• เฒ่าแญ้ม
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : manop@suan84.com
  • วันที่สร้าง : 2007-07-16
  • จำนวนเรื่อง : 19
  • จำนวนผู้ชม : 55516
  • ส่ง msg :
  • โหวต 9 คน
เฒ่าแญ้ม
เจ็ดวัน-พบกัน-หนึ่งหน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/nop84
วันอาทิตย์ ที่ 21 กันยายน 2551
Posted by เฒ่าแญ้ม , ผู้อ่าน : 3917 , 18:45:11 น.  
หมวด : ดนตรี

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ไปเจอะเจอ บทสัมภาษณ์ของตนเองที่นั่งคุยกับ
“วรัตต์ อินทสระ” แฟนพันธุ์แท้ ที่ทำดุษฎีนิพนธ์ (ระดับปริญญาเอก)
ด้วยเรื่อง “คาราบาว”  แล้วเขาก็ถอดเทปนำมาโพสต์ไว้ที่

http://www.carabao2524.com/board/show.php?ques_no=2096

ด้วยหัวเรื่องว่า...

เพลงของคนอื่นถ่ายทอดอารมณ์แต่คาราบาวถ่ายทอดชีวิต : มานพ แย้มอุทัย

ก็เลยถือโอกาสนำมาเผยแพร่บนเว็บของเรา ให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันบ้าง
ในสถานะของเรื่องที่โยงใยถึงนักเรียนสวนฯ รุ่น ๘๔ คือตัวเองกับเพื่อนที่ชื่อ “เขียว-กิรติ”
ก็อ่านกันเพลินๆ โดยได้ถือโอกาสปรุงแต่งบางจุดของการสัมภาษณ์ให้กระจ่างเพิ่มขึ้นด้วย

“วรัตต์ อินทสระ” เกริ่นนำ-ก่อนเดินเรื่องบทสัมภาษณ์ว่า..

บทความนี้...ผู้เขียนขอสละลิขสิทธิ์ทุกตัวอักษร
เพื่อให้ส่วนหนึ่งส่วนใดของบทความที่มีส่วนผสมทางวิชาการนี้
ก่อประโยชน์ต่อสาธารณชนและแฟนเพลงคาราบาว
เนื้อหาที่เรียบเรียงไว้ มีการอ้างถึงที่มาเอกสารประกอบการเรียบเรียง
หรือบุคคลอื่น ๆ ที่ให้ความรู้ที่เกี่ยวข้องอยู่ในตอนท้ายของบทความนี้
ข้อมูลบางส่วน อาจได้มาโดยไม่ทราบแหล่งที่มาอย่างชัดเจน
ผู้เขียนจึงขออนุญาตเจ้าของวรรณกรรมทุกท่าน
หากข้อความหรือประโยคใดๆ มีส่วนเหมือน
คล้ายคลึงหรือถูกคัดลอกมาทั้งโดยตั้งใจและมิได้ตั้งใจ

แต่อย่างไรก็ตามผู้เขียนขอใช้สิทธิ์โต้แย้งบางประการ
ตามสามัญสำนึกของวิญญูชน
หากมีการอ้างสิทธิ์ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับวงดนตรีคาราบาว
เพราะเรื่องราวของคาราบาว ควรเป็นของคาราบาว...มิใช่ของเรา


ภาคที่ 4 ของส่วนที่ขาดหายไปจากตามรอยควาย
(หนังสือเล่มหนาที่นำข้อมูลมาจากวิทยานิพนธ์ของ-วรัตต์)

อาจารย์มานพ แย้มอุทัย
อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
(คนที่) เคยเป็นนักข่าว คอลัมนิสต์ ครีเอทีฟ
เป็นผู้ทำงานเบื้องหลังในวงการสื่อสารมวลชนมาโดยตลอด
เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับ กิรติ พรหมาสาขา ณ สกลนคร
ในสมัยเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสวนกุหลาบฯ
และเมื่ออาจารย์มานพได้เจอเพื่อนคนนี้อีกครั้ง
ความเป็นนักประชาสัมพันธ์และคนโฆษณา
ถูกนำมาใช้กับงานที่เกี่ยวข้องกับคาราบาว
มีช่วงชีวิตที่เข้าไปสัมผัสกับคาราบาว
แม้วันนี้จะถอยห่างออกมาเป็นผู้ดูอยู่วงนอก
แต่ความทรงจำที่ดีกับคาราบาวยังไม่เคยเลือน

ผมเป็นเพื่อนกับ เขียว (กิรติ พรหมสาขาฯ) ตั้งแต่เรียนอยู่สวนกุหลาบ
เขาอยู่รุ่น ๘๓ มัวคอยรุ่นของผม (๘๔) อยู่ ก็เลยได้เรียนจบพร้อมกัน
พอเข้ามหาวิทยาลัยก็ต่างแยกย้ายกันไป
เขียวไปเจอแอ๊ดที่ฟิลิปปินส์ ผมเรียนที่จุฬา ฯ
เรียนจบก็มีโอกาสช่วยทำรายการของ บริษัท ๗๒ โปรโมชั่น
ในรายการ “เพลงนานาชาติ” กับ “โลกดนตรี”
และยังได้ทำรายการ "มันกว่าแห้ว" ทางช่อง ๕ กับ "เสียงติดดาว" ช่อง ๗
โดยสองรายการหลังนี้ เป็นของพรีเมียร์มาร์เก็ตติ้ง
ยุคที่ “กู๋-ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม” เป็นเอ็มดี. และเปลี่ยนมาเป็นแกรมมี่ในเวลาต่อมา

แล้ววันหนึ่ง..ทางโปรดิวเซอร์-ส่งคิววงดนตรีที่จะมาออกรายการให้เราบันทึกเทป
ผมนั่งอยู่บนห้องไดเรคเตอร์ชั้นบนของสตูดิโอ..แล้วมองผ่านกระจกลงมาข้างล่าง
เห็นนักดนตรี..ก็สงสัยว่า-นี่มันเพื่อนเรานี่หว่า (หมายถึงเขียว คาราบาว)
จึงลงมาทักทายกันตามประสาเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนาน

การบันทึกเทปในยุคนั้น ยังไม่เรียกมิวสิควิดีโอ
น่าจะเรียกว่าเป็นเพลงประกอบภาพมากกว่า
เราได้ถ่ายเพลง “กัญชา” ที่สตูดิโอของวีพีซี.อยู่ซอยทองหล่อ
ซึ่งเพลงของคาราบาวมันมีความดิบ ก็เลยคิดเอาหัวกะโหลกมาเล่น
โดยใช้เทคนิคโครม่าคีย์ (เหมือนเทคนิคตัดสีฉากหลังแบบ blue-screen ของภาพยนตร์)
แล้วนำมาซ้อนภาพ แอ๊ด ยืนร้องเพลงอยู่ข้างหน้าหัวกะโหลกขนาดใหญ่
ที่มีหยดเลือด (ใช้สีโปสเตอร์) ค่อยๆ หยดลงมาบนกระโหลก
แอ๊ดก็เห็นว่าเข้าท่าดี เลยรู้จักมักคุ้นกันมาตั้งแต่ตอนนั้น
ต่อมาในตอนหลัง ค้นหาข้อมูลทำข่าวก็พบว่า-
แอ๊ดเคยประกวดร้องเพลงของช่อง ๓ เพื่อจะเป็นตัวแทนประเทศไทย
ในปีเดียวกับที่ นันทิดา แก้วบัวสาย ได้ตำแหน่งชนะเลิศ ก่อนจะไปได้แชมป์เอเซีย
วัน audition เพลงรอบแรก แอ๊ดใส่เสื้อเชิ้ตขาวพับแขน-กางเกงยีนส์ไปประกวด
เพราะยังทำงานเป็นสถาปนิกอยู่ที่การเคหะแห่งชาติ แล้วใช้เวลาว่าง..เล่นดนตรี
ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่หลายคนอาจไม่เคยรู้

สำหรับชื่อ “คาราบาว” นั้น ตอนแรกก็มีคนเข้าใจผิดคิดว่าเลียนแบบ “คาราวาน”
แต่พูดกันแบบแฟร์ๆ คือต่างคนต่างก็ไม่รู้จักกันเลย
ช่วงนั้นเพลงเพื่อชีวิตมันเบาลงไปแล้ว เพราะสถานการณ์การเมืองมันเข้าที่
รู้สึกว่าจะมีแค่วง “แฮมเมอร์” ที่ยังได้รับความนิยมอยู่ในหมู่คนฟัง
ด้วยเพลง “บินหลา / ปักษ์ใต้บ้านเรา”
ส่วน “คาราวาน” ก็ออกจากป่า มาเล่น Concert for Unicef บันทึกเทปให้ EMI ออกขาย
“คาราบาว” เองก็ทำงานของเขา โดยออกมาสองชุดแรกก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ
ตอนเจอคาราบาวครั้งแรกนั้น-เขาขายเพลงให้กับ บริษัทพีค็อก
แล้วพีค็อก ก็มาซื้อคิวเพลงเพื่อออกรายการในเครือพรีเมียร์ฯ ดังที่เล่าให้ฟังตอนต้น

ก่อนหน้ายุคนั้น..วัยรุ่นไทยฟังแต่เพลงสากลล้วนๆ ไม่สนใจเพลงไทยเลย
โดยเพลงไทยก็มีแต่เพลงแนวสุนทราภรณ์ และ แนวสุเทพ-ชรินทร์-ธานินทร์-สวลี เป็นต้น
พอมาถึงช่วงหลังปี ๒๕๒๐ เพลงไทยก็เริ่มกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง
จนถึงช่วงที่ “คาราบาว” เริ่มเป็นที่รู้จักของแฟนเพลงนั้น
ก็เป็นช่วงที่ มีวงดนตรี-นักร้องโด่งดังก็ได้แก่
แกรนด์เอ็กซ์ - ชาตรี - รอยัลสไปร้ทส์
แมคอินทอช - สาว สาว สาว - ฟรีเบิร์ด - สุชาติ ชวางกูร ฯลฯ
ซึ่งคาราบาวตามมาโด่งดังในช่วงเดียวกับศิลปินเหล่านี้

ให้สังเกตว่านักร้องส่วนใหญ่ในยุคนั้นร้องเพลงป็อป
ทางนิตยสาร “โดเรมี” ที่เป็นบรรรณาธิการอยู่
ก็จัดให้มีการโหวตศิลปินยอดนิยมของผู้อ่านตลอดครึ่งปีหลังของ พ.ศ.๒๕๒๖
โดย แกรนด์เอ็กซ์ กับ ชาตรี มีคะแนนตีคู่กันมา
พอถึงวันประกาศผล ที่มีการถ่ายทอดสดผ่านรายการ “โลกดนตรี”
วงคาราบาวก็มาร่วมงานด้วย โดยไม่เกี่ยงงอนว่า-
ภาพรวมส่วนใหญ่ของงานเป็นแนวป๊อบมากกว่าเพื่อชีวิต
“ทำให้ผมชื่นชมว่า วงนี้มีสปิริตดีมาก ทึ่งในสปิริตของพวกเขา
ทั้งๆ ที่รู้ว่า- ผลโหวต จะไม่ใช่คาราบาวแน่ๆ"

ต่อมาคาราบาวไปสังกัดอะโซน่า แล้วออกเทปชุด “วณิพก”
ชุดนี้เป็นเรื่องเลย เพลงมันดังมาก
รายการ โลกดนตรี ก็ติดต่อให้คาราบาวมาเล่น
นักดนตรีคาราบาวแบกเครื่องดนตรีมาเอง ไม่มีใครมาช่วย
กลองชุดก็ยังปุปะเก่าๆ
ในใจเราก็คิดว่า- นี่แหละวงเพื่อชีวิตจริงๆ

วันที่คาราบาวเล่นครั้งแรกนั้น มีคนดูเรียกได้ว่ามหาศาล
มันเป็นสัญญาณอย่างหนึ่งบอกให้เรารู้ว่า วงนี้กำลังจะมาแล้ว
คนในวงการดนตรีตอนนั้น ทั้ง พี่แก้ว (บุญชาย ศิริโภคทรัพย์)
คุณระย้า
ใครต่อใครต่างก็ฟันธงว่า วงนี้ดังแน่นอน
ต่างกับวงดนตรีอื่นๆ ที่เชิญมาเล่น คนแน่นบ้าง น้อยบ้างสลับกันไป
แต่คาราบาวมาครั้งใด-แน่นทุกครั้ง

โลกดนตรี มีกติกาตั้งแต่เริ่มทำรายการว่า
ทุกวงที่มาออกอากาศจะได้รับค่ารถ
หรือค่าตอบแทนรายละ ๒,๐๐๐ บาท
ทุกวงได้เท่ากันหมด ไม่ว่าจะเป็นวงอะไร
เพราะมันยากลำบากพอสมควรที่จะพิจารณาว่า
วงไหนดังต้องให้มากกว่า วงไหนไม่ดังให้น้อยกว่า
เลยตัดสินใจให้เท่ากันหมดทุกวง
คาราบาวก็ได้สองพันบาทเหมือนกัน

อย่างที่ตอนต้นว่า-คาราบาวเป็นวงที่สปิริตสูงมาก
จริงจังกับการเล่น ก่อนเล่นจะมาทดลองเสียง
พวกเขามากันตอนกลางคืนก่อนเล่นหนึ่งวัน-เป็นมืออาชีพจริง ๆ
ตั้งเสียงเอง แล้วก็ซ้อมจนกว่าจะพอใจ
เมื่อทำงานแบบนี้ ทีมงานโลกดนตรีก็มั่นใจ
พี่แก้ว (บุญชาย ศิริโภคทรัพย์) เคยบอกว่า-
คาราบาวเป็นวงดนตรีที่มีวินัยมาก
วงอื่นๆ จะมาเซ็ทเครื่อง ลองซ้อมกันตอนสายๆ
ก่อนออกอากาศเวลาเที่ยงครึ่ง
ความมีสปิริต และวินัย ..
จึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่อยากพูดถึงพวกเขา

ความสนุกของคนผลิตรายการไม่ว่าจะเป็นตอนบันทึกเทป
หรือถ่ายทอดสดเพลงของคาราบาว
นั่นคือ การ "ตะครุบภาพ"
สมัยก่อนการบันทึกเทปหรือถ่ายสด จะใช้กล้อง ๔ ตัว
วางด้านซ้าย ด้านขวา แล้วก็ Long Shot ตรงกลาง..
โดยมีกล้องฟรี-แฮนด์เทลไปทั่วบริเวณอีกหนึ่งตัว

ที่เราต้องเรียกว่าตะครุบภาพ
เพราะดนตรีที่คาราบาวเล่น มันสอดรับกันทุกชิ้น
โดยเฉพาะ เทียรี่ กับ เล็ก ..คู่นี้เวลาเล่นกีต้าร์
จะเล่นขี่กัน...กัดกันไปกัดกันมา
คือคาราบาวเล่นดนตรีจริงๆ เล่นกันทั้งวง
ต่างจากดนตรีของวงอื่น ที่เราจะรู้ล่วงหน้าเลยว่า
ท่อนร้อง-ท่อนโซโล่อยู่ตรงไหน
กล้องก็ตามไปรอเก็บภาพ มันง่ายมาก
แต่สำหรับคาราบาวนั้นไม่ใช่
ดนตรีที่คาราบาวเล่น จะมีลูกตอดไปทางโน้นตอดไปทางนี้
มือกล้องเลยตะครุบภาพของคาราบาวยากมาก
เพราะไม่รู้ว่าใครจะเล่นตอนไหน
ทุกคนที่ทำงานจึงสนุก-ได้ลับฝีมือของตัวเอง
เคยคุยกันเล่นๆ กับพี่แก้วว่า..
ถ้ามันยากนัก ก็ตั้งกล้องมันทีเดียวเจ็ดตัว
เฝ้าแต่ละคนของคราบาวไว้เลย
แต่มันทำไม่ได้หรอก !!!!!!



พอชุดวณิพก เริ่มดัง-แล้วคนรู้จักกันทั้งประเทศ
ปัญหาตามมาในตอนนั้น คือ
คาราบาวควบคุมเครื่องมือการสื่อสารของตัวเองไม่ได้
คือ ไม่มีช่องทางที่จะสื่อสารผลงานไปสู่แฟนเพลงกลุ่มใหญ่
พอวณิพกดัง..เพลงชุดแรกชุดสองก็กลับมาด้วย
ศักยภาพทางการสื่อสารของคาราบาว
จึงถูกเติมเต็มโดย-วาสนา ศิลปิกุล (แต๋ว)
ที่มีสื่อวิทยุรายการ “แว่วหวาน” อยู่ในมือ
ร่วมด้วย.. (เซ็นเซอร์) ที่ร่วมวางแผนโปรโมทให้ทางโทรทัศน์
เพลงชุดประวัติศาสตร์อย่าง "เมดอินไทยแลนด์"
จึงเกิดขึ้นด้วยความร่วมมือในระบบธุรกิจที่เป็นขั้นตอน

ถ้าจะให้นับความเป็นคาราบาวจริงๆ น่าจะนับที่ชุดนี้
เพราะก่อนหน้านั้น อาจเป็นเพียงงานทดลองทางดนตรี
และงานทดลองทางการตลาด-การขาย
น่าเสียดายที่การทำงานร่วมกันของคาราบาวกับแกรมมี่
จบลงเพียงแค่ชุด “เมดอินไทยแลนด์” เพราะปัญหาเรื่องผลประโยชน์

ชุดเมดอินไทยแลนด์โด่งดังมาก
คาราบาวออกเดินสายทัวร์ทั่วประเทศ
ไปภาคเหนือก็ไปกัน ไปอิสานก็ไปกัน ลงใต้ก็ไป
คือเดินสายไปแต่ละครั้งใช้ระยะเวลานาน
ทีมงานที่อยู่กรุงเทพ ก็ส่งปกเทปไปให้บริษัท
(เซ็นเซอร์) ปั๊มออกขาย
ส่งปกไปเท่าไหร่เราก็จะรู้ยอดขาย เรียกว่าการ
"ตัดปก"

และจากการที่ออกทัวร์เดินสายไปทั่ว
คาราบาวจึงรู้ว่าเทปชุดนี้ เจาะลงไปถึงคนระดับตำบล ยอดขายจะต้องมหาศาลแน่
แต่พอตรวจสอบยอดกับคนจัดจำหน่าย ปรากฏว่ามียอดแค่-ล้านเจ็ดแสน
ผิดกับที่คาราบาวประมาณการว่า
เมดอินไทยแลนด์ต้องไม่น้อยกว่า ๓ ล้านม้วน

และอีกปัญหาหนึ่งเกิดขึ้นเพราะบริษัท (เซ็นเซอร์) ที่ทำโปรโมท-
ไปขึ้นราคาหน้าปกเทปที่ส่งให้บริษัท
(เซ็นเซอร์) ผู้ผลิตออกขาย
บริษัทนี้ เมื่อถูกขึ้นราคาปกมาก็ไปขึ้นราคากับรายย่อยอีกต่อหนึ่ง
กลายเป็นว่าทั้งสองบริษัทได้ส่วนเพิ่มจากราคาขาย-แต่คาราบาวได้เท่าเดิม
โดยถูกอ้างว่าเป็นไปตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่แรก
ทั้งๆ ที่คาราบาวน่าจะได้เพิ่มบ้างตามสมควร
ก็เลยกลายเป็นชนวนให้ผิดใจกัน

เกร็ดเล็กๆ อีกเรื่องเกี่ยวกับชุดนี้ คือ คาราบาว
เป็นวงดนตรีวงแรกในประเทศไทยที่มีโลโก้ของสปอนเซอร์อยู่บนปกเทป
แล้วก็มีจิงเกิ้ลสั้นๆ เกี่ยวกับสินค้านั้น เป็นเพลงอยู่ท้ายม้วน


"ในความเห็นส่วนตัว ที่สุดยอดที่สุดคือชุด ๗ ประชาธิปไตย
เมดอินไทยแลนด์นั้น จะสุดยอดในส่วนของยอดขาย
แต่ถ้าเป็นเรื่องเนื้อหาและดนตรีนั้น
ประชาธิปไตยจะเป็นชุดที่เรียกว่าได้ว่า
‘เนี้ยบมาก’
แต่ยอดขายมันไม่ได้ตามที่คิดไว้”
 

    

อเมริโกยกับประชาธิปไตยเป็นชุดที่มีกลิ่นการเมืองแรงมาก
ทั้งสองชุดอาจจะมีอิทธิพลหลงเหลือมาจาก-เมดอินไทยแลนด์
ก็ตรงที่ตอนทำชุดเมดอินฯ นั้น มีเพลง "เหลือ" ที่ไม่สามารถใส่ในอัลบั้มได้
เช่น ซาอุดร ก็ต้องเอามาใส่ไว้ในอัลบั้มต่อมา

เพลงคาราบาว ชุดที่ ๑-๕ นั้น ทำตามอุดมการณ์ของตัวเอง อันนี้ชัดเจนมากๆ
คนฟังก็ตามคาราบาวเพราะเห็นว่าเพลงเขาพูดถึงความใกล้ตัว
มันทำให้คาราบาวกับคนฟังได้ใกล้ชิดกัน

ถึงชุดที่ ๖ คาราบาวเริ่มหนีคนฟังไปพูดเรื่องการเมือง การทหาร
เนื้อหามันหนักขึ้น แต่คนฟังก็ยังพอตามทัน
พอชุดที่ ๗ ประชาธิปไตย ..คาราบาวยิ่งหนีคนฟังออกไปอีก
ด้วยสีสันของดนตรีที่มีอีเล็คโทรนิกส์เข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น
คนฟังก็เริ่มลังเล ว่าจะตามไปทันหรือเปล่า
เปรียบเทียบง่ายๆ ก็เหมือนคาราบาวเป็นคนขับรถคันหนึ่ง คนฟังก็ขับอีกคันหนึ่ง
ขับตามกันมา กินลมชมวิวกันไปเรื่อยๆ
พอช่วงหนึ่ง-คาราบาวเหยียบคันเร่งหนี แล้วเลี้ยวโค้งหายไปเลย ไม่คอยคนฟังเลย
แม้จะเห็นไฟท้ายอยู่แว่บๆ แต่คนขับตามมาก็ไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
จะหลุดโค้งหรือเปล่า..ก็เลยลังเล ไม่กล้าตาม
การติดตามเพลงของคาราบาวจึงอาจจะน้อยลงในช่วงชุดที่ ๖ และ ๗ ดังเปรียบเปรย

เป็นเพราะแฟนเพลงยุคแรกๆ ยังติดอยู่กับโฟล์ค
เสียงกีต้าร์ เครื่องเคาะธรรมดาๆ ไม่คุ้นกับดนตรีอีเล็คโทรนิกส์
ชุดประชาธิปไตยจึงน่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางดนตรีของคาราบาว
แต่เมื่อเห็นว่า-คนฟังชักตามไม่ทันแล้ว..ยอดขายมันไม่ดี
ชุดถัดมา ๘-๙ ..ก็กลับมามีกลิ่นของความเป็นไทยมากขึ้น
กลับมาชะลอรถ..รอคนฟังเหมือนเดิม

สำหรับการทำงานของคาราบาว
หากเราสังเกตให้ดีจะพบว่า
เพลงใหม่ของคาราบาวจะออกมาในราวเดือนพฤศจิกายนหรือต้นเดือนธันวาคมของทุกปี

มันมีสาเหตุที่ตรงที่-คาราบาว "หนีฝนเข้าถ้ำ"
คือ เมื่อถึงเวลาออกทัวร์เดินสายก็ไปกัน
แต่พอเข้าหน้าฝน..มันออกทัวร์ไม่ได้ ก็พากันเข้าห้องอัดทำเพลง
จะมีเพลงที่เคยเตรียมไว้ก่อนบ้าง หรือไปเจอวัตถุดิบใหม่ๆ ระหว่างทัวร์บ้าง
ก็จะเข้าห้องบันทึกเสียง-ทำดนตรีกันในช่วงหน้าฝน
ใช้เวลาราว ๒ เดือนก็สามารถส่งมาสเตอร์เทปให้บริษัทจัดจำหน่ายได้
และระหว่างนี้-ก็วางแผนโปรโมท ผลงานออกมาในช่วงเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคมพอดี
หลังจากนั้นก็ออกทัวร์กันใหม่ ..เป็นวัฏจักรของคาราบาว

ทั้งหมดที่บอกข้างต้นคือ..
ส่วนหนึ่งจากประสบการณ์ตรงของ-อาจารย์มานพ แย้มอุทัย
และเมื่อกล่าวถึงวงดนตรีคาราบาวที่เคยเข้าไป "คลุกวงใน" อยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง

"ถ้าจะถามถึงอุดมการณ์...แน่นอนว่า-พวกเขามีอยู่แล้ว
การเดินสายออกทัวร์ เปิดการแสดงให้คนทั้งประเทศรับรู้ว่าคาราบาวคิดอะไร
และสื่อสารออกมาด้วยเพลงอย่างไร และทำมาตลอด ๒๕ ปี นั่นคืออุดมการณ์
สิ่งที่คาราบาวเปิดการแสดงไปทั่วทุกมุมของเมืองไทย
ก็จะได้เก็บเกี่ยวเรื่องราว -เก็บเกี่ยวปัญหา หรือสิ่งที่พบเห็นมาเป็นวัตถุดิบ
เพื่อนำมาบอกเล่าไปให้ประชาชนอีกฝั่งหนึ่ง หรืออีกกลุ่มหนึ่ง
ที่ไม่เคยรู้ ไม่เคยเห็น ได้รับรู้ว่ายังมีเพื่อนร่วมชาติอีกส่วนหนึ่งที่ยังมีปัญหา

เมื่อ “แอ๊ด คาราบาว”..เจอสิ่งเหล่านี้
ก็จะบันทึก-เขียนเป็นกลอนบ้าง เขียนเป็นโครงเรื่องไว้บ้าง
แล้วเมื่อถึงเวลาก็เอามาตีแผ่
นั่นแหละคืออุดมการณ์

เพราะถ้าเทียบกับวงดนตรีอื่นๆ...เขาเขียนเพลงกันอย่างไร?
แค่นั่งอยู่ในห้องแล้วจินตนาการ
หรือเอาเรื่องอกหักรักไม่เป็นของคนอื่นมาเขียนเป็นเพลง
มันก็ได้แค่ถ่ายทอดอารมณ์...แต่มันไม่ได้ถ่ายทอดชีวิต

และหนักไปกว่านั้นก็คือ- เอาเพลงเก่ามาทำใหม่
หากมองไกลไปถึงเรื่องความคิดสร้างสรรค์
ที่เป็นปัจจัยหนึ่งในการกำหนดความฉลาดของคนในชาติแล้วละก้อ..
เมื่อทำเพลงกันแบบนี้...แล้วประเทศชาติจะพัฒนากันได้อย่างไร ??
เด็กรุ่นใหม่ก็ไม่คิดจะสร้างงานใหม่ขึ้นมา
เพราะมีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จอยู่แล้ว
ก็เลยกลับไปเอาเพลงเก่ามาทำดนตรีใหม่ซะงั้นแหละ

ที่มันน่าเจ็บปวดที่สุดคือ..
เมื่อ..”สุเทพ วงศ์กำแหง” ขึ้นเวที ร้องเพลง “ครวญ”
(เมื่ออยู่ริมฝั่งชล.....ฉันยลทุกยามเย็น)
เด็กสมัยนี้-ดันบอกว่า “เอาเพลงของ-แซม ซิกเซ้นต์-มาร้องทำไม ??”

แม้แต่สมัยใหม่นี้-“พอเริ่มไปไม่เป็น”-ขายเทปไม่ได้
ก็กลับมาเอาเพลงเก่าขึ้นมาหากินกันอีก
(เซ็นเซอร์) ก็เคยออกอัลบั้ม (เซ็นเซอร์) ที่หลายๆ คนเอาเพลงสุนทราภรณ์มาร้องกัน
คีรีบูน ฟรุ้ตตี้ บรั่นดี ก็เป็นไปแล้วทั้งนั้น
ที่เล่าให้ฟังก็อยู่ในฐานะที่เป็นนักหนังสือพิมพ์และนักวิจารณ์
จึงเห็นว่ามันไม่ค่อยถูกสักเท่าไหร่

พอหันมาดูคาราบาว
จะเห็นว่า-วงนี้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
มันแตกต่างจากวงอื่น..ต่างจากคนอื่น
ประกอบกับต้องยอมรับด้วยว่า
นอกเหนือจากความแหลมคมในการถ่ายทอดเนื้อหาที่คาราบาวไปประสบมาแล้ว
แอ๊ด คาราบาว..ยังเป็นนักการตลาดตัวยงอีกด้วย
แต่เพลงของคาราบาวก็ยังยืนอยู่บนพื้นฐานของอุดมการณ์เหมือนเดิม

ถึงวันนี้ ..๒๕ ปีผ่านมาแล้ว..คาราบาวก็ต้องเปลี่ยนแปลง
เพื่อให้ตัวเองยืนอยู่บนถนนดนตรีอยู่เรื่อยๆ มันฝืนไม่ได้
เพราะมันมีการแข่งขันกันหมดในทุกวงการ
เพลงก็มีค่ายเพลง..
ค่ายเพลงก็ทำโฆษณามีมิวสิควิดีโอเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายมาซื้อ

ทุกอย่างเป็นธุรกิจและเป็นการแข่งขันที่มีเดิมพันสูงมากๆ
เพราะฉะนั้น-ถ้าคาราบาวจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง
เพื่อให้มีโอกาสได้ทำเพลงออกมาอย่างสม่ำเสมอ
ตามวิถีทางของคนที่มีอาชีพเป็นนักดนตรี
ก็เป็นเรื่องที่น่าจะยอมรับกันได้

เพลงชุด “หนุ่มบาว-สาวปาน”  ก็เป็นอีกทางออกหนึ่งของวงการเพลงไทย
ไม่ผิดหรอกที่คาราบาวจะทำแบบนี้ กับ “ปาน (ธนพร)”
ในเมื่อ “เบิร์ด” ยังมีอัลบั้ม..กับเสก..กับจินตหรา
มันเป็นอาชีพของคนในวงการเพลงที่บางครั้งต้องการทำสิ่งใหม่ๆ บ้าง

เราต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงนะ
ทุกวงการมันต้องเปลี่ยน-ให้ทันสังคม
คาราบาวก็ไม่ยกเว้น
การเปลี่ยนแปลง..มันต้องมีคนที่ไม่ยอมรับเสมอ..อันนี้ต้องทำใจ

ส่วนเรื่องอุดมการณ์ที่พูดกันมากนั้น
ในระยะหลัง “คาราบาว” ก็ยังมีอยู่...
หากฟังจากเพลงของคาราบาวให้ดีดี
ก็ไม่ได้ทิ้งเนื้อหาเดิมๆ ที่เคยสร้างความยิ่งใหญ่ให้คาราบาว


ทั้งหมดนั้นคือ..บทสรุปของประสบการณ์ที่ใช้ชีวิตช่วงหนึ่งอยู่กับคาราบาว
แม้วันนี้.. “มานพ แย้มอุทัย” จะถอยห่างออกมาอยู่วงนอก
แต่ “คาราบาว” ก็ยังเป็นความทรงจำที่ดีของผู้ชายผมสีดอกเลาคนนี้


และปิดท้ายด้วยความเห็นเกี่ยวกับดุษฎีนิพนธ์ของ “วรัตต์”
จากคนชื่อ “มานพ” ..ระบุว่า

“มันเป็นการรวบรวมงานครั้งใหญ่ครั้งแรกของคาราบาวเท่าที่เคยได้สัมผัสมา
บางเรื่องที่อ่านเจอ-ก็เป็นเรื่องที่ลืมไปแล้ว
จึงขอบคุณที่มีคนคิดทำงานนี้
/ มานพ แย้มอุทัย”




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
มงกุฎ2529 วันที่ : 30/09/2008 เวลา : 10.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/binnlaksi


ขอเพิ่มนิด... เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังจากเดินเที่ยวตลาดคลองหลอด ผมได้ไปร่วมทำบุญให้กับครอบครัวคุณอา "กุ้ง กิตติคุณ" ที่วัดราชบพิธ ได้เจอหน้าภรรยาและลูกๆ ยังน่ารักสดใส แม้ว่าตอนนี้ลูกแพรกับลูกพริมเรียนที่เดียวกันแล้วก็ตาม วันนั้นอาจารย์คงไม่ได้ไปหรอกมั้ง เพราะคนที่ไปวันนั้นก็มีเพียงญาติมิตรประมาณยี่สิบคน รวมทั้งเสี่ยวิเชียร แห่งนิธิทัศน์ ณ ซอยชินเขต และอาจารย์ที่สวนดุสิตด้วยล่ะ แต่ไม่ใช่ อ.วรัตต์ นะ เป็นผู้หญิงสอนอยู่นิเทศฯ ที่เดียวกับที่ผมกำลังเรียนใกล้จะจบปีนี้


ด้วยรักและคิดถึงอาจารย์แญ้ม

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
มงกุฎ2529 วันที่ : 30/09/2008 เวลา : 10.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/binnlaksi


ไม่เจอะเจอกันนานเป็นปีเลยนะ กลับมาคราวนี้..อาจารย์แญ้มมาเล่าเรื่องประสบการณ์ของตนได้อย่างละเอียดลึกซึ้งจริงๆ เป็นเรื่องที่เราเองก็ยังไม่รู้ ถึงจะเคยรู้มาบ้างเพราะผมเห็นชื่ออาจารย์ไปมีส่วนร่วมกับคาราบาว ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งในหลายๆคนที่ได้รับใช้คาราบาวจนยืนอยู่ได้ทุกวันนี้ แม้จะห่างเหินกันไปบ้างแต่เราก็ยังได้ยินเสียงเพลงจากคาราบาวผ่านไปผ่านมาทุกวัน

ผมขอยืนยันในฐานะแฟนเพลงคาราบาวคนหนึ่ง และเป็น member ของคาราบาว.เน็ต(ปกดำ)ด้วยนะ อาจารย์แญ้มได้สมัครสมาชิกหรือยัง

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
kilroy วันที่ : 28/09/2008 เวลา : 20.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kilroy

เป็นข้อมูลเชิงลึกที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งแฟนของคาราบาวและผู้ที่สนใจความเป็นมาเป็นไปของวงการดนตรีไทยมาก

ขอบคุณมากครับพี่

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน