• นกน้อยแห่งโพหัก
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : tawee_u@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-05-24
  • จำนวนเรื่อง : 129
  • จำนวนผู้ชม : 966278
  • จำนวนผู้โหวต : 278
  • ส่ง msg :
  • โหวต 278 คน
งานเข้าพรรษาโพหักปี53***ไม่สงวนลิขสิทธิ์....ของดีของเราไม่ต้องสงวนลิขสิทธิ์ ใครอยากได้ก็ให้เขาไป แต่ของไม่ดีของเราต้องสงวนไว้ ...คำสอนของท่านพุทธทาส

งานเข้าพรรษาอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้านโพหัก ครั้งที่ 5 ประจำปี2553

View All
<< กันยายน 2010 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 16 กันยายน 2553
Posted by นกน้อยแห่งโพหัก , ผู้อ่าน : 19457 , 18:46:32 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน kikuno โหวตเรื่องนี้

ขุดพบโครงกระดูกมนุษย์โบราณอายุร่วม2,000ปีที่โคกพลับ...ต.โพหัก อ.บางแพ จ.ราชบุรี....

เมื่อวันที่ 16  กย.53 ได้มีการขุดพบโครงกระดูกของมนุษย์โบราณที่คาดว่าน่าจะมีอายุร่วม 2,000ปี บริเวณโคกพลับ ต.โพหัก อ.บางแพ จ.ราชบุรี โดยเจ้าหน้าที่จากกรมศิลปากรเป็นผู้ขุดสำรวจ.....

หลุมนี้มีโครงกระดูกประมาณ4-5โครง

ลักษณะการฝังเป็นเหมือนการฝังรวมกัน ไม่เป็นระเบียบ

คาดว่าโครงกระดูกเหล่านี้น่าจะมีอายุไม่ต่ำกว่า 2,000ปี...เป็นยุคก่อนประวัติศาสตร์...ที่อยู่ในช่วงยุคสำริด....


โครงกระดูกที่พบบริเวณเนินดินของโคกพลับในครั้งนี้น่าจะมีอายุนับพันปี ซึ่งคงต้องรอการตรวจสอบตามขั้นตอนต่อไปว่าจะกี่พันปีกันแน่   แต่จากการสอบถามคุณปรียานุช จุมพรม นักโบราณคดีชํานาญการ กรมศิลปากร ผู้ที่ทำการขุดสำรวจก็คาดว่าโครงกระดูกที่ขุดพบในครั้งนี้น่าจะมีอายุใกล้เคียงกับโครงกระดูกที่ได้เคยขุดพบเจอเมื่อ 30 ปีที่แล้วจากบริเวณเดียวกันนี้..


..การขุดสำรวจในครั้งนี้นับเป็นการขุดสำรวจครั้งแรกในรอบ30ปี  หลังจากการขุดสำรวจครั้งล่าสุดก็คือช่วงปี 2520-2522..ซึ่งการขุดในครั้งนั้นทำให้ได้พบหลักฐานที่เป็นโบราณสถานและโบราณวัตถุที่มีคุณค่าอย่างสูงต่อการศึกษาเกี่ยวกับความเป็นมาของเผ่าพันธุ์มนุษย์แห่งลุ่มน้ำแม่กลองในยุคก่อนประวัติศาสตร์ หลังจากขุดสำรวจขนาด4*4เมตรจำนวน2หลุมปรากฏว่าได้มีการค้นพบโครงกระดูกมนุษย์จำนวน48โครงฝังรวมกับสิ่งของเครื่องใช้เครื่องประดับจำนวนมาก  แล้วก็ได้หยุดการสำรวจไป.....

ตื่นเต้นเพราะว่านี่เป็นครั้งแรกที่สัมผัสด้วยตาตนเองกับการค้นพบครั้งนี้

หลุมที่ขุดลึกและกว้างประมาณ1.50เมตร

เจ้าหน้าที่บรรจงใช้อุปกรณ์ค่อยๆเขี่ยอย่างระมัดระวังเพื่อให้โครงกระดูกสมบูรณ์ที่สุด

จากบันทึกของอาจารย์ทองเพี้ยน คงแป้น ผู้อยู่ในเหตุการณ์การขุดค้นทางโบราณคดีเมื่อ 30 ปีที่แล้ว......เขียนเล่าในบางตอนว่า “สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดก็คือ การที่นักโบราณคดีที่มาทำการขุดในครั้งนั้นได้เคยเสนอความคิดให้ชาวโพหักจัดให้โคกพลับเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง แสดงถึงเรื่องราวความเป็นอยู่ของมนุษย์ที่โคกพลับ  แต่ความคิดนี้กลับไม่ได้รับการตอบรับจากชาวบ้าน ซ้ำร้ายไปกว่านั้นกลับมีการทำลายโคกพลับให้หมดไปด้วยการขุดดินโคกพลับขายให้แก่บริษัทรับถมดิน เพื่อทำโคกพลับให้เป็นที่ราบลุ่มใช้สำหรับทำนาอีกด้วย ความคิดแคบๆเช่นนี้ใครเล่าจะแก้ได้ ”  สุดท้ายโคกพลับเลยมาไม่ถึงยุครุ่นลูกรุ่นหลานอย่างเรา   สิ่งที่เหลืออยู่ก็เห็นจะเหลือเพียงตำนานการเล่าขานเท่านั้น....

 .......การศึกษาเรื่องราวความเป็นมาของมนุษย์โบราณที่โคกพลับเป็นการศึกษาเรื่องราวความเป็นมาของเผ่าพันธุ์มนุษย์เพื่อประโยชน์ส่วนรวม  ที่จะได้รู้เรื่องราวความเป็นมาของปู่ ย่า ตา ยาย บรรพบุรุษว่าสืบทอดต่อกันมาอย่างไร  มิได้ศึกษาเพื่อค้นหาของมีค่าไปขายเป็นประโยชน์เฉพาะตนแต่อย่างใด  หลายคนอาจมองว่าวัตถุโบราณที่โคกพลับเป็นของไม่มีค่า ขายไม่ได้ แต่ในทางการศึกษาถือว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามหาศาล 

หลังจากการขุดสำรวจเมื่อ30ปีที่แล้ว เนื่องจากชาวบ้านในขณะนั้นไม่ได้ให้ความสำคัญกับแหล่งโบราณคดีนี้ จึงส่งผลให้พื้นที่ส่วนหนึ่งกลายเป็นที่ทิ้งขยะ และพื้นที่บางส่วนก็ถูกขุดทำเป็นบ่อเลี้ยงกุ้งหรือบ่อเลี้ยงปลาไป...

ปัจจุบัน...พื้นที่บริเวณโคกพลับนี้เหลือน้อยมาก...


...จึงนับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างมากที่วันนี้โคกพลับจะได้รับการรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งเพื่อใช้เป็นแหล่งการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์สำหรับลูกหลานในรุ่นต่อไป...  

 


การขุดสำรวจในครั้งนี้ก็จะดำเนินการจนถึงสิ้นเดือนนี้...และอาจจะดำเนินการต่อหากได้รับงบประมาณมาสนับสนุน....

เป็นกำไลจากเปลือกหอยที่ขุดพบ

แทบไม่น่าเชื่อว่า...เมื่อ3000ปีที่แล้ว บริเวณโคกพลับนี้ถือว่าอยู่ใกล้ชายฝั่งทะเล 

เป็นลูดปัดที่ทำจากหยก , หิน

เจ้าหน้าที่ค่อยๆใช้อุปกรณ์เขี่ยดินเพื่อหาสิ่งต่างๆที่อาจจะยังหลงเหลืออยู่ ในดินที่ผ่านการร่อนมาแล้ว..

เจ้าหน้าที่ทุกคนต้องใช้ทั้งความตั้งใจและความพยายามอย่างมากในการสำรวจแต่ละครั้งเพื่อไม่ให้มีวัตถุใดๆเล็ดลอดสาตตาไปได้..

กระดูกสัตว์ที่ขุดพบถูกนำใส่ถุงพร้อมเขียนรายละเอียดกำกับไว้ที่ถุงเพื่อนำไปศึกษาต่อไป...

ขอขอบพระคุณ คุณปรียานุช จุมพรม นักโบราณคดีชํานาญการ กรมศิลปากรและเจ้าหน้าที่ทุกท่าน...ที่ให้ข้อมูลและความรู้เพิ่มเติม....

 *****************************************************

ภูมิหลังโคกพลับ

ชื่อ แหล่งโบราณคดีโคกพลับ
สถานที่ตั้ง 
หมู่ที่ 2 ตำบลโพหัก อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี

ลักษณะทั่วไป

โคกพลับ มีสภาพเป็นเนินร้างไม่มีบ้านเรือนของผู้คนมีแต่ต้นไม้เล็กใหญ่ปกคลุมอยู่เป็นหย่อมๆลักษณะเนินเป็นรูปกลมรี ยาวไปตามแนวเหนือใต้ มีเนื้อที่ทั้หมด 9 ไร่เศษ

จากการขุดค้นของกรมศิลปากรในปี พ.ศ. 2520-2522  ได้สรุปว่าโคกพลับเคยเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ในช่วงยุคก่อนประวัติศาสตร์เมื่อ 2000-3000 ปีมาแล้ว ซึ่งก็น่าจะเป็นช่วงยุคสำริด

สภาพทางภูมิศาสตร์ของโคกพลับเมื่อ ๓,๐๐๐ปีที่แล้วน่าจะอยู่ไม่ไกลจากริมชายฝั่งทะเล....  เมื่อย้อยหลังไปประมาณ ๓,๐๐๐ ปี ลำน้ำแม่กลองไม่ได้ไหลผ่านอำเภอท่ามะกาลงไปทางบ้านโป่งโพธาราม เข้าเขตราชบุรีแล้วไปออกปากน้ำที่จังหวัดสมุทรสงคราม อย่างเช่นที่เห็นในทุกวันนี้ แต่ไหลไปออกอ่าวไทย ในเขตจังหวัดนครปฐมแทน ปรากฏร่องรอยลำน้ำ ที่แยกจากบริเวณ อำเภอท่าเรือ ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ วกวนไปยังอำเภอนครชัยศรี ที่ยังแลเห็นร่องรอยชัดเจน ก็ได้แก่ ลำน้ำทัพหลวง และลำพะเนียงแตก เป็นต้น 

 เมื่อเป็นเช่นนี้ อาณาบริเวณที่เป็นที่ราบลุ่มของจังหวัดราชบุรี ตั้งแต่เขตอำเภอบางแพ อำเภอเมือง อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี เลยเข้าไปถึง เขตอำเภอเขาย้อย จนถึงอำเภอเมืองเพชรบุร ีในเขตจังหวัดเพชรบุร ีก็คือบริเวรหาดทรายชายขอบอ่าวไทย ในสมัยราว ๓,๐๐๐ ปีนั่นเอง ทำให้บริเวณอำเภอนครชัยศรี อำเภอสามพราน เรื่อยลงมาถึงอำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร อำเภอดำเนินสะดวก อำเภอวัดเพลง จังหวัดราชบุรี เลยไปถึงอำเภอบางคนที อำเภออัมพวา และอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม และอำเภอบ้านเหลม จังหวัดเพชรบุรี ยังเป็นส่วนหนึ่งของท้องทะเล และที่ลุ่มใต้น้ำ ที่เริ่มจะดอนขึ้นเท่านั้น ปัจจุบันหาดทรายชายขอบอ่าวไทยในยุคนั้น ยังเห็นได้จากแนวสันทราย ตั้งแต่บริเวณบ้านตากแดด อำเภอบางแพ ผ่านบ้านโพหัก ลงมายังอำเภอเมืองราชบุรี แล้วต่อเป็นแนวยาวผ่านบ้านคูบัวลงไปยังอำเภอปากท่อ อำเภอเขาย้อย และอำเภอเมืองเพชรบุรีตามลำดับ แนวสันทรายชายหาดที่ผ่านเขตบ้านคูบัว จนไปถึงเมืองเพชรบุรีนี้ ได้กลายเป็นทางคมนาคมทางบก ระหว่างเมืองราชบุรี และเพชรบุรี เกิดชุมชนตามแนวสันทรายเป็นระยะ ๆ ไปอย่างสืบเนื่อง จนกระทั่งชาวบ้านมักเรียกว่า ถนนท้าวอู่ทอง เป็นถนนที่ใช้มาก่อน เกิดถนนเพชรเกษม

จากหลักฐานทางโบราณคดี พัฒนาการของชุมชนมนุษย์ ในบริเวณลุ่มน้ำแม่กลองตอนล่าง ตามลักษณะภูมิประเทศ เมื่อประมาณ ๓,๐๐๐ ปีมาแล้วนั้น น่าจะเกิดขึ้นเมื่อราว ๒,๕๐๐ ปีที่ผ่านมา อันเป็นสมัยยุคสำริดเหล็ก ที่มีการติดต่อคมนาคมกัน ทั้งทางบก และทางทะเล ระหว่างชุมชนในเขตประเทศจีนตอนใต้ และเวียดนาม กับบรรดาชุมชนต่าง ๆ ในพื้นแผ่นดินใหญ่ และหมู่เกาะของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นับแต่เวลานี้ลงมา ได้มีชุมชนเกิดขึ้นตามชายทะเลของอ่าวไทย ในเขตจังหวัดราชบุรี เห็นได้จากแหล่งโบราณคดีโคกพลับ ที่บ้านโพธิหัก อำเภอบางแพ ซึ่งพบโบราณวัตถุ ที่มาจากภายนอก เช่น ตุ้มหู เครื่องประดับ และโบราณวัตถุสำริด และเหล็กเป็นต้น บริเวณที่ต่ำลงมาในเขตอำเภอเมือง จนถึงอำเภอปากท่อ ก็คงเป็นชายขอบ ที่ผู้คนจากภายเขตอำเภอจอมบึง เข้าไปยังอำเภอสวนผึ้ง และเดินทางตามลำน้ำภาชี ขึ้นไปยังลำน้ำแควน้อยในเขตบ้านเก่า และอำเภอไทรโยค เหตุนี้จึงพบร่องรอยของชุมชนโบราณ ในยุคสำริด- เหล็กตอนปลายหลายแห่ง เช่น ในเขตอำเภอจอมบึง และเมืองสิงห์ ที่มีการขุดพบโครงกระดูกของคนในยุคนี้และถ้ำองบะ พบกลองมโหระทึกสำริด

ข้อมูลจาก
http://www.paktho.ac.th/ratchaburi/ratchaburi2/maekong/index.html

ความคืบหน้าในการจัดการพัฒนาแหล่งโบราณคดีโคกพลับ

แหล่งโบราณคดีแห่งใหม่ของจังหวัดราชบุรี (28/7/2009)

                นายพีรพน  พิสณุพงศ์  ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี  เปิดเผยว่า  จังหวัดราชบุรี  มีแหล่งโบราณคดีในป่าทุ่งหลวง  ซึ่งประกอบด้วย  แหล่งโบราณคดีโคกพลับ  โคกโพธิ์  โคกวัว  โคกมะเขือ  และโคกมะขามเฒ่า  ซึ่งมีหลักฐานทางโบราณคดีปรากฏอยู่  จากการที่กรมศิลปากรได้ส่งนายสด  แดงเอียด และคณะออกมาขุดค้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2520  เป็นต้นมา  มีการขุดค้นพบหลุมฝังศพที่มีโครงกระดูกมนุษย์  มีการค้นพบโบราณวัตถุประเภทภาชนะดินเผาหลายขนาด และหลายรูปแบบกำไล  ซึ่งเป็นหินสี  สำริด  งาช้าง  เปลือกหอยและดินเผา  มีการพบต่างหูหินทำจากหินเชอร์เพนไทน์  สีเขียวคล้ายหยก  หวีทำจากกระดูกสัตว์หรืองาช้าง  และลูกปัดหินทั้งสีเขียวและสีส้มที่เรียกว่า        คาร์นีเลียน  มีการค้นพบขวานหินขัด  ใบหอกสำริด  เบ็ดสำริดและหินบก  สำหรับกระดูกสัตว์จะมีทั้งสัตว์บกและสัตว์น้ำ  เช่น  เต่า  ตะพาบ  หอยโข่ง  หอยแครง  กรามของเสือ  กวาง  เก้ง  ฯลฯ  ทางกรมศิลปากรยังพบว่าชุมชนเหล่านี้มีการปลูกข้าวเนื่องจากมีการค้นพบร่องรอยของแกลบข้าวในก้อนดินเผา

                สำหรับแหล่งโบราณคดีโคกพลับ  ทางกรมศิลปากรกำลังจัดทำโครงการปรับปรุงและพัฒนาแหล่งโบรารณคดีโคกพลับ  ตำบลโพหัก  อำเภอบางแพ  เพราะที่บริเวณนี้เป็นที่อยู่อาศัยของชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์  ในสังคมเกษตรกรรมที่มีการใช้เครื่องมือสำริด  อายุ  2000 – 3000 ปีมาแล้ว  โดยมีการค้นพบโครงกระดูก  48  โครง  ซึ่งนำไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ  ในขณะนี้ได้มีการอนุมัติเงินจำนวนหนึ่งล้านบาท  เพื่อใช้สำหรับการทำงานในรอบ 3 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2553-2555  โดยจะขุดศึกษาทางโบราณคดี  จำนวน  4  หลุม  มีการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์ชุมชน  มีการปรับปรุงพื้นที่และสภาพภูมิทัศน์  มีการจัดทำเอกสารทางวิชาการเรื่องการพัฒนาการของชุมชนโบราณป่าหลวง  และมีการประชาสัมพันธ์ให้แหล่งโบราณคดีโคกพลับเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม  แต่ในปัจจุบันสภาพของแหล่งโบราณคดีโคกพลับกำลังตกอยู่ในสภาพที่เป็นแหล่งเสื่อมคุณค่า  เพราะมีการนำเอาขยะมาทิ้งเป็นกองขนาดมหึมา  ทำให้ประชาชนในชุมชน โพหักเกิดความอึดอัดและเสียเกียรติภูมิ  จึงร่วมมือกับทางราชการพลักดันให้เปลี่ยนแปลงที่ทิ้งขยะเป็นแหล่งศึกษาโบราณคดี  ได้รู้รากเหง้าของตนเอง  รู้ความเป็นมาของตนเอง  ทำให้เกิดความภาคภูมิใจในตนเองและท้องถิ่นต่อไป////นรกิจ  ศรัทธา  ข่าว

ข้อมูลจาก ::   ชัยทัต ช่วยวงศ์ญาติ  ส.ปชส.ราชบุรี  วันที่ ::  28/7/2552  

***************************************************

ข้อมูลจากการขุดสำรวจโคกพลับเมื่อปี2520-2522

การค้นพบที่เกิดขึ้นคือการค้นพบแหล่งโบราณคดีที่มีโครงกระดูกมนุษย์พร้อมของใช้และเครื่องประดับสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่มีอายุ1000-3000ปี ซึ่งได้สร้างความอัศจรรย์ใจให้แก่นักโบราณคดีในสมัยนั้นเป็นอย่างมากเพราะว่ามันคือการค้นพบแหล่งประวัติศาสตร์ที่จะช่วยไขความเป็นมาของเผ่าพันธุ์มนุษย์ในยุค1000ปีที่แล้ว... นับแต่นั้นมาชื่อของ"โพหัก"ก็เริ่มเป็นที่คุ้นหูของใครอีกหลายๆคน  การค้นพบที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นการค้นพบแหล่งโบราณคดีในยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่มีอายุ1000-3000ปีซึ่งในประเทศไทยการค้นพบแหล่งโบราณคดีในยุคก่อนประวัติศาสตร์นั้นมีเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น

  "โคกพลับ"คือจุดที่มีการค้นพบเกิดขึ้น  โคกพลับนี้อยู่ที่ตำบลโพหัก อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรีมีลักษณะเป็นเนินดินร้างที่อยู่ไกลจากชุมชน การค้นพบนี้เกิดขึ้นโดยบังเอิญเนื่องจากมีการขุดคลองชลประทานส่งน้ำผ่านบริเวณโคกพลับ  ทำให้พบโครงกระดูกมนุษย์จำนวนมากฝังรวมอยู่กับเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆลักษณะคล้ายมนุษย์โบราณก่อนประวัติศาสตร์  

จึงได้มีการรายงานเรื่องนี้ไปยังกรมศิลปากร และทางกรมศิลปากรได้ทำการขุดสำรวจอีก 2ครั้งในระหว่างปี2520-2522 ทำให้ได้พบหลักฐานที่เป็นโบราณสถานและโบราณวัตถุที่มีคุณค่าอย่างสูงต่อการศึกษาเกี่ยวกับความเป็นมาของเผ่าพันธุ์มนุษย์แห่งลุ่มน้ำแม่กลองในยุคก่อนประวัติศาสตร์ หลังจากขุดสำรวจขนาด4*4เมตรจำนวน2หลุมปรากฏว่าได้มีการค้นพบโครงกระดูกมนุษย์จำนวน48โครงฝังรวมกับสิ่งของเครื่องใช้เครื่องประดับจำนวนมาก 

โครงกระดูกเหล่านี้ได้รับการฝังอย่างเป็นระเบียบ มีความประณีตตามลัทธิความเชื่อของชุมชน เครื่องมือ เครื่องใช้ และเครื่องประดับที่ฝังร่วมกับโครงกระดูกทุกโครง แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิต และความเป็นอยู่ของบรรดาผู้คนในชุมชนยุคนั้นอย่างชัดเจน  หลักฐานเหล่านี้แสดงออกถึงความเจริญรุ่งเรืองของชุมชนที่มีมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานพอสมควร  ที่โครงกระดูกมีร่องรอยของดินสีแดงที่ใช้โรยศพอยู่บริเวณหน้าอกด้านซ้ายที่หูมีตุ้มหูสีเขียวคล้ายหยกประดับ  และอีกโครงกระดูกมีหม้อดินบรรจุอาหารและเปลือกหอยแครงวางอยู่ที่ข้างศีรษะ  โครงกระดูกเหล่านี้ส่วนใหญ่จะหันศีรษะไปทางทิศเหนือ 

 อีกทั้งยังพบเครื่องมือเครื่องใช้และเครื่องประดับหินสีต่างๆ เปลือกหอยทะเล เครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำด้วยสำริดและเหล็ก ซึ่งล้วนเป็นหลักฐานที่บ่งชี้ชัดว่า “ ชุมชนโพหักเป็นแหล่งโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์ “ 

การค้นพบที่ยิ่งใหญ่นี้ควรเป็นอย่างยิ่งที่จะได้รับการอนุรักษ์และหวงแหนเพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาค้นคว้าเรียนรู้ ความเป็นมาของเผ่าพันธุ์ และเพื่อเป็นเกียรติแก่เหล่าบรรพชนทั้งหลาย  แต่ทำไมหลังการค้นพบ แหล่งโบราณคดีแห่งนี้กลับไร้ค่าปัจจุบันนี้กลายเป็นเพียงผืนดินธรรมดาที่ไม่ได้รับการเหลียวแลและจดจำ(ส่วนหนึ่งกลายเป็นที่ทิ้งขยะ)   อาจเป็นเพราะการค้นพบนั้นเกิดขึ้นเมื่อ30ปีที่แล้วซึ่งเป็นช่วงที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ห่วงเรื่องปากท้องมากว่าเรื่องรอบตัว  การค้นพบตอนนั้นจึงไม่ได้รับความสนใจหรือการตอบรับจากชาวบ้าน  ขนาดชาวบ้านบางคนในพื้นที่เองยังไม่ได้สนใจเลยว่ามีการขุดเจออะไรบ้าง  ชาวบ้านบางคนแม้บ้านอยู่ใกล้ๆกับโคกพลับเองก็ยังไม่เคยไปดูเลยว่าเค้าขุดอะไรกัน  จากการที่ชาวบ้านสมัยนั้นไม่มีกระแสตอบรับ ในเรื่องการค้นพบแหล่งโบราณคดีจึงทำให้โคกพลับขาดการอนุรักษ์เพื่อให้มาถึงอนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้  

จากบันทึกของอาจารย์ทองเพี้ยน คงแป้น ผู้อยู่ในเหตุการณ์การขุดค้นทางโบราณคดีครั้งนั้นเขียนเล่าในบางตอนว่า “สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดก็คือ การที่นักโบราณคดีที่มาทำการขุดในครั้งนั้นได้เคยเสนอความคิดให้ชาวโพหักจัดให้โคกพลับเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง แสดงถึงเรื่องราวความเป็นอยู่ของมนุษย์ที่โคกพลับ  แต่ความคิดนี้กลับไม่ได้รับการตอบรับจากชาวบ้าน ซ้ำร้ายไปกว่านั้นกลับมีการทำลายโคกพลับให้หมดไปด้วยการขุดดินโคกพลับขายให้แก่บริษัทรับถมดิน เพื่อทำโคกพลับให้เป็นที่ราบลุ่มใช้สำหรับทำนาอีกด้วย ความคิดแคบๆเช่นนี้ใครเล่าจะแก้ได้ ”  สุดท้ายโคกพลับเลยมาไม่ถึงยุครุ่นลูกรุ่นหลานอย่างเรา   สิ่งที่เหลืออยู่ก็เห็นจะเหลือเพียงตำนานการเล่าขานเท่านั้น.... แต่หากการค้นพบนั้นเกิดขึ้นในสมัยนี้ที่มีความพร้อมในแง่ต่างๆมากกว่า  อีกทั้งชาวบ้านก็ให้ความสนใจในเรื่องการอนุรักษ์มากกว่าแต่ก่อน     รับรองโคกพลับจะได้รับการใส่ใจและดูแลมากกว่าที่เป็นและจะไม่ได้เหลือแต่ชื่ออย่างที่เป็นมาแน่นอน....อาจจะเรียกได้ว่าการค้นพบนั้นเกิดขึ้นผิดเวลา...

สภาพชีวิตของคนในชุมชนโบราณโคกพลับ  

       เจริญยาวนานมาอย่างต่อเนื่องนับร้อยปี เพราะจากสภาพศพที่ฝังซ้อนกันอย่างหนาแน่น  ตลอดแนวความลึกประมาณ2เมตร มิใช่การประกอบพิธีฝังศพในคราวเดียว  แต่เป็นการฝังที่ได้กระทำอย่างต่อเนื่องมานับศตวรรษ ศพทุกศพถูกฝังอย่างเป็นระเบียบ แสดงให้เห็นถึงขนบธรรมเนียมประเพณีและความเชื่อของคนในสมัยนั้นได้อย่างชัดเจน  ศพถูกฝังในท่านอนหงายอย่างสบาย แขนวางแนบลำตัว ขาเหยียดยาว หน้าหงายมองฟ้า ศพฝังโดยไม่ใส่โลง  แต่หลุมที่ฝังนั้นขุดอย่างเรียบร้อยตามรูปร่างลำตัวคน มีการใส่สิ่งของเครื่องใช้ เครื่องประดับ และอาหารลงในหลุม  

จากสภาพศพที่ฝังไว้ทำให้เห็นว่าคนในชุมชนแห่งนี้มีฐานะความเป็นอยู่ต่างๆกัน  บางศพจะมีสิ่งของฝังรวมไว้จำนวนมาก แต่บางศพก็มีเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย  สำหรับการเลือกสถานที่ฝังศพนั้นจะกระทำอย่างประณีต โดยเฉพาะที่โคกพลับจะพบโครงกระดูกฝังรวมกันอย่างหนาแน่น  ศพที่ฝังไว้ที่นี่จะถูกเนื้อดินรักษาไว้ได้อย่างสมบูรณ์ไม่มีการผุกร่อนหรือเปลื่อยยุ่ย  

แสดงว่าดินของที่นี่มีคุณสมบัติในการรักษาโครงกระดูกไว้ได้อย่างดี  ดินที่นี่มีลักษณะเป็นดินดำแข็ง ปนทรายละเอียดส่วนล่างสุดเป็นทรายล้วนๆ เนื้อทรายละเอียดสีขาว และสีเหลือง ซึ่งจะเรียกว่าทรายเงินและทรายทองก็คงไม่ผิด  คติการฝังศพในทรายนี้น่าจะเกิดขึ้นกับชุมชนที่อยู่ริมทะเลซึ่งมีชายหาด  เนินดินที่โคกพลับมิได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหากแต่เกิดจากฝีมือมนุษย์ซึ่งสร้างขึ้นตามหลักความเชื่อของคนในชุมชน  เรียกได้ว่าโคกพลับคือสุสานของคนโบราณที่สร้างขึ้นด้วยความเฉลียวฉลาดของคนในสมัยนั้น และคงต้องใช้เวลาสร้างนานพอสมควร

       การศึกษาเรื่องราวความเป็นมาของมนุษย์โบราณที่โคกพลับเป็นการศึกษาเรื่องราวความเป็นมาของเผ่าพันธุ์มนุษย์เพื่อประโยชน์ส่วนรวม  ที่จะได้รู้เรื่องราวความเป็นมาของปู่ ย่า ตา ยาย บรรพบุรุษว่าสืบทอดต่อกันมาอย่างไร  มิได้ศึกษาเพื่อค้นหาของมีค่าไปขายเป็นประโยชน์เฉพาะตนแต่อย่างใด  หลายคนอาจมองว่าวัตถุโบราณที่โคกพลับเป็นของไม่มีค่า ขายไม่ได้ แต่ในทางการศึกษาถือว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามหาศาล  

 หากท่านเคยเข้าไปในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ กรุงเทพฯ ท่านจะได้เห็นภาพถ่ายขนาดใหญ่เป็นภาพโครงกระดูกมนุษย์นอนหงายเหยียดยาวอยู่ในหลุม บนศีรษะมีภาชนะดินเผาครอบอยู่คล้ายหมวก  แสดงรวมอยู่กับกลุ่มโบราณวัตถุบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี  ซึ่งถ้าเป็นคนที่ไม่รู้จริงก็จะบอกว่าภาพนั้นคือโครงกระดูกที่บ้านเชียง  แต่คนโพหักจะรู้สึกภูมิใจอย่างเงียบๆว่าแท้จริงแล้วภาพนั้นคือโครงกระดูกที่ขุดพบที่โคกพลับ ตำบลโพหัก

 
สิ่งที่ขุดค้นพบจำแนกได้ดังนี้   
 

1.กำไลหิน พบทั้งที่ทำจากหินสีเขียว และหินสีดำ มีลักษณะคล้ายจักร สันของวงกำไลเป็นสันคมขวานหรือมีดโดยรอบ  ทุกวงจะทำขึ้นอย่างปราณีตมันเรียบจนขึ้นเงา มีทั้งขนาดใหญ่ และขนาดเล็ก ขนาดใหญ่สุดมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ8นิ้ว มีทั้งที่สวมอยู่ในข้อมือของศพและวางรวมไว้ในหลุม

2.ลูกปัดหินพบทั้งที่ทำจากหินสีเขียวและสีส้ม เนื้อหินเป็นสีเขี้ยวหนุมานหรือหยกอย่างอ่อน รูปร่างกลมแบนเจาะรูตรงกลางสำหรับใช้วัสดุประเภทเส้นใยร้อยเป็นพวงใช้คล้องคอ ส่วนใหญ่พบวางเรียงอยู่รอบๆคอศพคล้ายคล้องคอไว้แต่จำนวนลูกปัดในแต่ละพวงไม่เท่ากัน

3.ต่างหูหิน พบทั้งที่ทำจากหินสีเขียว สีส้ม และสีน้ำตาล เนื้อหินเป็นสีเขี้ยวหนุมานหรือหยกอย่างอ่อนเหมือนกับหินที่ใช้ทำลูกปัด  รูปร่างเป็นแผ่นแบนกลมบ้างรีบ้าง ตรงกลางเจาะรูกลมและมีร่องผ่าไปสู่ขอบด้านนอกเพื่อใช้สำหรับหนีบคาบติดไว้กับติ่งหู ส่วนใหญ่พบอยู่ด้านข้างของกะโหลกศีรษะ

4.หินบดยา เป็นแท่งหินสีเขียว กลมยาว เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5เซนติเมตร พบเพียงครึ่งท่อนปะปนอยู่ในกองกระดูกสัตว์นอกหลุมศพ

5.ขวานหิน เป็นแผ่นหินสีเทารูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็กกว้างประมาณ2นิ้ว ด้านที่เป็นคมมีลักษณะคล้ายคมมีดหรือคมขวานในปัจจุบัน ผิวขัดมันเรียบ พบเพียงชิ้นเดียว

 6.กำไลสำริดแบน  เป็นกำไลที่หล่อจากโลหะสำริด เลียนแบบกำไลหินสันของวงกำไลโดยรอบเป็นแผ่นเรียบ พบเพียงวงเดียว

7. กำไลสำริดกลม เป็นกำไลข้อมือหล่อด้วยสำริด เป็นเส้นกลมคล้ายเส้นลวดขนาดใหญ่ผิวเรียบ พบสวมไว้กับข้อมือศพข้างละ 2-3วง มากน้อยขึ้นอยู่กับฐานะความเป็นอยู่ของผู้ตาย

8.ปลอกแขนสำริด เป็นกำไลข้อมือรูปทรงกระบอก หล่อจากโลหะสำริดขนาดความยาวประมาณ6-7นิ้ว  ผิวภายนอกดุนเป็นตุ่มเล็กๆเพื่อความสวยงามบริเวณกึ่งกลางโดยรอบมีหนามเตยแหลมยื่นออกมาคล้ายพันเฟือง พบเพียง 3อัน บางอันสวมอยู่ที่ข้อมือศพ บางอันวางไว้ในหลุมศพ

9.ใบหอกสำริด  เป็นลักษณะของหอกใบข้าวหล่อจากโลหะสำริดมีป้องสำหรับไว้สวมกับด้าม  พบเพียงเล่มเดียวฝังรวมอยู่ในหลุมศพ

10.เบ็ดสำริด   เป็นเบ็ดตกปลาขนาดใหญ่หล่อด้วยโลหะสำริด  ตะกรุดขมวดเป็นปมสำหรับใช้เส้นใยผูก  ปลายมีเงี่ยง พบเพียงชิ้นเดียว พบในชั้นดินนอกหลุมศพ

11.แท่งสำริดคล้ายเขาสัตว์  เป็นแท่งสำริดกลมภายในกลวง  ปลายข้างหนึ่งสอบเข้าหากันปิดตันกลมมนคล้ายเขาสัตว์  เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ3 เซนติเมตร ยาวประมาณ 10 เซนติเมตร  พบเพียง2 ชิ้นอยู่ในหลุมฝังศพ

12.หวีทำจากกระดูกสัตว์ (หรืองาช้าง)  เป็นกระดูกสัตว์หรือไม่ก็งาช้าง กว้างประมาณ 5 เวนติเมตร ยาวประมาณ7 เซนติเมตร รูปสี่เหลี่ยมปลายสอบเล็กน้อย มีลวดลายแกะสลัก  ด้านล่างผ่าเป็นซี่ๆเหมือนหวีในปัจจุบัน  พบเพียง2อันวางอยู่บนศีรษะศพ

13.กำไลข้อมือทำจากกระดูกสัตว์หรืองาช้าง  เป็นกำไลข้อมือลักษณะเดียวกับกำไลสำริดกลม  ทำจากกระดูกสัตว์หรือไม่ก็งาช้าง  สวมอยู่ในข้อนมือศพซ้อนกันข้างละหลายๆวง

14.กำไลข้อมือทำจากเปลือกหอย  เป็นกำไลข้อมือลักษณะเดียวกับกำไลสำริดกลม พบเพียง1ชิ้น

15.กำไลข้อมือรูปดาวเทียมทำจากเปลือกหอย  เป็นกำไลข้อมือแบบมีสัน เหมือนกำไลหิน แต่แทนที่สันของกำไลจะคมเหมือนใบมีดกลับมาทำหนามแหลมยื่นเป็นแฉกคล้ายดาว ทำจากเปลือกหอยมือเสือขนาดใหญ่

16.กำไลข้อมือรูปดาวทำจากกระดองเต่า  ลักษณะเดียวกับกำไลเปลือกหอยแต่ทำขึ้นจากกระดองเต่า

17.กำไลดินเผา  เป็นกำไลข้อมือชนิดมีสันเช่นเดียวกับกำไลหินและกำไลสำริดแบนแต่ทำจากดินเผาเนื้อค่อนข้างหยาบขนาดเล็ก

18.พานดินเผา  เป็นภาชนะรูปพานทำจากดินเผาฝีมือประณีต  เนื้อดินสีเทาวางอยู่บริเวณปลายเท้าและศีรษะของศพ เป็นศิลปะสมัยทาราวดี

19.หม้อดินเผา  เป็นภาชนะรูปหม้อส่วนใหญ่มีขนาดเล็กเนื้อดินเผาสีแดงผิวเรียบ ก้นมน ปากผายและคอหยัก ฝีมือการปั้นไม่ค่อยประณีต  ที่เป็นหม้อขนาดใหญ่พบเพียง 2ใบ รูปร่างคล้ายหม้อทะนนมีลายภายนอก เป็นลายก้านไม้ขีด เป็นศิลปะสมัยทาราวดี

20.จานดินเผา เป็นภาชนะรูปคล้ายจาน ทำด้วยดินเผาสีแดง พบเพียงชิ้นเดียว ที่ก้นเป็นขอบชักวงกลมตั้งได้ ลายภายนอกเป็นลายก้านไม้ขีด
21.ชามดินเผา  เป็นภาชนะดินเผารูปคล้ายชามที่ใช้กันในปัจจุบัน   ทำด้วยดินเผาสีแดง ภายนอกเป็นรอยนิ้วมือกด

22.ชามดินเผาก้นมน  เป็นภาชนะดินเผาคล้ายหม้อตาล ขอบปากตั้ง ก้นมน พบเพียงชิ้นเดียววางครอบอยู่ที่ศีรษะศพ

23.ถ้วยดินเผา  เป็นภาชนะดินเผาเนื้อหนารูปร่างคล้ายกะลามะพร้าว ผิวเรียบ ปั้นขึ้นอย่างหยาบๆ เข้าใจว่าเป็นถ้วยใส่เครื่องเซ่นในหลุมฝังศพ

24.ฝาหม้อดินเผา เป็นภาชนะดินเผารูปร่าง ฝาละมี เหมือนฝาชีที่มียอดชักขอบเป็นวงกลมสูงให้สามารถจับถือได้ 

25.ลูกกระสุนดินเผา เป็นดินปั้นกลม ผิวเรียบ เผาสุกแกร่ง พบในระดับดินชั้นตื้นๆ

26.ภาชนะดินเผาทรงกระบอกลายเรขาคณิต  เป็นภาชนะดินเผาทรงกระบอกปลายสอบเข้าหากันเล็กน้อย ก้นมน ภายในกลวง มีรูกลมเจาะไว้ตรงกลาง ไม่ปิดตันเหมือนด้านก้น ผิวด้านนอกเขียนเป็นเส้นลายเราขาคณิตเป็นรอยลงบนเนื้อดินฝีมือการปั้นประณีต 

27.รางดินเผา  เป็นเครื่องปั้นดินเผาสีแดงเนื้อหนารูปร่างคล้ายรางดินปลายนอกบานออก  ก้นแคบปิดตัน 

28.หินดุ  เป็นเครื่องปั้นดินเผาคล้ายดอกเห็ดผิวเรียบมีหลายขนาด

29.ดินเทศ  เป็นดินฝุ่นสีแดง พบกองอยู่บนหน้าอกศพบางศพ

30.เปลือกหอยและกระดูกสัตว์  เป็นวากเปลือกหอยทะเล เปลือกหอยน้ำจืด  ก้างปลาและกระดูกสัตว์ชนิดต่างๆฝังรวมอยู่ในหลุมฝังศพ พบเกือบทุกหลุม


    จากหลักฐานดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าชุมชนโบราณบริเวณโคกพลับจะต้องเป็นชุมชนในสมัยเดียวกับ นครปฐมโบราณ อู่ทอง และคูบัวซึ่งเรียกกันว่า “สมัยก่อนประวัติศาสตร์ “หรืออาจจะเก่ากว่านั้นอย่างแน่นอน  ในด้านการคมนาคมติดต่อกับชุมชนอื่นๆ พบว่าชุมชนโบราณแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งทะเลปากอ่าวไทยทางด่านใต้เพียง20กิโลเมตรเศษเท่านั้น  พร้อมกับตั้งอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่มระหว่างแม่น้ำแม่กลองและแม่น้ำท่าจีน มีร่องรอยของลำน้ำเก่าเชื่อมโยงติดต่อกับแหล่งชุมชนโบราณที่มีความเจริญได้ทุกแห่ง   การศึกษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีพบว่า การติดต่อค้าขายระหว่างอินเดียและจีนทางทะเล ในระยะแรกๆนั้นได้ใช้วิธีการขนสินค้าผ่านเข้ามาจากชายฝั่งทะเลประเทศพม่า ผ่านเจดีย์สามองค์ ล่องลงมาตามลำน้ำแควน้อยและลำน้ำแม่กลองมาทำการขนถ่ายสินค้าลงเรือสำเภาจีนบริเวณปากอ่าวไทย ซึ่งเคยเข้าใจว่าน่าจะเป็นบริเวณเมืองนครปฐมและคูบัวนี้เอง ดังนั้นจึงเชื่อได้อย่างแน่นอนว่าชุมชนโบราณบริเวณโคกพลับจะต้องมีอยู่แล้วก่อนที่เมืองนครปฐม เมืองอู่ทอง และเมืองคูบัวเจริญรุ่งเรืองขึ้นในภายหลัง

หลักฐานที่ค้นพบเหล่านี้ได้ถ่ายทอดบอกเล่าถึงเรื่องราวความเป็นอยู่ของผู้คนในยุคอดีตเมื่อ1000-3000ปีที่แล้ว  ให้กับผู้คนในยุคปัจจุบันได้รับรู้และเรียนรู้  ถ้าเป็นไปได้แหล่งโบราณคดีโคกพลับควรมีการฟื้นฟูกลับคืนมาเพราะแหล่งโบราณคดีนี้มิใช่ประวัติศาสตร์เฉพาะของคนโพหัก  หากแต่นับว่าเป็นประวัติศาสตร์เผ่าพันธุ์ของคนไทยทั้งชาติ   และลูกหลานควรจะกล่าวขานว่า “โคกพลับเป็นแหล่งอารยธรรมประวัติศาสตร์1000ปี”  มิใช่ โคกพลับที่ทิ้งขยะดังเช่นทุกวันนี้...........

บทความเกี่ยวกับโคกพลับ...

 1. โคกพลับแหล่งอารยธรรมที่ถูกลืมhttp://www.oknation.net/blog/nonglek/2008/07/31/entry-3

2.ทำบุญให้โครงกระดูกที่โคกพลับ

http://www.oknation.net/blog/nonglek/2010/10/17/entry-1

ขอขอบพระคุณข้อมูลจากหนังสือ อาจาริยานุสรณ์ ,

อาจารย์อภัย นาคคง,อาจารย์ทองเพี้ยน  คงแป้น
      

ชาวชุมชนโพหัก..ขอเชิญสมัครสมาชิกเครือข่ายชาวชุมชนโพหักทางFacebookเพื่อแลกเปลี่ยนและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับชุมชนโพหัก..

link  http://www.facebook.com/pages/kherux-khay-chaw-chumchn-pho-hak/159628777409889?v=wall

                                                                                 ภาพและเรื่องโดย..ภัทรภร อุ่นเกษม



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
ดินเดินทาง วันที่ : 12/10/2010 เวลา : 11.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/din-travel

ใต้พื้นดิน คงมีอะไรอีกมากมายให้เราได้ค้นหาและได้ศึกษา

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
chronomist วันที่ : 08/10/2010 เวลา : 13.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prompzy

จะได้สืบค้นประวัติบรรพบุรุษในถิ่นนี้

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
นกน้อยแห่งโพหัก วันที่ : 02/10/2010 เวลา : 09.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nonglek
.....รู้จักให้  รู้จักอภัย  จะสุขใจกว่าใครๆ......


ความคิดเห็นที่ 8 (0)
beijingpanda วันที่ : 01/10/2010 เวลา : 13.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/beijingpanda

ขอบคุณมากจ้ะคุณนกเล็ก ;) เพื่อนชอบอ่านจริงๆ ข้อมูลเพียบเลยนะจ๊ะ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
นกน้อยแห่งโพหัก วันที่ : 22/09/2010 เวลา : 09.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nonglek
.....รู้จักให้  รู้จักอภัย  จะสุขใจกว่าใครๆ......

สวัสดีค่ะคุณdriftworm ...เพิ่งออกข่าวช่อง3ช่วงข่าวสามมิติ..เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจมากๆที่พื้นที่ส่วนหนึ่งกลายเป็นที่ทิ้งขยะ ...ก็ไม่รู้ว่าคนที่อนุญาตให้นำขยะไปทิ้ง(เมื่อ30ปีที่แล้วตอนนั้นเป็นสุขาภิบาล) คิดได้ยังไง....

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
driftworm วันที่ : 21/09/2010 เวลา : 21.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

เมื่อคืนหรือวันนี้นะ มีข่าวช่องทอระทัดไทยแล้ว
เป็นกองขยะไปหมด
สัมภาษณ์ จนท.พิพิธภัณฑ์อู่ทองด้วย

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
นกน้อยแห่งโพหัก วันที่ : 18/09/2010 เวลา : 09.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nonglek
.....รู้จักให้  รู้จักอภัย  จะสุขใจกว่าใครๆ......

..สาเหตุหลักที่ไม่มีการอนุรักษ์แหล่งโบราณคดีแห่งนี้เมื่อ30ปีที่แล้ว...อาจเป็นเพราะชาวบ้านยังขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เนื่องจากการสื่อสารข้อมูลข่าวสารไม่ทั่วถึงและชาวบ้านส่วนมากในช่วงนั้นจะห่วงเรื่องปากท้อง การทำมาหากินเป็นหลักจึงทำให้ไม่ได้สนใจเรื่องอื่นที่ไกลตัว...

ปัจจุบันนี้ชาวบ้านส่วนใหญ่เริ่มเห็นคุณค่าและให้ความสนใจเกี่ยวกับแหล่งโบราณคดีมากขึ้น แต่ก็ไม่รู้ว่ามันจะสายเกินไปหรือเปล่าเพราะพื้นที่ส่วนใหญ่ถูกทำลายและแปรสภาพจนไม่เหลือคุณค่าของแหล่งโบราณคดีเสียแล้ว...

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ประจิ้มประเจ๋อ วันที่ : 17/09/2010 เวลา : 20.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yuiboc
สะเปะสะเปือยเรื่อยเปื่อยอยู่เรื่อยไป & รัก"ทองกบ"ที่โลกในสุดเลย! โอ้เย่เย๊เย่  ฮ่าๆๆและ+อีก28.75ฮ่า...จิ้มมียิ้มสุข...ยิ้มสุขส่งให้ด้วยใจเปี่ยมสุข สวัสดีครับผม

สาระน่ารู้ทั้งนั้นเลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
รักแห่งสยามประเ้ทศ วันที่ : 17/09/2010 เวลา : 15.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panuwat838084
Facebook: Panuwat Sangpum

เกิดจากความไม่เข้าใจของเจ้าของพื้นที่ครับ ... ค่อยๆ สร้างความเข้าใจอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
นกน้อยแห่งโพหัก วันที่ : 17/09/2010 เวลา : 10.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nonglek
.....รู้จักให้  รู้จักอภัย  จะสุขใจกว่าใครๆ......

ใช่ค่ะคุณเคียงดิน..ที่โพหักถือเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์อีกแห่งหนึ่งที่น่าศึกษาเพราะมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน...แต่ก็น่าเสียดายที่แหล่งประวัติศาสตร์บริเวณโคกพลับไม่ได้รับการอนุรักษ์ในครั้งที่มีการสำรวจครั้งแรกเมื่อ30ปีที่แล้ว...จึงส่งผลให้ปัจจุบันแหล่งประวัติศาสตร์แห่งนี้แทบจะไม่เหลือให้ลูกหลานได้ศึกษาเรียนรู้...

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เคียงดิน วันที่ : 16/09/2010 เวลา : 19.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/keangdin
รั ก แ ค่ ว า ท ก ร ร ม  อำ พ  ร า ง

ขวานหิน ผิวขัดมันเรียบ


ใบหอกสำริด

ทั้งหมดน่าจะเป็นยุคหินใหม่ มีพัฒนาการต่อเนื่องมาจนถึงยุคสำริด ก่อนเข้าสู่แคว้นนครชัยศรี

บ้านโพหักนี่เรื่องราวน่าสนใจเยอะมากนะคะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน