*/
  • นกน้อยแห่งโพหัก
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : tawee_u@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-05-24
  • จำนวนเรื่อง : 129
  • จำนวนผู้ชม : 1122768
  • จำนวนผู้โหวต : 283
  • ส่ง msg :
  • โหวต 283 คน
งานเข้าพรรษาโพหักปี53***ไม่สงวนลิขสิทธิ์....ของดีของเราไม่ต้องสงวนลิขสิทธิ์ ใครอยากได้ก็ให้เขาไป แต่ของไม่ดีของเราต้องสงวนไว้ ...คำสอนของท่านพุทธทาส

งานเข้าพรรษาอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้านโพหัก ครั้งที่ 5 ประจำปี2553

View All
<< พฤษภาคม 2010 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤษภาคม 2553
Posted by นกน้อยแห่งโพหัก , ผู้อ่าน : 36887 , 14:56:53 น.  
หมวด : สุขภาพความงาม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เรื่องน่ารู้ประจำวัน : วิธีใช้เตาไมโครเวฟอย่างปลอดภัย  

ในสภาพเศรษฐกิจที่ต้องรัดเข็มขัดจนตึงเปรี๊ยะ ข้าวก็ต้องเก็บไว้ทานหลายๆ มื้อ การหุงหาอาหารก็ต้องลดการใช้พลังงานเท่าที่จำเป็นเพราะค่าเนื้อสัตว์ ข้าวของต่างๆ ก็แพงเอาๆ ค่าแก๊ส ค่าน้ำมันพืช ค่าอาหารต่างๆ ก็พุ่งพรวดๆ ทะยานขึ้นอย่างไม่เคยหยุดหย่อนให้ได้หายใจหายคอได้คล่องขึ้นสักช่วงหนึ่ง  

          ทำให้เตาอบไมโครเวฟเป็นอุปกรณ์ปรุงอาหารจำเป็นสำหรับชีวิตในเมืองที่ต้องเร่งรีบ และประหยัดทุกลมหายใจ เพราะไม่ต้องเสียเวลานั่งปรุงอาหารให้ยุ่งยาก ไม่ต้องใช้แก๊สหุ้งต้มให้เปลือง เพียงเสียบปลั๊ก รอไม่กี่นาทีอาหารก็ได้รับการอุ่นร้อน หอมกรุ่น พร้อมรับประทานได้ทันที แถมยังประหยัดน้ำล้างกระทะ หม้ออะไรให้ไม่เปลืองทรัพยากร 

           แต่จะรู้กันหรือไม่ว่า การใช้ไมโครเวฟถูกวิธีเป็นอย่างไร แล้วเครื่องไมโครเวฟที่อยู่ใกล้ตัวคุณนั้นมีความปลอดภัยต่อคุณภาพชีวิตของคุณเพียงใด จนถึงขั้นว่าต้องเปลี่ยนใหม่หรือยัง

 

มารู้จักเตาไมโครเวฟให้มากขึ้นกันดีกว่า...

เตาอบไมโครเวฟ เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการปรุงและอุ่นอาหารในยุคเร่งรีบ แม้เราจะใช้กันอยู่ทุกวัน แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ใช้ไปท่ามกลางความกังขาของตัวเองว่า มันปลอดภัยหรือไม่

คลื่นไมโครเวฟที่ใช้ในการปรุงอาหาร คือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า อาศัยหลักการที่ว่า เมื่อคลื่นตกกระทบอาหาร ก็จะถ่ายทอดพลังงานของมันให้โมเลกุลของน้ำในอาหาร โมเลกุลเหล่านั้นจะเคลื่อนที่จนเกิดเป็นความร้อนขึ้น ทำให้อาหารสุกอย่างรวดเร็ว เพราะเกิดความร้อนจากภายในอาหารพร้อมกันเกือบทุกส่วน

คลื่นไมโครเวฟตกค้างในอาหารได้หรือไม่
คลื่นไมโครเวฟที่ออกมาไม่ได้แตกตัวเป็นอนุภาค ไม่มีผลให้โมเลกุลของสารเปลี่ยน เมื่อคลื่นถ่ายทอดพลังงานให้กับอาหารจนหมดแล้ว ก็จะสลายหายไป ไม่ตกค้างในอาหาร

คลื่นไมโครเวฟทำลายคุณค่าทางอาหารหรือไม่

กลุ่มรณรงค์ต่อต้านการใช้เตาไมโครเวฟได้กล่าวอ้างถึง อันตรายจากการทำอาหารด้วยไมโครเวฟ ว่าจะสูญเสียคุณค่าทางอาหารมากกว่าการทำอาหารแบบทั่ว ๆ ไป นอกจากนั้นยังอ้างว่าคลื่นไมโครเวฟก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีของอาหาร อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานยืนยันใดๆ อย่างชัดเจน

แสงจากเตาไมโครเวฟเป็นอันตรายต่อตาหรือไม่
แสงที่เห็นขณะที่เตาไมโครเวฟกำลังทำงาน ไม่ใช่แสงของคลื่นไมโครเวฟ แต่เป็นแสงไฟฟ้าที่ติดไว้ในตู้ให้เรามองเห็นอาหารเท่านั้นเอง เราสามารถมองดูแสงนั้นได้ แต่ก็ไม่ควรเอาตาไปแนบตู้ขณะที่เครื่องกำลังทำงาน

คลื่นไมโครเวฟรั่วไหลออกมาทำอันตรายกับผู้ใช้ได้หรือ ไม่
หากสังเกตที่ประตูของเตาไมโครเวฟ จะมองเห็นเหมือนมีตาข่ายกั้นอยู่ ภายในเตาไมโครเวฟจะถูกล้อมไว้ด้วยตาข่ายนี้ ศัพท์แสงทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า ลูกกรงฟาราเดย์ มีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหลุดลอดออกมาภายนอกได้ เนื่องจากช่องของตาข่ายลูกกรงนี้เล็กกว่าความยาวคลื่นไมโครเวฟ คลื่นจึงไม่สามารถลอดผ่านออกมา และไม่สามารถเจาะทะลุทะลวงผ่านผนังตู้และฝาตู้ออกมาได้

เตาอบไมโครเวฟที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน ได้รับเครื่องหมาย มอก. จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมจะมีความปลอดภัยสูง มีโอกาสน้อยมากที่จะมีคลื่นรั่วออกมา หรือหากมีก็จะไม่เกินจากระดับมาตรฐานที่ มอก. กำหนด โดยวัดระยะ 5 เซนติเมตรจากผิวเตา รั่วได้ไม่เกิน 5 มิลลิวัตต์ต่อตารางเซนติเมตร ซึ่งถือว่าต่ำกว่าระดับที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์อยู่มากอันตรายที่เกิดจากคลื่นไมโครเวฟรั่วออกมา มักเกิดจากเตาที่เก่ามากๆ ผุเป็นสนิม วัสดุเคลือบลอก บานพับประตูชำรุด ประตูปิดไม่สนิท กระจกแตกหรือร้าว

ข้อควรระวังในการใช้เตาไมโครเวฟที่คนส่วนใหญ่มักมองข้าม ได้แก่
- พฤติกรรมทำร้ายตัวเอง
วิธีการใช้เตาไมโครเวฟที่ถูกต้องคือ นำอาหารที่จะปรุงหรืออุ่นใส่ในเตา ปิดประตูให้สนิท ตั้งอุณหภูมิและเวลาที่เหมาะสมกับอาหาร แล้วปล่อยให้เครื่องทำงานไปจนครบกำหนดเวลาที่เตาจะปิดเครื่องเองโดยอัตโนมัติ อย่าเปิดประตูก่อนที่เครื่องจะตัดการทำงาน อย่าไปยืนอยู่ใกล้ๆ หรือแนบหน้าดูอาหารในเตาว่าเป็นอย่างไรบ้าง เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายได้

อันตรายที่เกิดจากคลื่นไมโครเวฟที่อาจจะรั่วออกมาก็คือ ถ้าถูกที่ตามากๆ และนานพอ จะทำให้เกิดต้อกระจกได้ นอกจากนี้ ผู้ที่ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจเทียม อาจจะทำให้เครื่องทำงานผิดจังหวะ ดังนั้นอยู่ให้ไกลขณะที่เตาไมโครเวฟกำลังทำงาน ก็จะปลอดภัยที่สุด


 

- อาหารสุกไม่ทั่วถึง
อาหารจะได้รับความร้อนในช่วงเวลาสั้นๆ จึงอาจได้รับความร้อนไม่สม่ำเสมอ ทำให้อาหารสุกไม่ทั่ว ความร้อนที่ไม่สม่ำเสมอนั้น สาเหตุแรกเกิดจากการกระจายพลังงานของคลื่นไม่สม่ำเสมอ ผู้ผลิตแก้ปัญหานี้ด้วยการทำให้ถาดในเตาหมุนไปเรื่อย ๆ ขณะที่เครื่องกำลังทำงาน อีกสาเหตุหนึ่งเกิดจากส่วนต่างๆ ของอาหารดูดซับคลื่นได้ไม่เท่ากัน และผู้ใช้ต้องแก้ปัญหานี้เอง

อาหารที่ชิ้นหนามากหรือใหญ่มาก คลื่นไมโครเวฟไม่สามารถผ่านเข้าไปถึงใจกลางของอาหารไ ด้ ทำให้อาหารสุกได้ไม่เท่ากัน อาหารร้อนมากในบางจุดและดิบในบางจุด แบคทีเรียบางชนิดอาจยังมีชีวิตอยู่ได้ จึงควรหั่นหรือตัดอาหารให้บางสักหน่อย จัดอาหารให้กระจายห่างกัน ไม่รวมเป็นกระจุกเดียว อาจต้องปรุง 2 ครั้ง เพื่อกลับด้านให้สุกทั่วกัน

ปริมาณอาหารที่น้อยเกินไปก็เป็นปัญหาได้ เนื่องจากเมื่อมีอาหารน้อยเกินไปที่จะดูดซับคลื่นไว้ ได้ คลื่นไมโครเวฟจะสะท้อนกลับทำให้เตาไมโครเวฟนั้นร้อน และอาจเสียหายได้

- ระเบิดน้ำเดือด
การต้มน้ำในภาชนะผิวเรียบ ไม่ว่าจะเป็นเซรามิกหรือแก้ว ด้วยเตาไมโครเวฟ น้ำที่ต้มนั้นอาจระเบิดได้ ปกติเวลาน้ำเดือดเราจะเห็นฟองอากาศลอยผุดขึ้นผิวน้ำ ฟองอากาศนี้จะช่วยลดอุณหภูมิของน้ำให้อยู่ที่จุดเดือ ดปกติ แต่น้ำที่ต้มด้วยเตาไมโครเวฟ จะมีอุณหภูมิสูงกว่าจุดเดือดของน้ำปกติ โดยที่ไม่มีอาการเดือด แต่อาการเดือดจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลันเมื่อน้ำนั้นถูก รบกวน เช่น เมื่อยกภาชนะออกจากเตา หรือเมื่อใส่กาแฟหรือถุงชาลงไป จนอาจกลายเป็นระเบิดน้ำเดือดขนาดย่อมๆ

วิธีแก้อาจทำได้โดยวางช้อนไม้ไว้ในถ้วยเพื่อให้ความร้อนกระจายอย่างสม่ำเสมอ และถึงจุดเดือดโดยไม่เกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวขึ้นภาชนะที่ปิดสนิทและไข่อาจเกิดระเบิดได้เช่นกันเมื่อไ ด้รับความร้อนด้วยเตาไมโครเวฟ เนื่องจากความดันที่เพิ่มขึ้นภายใน


- เลือกใช้ภาชนะให้ดี
ภาชนะบรรจุอาหารที่ใช้กับเตาไมโครเวฟ ควรเป็นภาชนะที่มีคุณสมบัติไม่ดูดกลืนคลื่นไมโครเวฟ เช่น แก้ว เซรามิก กระดาษ หรือพลาสติกชนิดที่ระบุว่าใช้กับเตาไมโครเวฟได้ ซึ่งจะปล่อยให้คลื่นผ่านเลยไป ไม่ดูดกลืนคลื่นไว้ ภาชนะที่มีรูปร่างกลม ปากกว้าง จะดีกว่าภาชนะที่มีเหลี่ยมมุมซึ่งจะรับคลื่นไมโครเวฟ ได้น้อย

วิธีการทดสอบง่ายๆ ว่าภาชนะใดเหมาะกับเตาไมโครเวฟหรือไม่ ทำได้โดยวางภาชนะเปล่าในเตาไมโครเวฟ และวางแก้วที่มีน้ำอยู่ประมาณ 250 มิลลิลิตรใกล้ๆ ภาชนะเปล่านั้น เปิดเตาไมโครเวฟที่ความร้อนสูงสุดประมาณ 1 นาที ตรวจดูภาชนะและน้ำในแก้ว ถ้าภาชนะเปล่าร้อนขึ้นในขณะที่น้ำในแก้วอุ่นๆ แสดงว่าภาชนะนั้นดูดกลืนคลื่นไมโครเวฟด้วย ไม่เหมาะที่จะนำมาใช้กับเตาไมโครเวฟ เพราะจะทำให้อาหารสุกช้า สิ้นเปลืองพลังงาน นอกจากนี้ควรเลือกภาชนะที่ทนความร้อนและการเปลี่ยนแป ลงอุณหภูมิได้ดี

- ภาชนะที่ทำด้วยแก้ว เป็นภาชนะที่ใช้กับเตาไมโครเวฟได้อย่างปลอดภัยที่สุด แก้วที่มีคุณภาพดีๆ สามารถบรรจุอาหารแช่เย็นแล้วนำไปใช้กับเตาไมโครเวฟได ้เลย ถ้าเป็นแก้วที่มีฝาปิดก็สามารถทนต่อความดันที่เกิดขึ ้นเมื่อได้รับความร้อนโดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย แต่ต้องไม่ตกแต่งขอบหรือลวดลายด้วยสีทองหรือเงิน

- ภาชนะที่ทำด้วยเซรามิก เป็นภาชนะอีกชนิดหนึ่งที่ใช้กับเตาไมโครเวฟได้ดีและป ลอดภัย
แต่ก็ขึ้นอยู่คุณภาพของเซรามิกด้วย และไม่ควรตกแต่งลวดลายหรือเคลือบด้วยสีฉูดฉาดเช่นกัน ซึ่งจะมีโลหะหนักละลายออกมาปนกับอาหาร เป็นอันตรายได้

- ภาชนะที่ทำด้วยกระดาษ สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย ยกเว้นกระดาษที่มีการพิมพ์ตัวอักษร
เมื่อได้รับความร้อนอาจทำให้สารที่อยู่ในหมึกพิมพ์ออ กมาปนเปื้อนในอาหาร เป็นอันตรายได้ โดยเฉพาะการใช้กับอาหารที่มีไขมันสูง ควรเลือกใช้กระดาษที่ไม่มีสีหรือตัวพิมพ์

- ภาชนะที่ทำด้วยพลาสติก ควรใช้ชนิดที่ระบุว่าใช้กับเตาไมโครเวฟได้เท่านั้น ซึ่งจะเป็นพลาสติกคุณภาพดีและทนความร้อน มีงานวิจัยหลายชิ้นที่รายงานว่าสารบางชนิดในพลาสติกอ าจปนเปื้อนกับอาหารเมื่อได้รับความร้อนซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งหรือก่อให้เกิดความผิดปกติอื่นๆ ในร่างกาย

ภาชนะที่ทำด้วยโลหะไม่เหมาะที่จะนำมาใช้กับเตาไมโครเวฟ เพราะจะทำให้คลื่นไมโครเวฟเกิดการสะท้อนกลับ ทำให้อุปกรณ์ภายในเสื่อมเร็ว อายุการใช้งานของเครื่องสั้นลงนอกจากนี้

กระดาษฟอยล์ โลหะบางๆ รวมถึงโลหะปลายแหลม ยกตัวอย่างเช่น ลวดเย็บกระดาษ จะถูกทำให้ร้อนอย่างรวดเร็วมากในเตาไมโครเวฟ จนอาจทำให้เกิดประกายไฟได้ แต่วัตถุที่เป็นโลหะตันขนาดเล็ก เช่น ช้อน หากมีอาหารหรือน้ำคอยดูดซับคลื่นที่สะท้อนออกจากวัตถ ุนั้นก็ไม่น่าจะเกิดอันตราย อย่างไรก็ตาม ทางที่ดีที่สุดคือหลีกเลี่ยงการใช้โลหะทุกชนิดในเตาไ มโครเวฟ

ข้อแนะนำอื่นๆ
- เลือกซื้อจากบริษัทที่เชื่อถือได้ จะได้ของที่มีคุณภาพ ก่อนใช้ก็ควรอ่านคู่มือและวิธีการใช้ให้ดี
- หมั่นทำความสะอาดภายในเครื่องทุกครั้งหลังการใช้งาน เพราะเศษอาหารที่ติดตามผนังจะลดประสิทธิภาพของเตาไมโ ครเวฟลง และอาจเกิดประกายไฟได้
- เปิดปิดประตูตู้อย่างเบามือ และอย่าวางของหนักบนหลังตู้ เพราะอาจทำให้ฝาตู้ปิดไม่สนิท
- วางเตาไมโครเวฟให้ห่างจากเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ เช่น โทรทัศน์ วิทยุ เพราะอาจรบกวนการทำงานของเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นๆ
- วางให้ห่างจากผนังด้านหลังและด้านข้าง ไม่น้อยกว่า 5 เซนติเมตร

credit : www.managerradio.com

http://webboard.playpark.com

เพิ่มเติม...

เตาอบไมโครเวฟมีระยะเวลาต้องเปลี่ยนใหม่ด้วยหรือ??? 

          ล่าสุด กองรังสีและเครื่องมือแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ร่วมกับ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ 11 แห่ง จัดทำโครงการตรวจสอบการรั่วของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากเตาอบไมโครเวฟให้แก่ประชาชน เพื่อให้ผู้บริโภคใช้งานได้อย่างปลอดภัยที่สุด

           โดยการทำงานของเตาอบไมโครเวฟเป็นการปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่ 2,450 เมกะเฮิรตซ์ ที่ผลิตจากหลอดแมกนีตรอนส่งเข้าสู่ภายในเตาอบ หากผนังหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของเตาอบมีรอยรั่วหรือไม่สามารถป้องกันการรั่วของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้เพียงพอ ผู้ใช้ที่มีพฤติกรรมการใช้แบบไม่ระมัดระวังตัว ก็อาจได้รับอันตรายจากคลื่นไมโครเวฟ

           คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ทำให้เกิดความร้อนที่ออกมาจากเตาอบไมโครเวฟนั้น เป็นรังสีชนิดอนุภาคที่ไม่แตกตัว ไม่ทำให้โมเลกุลของสารเปลี่ยน และไม่มีผลตกค้าง จึงไม่มีอันตราย อีกทั้งมีโอกาสน้อยมากที่เตาอบไมโครเวฟจะมีคลื่นรั่วออกมาเกินจากระดับที่มาตรฐาน มอก. 1773-2542 ที่สำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรมกำหนด

           ซึ่งพบว่า ในรายที่ใช้เตาอบจนเป็นสนิม ผุ วัสดุเคลือบลอกบานพับประตูชำรุด ประตูปิดไม่สนิท หรือกระจกแตก เก่าทรุดโทรมมากหรือใช้งานมาอย่างน้อยประมาณ 3-5 ปี ก็อาจมีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ารั่วออกมา หากมีความเข้มข้นพอจะก่อให้เกิดอันตรายได้

           อันตรายนั้น ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ผลต่อสุขภาพของผู้ใช้ตู้อบดังกล่าวและบุคคลในครอบครัวทุกคน โดยอาการที่เห็นชัดในระยะแรก คืออาจมีภาวะหน้ามืด วิงเวียนศรีษะ คลื่นไส้อาเจียน การไหลเวียนของเลือดผิดปกติ หากรุนแรงอาจส่งผลให้เกิดการเป็นหมันชั่วคราวสำหรับผู้ชาย เกิดการแท้งบุตร ตาเป็นต้อกระจก หรือกระทั่งมะเร็งผิวหนัง

          

ขณะเดียวกันเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ขณะที่เครื่องกำลังทำงาน ไม่ควรเข้าใกล้เตาอบไมโครเวฟ ควรอยู่ห่างอย่างน้อย 50-100 เซนติเมตร และไม่ควรจ้องมองช่องประตูในระยะใกล้ เนื่องจากคลื่นไมโครเวฟไม่สามารถมองเห็นได้และไม่มีกลิ่น ต้องใช้เครื่องมือเฉพาะในการตรวจวัด

           นอกจากนี้คลื่นไมโครเวฟไม่สามารถที่จะทะลุผ่านโลหะได้ ภาชนะที่เป็นโลหะหรือส่วนประกอบของโลหะ ไม่ควรนำไปใช้กับไมโครเวฟส่วนภาชนะที่สามารถใช้ได้กับเตาไมโครเวฟ คือภาชนะที่เป็นกระเบื้อง ภาชนะแก้วที่ทนความร้อน และภาชนะพลาสติกที่ทำด้วยโพลิโพรพิลีน (Polypropylene) 

           ทางที่ดีที่สุดก่อนใช้ควรศึกษาวิธีการใช้จากคู่มือ หมั่นดูแลทำความสะอาด และบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ และไม่ควรใช้ของแข็งขัดถูภายในตัวเตา กรณีที่เตาอบไมโครมีสภาพเก่าหรือซื้อมานานแล้ว หากไม่มั่นใจในความปลอดภัยในการใช้เตาอบไมโครเวฟของตัวเอง ทางกองรังสีและเครื่องมือแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เข้ารับตรวจสอบประสิทธิภาพเพื่อความปลอดภัยของประชาชนในการใช้งาน

           หรือหากอยู่ในส่วนภูมิภาค สามารถนำไปให้ตรวจสอบที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ทั่วประเทศ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.0-2951-0000-9 ต่อ 99770, 99956

           เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ก็อย่ามองข้าม เพราะแทนที่จะได้ประหยัดจากการกินอยู่เรียบง่าย มีอะไรก็ใช้กันไป เครื่องเตาอบไมโครเวฟก็ใช้มันจนพัง แทนที่จะเป็นการมัธยัสถ์ แต่อาจส่งผลร้ายกับสุขภาพของผู้ใช้งานเป็นโรคต่างๆ นานา  อย่างไรก็ตามทางสายกลางดูจะเหมาะสมที่สุด

  http://www.thaihealth.or.th/

เรื่องโดย : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) 

ที่มา : หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

 

ประวัติ

แนวความคิดในการใช้ คลื่นไมโครเวฟ ในการให้ความร้อนแก่อาหารนี้ ค้นพบโดย เพอร์ซี สเปนเซอร์ (Percy Spencer) ซึ่งทำงานที่บริษัทเรธีออน (Raytheon) ในขณะกำลังสร้าง แมกนีตรอนสำหรับใช้ในระบบเรดาห์ วันหนึ่งในขณะที่เขากำลังทำงานอยู่กับเรดาห์ที่กำลังทำงานอยู่ เขาได้สังเกตเห็นแท่งช็อกโกแลต ในกระเป๋าเสื้อของละลาย อาหารชนิดแรกที่อบโดยตู้อบไมโครเวฟ คือ ข้าวโพดคั่ว และ ชนิดที่สองคือ ไข่ ซึ่งเกิดระเบิดขึ้นในขณะทำการทดลองอบ

ในปี ค.ศ. 1946 เรธีออน ได้จดสิทธิบัตรกระบวนการใช้คลื่นไมโครเวฟในการอบอาหาร ต่อมาในปี ค.ศ. 1947 เรธีออกก็ได้ผลิตเตาอบไมโครเวฟเครื่องแรก เพื่อการพาณิชย์ ชื่อ Radarange ซึ่งมีขนาดใหญ่ สูงถึง 6 ฟุต (1.8 เมตร) และ หนัก 750 ปอนด์ (340 กิโลกรัม) โดยใช้น้ำเป็นระบบระบายความร้อน และ ให้กำลัง 3000 วัตต์ ซึ่งสูงกว่าเตาอบไมโครเวฟที่เราใช้กันทุกวันนี้ ถึง 3 เท่า การประดิษฐ์นี้ประสบความสำเร็จทางการตลาดมากจนในที่สุด เรธีออนได้ซื้อบริษัท อมานา (Amana) เพื่อทำการผลิต ผลิตภัณฑ์ชุดอุปกรณ์เครื่องใช้ในครัวเรือนอื่นๆ

มีบริษัทอื่นๆ อีกมากเริ่มผลิตเตาอบไมโครเวฟนี้ ออกสู่ตลาด ซึ่งในช่วงแรกนี้ผู้ผลิตส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่ทำงานทางด้านการทหาร เนื่องจากเป็นบริษัทที่มีความชำนาญทางด้าน แมกนีตรอน ในช่วงปี ค.ศ. 1970 เทคโนโลยีทางด้านนี้ได้พัฒนาไปมากจนกระทั่ง ราคาของเตาอบไมโครเวฟนี้ตกลงอย่างรวดเร็ว และ เตาอบไมโครเวฟ ก็ได้กลายมาเป็นอุปกรณ์หลักหนึ่งในครัวเรือน

 รายละเอียด

เตาอบไมโครเวฟ ประกอบด้วย:

เตาอบไมโครเวฟ ให้ความร้อนกับอาหารโดยการ แผ่คลื่นย่านความถี่ไมโครเวฟ โดยปกติจะใช้ ช่วงความถี่ 2450 เมกะเฮิรตซ์ (หรือ ความยาวคลื่น 12.24 เซนติเมตร) ผ่านเข้าไปในอาหาร. โมเลกุลของน้ำ ไขมัน และ น้ำตาล ที่อยู่ในอาหารจะดูดซับพลังงานของคลื่นที่ผ่านเข้าไปและเกิดเป็นความร้อนขึ้น ในกระบวนการที่เรียกว่า การเกิดความร้อนในสารไดอีเล็กตริก (dielectric heating) เนื่องจากโมเลกุลส่วนใหญ่นั้นเป็นโมเลกุลที่มีขั้วไฟฟ้า คือ มีประจุบวก และ ประจุลบที่ขั้วตรงกันข้าม เมื่อคลื่นไมโครเวฟ ซึ่งเป็นสนามไฟฟ้าผ่านเข้าไป โมเลกุลเหล่านี้ก็จะถูกเหนี่ยวนำและหมุนขั้วเพื่อปรับเรียงตัวตามสนาม สนามไฟฟ้าของคลื่นนี้เป็นสนามที่เปลี่ยนแปลงสลับไปมาจึงส่งผลให้โมเลกุลเหล่านี้หมุนกลับไปมา ทำให้เกิดความร้อนขึ้น การให้ความร้อนด้วยคลื่นไมโครเวฟนี้จะมีประสิทธิภาพการเกิดความร้อนสูงสุด ในการให้ความร้อนแก่น้ำ และ ประสิทธิภาพต่ำ เมื่อให้ความร้อนแก่ ไขมัน น้ำตาล และ น้ำแข็ง การให้ความร้อนด้วยคลื่นไมโครเวฟนี้ มักจะมีการให้คำอธิบายที่ผิดว่าเกิดจาก การสั่นพ้องของโมเลกุลน้ำ (การสั่นพ้องของโมเลกุลน้ำ ซึ่งเกิดได้ที่ความถี่ที่สูงมาก ในช่วง หลายสิบจิกะเฮิรตซ์ เท่านั้น

ช่องสำหรับอบอาหารนั้นจะถูกล้อมไว้ด้วย ลูกกรงฟาราเดย์ เพื่อกักไม่ให้คลื่นหลุดลอดออกมาสู่ภายนอก ประดูตู้นั้นส่วนใหญ่จะเป็นกระจก ซึ่งจะมีชั้นที่เป็นลูกกรงทำด้วยสารตัวนำไฟฟ้าสำหรับกันคลื่น เนื่องจากข่ายลูกกรงนี้มีขนาดความกว้างของช่องเล็กกว่า ความยาวคลื่น คือ 12 เซนติเมตร คลื่นไมโครเวฟจึงไม่สามารถลอดผ่านออกมาได้ ในขณะที่ แสงสว่างผ่านลอดออกมาได้เนื่องจาก แสงมีความยาวคลื่นที่สั้นกว่ามาก

ในยุคปัจจุบันที่ โครงข่ายคอมพิวเตอร์แบบไร้สาย (wireless computer network) นั้นเริ่มได้รับความนิยมกว้างขวางขึ้น ปัญหาของการรบกวนจากคลื่นของเตาอบไมโครเวฟนั้นก็เริ่มเป็นปัญหาที่ได้รับความสนใจมากขึ้น เตาอบไมโครเวฟนั้นสามารถกวนการติดต่อสื่อสารของโครงข่ายคอมพิวเตอร์แบบไร้สายได้เนื่องจาก เตาอบไมโครเวฟนั้นผลิตคลื่นไมโครเวฟในย่านความถี่ 2450 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งเป็นย่านความถี่เดียวกับที่ใช้ในโครงข่ายคอมพิวเตอร์แบบไร้สาย ดังนั้นเตาอบไมโครเวฟจึงอาจรบกวนสัญญาณของเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบไร้สายได้

ข้อมูลเพิ่มเติมจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ภาพ อินเตอร์เน็ต


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
นกจร วันที่ : 12/10/2010 เวลา : 13.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nokjorn

ไมโครเวฟที่บ้านฉันขึ้นสนิมเป็นทางงยาวด้านใน ทั้งๆ ที่อายุการใช้งานแค่ปีกว่า คงโทษใครไม่ได้ เพราะใช้กันแล้วไม่รู้จักทำความสะอาดทันที คงต้องหาทางเปลี่ยนใหม่

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
จ่าจินต์ วันที่ : 24/05/2010 เวลา : 12.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jawee
@..จ่าจินต์...ตำรวจบ้าบุญ..เล่ม 2...คลอดแล้วครับ..พิมพ์จำนวนจำกัด..@

ดีจัง..
ที่จ่าไม่มีเตานี้อ่านไปมันน่ากลัวจัง..
ดุแลสุขภาพด้วยนะครับผม..

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
จ่าจินต์ วันที่ : 24/05/2010 เวลา : 12.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jawee
@..จ่าจินต์...ตำรวจบ้าบุญ..เล่ม 2...คลอดแล้วครับ..พิมพ์จำนวนจำกัด..@

ดีจัง..
ที่จ่าไม่มีเตานี้อ่านไปมันน่ากลัวจัง..
ดุแลสุขภาพด้วยนะครับผม..

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
จ่าจินต์ วันที่ : 24/05/2010 เวลา : 12.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jawee
@..จ่าจินต์...ตำรวจบ้าบุญ..เล่ม 2...คลอดแล้วครับ..พิมพ์จำนวนจำกัด..@

ดีจัง..
ที่จ่าไม่มีเตานี้อ่านไปมันน่ากลัวจัง..
ดุแลสุขภาพด้วยนะครับผม..

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
chailasalle วันที่ : 10/05/2010 เวลา : 01.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chailasalle

ต้องระวังบ้าง ครับ..

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
toondee วันที่ : 09/05/2010 เวลา : 19.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/toondee
เกษียณแล้ว ไปไหน

เตาอบไมโครเวป ของใช้คู่ครัว

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
หวานหวาน วันที่ : 09/05/2010 เวลา : 15.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/warnwarn
คาราโอเกะกับหวานหวาน http://www.oknation.net/blog/warnwarnsong


ข้อมูลละเอียดชัดเจน
ขอบคุณมากค่ะ

http://www.oknation.net/blog/warnwarnsong/2010/05/07/entry-1


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน