/
  • นกน้อยแห่งโพหัก
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : tawee_u@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-05-24
  • จำนวนเรื่อง : 129
  • จำนวนผู้ชม : 1122435
  • จำนวนผู้โหวต : 283
  • ส่ง msg :
  • โหวต 283 คน
งานเข้าพรรษาโพหักปี53***ไม่สงวนลิขสิทธิ์....ของดีของเราไม่ต้องสงวนลิขสิทธิ์ ใครอยากได้ก็ให้เขาไป แต่ของไม่ดีของเราต้องสงวนไว้ ...คำสอนของท่านพุทธทาส

งานเข้าพรรษาอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้านโพหัก ครั้งที่ 5 ประจำปี2553

View All
<< ตุลาคม 2009 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 27 ตุลาคม 2552
Posted by นกน้อยแห่งโพหัก , ผู้อ่าน : 17613 , 16:56:28 น.  
หมวด : สุขภาพความงาม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

......นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่ผู้หญิงท้องไม่ควรมองข้าม เพราะการที่คุณแม่เป็นโรคนี้โดยเฉพาะช่วงใกล้คลอดอาจจะส่งผลถึงลูกเพราะจะทำให้ลูกมีโอกาสติดเชื้อได้ แน่นอนหากเด็กทารกที่เพิ่งคลอดออกมาติดเชื้อมันก็คงไม่ใช่เรื่องเล็กแล้วเนื่องจากเด็กทารกยังไม่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคต่างๆ.....

      เรื่องการเป็นอีสุกอีใสขณะท้องโดยเฉพาะช่วงที่เสี่ยงคือใกล้คลอดได้ประสบกับคนใกล้ตัวคือเป็นก่อนคลอดประมาณ2อาทิตย์..ลองคิดดูว่าคนธรรมดาอย่างเราเป็นอีสุกอีใสก็ทรมานมากแล้วเพราะมันจะค่อนข้างจะคัน  แล้วคนท้องแก่ใกล้คลอดที่เวลาจะทำอะไรแต่ละทีก็สุดแสนลำบากแถมมาเป็นอีสุกอีใสด้วยมันก็จะทรมานชนิดคูณ 2 เพราะนอกจากจะคันแล้ว เวลาเกาแต่ละทีก็สุดแสนลำบาก นอนก็นอนไม่หลับ อีกทั้งยังเป็นห่วงลูกในท้องด้วยเพราะเป็นตอนไหนไม่เป็นดันมาเป็นช่วงที่อันตรายคือช่วงใกล้คลอด(ระยะอันตรายที่อาจมีผลต่อทารกในครรภ์แบ่งเป็น 2 ระยะคือระยะ 0-3 เดือน ถ้าเป็นช่วงนี้ลูกจะมีโอกาสติดเชื้อได้ กับช่วงก่อนคลอด7วันจะทำให้ลูกติดเชื้อจากแม่ )ส่งผลให้ทั้งตัวคุณแม่เองและคนรอบข้างแอบลุ้นด้วยความเป็นห่วงไม่ได้ แม้แต่คุณหมอเองก็ยังไม่มั่นใจว่าเด็กจะติดจากแม่หรือไม่และโรคนี้จะส่งผลต่อทารกอย่างไรเรียกว่าต้องมาลุ้นวันคลอดเลย..ถ้าเด็กติดก็ต้องอยู่ในการดูแลของหมอไปอีกหลายวันเพื่อความปลอดภัย...อืมลืมบอกไปว่าคุณแม่ติดเชื้ออีสุกอีใสมาจากโรงพยาบาลตอนไปตรวจครรภ์ครั้งสุดท้าย...เหมือนโดนแจ็กพ็อตเลย....สุดท้ายโชคก็ยังพอมีอยู่บ้าง...วันคลอดเด็กปกติทุกอย่างเพียงแต่ผิวแดงมากหน่อยเท่านั้น...ถามคุณหมอว่าตกลงเด็กติดอีสุกอีใสตอนที่อยู่ในท้องไหม..คุณหมอเองก็ไม่แน่ใจเพราะตามตัวเด็กไม่มีจุดที่จะบ่งบอกว่าติดอีสุกอีใส...เดาได้2กรณีคือ1.เด็กไม่ติด 2.เด็กติดแต่หายแล้ว....


มีว่าที่คุณแม่หลายคนเริ่มกังวลใจเมื่อเริ่มตั้งครรภ์ เพราะจำไม่ได้ว่าเคยเป็นโรคอีสุกอีใสหรือยังจึงมีคำถามถามคุณหมอเสมอๆ ว่าควรจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร โดยเฉพาะ การป้องกันตนเองจากอีสุกอีใส จะฉีดวัคซีนอีสุกอีใสที่มีอยู่ในปัจจุบันได้หรือไม่ นับว่าเป็นคำถามที่ดีมาก และแสดงว่า คุณแม่เจ้าของคำถามมีความรู้และเอาใจใส่ตนเองดีมาก


เมื่อแม่เป็นอีสุกอีใสระหว่างการตั้งครรภ์

การเป็นอีสุกอีใสอาจจะดูไม่ร้ายแรงในเด็กทั่วไปแต่ในผู้ใหญ่ที่ป่วยเป็นอีสุกอีใส ส่วนใหญ่มักจะมีอาการรุนแรงได้แม้ว่าจะมีภูมิคุ้มกันปกติ ดังนั้นในหญิงมีครรภ์ซึ่งมีภาวะภูมิคุ้มกันที่เปลี่ยนแปลงไปบ้างจากการตั้งครรภ์ พบว่าความรุนแรงของการติดเชื้ออีสุกอีใสยิ่งมากขึ้นโดยเฉพาะในระยะอายุครรภ์ใกล้ครบกำหนดคลอดจะยิ่งอันตราย ซึ่งส่วนใหญ่ (ประมาณ 40%) จะเป็นปัญหาปอดบวม (ปอดอักเสบ) ที่เกิดภาวการณ์หายใจล้มเหลว ทำเสียชีวิตได้ทั้งแม่และลูกในครรภ์หลายต่อหลายรายต้องเข้ารักษาตัวในห้องดูแลผู้ป่วยหนัก (ไอ ซี ยู) และต้องใช้เครื่องช่วยหายใจและออกซิเจนในขนาดสูง ร่วมกับการให้ยาต้านเชื้ออีสุกอีใสเหมือนในของเด็ก แต่ใช้ขนาดยามากกว่า ทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษายิ่งสูงมากขึ้นไปอีก สำหรับการติดเชื้ออีสุกอีใสในช่วงอายุครรภ์อ่อนๆ นั้น นอกจากจะพบว่าทารกที่เกิดมามีปัญหาผิดปกติของผิวหนังหรือแขนขา (congenital varicella syndrome) ก็ยังพบว่าในหลายรายทำให้มีการคลอดก่อนกำหนดได้ด้วย


มีผลต่อทารกในครรภ์อย่างไร ?

ในกรณีของหญิงมีครรภ์ ถึงแม้ว่าจะมีภูมิคุ้มกันที่เป็นปกติ แต่ระยะของการตั้งครรภ์แต่ละช่วง จะเกิดอันตรายต่อตัวของแม่เอง และอาจมีผลกระทบถึงลูกในครรภ์ได้แตกต่างกันไปคือ

ในระยะครรภ์อ่อนๆ อาจทำให้เกิดการติดเชื้อของทารกในครรภ์ที่มีผลทำให้เกิดความผิดปกติของทารกได้ ที่เรียกว่า congenital varicella syndrome อาจพบว่ามีความผิดปกติของผิวหนังหรือแขนขาของทารก หรือมีการติดเชื้อในสมอง จากการติดเชื้ออีสุกอีใสในระยะตัวอ่อนได้หรือพบว่าทารกมีผื่นผิวหนังแบบงูสวัดได้

ถ้ามีการติดเชื้ออีสุกอีใส ในระยะใกล้คลอด คือในช่วงประมาณ 7 วันก่อนคลอด ถึง 7 วันหลังคลอด อาจทำให้เกิดการติดเชื้ออีสุกอีใสชนิดรุนแรงมากกับทารกนั้นๆ ทำให้เสียชีวิตได้ แต่โชคดีที่ปัจจุบันมียาต้านเชื้อไวรัสอีสุกอีใสใช้รักษาการติดเชื้อรุนแรงเหล่านี้ทำให้อัตราการตายในทารกลดลงได้ แต่ในรายที่เป็นรุนแรงถ้าสามารถหาอิมมูโนกลอบบูลินชนิดพิเศษสำหรับต้านฤทธิ์อีสุกอีใสมาฉีดให้ด้วยตั้งแต่ในระยะแรกที่ได้รับเชื้อก่อนที่จะเกิดอาการรุนแรง ก็จะช่วยลดผลกระทบที่จะมีต่อทารกได้มาก ปัญหาที่มีในทางเวชปฏิบัติก็คือ ยาเหล่านี้มีราคาแพงมากและในหลายต่อหลายครั้งก็อาจจะไม่มียาในสต็อกให้ใช้ ทำให้มีความยากลำบากในการรักษาทารกที่มีการติดเชื้อนี้


ป้องกันได้อย่างไรบ้าง ?

ไม่ไปสัมผัสโรค เช่น หลีกเลี่ยงคนที่ป่วยเป็นอีสุกอีใส แต่การระวังตัวแบบนี้ไม่ง่ายนัก เพราะระติดต่อของอีสุกอีใสนั้น เริ่มได้ตั้งแต่ 2-3 วันก่อนที่จะมีผื่นขึ้นและตลอดเวลาที่กำลังมีผื่นตุ่มสุกใสอยู่ จนกว่าตุ่มเหล่านี้จะแห้งกลายเป็นสะเก็ดจึงจะพ้นระยะติดต่อ

ฉีดวัคซีนป้องกันอีสุกอีใส ซึ่งในปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันอีสุกอีใสให้ใช้กันมานานหลายปีแล้ว เป็นวัคซีนชนิดเชื้อมีชีวิตที่นำมาเลี้ยงในห้องปฏิบัติการจนเชื่องแล้ว กล่าวคือเชื้ออีสุกอีใสในวัคซีนนี้จะสามารถกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของผู้ที่ได้รับวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีต่อเชื้ออีสุกอีใสโดยไม่ทำให้เกิดการเจ็บป่วยขึ้นและสามารถป้องกันการติดเชื้ออีสุกอีใสตามธรรมชาติได้ เปรียบเสมือนการซ้อมรบให้กับระบบภูมิคุ้มกันโดยวัคซีน ก่อนที่จะต้องออกรบจริง


In the know

ห้ามให้วัคซีนแก่คนที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง และไม่ควรจะฉีดวัคซีนให้กับหญิงที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ แต่สำหรับหญิงที่ยังไม่ตั้งครรภ์ สามารถรับวัคซีนได้ โดยวัคซีนอีสุกอีใสในผู้ใหญ่ต้องฉีด 2 เข็ม ห่างกันประมาณ 1 เดือน และควรที่จะรออย่างน้อยอีก 1-3 เดือนหลังจากการฉีดวัคซีนครบตามกำหนด ก่อนที่จะเริ่มปล่อยให้เกิดการตั้งครรภ์ขึ้น

เชื้ออีสุกอีใสเป็นเชื้อไวรัส ในกลุ่มเฮอร์ปีส์ชนิดหนึ่งที่สามารถแพร่กระจายได้จากการไอจามรดกันเปื้อนละอองน้ำลาย และจากการสัมผัสใกล้ชิดกับคนที่กำลังเป็นอีสุกอีใสอยู่โดยมีระยะฟักตัวประมาณ 2-3 สัปดาห์ เมื่อเชื้ออีสุกอีใสเข้าสู่ร่างกายทางระบบทางเดินหายใจส่วนบน เชื้อก็จะเริ่มแบ่งตัวและเริ่มเข้าสู่กระแสเลือดและการกระจายไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย ต่อมาจะมีอาการออกเป็นตุ่มใสๆ ขึ้นตามตัว ช่วงนั้นคนป่วยอาจจะมีไข้และมีโรคแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้ออักเสบของผิวหนัง และปอดบวม หลอดลมอักเสบได้ ในบางรายอาจจะมีอาการทางสมองแบบเชื้อไวรัสขึ้นสมอง ทำให้ซึมลงและมีอาการชักได้ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องอยู่ก่อน อาจมีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้


เพื่อความปลอดภัยของทั้งตัวคุณแม่และลูก การไม่เสี่ยงหรือคิดเองว่าไม่น่าจะเป็นอะไร คงไม่ดีนัก ทางที่ดีก่อนจะตั้งครรภ์ควรปรึกษาคุณหมอเพื่อเตรียมการและวางแผนไม่ให้เกิดปัญหาจะดีที่สุด


 ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่

เพิ่มเติม..โรคสุกใสแต่กำเนิด

โรคสุกใส หรืออีสุกอีใส (chickenpox)เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส varicella-zoster ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคสุกใสและโรคงูสวัด ในกรณีที่โรคสุกใสเกิดขึ้นแต่กำเนิด จะเรียกว่า congenital varicella syndrome ภาวะดังกล่าวเป็นโรคที่เกิดขึ้นกับทารกในครรภ์ ซึ่งมารดาติดเชื้อไวรัสสุกใสขณะตั้งครรภ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 3 เดือนของการตั้งครรภ์ โรคสุกใสแต่กำเนิดพบได้ประมาณร้อยละ 2 ของทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตาม จากรายงานการศึกษาต่างๆ อาจพบตัวเลขแตกต่างกันได้มากพอสมควร

สาเหตุ

  1. เกิดจากเชื้อไวรัสซึ่งสามารถผ่านจากมารดาไปสู่ทารก ทำให้เกิดความผิดปกติแต่กำเนิดขึ้นกับทารก
  2. อาจพบโรคสุกใสแต่กำเนิดในทารกที่คลอดจากมารดาซึ่งติดเชื้อไวรัสสุกใส ขณะอายุครรภ์ 28 สัปดาห์ได้ แต่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก
  3. ส่วนใหญ่ของทารกที่เป็นโรคสุกใสแต่กำเนิดจะเกิดจากมารดาเป็นโรคสุกใสขณะตั้งครรภ์ อาจพบร้อยละ 10 ที่เกิดจากมารดาเป็นโรคงูสวัดขณะตั้งครรภ์ ทารกแรกเกิดที่เป็นโรคนี้จะตัวเล็ก น้ำหนักแรกเกิดน้อยกว่าปกติ เนื่องจากการเจริญเติบโตในครรภ์มารดาและการพัฒนาตัวอ่อนเป็นไปอย่างช้ากว่าปกติ
     

อาการ

  1. แผลเป็นตามตัว ซึ่งจะมีลักษณะเฉพาะสำหรับโรคนี้ ผิวหนังส่วนที่เกิดแผลเป็นจะหนาตัวขึ้น เกิดเป็นลักษณะคล้ายแผลเป็น โดยเนื้อเยื่อรอบๆมีลักษณะแข็งตัวหนาขึ้น แดง และอักเสบ ตำแหน่งที่พบได้บ่อย ได้แก่ บริเวณแขนและขา เด็กบางคนอาจพบความผิดปกติของกระดูกแขนและขาร่วมด้วย บางรายนิ้วมือและนิ้วเท้าพัฒนาไม่เต็มที่
  2. ความผิดปกติทางตาที่พบได้เด่นชัดในโรคนี้ปรากฏที่เลนซ์ตา อาจเกิดเป็นต้อกระจก หรือขนาดของลูกตาเล็กกว่าปกติ ข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง อาจตรวจพบลักษณะตาเข และบางรายเกิดการอักสบของเยื่อเมมเบรนภายในลูกตา ความผิดปกติของสายตาพบได้แตกต่างกันในแต่ละรายขึ้นกับความรุนแรงของโรค
  3. แขนขาลีบ ร่วมกับความผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติชนิดซิมพาเธติก 
  4. ปัญญาอ่อน ศีรษะมีขนาดเล็ก ในบางรายเมื่อโตขึ้นจะมีปัญหาในการเรียนรู้
  5. เนื้อสมองเหี่ยวลีบ ในบางรายพบว่าส่วนของเนื้อสมองมีขนาดเล็กกว่าปกติ และโพรงน้ำหล่อเลี้ยงสมองมีขนาดขยายใหญ่กว่าปกติ
  6. ผู้ป่วยเสียชีวิตร้อยละ 25 ความรุนแรงของโรค รวมทั้งความผิดปกติและอาการต่างของเด็ก อาจแตกต่างกันได้มาก ส่วนหนึ่งขึ้นกับการติดเชื้อไวรัสสุกใสที่เกิดขึ้นกับมารดานั้น เกิดขึ้นในระยะใดของพัฒนาการของทารกในครรภ์ 

ทารกตายคลอด

  1. ในทารกตายคลอดที่มีอาการของโรคสุกใสแต่กำเนิด สามารถตรวจพบดีเอ็นเอของไวรัสสุกใส โดยวิธี PCR จากปอด ม้าม ตับ ผิวหนัง และต่อมหมวกไต
  2. ทารกที่รอดชีวิตอาจตรวจไม่พบแอนติบอดีชนิด M ต่อเชื้อไวรัสสุกใส แต่จะมีระดับแอนติบอดีชนิด G อยู่นานเกินหนึ่งปีได้

ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ 

หากคุณกำลังตั้งท้องอยู่ควรพยายามหลีกเลี่ยงที่จะเข้าไปในโรงพยาบาลเพราะคุณอาจจะได้รับเชื้อโรคชนิดใดชนิดหนึ่งติดกลับมาบ้านด้วย...


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ครูไทยใจเกินร้อย วันที่ : 28/10/2009 เวลา : 20.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krusak

คุณแม่ต้องเตรียมพร้อมป้องกัน ดีกว่ามาแก้ไขรักษาทีหลังนะครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
จ่าจินต์ วันที่ : 27/10/2009 เวลา : 21.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jawee
@..จ่าจินต์...ตำรวจบ้าบุญ..เล่ม 2...คลอดแล้วครับ..พิมพ์จำนวนจำกัด..@

จ่าเอารักนิรันดร์..จากเมืองอัครา..มาฝาก..
ทัชมาฮาล..
รออ่านนะครับผม..

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน