• crazy-crazy
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : fang_momoko@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-11-07
  • จำนวนเรื่อง : 16
  • จำนวนผู้ชม : 22717
  • ส่ง msg :
  • โหวต 11 คน
do it or die
หวัดดีทุกคนนะคะ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/noo-fang
วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม 2552
Posted by crazy-crazy , ผู้อ่าน : 2271 , 20:52:20 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

หลายๆ ครั้งที่เราแปลกใจ ทำไมพฤติกรรมและความรู้สึกนึกคิดของเพศหญิงชายจึงแตกต่างกัน ไม่ว่าคุณพ่อคุณแม่ของเราเองดูท่านช่างต่างกัน แต่ก็อยู่กันได้อย่างมีความสุข ตัวเราเองกับคู่ครอง ผู้ร่วมงานที่ต่างเพศ เพื่อนชายเพื่อนหญิง และลูกชายลูกหญิง ไม่เพียงเรามีรูปกายที่แตกต่างกัน แต่ความคิดเห็นก็ต่างกัน มีพฤติกรรมต่างกันโดยสิ้นเชิง บางคนว่า เมื่อเริ่มมีชีวิตในโลกใบนี้ เพศหญิงชายคงจะมาจากดาวที่แตกต่างกันด้วย หมายความว่า มาจากดาวคนละดวงกระมัง

สมัยก่อนหญิงอยู่กับเหย้า เฝ้าครัวเรือน ดูแลบ้านช่องเป็นแม่ศรีเรือน ดูแลลูกและบริวารได้ดี ชายมีหน้าที่ทำงานนอกบ้าน งานหนัก ยามออกศึกชายทำหน้าที่เป็นผู้รบ ผู้ชนะ บางครั้งคือผู้แพ้ และผู้ก่อร่างสร้างบ้านแปลงเมือง ไม่ต้องรับรู้อะไรเกี่ยวกับงานบ้านหรือการเลี้ยงลูก เป็นหน้าที่ฝ่ายหญิงประการเดียว

 

ดูบทบาทสมัยก่อนจะเหมาะกับฮอร์โมนเพศที่กำหนดให้เพศหญิงมีความเป็นผู้หญิง ไม่เฉพาะผิวพรรณงดงาม รูปร่างทรวดทรงดี กระทั่งความรู้สึกนึกคิดละเอียดถี่ถ้วนเหมาะกับงานบ้าน ฮอร์โมนเพศชายทำให้ร่างกายแข็งแรง บึกบึน อดทน ก้าวร้าว เหมาะสำหรับบทบาทผู้คุ้มครอง ผู้ปกครอง ผู้นำครอบครัว การต่อสู้ทั้งงานหนักและศึกสงครามกู้ชาติ

ปัจจุบันต้องยอมรับว่าบทบาทของทั้งสองเพศแตกต่างจากยุคโบราณ จะเห็นว่า หญิงครองเรือนปัจจุบันร้อยละ 80 ถึง 90 ออกไปโลดแล่นทำงานนอกบ้านเทียมบ่าเทียมไหล่บุรุษเพศ มีจำนวนไม่น้อยอยู่ในระดับเป็นที่ยอมรับของหน่วยงาน องค์กรทั้งรัฐและเอกชนในงานบริหารต่างๆ

เพราะปัจจุบันเราไม่มีศึกสงครามที่ต้องออกไปสู้กันเหมือนสมัยก่อน มีแต่สงครามทางเศรษฐกิจที่ต้องการพลังสมองในการคิด ไม่ใช่พลังร่างกายเพื่อออกไปฟันดาบกับพม่าหรือข้าศึก เช่นกัน ฝ่ายชายก็ลดบทบาทอันน่าเกรงขามของหัวหน้าครอบครัว เผด็จการเช่นในอดีตที่สั่งทุกคนในบ้านให้สยบ จะลงโทษเฆี่ยนตีภรรยาบุตรธิดา ข้าทาสอย่างใดก็ได้ ปัจจุบันสังคมไม่ยอมรับ แต่บุรุษกลับต้องมีความอ่อนโยน ช่วยดูแลลูกและครอบครัวควบคู่กันไป ชนิด “เอกบุรุษมาดแมนก็เลี้ยงลูกได้”

ด้วยประการนี้ฮอร์โมนในร่างกายมนุษย์ก็ต้องปรับตัวเช่นกัน มิได้หมายให้ชายเป็นตุ๊ดหรือแอบจิต สว่างจิต แต่ประการใด แต่ทำอย่างไรให้ชายหญิงอยู่ด้วยความสุข ด้วยบทบาทที่เหมาะสมและสมดุลในครอบครัว เพราะลูกชายหญิงจะดูแบบอย่าง ROLE MODEL ของพ่อแม่ในการมีเพื่อน ออกสังคม และมีครอบครัวของตนเอง

ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า บทบาท ความรู้สึกนึกคิด พฤติกรรมของสองเพศนี้มีผลมาจากฮอร์โมนเพศที่แตกต่างกัน คือ เพศหญิงมีเอสโตรเจน (ESTROGEN) เพศชายมีเทสโทสเตอโรน (TESTOSTERONE) ฮอร์โมน 2 ชนิด ต่างมีผลต่อเซลล์สมองแตกต่างกัน จึงทำให้เราแตกต่างกันดังกล่าวแล้ว

นักวิทยาศาสตร์และผู้ทรงคุณวุฒิด้านฮอร์โมน และวิทยาศาสตร์ทางสมองได้พบว่า ทารกในครรภ์อายุ 6 สัปดาห์ (หลังการผสมระหว่างอสุจิของพ่อและไข่ของแม่) ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ไม่มีความแตกต่างกันเลยทั้งร่างกายและสมอง หลัง 6 สัปดาห์แล้วฮอร์โมนของเพศใครก็เพศมัน เริ่มมีผลต่อการพัฒนาของทารก ความแตกต่างของ 2 เพศเริ่มชัดเจน มีการศึกษาพบว่า นิวเคลียสของเซลล์ในส่วนสมองที่เราเรียกว่า ฮัยโปธาลามัส (Hypothalamus) มีขนาดโตในเพศชายมากกว่าเพศหญิงถึง 2 เท่า

มารู้เรื่องของ Gender กันดีกว่า

Gender มีคำแปลหลายอย่างด้วยกัน เช่น เพศสภาวะ เพศสภาพ เพศสถานะ เพศทางสังคม เพศวิถี ความเป็นเพศ ความเป็นหญิงความเป็นชาย อิตถีเพศ ฯลฯ 

หลายคนคงสงสัยว่าแล้วทำไมไม่ใช้คำว่า sex ซึ่งเป็นคำที่รู้จักและใช้ กันแพร่หลายมากกว่า sex เป็นเพศตามธรรมชาติหรือที่หลายคนใช้คำว่า เพศสรีระ sex จึงเป็นเรื่องของความแตกต่างระหว่างชายและหญิงทางด้านร่างกายหรือข้อเท็จจริงทางสรีระ ได้แก่ความแตกต่างทางด้านอวัยวะเพศ ฮอร์โมนและโครโมโซม ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนแปลงไปมาระหว่างกันได้เอง

เพศสภาวะ (gender) เป็นสิ่งที่สังคมสร้างขึ้นมาจากองค์ความรู้/ วิธีคิดที่มีต่อเพศสรีระ เช่น บางสังคมจะมองว่าลักษณะร่างกายของผู้หญิงต้องตั้งครรภ์ เป็นแม่ สามารถให้นมลูกได้ จึงจำเป็นต้องเป็นฝ่ายเลี้ยงดูลูก ทำให้ผู้หญิงต้องเป็นแม่บ้าน เกิดวิธีคิดว่าพื้นที่สำหรับผู้หญิงคือบ้าน ส่วนเรื่องนอกบ้าน เช่น การค้าขาย การติดต่อกับโลกภายนอก บทบาททางเศรษฐกิจ ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้ชาย แต่บางสังคมมีวิธีคิดที่แตกต่างกันออกไป ผู้หญิงก็อาจมีบทบาททางเศรษฐกิจ ทางการสังคม ศาสนาและพิธีกรรมได้ ดังนั้น วิธีคิดต่อเพศสรีระที่แตกต่างกันก็จะก่อให้เกิดความแตกต่างของเพศสภาวะในแต่ละสังคมไปด้วย  

บทบาทของ Gender

เพศสภาวะเป็นตัวกำหนดคุณลักษณะและกิจกรรมที่เหมาะสมสำหรับแต่ละเพศ เช่น อาจกำหนดบุคลิกภาพผู้หญิงว่าต้องว่านอนสอนง่ายในขณะที่ผู้ชายต้องเป็นผู้นำกล้าหาญ เข้มแข็ง กำหนดลักษณะการแสดงอารมณ์ความรู้สึก เช่น ผู้หญิงสามารถร้องไห้ได้แต่ลูกผู้ชายห้ามหลั่งน้ำตา รวมทั้งกำหนดแนวทางการประพฤติปฏิบัติตัว เช่น การแต่งกาย ผู้หญิงสวมกระโปรงส่วนผู้ชายสวมกางเกง การพูดจา ผู้หญิงต้องพูดคำว่าคะ ผู้ชายต้องพูดคำว่าครับ แม้แต่กิจกรรมยามว่างและการเล่นที่เหมาะสมก็ยังอาจถูกกำหนดโดยเพศสภาวะ เช่น ผู้หญิงเล่นทำอาหาร เย็บปักถักร้อย มีของเล่นเป็นตุ๊กตา ส่วนผู้ชายจะออกไปเล่นกีฬากลางแจ้ง มีของเล่นเป็นรถและปืน

เพศสภาวะยังเป็นตัวกำหนดแนวทางการศึกษา เช่น ผู้หญิงไม่น่าจะเรียนวิศวกรรม ส่วนผู้ชายไม่น่าจะเรียน คหกรรม ซึ่งเป็นผลมาจากการมองว่าอาชีพอะไรเหมาะสมกับเพศใด เช่น พยาบาล เลขานุการควรเป็นผู้หญิง ส่วนช่าง ตำรวจ ทหารเป็นอาชีพของผู้ชาย เป็นต้น

ในเรื่องเพศสัมพันธ์นั้น เพศสภาวะอาจทำให้เกิดความคิดว่าผู้หญิงควรเป็นฝ่ายถูกกระทำ จึงต้องเก็บงำความต้องการทางเพศ ในขณะที่ผู้ชายเป็นฝ่ายริเริ่มการมีเพศสัมพันธ์ นอกจากนี้ ยังมีอิทธิพลในการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างเพศว่าเป็นความสัมพันธ์ที่เท่าเทียมกัน ไม่รู้สึกว่าเพศใดเหนือกว่า หรือเป็นความสัมพันธ์ที่ฝ่ายหนึ่งรู้สึกต่ำต้อยกว่าและต้องพึ่งพิงอีกฝ่าย

กาลเทศะต่าง Gender ก็ต่างไป  เมื่อเพศสภาวะเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดโดยสังคม/ วัฒนธรรม เพศสภาวะจึงไม่มีความเป็นสากลหรือเหมือนกันทั่วโลก เราพบว่าในแต่ละสังคม แต่ละวัฒนธรรมจะมีลักษณะเพศสภาวะแตกต่างกัน ซึ่งมีผลให้เกิดความคาดหวังหรือข้อเรียกร้องที่ต่างกันออกไปสำหรับผู้หญิงและผู้ชาย เช่น อาชีพค้าขาย ในสังคมจีนมีค่านิยมให้ผู้ชายประกอบอาชีพค้าขาย ซึ่งแตกต่างกับสังคมไทยซึ่งนิยมให้ผู้หญิงประกอบอาชีพนี้ ส่วนหน้าที่การเลี้ยงดูพ่อแม่นั้น ในสังคมจีน ลูกชาย โดยเฉพาะลูกชายคนโต เป็นฝ่ายมีหน้าที่เลี้ยงดูพ่อแม่ แต่สังคมไทย (ดั้งเดิม) คาดหวังให้ลูกสาวเป็นผู้ทำหน้าที่นี้ โดยเฉพาะลูกสาวคนเล็ก 

นอกจากนั้น ในแต่ละชนชั้นหรือกลุ่มคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจแตกต่างกัน เพศสภาวะก็จะแตกต่างกันออกไปด้วย เช่น ในอดีต ผู้หญิงที่มีฐานะร่ำรวยไม่นิยมทำงานนอกบ้าน แต่จะทำหน้าที่เลี้ยงดูลูกและดูแลบ้านช่องเพียงอย่างเดียว ในขณะที่ผู้หญิงชาวบ้านจะทำงานในไร่นาเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้ชาย

แนวความคิดเรื่องเพศสภาวะยังมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาและบริบททางสังคม เศรษฐกิจและการเมืองด้วย เช่น ในอดีต ผู้หญิงอีสานทุกคนต้องมีความรู้ความสามารถในการทอผ้าเพื่อใช้ในการดำเนินชีวิตและพิธีกรรม แต่ปัจจุบัน ผู้หญิงไม่จำเป็นต้องมีความรู้และทักษะในการทอผ้าอีกต่อไปเนื่องจากเกิดโรงงานสิ่งทอจำนวนมาก จึงไม่จำเป็นต้องทอผ้าใช้เหมือนเช่นในอดีต หรือในช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้ชายเป็นทหารออกไปรบ ผู้หญิงก็เข้ามารับบทบาททำงานทั้งตามไร่นาและโรงงานอุตสาหกรรมแทนเพื่อให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศและครอบครัวดำเนินต่อไปได้ เป็นต้น

การผลิตซ้ำและตอกย้ำ Gender

เมื่อเพศสภาวะเป็นสิ่งที่สังคม/ วัฒนธรรมสร้างขึ้นและเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมหรือแบบแผนการดำเนินชีวิตและโลกทัศน์ของสมาชิกในสังคมนั้นๆ ก็ต้องมีกระบวนการของการผลิตซ้ำและตอกย้ำ ซึ่งมี 2 วิธีใหญ่ๆ คือ

1. การขัดเกลาทางสังคม โดยสถาบันครอบครัว โรงเรียน ศาสนา สื่อสารมวลชน ฯลฯ โดยใช้วิธีการบอกกล่าวสั่งสอนแบบอุดมคติของสังคม/ วัฒนธรรม และมีพฤติกรรมหรือการปฏิบัติจริงให้เห็นในชีวิตประจำวัน 

ในยุคโลกาภิวัฒน์  สื่อสารมวลชนได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการขัดเกลาทางสังคมและสร้างความเป็นจริงทางเพศในเรื่องต่างๆ เช่น ลักษณะผู้หญิงที่ดีและไม่ดี ค่านิยมในเรื่องพรหมจรรย์ บทบาทหน้าที่ของผู้ชาย เป็นต้น ทั้งสื่อยังเป็นตัวสร้างแนวคิดว่าผู้หญิงเก่งมีลักษณะอย่างไร การเป็นพ่อที่ดีเป็นอย่างไร ความสวยความสาวจำเป็นต่อผู้หญิงหรือไม่ ฯลฯ โดยสอดแทรกเพศสภาวะไว้ในการโฆษณาสินค้า ละคร ภาพยนตร์ นวนิยาย รายการทอล์คโชว์ รายการวาไรตี้ต่างๆ ฯลฯ

2. การควบคุมทางสังคม เมื่อคนใดไม่ปฏิบัติตามอุดมคติและความคาดหวังของสังคม สังคมก็จะมีวิธีการควบคุมด้วยการซุบซิบนินทา เยาะเย้ย ถากถางและข่มขู่จากสมาชิกอื่นๆ ในสังคม เพื่อให้เกิดความรู้สึกผิดและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่สังคมไม่ต้องการให้มี ดังเช่น ถ้าผู้หญิงคนใดมีพฤติกรรมเจ้าชู้ เพื่อนบ้านก็จะซุบซิบนินทาและเป็นที่รังเกียจของสังคม ไม่มีผู้ใดคบค้าสมาคมและไม่ให้ความช่วยเหลือทางด้านเศรษฐกิจ เป็นต้น สำหรับผู้ที่ปฏิบัติตามอุดมคติและความคาดหวังของสังคม ก็จะมีกระบวนการชื่นชม ยกย่องให้เป็นแบบอย่างของสังคม เช่น ใครที่มีชีวิตสมรสที่ประสบความสำเร็จ ก็จะได้รับเกียรติให้มาเป็นผู้ประกอบพิธีแต่งงานให้กับบ่าวสาว เป็นต้น

วิธีการดังกล่าวทำให้สมาชิกในสังคมค่อยๆ ซึมซับเพศสภาวะ ก่อให้เกิดความเป็นตัวตน (self) หรืออัตลักษณ์ (identity) ว่าความเป็นหญิงหรือความเป็นชายควรเป็นอย่างไร ควรมีโลกทัศน์แบบไหนและควรจะมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นอย่างไร ซึ่งนำไปสู่การปฏิบัติตนในชีวิตประจำวันทั้งการใช้ชีวิตส่วนตัวและชีวิตในสังคม

ประโยชน์ของการเข้าใจ Gender

การเข้าใจแนวความคิดเรื่องเพศสภาวะ ให้ประโยชน์อย่างมากในด้านต่างๆ เช่น

ในแง่ของการดำเนินชีวิต การเข้าใจที่มาของเพศสภาวะทำให้เห็นว่าแบบแผนการดำเนินชีวิตของหญิงและชายถูกสร้างขึ้นมาภายใต้บริบททางสังคม เมื่อสังคมเกิดการเปลี่ยนแปลง เพศสภาวะก็ควรจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป เช่น ในสังคมสมัยใหม่ ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นแม่บ้านอย่างเดียว แต่ออกมาทำงานนอกบ้านเหมือนกับผู้ชาย ดังนั้น วิธีคิดเรื่องการทำงานบ้านและเลี้ยงดูลูกก็ควรจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน ผู้ชายและผู้หญิงควรจะต้องช่วยกันทำหน้าที่ดังกล่าวเพื่อไม่ให้ผู้หญิงต้องแบกภาระมากเกินไป ถ้าเราเข้าใจว่าเพศสภาวะเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ก็จะช่วยให้เราปรับตัวกับเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงไปได้ง่ายขึ้น เปิดโอกาสให้ความสัมพันธ์ระหว่างหญิงชายดีขึ้น และยังนำไปสู่การเปิดพื้นที่ให้กับเพศที่สามหรือเพศสภาวะทางเลือกอื่นๆ อีกด้วย 

ในแง่ของงานพัฒนา ถ้าโครงการพัฒนาสนใจว่าเพศสภาวะในแต่ละชุมชนมีลักษณะอย่างไร หญิงและชายมีหน้าที่อะไร ก็จะสามารถคิดกิจกรรมหรือโครงการให้สอดคล้องกับชุมชนนั้นได้ดีขึ้น เช่น ในสังคมชนบทบางชุมชน ผู้หญิงมีหน้าที่เลี้ยงไก่ แต่เมื่อรัฐมีโครงการส่งเสริมการ

 

เลี้ยงไก่ กลับเชิญผู้ชายมาเข้าร่วมโครงการอบรม โครงการดังกล่าวก็จะไม่ประสบความสำเร็จเพราะไม่สนใจเรื่องเพศสภาวะ ทำให้คิดโครงการที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในพื้นที่นั้นๆ

ในแง่วิชาการ เพศสภาวะเป็นแนวความคิดที่สามารถนำมาใช้ช่วยในการวิเคราะห์และอธิบายเพื่อให้เข้าใจปรากฏการณ์ทางสังคมได้ดียิ่งขึ้น เช่น การศึกษาเรื่องการขายบริการทางเพศของสังคมไทย ผลการศึกษามักสรุปว่าผู้หญิงในภาคเหนือและภาคอีสานเข้าสู่อาชีพนี้โดยมีสาเหตุมาจากความยากจน การไม่มีการศึกษาและความต้องการทำงานที่สะดวกสบาย ซึ่งผลการศึกษาเช่นนี้เน้นสาเหตุที่เป็นเรื่องของฐานะและปัจเจกบุคคล ไม่ค่อยคำนึงถึงสาเหตุที่มาจากโครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรม แต่เมื่อนำเพศสภาวะมาใช้ในการวิเคราะห์ จะพบว่าวัฒนธรรมสังคมภาคเหนือและภาคอีสานได้สร้างเพศสภาวะให้ลูกชายตอบแทนพ่อแม่ด้วยการบวชเรียน ส่วนลูกสาวตอบแทนโดยการเป็นผู้เลี้ยงดูพ่อแม่ เมื่อบริบททางสังคมเกิดการเปลี่ยนแปลง ผู้หญิงไม่มีที่ดินในการผลิตเหมือนเช่นในอดีต ไม่ได้รับการศึกษาเท่ากับผู้ชาย/ลูกชาย แต่สังคมก็ยังคาดหวังและเรียกร้องให้ผู้หญิง/ ลูกสาวมีบทบาทเหมือนเดิม ความคิดเรื่องเพศสภาวะแบบนี้จึงผลักดันให้ผู้หญิงภาคเหนือและอีสานเข้าสู่อาชีพขายบริการเพื่อทำหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์

ดังนั้น การนำเพศสภาวะมาช่วยในการวิเคราะห์ปรากฏการณ์ทางสังคมก็อาจจะทำให้ได้ผลการศึกษาที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น หรือแม้แต่แตกต่างกันออกไปได้

ความแตกต่างของ... ชาย-หญิง ที่ ต้อง...สำรวจ

พระเจ้าสร้างชายและหญิงให้เกิดมาคู่กัน แต่ก็มีผู้ชายจำนวนมากออกมายอมรับว่า "บางครั้งผู้หญิงก็ดูน่าเบื่อและไร้เหตุผลจนไม่น่าเข้าใกล้" ในขณะที่ผู้หญิงโต้กลับว่า "บางครั้งผู้ชายก็    งี่เง่าและเฮงซวยที่สุด

ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ว่า ใครดีใครเลว แต่อยู่ที่ความแตกต่างกันในทุก ๆ เรื่องของชายและหญิงต่างหากที่เป็นต้นเหตุของความไม่เข้าใจ ในเมื่อทั้งชายและหญิงไม่มีวันที่จะเหมือนกันได้ ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดเพื่อการอยู่ร่วมกันได้ย่างมีความสุข นั่นก็คือ "การทำความเข้าใจจิตใจของแต่ละฝ่ายนั่นเอง"

ลองมาสำรวจกันดู ว่า คุณ เป็น แบบที่ว่า นี่หรือเปล่า ถ้า ใช่เกินกว่า 5 ข้อ ก็ จง ยอมรับในความต่างของกันและกันเสียดีๆ จะดีกว่า นะจ๊ะ

1. ผู้ชายรู้สึกดีเมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นที่ต้องการของคนอื่น ขณะที่ผู้หญิงรู้สึกดีเมื่อรู้ว่าตัวเองน่าทะนุถนอม

2. เมื่อเกิดปัญหา ผู้ชายจะเก็บตัวเพื่อคิดหาทางออก ผู้หญิงจะหาใครซักคนที่ไว้ใจ และพร่ำพรรณนาปัญหาให้ฟัง

3. จากสถิติพบว่า ผู้ชายมีอายุสั้นกว่าผู้หญิง เพราะผู้ชายใจร้อนและคึกคะนองมากกว่า

4. ผู้ชายมุ่งความต้องการไปที่ความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่ความสำเร็จของผู้หญิงคือ การมีครอบครัวที่อบอุ่นและมีความสุข

5. เมือทำอะไรซักอย่างไม่ได้ ผู้หญิงจะขอความช่วยเหลือ ในขณะที่ผู้ชายจะไม่พยามยามขอความช่วยเหลือ เพราะคิดว่านั่นคือการแสดงความอ่อนแอของตัวเอง

6. ผู้หญิงมีสมองเล็กกว่าผู้ชาย แต่สมองทั้งสองซีกกลับทำงานสัมพันธ์กันมากกว่าผู้ชาย

7. ผู้ชายจะเจริญเติบโตและก้าวเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นได้ช้ากว่าผู้หญิง

8. ผู้ชายถูกกระต้นความต้องการทางเพศโดยสายตา เช่น ดูภาพโป้ ดูหนังโป้ แต่ผู้หญิงถูกกระตุ้นความต้องการทางเพศ โดยการสัมผัสอันนุ่มนวล

9. เมื่อเล่นเกม ๆ หนึ่ง ผู้หญิงต้องการเอาชนะโดยที่อีกฝ่ายไม่จำเป็นต้องแพ้ก็ได้ (การเสมอ) แต่ผู้ชายต้องการเอาชนะ และอีกฝ่ายต้องเป็นผู้แพ้

10. เมื่อผู้ชายตกหลุมรักใครซักคน เค้าจะถูกกระตุ้นให้ทำดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ถ้าจีบผู้หญิงคนนั้นไม่สำเร็จ เค้าจะกลับไปเห็นแก่ตัวเหมือนเดิม

11. ผู้หญิงเมาง่ายกว่าผู้ชาย

12. ผู้ชายจะจดจำเส้นทาง และอ่านแผนที่ได้เก่งกว่าผู้หญิง

13. ผู้หญิงกลัวที่จะเป็นฝ่ายรับ ในขณะที่ผู้ชายกลัวที่จะเป็นฝ่ายให้

14. ผู้หญิงพยายามฆ่าตัวตายมากกว่าผู้ชาย แต่ผู้ชายทำสำเร็จมากกว่าผู้หญิง

15. ผู้หญิงจะเรียนภาษาได้ดีกว่า และมีความสามารถในการสื่อสารทางการพูดมากกว่าผู้ชาย

16. ผู้ชายจะคิดให้ตกซะก่อนจึงค่อยพูดออกมา แต่ผู้หญิงมักจะคิดออกมาเป็นเสียงดัง ๆ ให้คนอื่นได้ยินด้วย

17. ผู้หญิงจะไม่ทิ้งเพื่อนหากเพื่อนกำลังมีปัญหา ในขณะที่ผู้ชายจะทิ้งให้เพื่อนแก้ปัญหาด้วยตัวเอง

18. เมื่อผู้หญิงรู้สึกดี เธอจะสามารถแบ่งปันความรักให้คนอื่นมากมาย แต่เมื่อเธอรู้สึกแย่ สิ่งที่เธอต้องการที่สุดคือความรักจากคนรอบข้าง

19. นิสัยผู้ชายเหมือนหนังสติ๊ก: ในช่วงเวลาที่คบกัน ผู้ชายจะต้องการทั้งความผูกพันใกล้ชิด และความอิสระ แต่ผู้หญิงจะรู้สึกไม่ดีหากผู้ชายกำลังถอยออกไปหาอิสระ และพยายามดึงเค้ากลับมา ซึ่งนั่นยิ่งทำให้เค้าถอยห่างมากขึ้น ทางที่ดีควรอยู่นิ่ง ๆ เมื่อถึงเวลาหนึ่งเค้าจะกลับมาเอง

20. ทั้งที่ผู้ชายและผู้หญิงพูดคำ ๆ เดียวกัน แต่ความหมายของคำ ๆ นั้น กลับไม่เหมือนกัน เช่น เมื่อผู้หญิงพูดว่า "เราเลิกกันเถอะ" แปลว่าฉันต้องการให้คุณเห็นความสำคัญของฉันมากกว่านี้ เมื่อผู้ชายพูดว่า "เราเลิกกันเถอะ" แปลว่าผมไม่ขอทนคุณอีกต่อไป เพราะผมเจอคนใหม่


หญิงร้ายชายเลว - วิด ไฮเปอร์

 

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ธีร์/อันมัย วันที่ : 26/03/2009 เวลา : 10.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/teeanmai
คนเช่นไร แสดงออกเช่นนั้น

เมื่อ ผู้หญิงพูดว่า "เราเลิกกันเถอะ" แปลว่าฉันต้องการให้คุณเห็นความสำคัญของฉันมากกว่านี้ เมื่อผู้ชายพูดว่า "เราเลิกกันเถอะ" แปลว่าผมไม่ขอทนคุณอีกต่อไป เพราะผมเจอคนใหม่

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ยิ่งสูงยิ่งหนาว วันที่ : 10/03/2009 เวลา : 17.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nanaudon

เพราะเราถูกสร้างมาให้เป็นหญิงกับชาย
จึงต้องยอมรับมันซะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน