*/
  • หน่อไม้ไร่
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-01-15
  • จำนวนเรื่อง : 128
  • จำนวนผู้ชม : 407662
  • จำนวนผู้โหวต : 367
  • ส่ง msg :
  • โหวต 367 คน
<< เมษายน 2015 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 29 เมษายน 2558
Posted by หน่อไม้ไร่ , ผู้อ่าน : 993 , 23:18:31 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน ไออุ่นพฤษภา โหวตเรื่องนี้

 

<ย้อนกลับไปอ่านตอนที่ 1 คลิกที่นี่>

<ย้อนกลับไปอ่านตอนที่ 2 คลิกที่นี่>

<ย้อนกลับไปอ่านตอนที่ 3 คลิกที่นี่>

<ย้อนกลับไปอ่านตอนที่ 4 คลิกที่นี่>

 

- 6 -

เพชรหลุดมือ

 

          ผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่า ข้อความแชทที่มิ้นส่งให้ผมเมื่อคืน จะกลายเป็นข้อความสุดท้าย เพราะหลังจากนั้น ผมก็ติดต่อเธออีกไม่ได้เลย

          วันแล้ววันเล่า ที่ผมแชทข้อความส่งไปหา สอบถามความคืบหน้างานหมั้นของเธอ ว่าเป็นยังไงบ้าง แรกก็กระวนกระวายใคร่อยากรู้มาก วนเวียนเปิดเฟซบุ้คขึ้นมาเช็คข้อความ ว่ามิ้นตอบมาหรือยัง วันละไม่ต่ำกว่าสี่ห้ารอบ แต่พอนานวันเข้าก็เหลือวันละรอบ...สองวันรอบ...สามวันรอบ...จนกระทั่งเหลือ เดือนละรอบ

          อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมทำใจได้เร็ว คือ คำพูดของพ่อและแม่ที่บอกว่า ถ้ามิ้นจริงใจกับผมจริง ไม่ใช่พวกสิบแปดมงกุฏหรือมิจฉาชีพ เธอจะต้องส่งข่าวกลับมา แต่ถ้ามิ้นตั้งใจแค่จะมาหลอกเงินผม พอเห็นผมไม่เล่นด้วยหรือรู้ทัน เธอก็จะไปหาเหยื่อรายใหม่แทน ไม่เสียเวลาคุยกับผม

          เหตุผลที่ว่านี้ มีน้ำหนักมากขึ้น เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า...เดือนแล้วเดือนเล่า เพราะผมไม่เห็นเธออัพเดทสถานะหรือรูปภาพในเฟซบุ้คอีกเลย ปล่อยให้เป็นเพจร้าง ราวกับว่าเธอทิ้งเพจนี้ไปแล้ว และไปสร้างเพจใหม่คุยกับเหยื่อรายอื่นต่อไป

         และนั่นเอง...ทำให้ผมเริ่มเชื่อคำพ่อแม่อย่างสนิทใจ ว่าเธอก็คือคนมิจฉาชีพคนหนึ่ง ที่ใช้ความสวยเป็นเหยื่อล่อผู้ชายให้มาติดกับดัก

 

         และแล้ว เวลาก็ผ่านไปหนึ่งปี...

         สงกรานต์ปีนี้ ผมและครอบครัวได้มีโอกาสขึ้นไปเชียงใหม่อีกครั้ง หากแต่ครั้งนี้ พวกเราพากันมาแก้บน เพราะปีที่แล้วพ่อมาบนพระเจ้าเอาไว้ที่วัดชื่อดังแห่งหนึ่ง ว่าขอให้ขายบ้านหลังเก่าได้เสียที เพราะติดป้ายขายไว้ตั้งหลายปีแล้วก็ยังไม่มีคนมาซื้อ แต่เมื่อไม่กี่วันมานี้ กลับขายออก แถมได้ราคาดีเสียด้วย ได้เงินมากว่า 5 ล้าน พ่อก็เลยพาพวกเรามาแก้บนและถือโอกาสมาทำบุญด้วย วัดแห่งนี้เขาจะทำบุญตักบาตรครั้งใหญ่ในวันที่ 13 เมษายนของทุกปี

         “โอ้โห...คนเยอะแยะเลย เราจะเบียดเข้าไปได้ไหมเนี่ย” น้องสาวของผมบ่นขึ้นมา ขณะที่พวกเราเดินมาถึงวัด

         “ลัดมาทางนี้ พ่อเห็นมีที่ว่างอยู่ตรงนั้นหน่อยนึง” พ่อกวักมือเรียกอยู่ข้างหน้า

 

         สงกรานต์ปีนี้ของผมช่างดูเงียบเหงาและเศร้าสร้อย ต่างจากเมื่อปีก่อนราวฟ้ากับดิน ซึ่งร่าเริงและสุขใจ หาอันใดเปรียบ แวบหนึ่ง...ผมแอบนึกถึงแม่สาวเอื้องดอยคนหนึ่ง ที่ห่มสไบแพรสีชมพูเมื่อปีก่อน ผู้จากผมไปอย่างไร้ร่องรอย อยากจะเห็นหน้าเหลือเกิน แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าเธอคือคนหลอกลวงก็ตาม

         เมื่อเข้าไปหาที่นั่งได้แล้ว ทุกคนก็ก้มลงกราบพระ และอธิษฐานขอพรไปตามเรื่อง

         แต่สำหรับผม สิ่งที่จะอธิษฐานคือ อยากให้ท่านช่วยให้ผมเจอมิ้นอีกสักครั้ง

         หากยังไม่ทันได้กล่าวอะไร ทันใดนั้น สายลมแรงก็พัดผ่านมาทางด้านหลังผมพอดี ทำให้ตุงที่ห้อยไว้โบกพัดสะบัด ผมหันกลับไปมอง และก็ต้องสะดุ้งวาบ เพราะคนที่ผมเห็นกำลังเดินหิ้วตะกร้าเข้าประตูวัดมานั้นคือ...

         “มิ้น!!!”

         ผมเห็นมิ้นกำลังเดินเข้ามาใกล้ๆ

         “โอ้โฮ พระที่นี่ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ นี่ขนาดยังไม่ได้อธิษฐานเลย ท่านก็ให้สำเร็จผลซะละ”

         หากผมรู้สึกดีใจได้แค่ไม่กี่วินาที ทันใดนั้น ผมก็เห็นชายคนหนึ่งอุ้มเด็กวัยสักสามเดือนตามมิ้นมาติดๆ

         “มิ้น อุ้มลูกดีกว่า เดี๋ยวพี่จะหิ้วตะกร้าเอง” ชายคนนั้นสะกิดบอกดังๆ แข่งกับเสียงคุยของผู้คนรอบข้างที่กลบระงมอยู่

         “ลูก!?!” ผมแทบช็อค เมื่อได้ยินและเห็นภาพดังนั้น “น...นี่หมายความว่า”

         เหตุที่มิ้นหายไป เพราะเธอไปมีลูกแล้วงั้นเหรอ? งั้นก็แสดงว่า ที่เธอบอกว่าจะหมั้น ก็เป็นเรื่องจริงน่ะสิ หลังจากนั้นเธอก็แต่งงาน แล้วมีลูก

         น้ำตาของผมคลอเบ้าขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว เมื่อเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราว จนเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างชัดเจนขึ้นมาทีละน้อยๆ

         ผมเกือบจะลืมเธอไปได้แล้ว หากไม่ได้เห็นภาพบาดตาที่อยู่ตรงหน้า วินาทีนี้ในใจผมรู้สึกปวดตุบๆ เหมือนมีคนเอามีดปลายแหลมมาทิ่มแรงๆ

         เธอหยิบผ้าอ้อมออกมาเช็ดปากลูกอย่างทะนุถนอม ค่อยๆ สอดมืออุ้มลูกเอามาไว้แนบอก อย่างอบอุ่น ก่อนจะจุมพิตเบาๆ ที่ศีรษะของลูกน้อย กริยาของเธอทำให้ผมรู้สึกว่าเธอช่างเป็นแม่ที่ดีเหลือเกิน ปราศจากคราบนางร้ายที่ผมจินตนาการเอาไว้ก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง

         “พี่ต้น มองอะไรอยู่” น้องสาวจอมแส่ เห็นผมนั่งนิ่งมองไปทางหนึ่งได้สักพักแล้วก็เริ่มสงสัย ชะเง้อตามองตามปลางทางที่สายตาผมจดจ่ออยู่นั้น

         “อ้าว นั่นพี่มิ้นนี่!” เธอทำท่าตื่นเต้น “พ่อ! แม่! หนูเห็นพี่มิ้นด้วยล่ะ” พลางหันไปสะกิดเรียกคนอื่นๆ

         “ไหนๆ” พ่อกับแม่หันมามองตามเสียงเรียก

         และพอทุกคนเห็นภาพที่มิ้นกำลังอุ้มลูกน้อยคลานเข่าเข้ามากราบพระประธาน ทุกคนก็ตกอยู่ในภาวะตะลึงงันชั่วครู่ไปพร้อมๆ กัน

         ปราศจากเสียงใดๆ จากครอบครัวเราทั้งสี่คน ภาพที่เห็นมันฟ้องความจริงทุกอย่าง พวกเรานิ่งมองกันเป็นตาเดียว เริ่มเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นโดยอัตโมมัติ และไม่ต้องมีคำบรรยาย

         จะมีพวกเราสักคนไหมหนอ...ที่อยากจะลุกหนีไปจากตรงนี้ เพราะพวกเรานั่งอยู่ใกล้พระประธาน เธอต้องเห็นพวกเราแน่ๆ เมื่อเข้ามาใกล้

         ผมคนหนึ่งล่ะ ที่ไม่อยากสู้หน้าเธอเลย ณ เวลานี้

         และแล้ว มิ้นก็เหลือบมาเห็นพวกเราจนได้

         “อ้าวพี่ต้น!” ดูเธอก็ตกใจไม่น้อย “คุณลุง คุณป้า แล้วแตนก็มาด้วย”

         อะไรมันจะช่างบังเอิญ ประจวบเหมาะอย่างนี้ ราวกับโลกนี้มันกลมเสียยิ่งกว่ากลม

         “สวัสดีเจ้า คุณลุงคุณป้า” เธอไหว้ไม่ค่อยถนัดนัก เพราะกำลังอุ้มลูกอยู่ด้วย

         พ่อกับแม่รับไหว้อย่างเขินๆ คงเพราะกล่าวถึงมิ้นในแง่ไม่ดี ราวกับนินทาลับหลัง กรอกใส่หูผมเอาไว้เยอะ

         จังหวะนั้น สามีของเธอก็ตามมาพอดี มิ้นเลยเอ่ยปากแนะนำ

         “นี่คืออ้ายไชยา สามีของมิ้นเองค่ะ”

         “อ๋อ คนนี้เหรอ ที่หนูบอกว่าจะมาขอหมั้นในวันนั้นน่ะ แสนหนึ่ง” แม่ถามสุ้มเสียงบ่งบอกชัดว่าใคร่อยากรู้มาก

         “ค่ะ คนนี้แหล่ะ”

         สิ้นคำตอบ ทุกคนก็อึ้งไปชั่วขณะ

         และคำตอบนั้นทำให้ใจผมรู้สึกเคว้งคว้าง...ว่างเปล่า ราวกับวิญญาณจะหลุดออกจากร่าง

         แม่เอามือแตะหน้าอกตัวเอง ราวกับว่ากำลังใจหาย หน้าซีดเผือด บ่งบอกถึงความเสียดาย กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสั่น “แม่นึกว่าวันนั้นหนูล้อเล่นกับพี่ต้น”

         “เรื่องจริงค่ะ ไม่ได้ล้อเล่น” เธอกล่าวน้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง

         คำตอบนั้นคมฉาดฉาน ราวกับหอกย้อนกลับมาทิ่มคนถาม แม่เลยรีบเปลี่ยนเรื่อง เพราะกลัวเสียหน้า “แล้วลูกชื่อไรจ๊ะ กี่เดือนแล้ว ผิวขาวแก้มยุ้ยเชียว น่ารักเหมือนแม่” แถมท้ายด้วยการหัวเราะกลบเกลื่อน

         มิ้นอมยิ้มนิดนึงก่อนจะตอบ “ชื่อน้อง อองตอง ค่ะ เพิ่งจะครบสามเดือน”

         พอดีจังหวะนั้นลูกร้องหิวนม แต่ลืมนมเอาไว้ในรถ สามีเธอจึงลุกไปเอา แม่เลยได้โอกาสซักไซ้ไร่เรียงกันเป็นส่วนตัว

         “แล้วทำไม่รีบร้อนแต่งนักล่ะจ๊ะ”

         มิ้นถอนหายใจ...มองหน้าผมแวบหนึ่ง ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงน้อยใจว่า “คืนนั้น หนูเห็นพี่ต้นเงียบไป พิมพ์ข้อความส่งไปเท่าไหร่ก็ไม่ตอบกลับมา หนูก็เลยคิดว่าพี่ต้นเองก็คงจะมีแฟนอยู่แล้ว เลยไม่สนใจหนู ประกอบกับครอบครัวเราเดือดร้อนเรื่องเงินอยู่ด้วย หนูก็เลยตัดสินใจ แต่งงานเพื่อหาเงินใช้หนี้ทันทีหลังจากนั้น”

         พ่อกลืนน้ำลายลงอึกหนึ่ง พูดอะไรไม่ออก ราวกับหาลิ้นตัวเองไม่เจอ จนกระทั่งแม่เอามือตบที่หน้าขา สะกิดเรียก “นี่พ่อ พูดอะไรมั่งสิ งกนักนี่ เงินแค่สองแสน อดได้ลูกสะใภ้ดีๆ เลยเห็นไหม”

         แม้ว่าน้ำเสียงแม่จะฟังดูเหมือนพูดทีเล่นทีจริง แต่คนฟังช่างรู้สึกเจ็บลึกนัก

         “แล้วไม่เล่นเฟซบุ้คแล้วเหรอพี่” แตนถามบ้าง

         “ไม่มีเวลาเลยจ้ะ แค่หาเงินกับเลี้ยงลูก ก็เหนื่อยแทบไม่มีแรงแล้ว”

         มิ้นหันมาสบตาผมอีกแวบหนึ่ง เล่นเอาใจหายวาบ ผมไม่ค่อยกล้าสู้หน้าเธอเลย ไม่รู้จะพูดยังไงดี เลยนั่งทำหน้าปั้นยากอยู่นานแล้ว แต่ครั้นพอคิดว่าควรจะกล่าวอะไรสักอย่าง ก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้พูดอีก ก็เลยรวบรวมความกล้า เอ่ยออกมาว่า

         “มิ้น...พี่ขอโทษ...”

         ผมบอกเบาๆ ด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า เพราะน้ำตามันตกใน ร่วงลงมาจุกอยู่ที่คอหอย

เธอยิ้มให้จางๆ ก่อนจะตอบ “พี่ไม่ได้ทำอะไรผิดนี่คะ มิ้นต่างหาก ที่เข้าใจผิดไปเอง ว่าพี่ชอบมิ้น ก็เลยบอกให้พี่พาแม่มาขอ มิ้นต่างหากที่ต้องขอโทษ เพราะคาดหวังมากเกินไป”

         “เออะ...” ฟังประโยคนี้แล้วผมถึงกับสะอึก พูดไม่ออก หัวใจมันแหลกช้ำ เหมือนโดนเท้าย่ำขยี้

         เธอคงน้อยใจผมอยู่แน่ๆ ผมคิดว่าอย่างนั้น

         “ฟังดูแล้วก็น่าตลกเนอะ ทำไมมิ้นถึงบอกพี่ให้ทำแบบนั้นก็ไม่รู้” เธอบอกพลางก้มหน้า เอามือลูบหัวลูกสาวเบาๆ

         กริยานั้นกลับดูน่าสงสารในสายตาผม

         ผมเลยได้แต่ก้มหน้า พูดไม่ออก เหตุที่ไม่ต่อปากต่อคำอะไรอีก เพราะน้ำตามันลงไปตื้นตันคอจนแน่นหมดแล้ว

         พ่อถามขึ้นมาบ้าง ราวกับเพิ่งหาลิ้นตัวเองเจอ “แล้วเรื่องทางบ้านล่ะ เป็นไงบ้าง” พ่อคงอยากจะหมายถึงเรื่องเงิน แต่ไม่กล้าพูดตรงๆ

         หากมิ้นก็แสดงความเฉลียดฉลาดให้เห็น อ่านสีหน้าพ่อออกอย่างไม่ยาก “ไม่เป็นไรแล้วค่ะ ตอนนี้มิ้นมีครอบครัวแล้ว ฐานะทางบ้านก็ดีขึ้น พอกินพออยู่ตามประสาคนบ้านนอกน่ะค่ะ”

         คนกรุงอย่างพวกเราเลยหันมามองหน้ากันโดยอัตโนมัติ รู้สึกผิดที่กล่าวหาเธอเอาไว้เยอะ มิจฉาชีพบ้างล่ะ สิบแปดมงกุฏบ้างล่ะ ซึ่งดูกิริยาเธอไม่ใช่คนหิวเงินอย่างที่พวกเราคิดเลย

 

         ตลอดเวลาที่ทำพิธีรับศีลรับพร ผมแอบนั่งมองมิ้นที่ปลีกตัวออกไปนั่งห่างๆ กับสามีของเธออย่างเงียบๆ พวกเราทุกคนได้แต่มองเธอด้วยความเสียดาย ทั้งสวยและฉลาด แถมยังเป็นแม่ที่ดีด้วย ทำไมพวกเราถึงได้มองเธอพลาดไปถึงขนาดนี้นะ ผมนึกเสียดายในใจ คิดแล้วก็แค้นใจตัวเองนัก

 

         บรรยากาศการขับรถกลับกรุงเทพฯ ของพวกเรายิ่งเศร้าหนัก มีแต่ความเงียบงัน ปราศจากคำพูดใดๆ แตนนั่งหลับ แม่นั่งนิ่งเงียบๆ ไม่พูดไม่จา ส่วนผมก็แกล้งหลับ ไม่อยากจะคุยอะไรกับใคร เพราะยังทำใจไม่ได้ ปล่อยภาระหน้าที่ขับรถให้เป็นของพ่อแต่เพียงผู้เดียว

 

0000000000

 

- 7 -

อย่าซ้ำรอยเดิม

 

          พอกลับถึงกรุงเทพฯ ผมก็เปิดเฟซบุ้ค เปิดรูปเก่าๆ ของมิ้นขึ้นมาดู อาจจะช่วยคลายเหงาลงไปได้บ้าง

          หากวินาทีนั้น มิ้นก็แชทข้อความเข้ามาทันทีเมื่อเห็นผมออนไลน์

          “สวัสดีเจ้าพี่ต้น ไม่ได้แชทกันเสียนาน”

          ผมรีบตอบทันใด เพราะใจนึกถึงมิ้นเป็นทุนอยู่แล้ว “สวัสดีครับ”

          “ทำไมวันนี้ ดูพี่ซึมๆ เงียบๆ อ่ะ” เธอถาม “มิ้นเห็นนะ”

          ผมดีใจที่เธอยังแคร์ผมอยู่ เลยสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วพิมพ์ข้อความที่มี “ความหมาย” ดีๆ ตอบกลับไป

ถ้าเป็นการอยู่ต่อหน้า ผมก็ไม่กล้าพูดแบบนี้แน่ๆ แต่นี่เป็นการพิมพ์ข้อความแชท ผมก็เลยกล้าพูดทีเล่นทีจริงกับเธอไปว่า

“ก็พี่เสียดายมิ้นอ่ะ นึกแล้วยังเจ็บใจตัวเองไม่หาย ถ้าวันนั้นพี่โอนเงินไปให้มิ้นสองแสน ลูกที่มิ้นอุ้มอยู่วันนี้ คงเป็นลูกของพี่แน่นอน”

          “555+” เธอพิมพ์หัวเราะตอบกลับมา แถมไม่พอยังพิมพ์ย้อนกลับมาว่า “กลับใจตอนนี้ยังทันนะคะ”

          “หา!? ทันด้วยเหรอ” ผมยิ้มแก้มปริ เริ่มมีความหวัง “ถ้าทันจริง พี่จะโอนให้เดี๋ยวนี้เลยสองแสน”

          “เสียใจ โอนวันนี้ สองล้านแล้วค่ะ”

          “ห๊า!!! ทำไมล่ะ สองล้านเลยเหรอ” ผมทำตาโต “อ่ะสองล้านก็ยอม นี่พูดจริงหรือพูดเล่นเนี่ย”

         

(โปรดอ่านต่อฉบับหน้า)

 

 

<ย้อนกลับไปอ่านตอนที่ 1 คลิกที่นี่>

<ย้อนกลับไปอ่านตอนที่ 2 คลิกที่นี่>

 <ย้อนกลับไปอ่านตอนที่ 3 คลิกที่นี่>

<ย้อนกลับไปอ่านตอนที่ 4 คลิกที่นี่>

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน