*/
  • หน่อไม้ไร่
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-01-15
  • จำนวนเรื่อง : 128
  • จำนวนผู้ชม : 408824
  • จำนวนผู้โหวต : 367
  • ส่ง msg :
  • โหวต 367 คน
<< พฤษภาคม 2015 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม 2558
Posted by หน่อไม้ไร่ , ผู้อ่าน : 969 , 17:42:38 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 

<ย้อนกลับไปอ่านตอนที่ 1 คลิกที่นี่>

 <ย้อนกลับไปอ่านตอนที่ 2 คลิกที่นี่>

 <ย้อนกลับไปอ่านตอนที่ 3 คลิกที่นี่>

<ย้อนกลับไปอ่านตอนที่ 4 คลิกที่นี่>

<ย้อนกลับไปอ่านตอนที่ 5 คลิกที่นี่>

 

 

- 7 -

อย่าซ้ำรอยเดิม

 

          พอกลับถึงกรุงเทพฯ ผมก็เปิดเฟซบุ้ค เปิดรูปเก่าๆ ของมิ้นขึ้นมาดู อาจจะช่วยคลายเหงาลงไปได้บ้าง

          หากวินาทีนั้น มิ้นก็แชทข้อความเข้ามาทันทีเมื่อเห็นผมออนไลน์

          “สวัสดีเจ้าพี่ต้น ไม่ได้แชทกันเสียนาน”

          ผมรีบตอบทันที เพราะใจนึกถึงมิ้นเป็นทุนอยู่แล้ว “สวัสดีครับ”

          “ทำไมวันนี้ ดูพี่ซึมๆ เงียบๆ อ่ะ” เธอถาม “มิ้นเห็นนะ”

          ผมดีใจที่เธอยังแคร์ผมอยู่ เลยสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วพิมพ์ข้อความที่มี “ความหมาย” ดีๆ ตอบกลับไป ถ้าเป็นการอยู่ต่อหน้า ผมก็ไม่กล้าพูดแบบนี้แน่ๆ แต่นี่เป็นการพิมพ์ข้อความแชท ผมก็เลยกล้าพูดทีเล่นทีจริงกับเธอไปว่า

“ก็พี่เสียดายมิ้นอ่ะ นึกแล้วยังเจ็บใจตัวเองไม่หาย ถ้าวันนั้นพี่โอนเงินไปให้มิ้นสองแสน ลูกที่มิ้นอุ้มอยู่วันนี้ คงเป็นลูกของพี่แน่นอน”

          “555+” เธอพิมพ์หัวเราะตอบกลับมา แถมไม่พอยังพิมพ์ย้อนกลับมาว่า “กลับใจตอนนี้ยังทันนะคะ”

          “หา!? ทันด้วยเหรอ” ผมยิ้มแก้มปริ เริ่มมีความหวัง “ถ้าทันจริง พี่จะโอนให้เดี๋ยวนี้เลยสองแสน”

          “เสียใจ โอนวันนี้ สองล้านแล้วค่ะ”

          “ห๊า!!! ทำไมล่ะ สองล้านเลยเหรอ” ผมทำตาโต “อ่ะสองล้านก็ยอม นี่พูดจริงหรือพูดเล่นเนี่ย”

          “แล้วถ้ามิ้นพูดจริงล่ะ”

          ผมฉุกคิดนิดนึง ก่อนจะพิมพ์ตอบไป “พี่ว่าไม่จริงแน่ๆ เลย คงมาแกล้งพี่เล่น เพราะตอนนี้ดูครอบครัวมิ้นก็อบอุ่นมีความสุขดีนี่”

          เธอพิมพ์ย้อนกลับมาแทบจะทันควัน “มันอาจจะไม่ใช่อย่างที่พี่เห็นก็ได้”

อ่านแล้วผมก็ชักตงิดใจ “มันเกิดอะไรขึ้นเหรอ?”

         “เปล่า ไม่มีอะไรหรอกค่ะ”เธอตัดบทไปเสียดื้อๆ ราวกับไม่อยากจะบอก แต่ถ้าลองได้พูดแบบนี้โดยเซนส์แล้ว เป็นใครก็ต้องรู้ ว่ามันจะต้องมีอะไรแน่ๆ

         ผมเลยพยายามเซ้าซี้ ทั้งหว่านล้อมและอ้อนวอนอยู่นานสองนาน ให้มิ้นปริปากบอกให้ได้ จนในที่สุดเธอคงชักเริ่มรำคาญหรือไม่ก็เริ่มใจอ่อน ยอมเผยออกมาว่า…

         ในทีแรก…หลังจากแต่งงาน มิ้นก็ย้ายไปอยู่บ้านสามี และในช่วงที่เธอท้องได้สักเจ็ดเดือนบังเอิญไปจับได้ว่าสามีแอบไปมีผู้หญิงอื่น แถมยังทำผู้หญิงคนนั้นท้องได้สองเดือนแล้ว สามีจึงเอ่ยปากขอเธอตรงๆ ให้ยอมรับและอนุญาตให้มีเมียน้อย โดยรับมาอยู่กินด้วยกันอย่างเปิดเผยที่บ้าน เธอรับไม่ได้ จึงหนีกลับมาอยู่ที่บ้านพ่อตามเดิม ตั้งแต่นั้นมาชีวิตคู่ก็เริ่มระหองระแหง ฝ่ายสามีพยายามเทียวมาหา มาขอคืนดีและเกลี้ยกล่อมอยู่เป็นระยะๆ แต่เธอทนความเจ้าชู้ของเขาไม่ไหว อยากจะขอหย่า ทว่าช่วงนั้นพ่อของเธอติดการพนันอย่างหนัก จนเอาบ้านไปจำนองไว้กับแม่ของฝ่ายสามี เบ็ดเสร็จรวมกับที่ยืมเงินกระปิดกระปอยด้วย ก็ร่วมสองล้าน ดังนั้นทางฝ่ายสามีจึงยื่นข้อแม้ว่า ถ้าอยากจะหย่า ก็ให้เอาเงินมาใช้หนี้ก่อน มิเช่นนั้นก็จะไม่ยอมหย่า

         “แล้วพี่จะไปหาเงินที่ไหนดีเนี่ย ตั้งสองล้าน” ผมครวญกลับไป

         มิ้นก็สวนกลับมาทันที “ก็พ่อพี่เพิ่งขายบ้าน ได้เงินมาห้าล้านไม่ใช่เหรอ”

         “เออ…ใช่” ผมเพิ่งนึกได้ แต่…“อ้าว แล้วมิ้นรู้ได้ไงอ่ะ พวกพี่ยังไม่ได้บอกใครเลยนะ แม้แต่ญาติสนิท” วงเล็บ...ยกเว้นองค์พระประธาน ซึ่งเพิ่งไปบอกเมื่อวานตอนแก้บน

         เธอเงียบ…ไม่ยอมตอบ

 

         ผมเห็นพ่อนั่งจิบกาแฟ อ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่ห้องนั่งเล่น จึงเดินเข้าไปหา

         “พ่อครับ ผมขอเงินสองล้านหน่อยสิ”       

         ฟู่ดดดดด.......

         พ่อพ่นกาแฟออกมาทางปาก ตามด้วยอาการสำลักโขลกๆ

         คราวที่แล้ว…ขอสองแสน พ่อเกือบสำลัก โชคดีที่กลืนได้ทัน หากคราวนี้สองล้าน ไม่รอด เพราะโหดเกินจะต้านไหว

         “เอาไปทำไมอีกล่ะต้น เงินตั้งเยอะแยะ” พ่อถามหลังจากที่หลอดเสียงกลับมาทำงานตามปกติได้แล้ว

         “จะเอาไปขอมิ้นแต่งงานครับ”

         “มิ้น?...มิ้น อีกแล้วเหรอ”

         “ครับ”

         แล้วผมก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พ่อฟัง...

 

         หลังจากพ่อฟังจบ ก็ทำหน้าปั้นยาก ทำท่าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง อยู่ดีๆ จะเสียเงินที่อุตส่าห์ขายบ้านหลังเก่าได้อย่างยากเย็นไปกว่าครึ่ง ทำให้พ่อคิดหนัก เพราะเงินไม่ใช่น้อยๆ

         “ถ้าเกิดเขาปั้นเรื่องขึ้นมาหลอกเราล่ะ” พ่อยังคงฝังใจกับความคิดเดิม

         “อีกแล้วเหรอพ่อ”

         “ก็ใช่น่ะสิ คราวนี้เราจะเจ็บหนักกว่าคราวที่แล้วอีกนะ”

         “พ่อก็พูดอย่างนี้ทุกทีแหล่ะ คิดแต่ว่ามิ้นเป็นพวกสิบแปดมงกุฎ มาหลอกเงินจากเรา ตอนไปแก้บนในวัดที่เชียงใหม่ พ่อก็เห็นความจริงทุกอย่างประจักษ์กับตาแล้วนี่”

         พ่อถอนหายใจยาว...ทำท่าคิดหนักอีกรอบ

         ถึงแม้เรื่องที่ได้ฟังจะเป็นเรื่องจริงก็ตาม แต่จำนวนเงินสองล้าน มันมิใช่น้อยเลยทีเดียวสำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างพวกเรา แล้วมันจะคุ้มค่าหรือไม่ที่ไปลงทุนอย่างนั้น เพราะนอกจากจะได้ลูกสะใภ้ที่เป็นแม่หม้ายป้ายแดง แถมมีลูกติดแล้วยัง…

         “มันจะไม่เป็นการแย่งเมียคนอื่นเหรอต้น”

         “โธ่! พ่อ…มิ้นไม่ได้รักไอ้คนนั้นนะ เขารักผมต่างหาก แต่ที่แต่งงานเพราะความจำเป็น” ผมแย้งแข็งขัน

         พ่อเลยตัดบทว่า “เอางี้ดีกว่าต้น พาพ่อขึ้นไปเชียงใหม่ ขึ้นเครื่องไปเลย ไปเจรจากับมิ้นตรงๆ เลยดีกว่า ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”

 

         สามวันต่อมา...

         ผมจัดแจงนัดหมายมิ้น ณ ร้านอาหารแห่งหนึ่งที่เชียงใหม่ แต่ไม่ได้บอกว่าจะพาพ่อกับแม่ไปด้วย และไม่ได้บอกว่าจะคุยเรื่องอะไร มองดูราวกับเป็นการนัดพบกันธรรมดา เธอเหมือนไม่ค่อยอยากจะมา เพราะบอกว่าไม่ค่อยมีเวลา แต่พอผมบอกว่าซื้อของฝากมาให้น้องอองตอง เธอเลยยอมตกลง

         มิ้นมาถึงสถานที่นัดหมายก่อนอีกตามเคย หากคราวนี้ไม่ได้มาคนเดียวเหมือนคราวก่อน ยังมีลูกน้อยนั่งตักด้วยอีกหนึ่งคน

         พอเห็นผมเดินมาพร้อมกับพ่อและแม่ เธอทำหน้าแปลกใจไม่น้อย ก่อนจะยกมือไหว้ตามปกติ แล้วหันมาสบตาผมด้วยสายตาเชิงตำหนิ ว่าทำไมไม่บอกกันก่อน

         “หนูกำลังจะฝากพี่ต้น เอาน้ำพริกไปให้อยู่พอดีแน่ะค่ะ มีน้ำพริกตั้งหลายอย่างนะคะ” เธอหยิบน้ำพริกในแพ็คเกจสวยหรูออกมาโชว์

         “โถ...ทีหลังไม่ต้องเอามาฝากหรอกจ้ะ ดูซิเยอะแยะ แม่เกรงใจจังเลย เสียสตุ้งสตางค์เปล่าๆ เห็นต้นบอกว่าที่บ้านหนูมีปัญหาเรื่องเงินอยู่ไม่ใช่รึ?”

         คำพูดของแม่เหมือนจะฟังดูดีเรื่องความเกรงใจ แต่ดันมาพูดอีหลอบนี้ ก็เลยเหมือนกับไปดูถูกเขา เขาอุตส่าห์มีน้ำใจ ผมเลยพลอยเสียไปด้วย

         “โธ่...แม่” ผมครวญ...พลางนึกในใจ จะเสียแผนไหมเนี่ย

         “ไม่เป็นไรค่ะ น้ำพริกพวกนี้มิ้นทำเองทั้งนั้น ตอนนี้มิ้นลาออกจากมหาลัยแล้ว ออกมาทำน้ำพริกขายค่ะ”

         “เหรอ...ก็ดีนะ รู้จักหารายได้เอง ไม่ต้องเป็นภาระใคร แต่แม่ว่าน่าเสียดายนะ ที่เรียนไม่จบ ไม่งั้นคงหางานที่ดีกว่านี้ได้อีกเยอะ”

         คำตอบของแม่ก็ยังคงฟังดูแปร่งๆ จะดีก็ไม่ดี มันจะออกแนวไม่ดีมากกว่าเสียล่ะม้าง...

         เห็นท่าไม่ดี ผมเลยรีบเปลี่ยนเรื่อง

         “เราสั่งอาหารกินกันก่อนดีไหมครับ ผมหิวแล้ว” ผมนำเสนอ หวังจะเปลี่ยนบรรยากาศให้ดีขึ้น

         หลังจากนั้น เหตุการณ์ก็กลับสู่ภาวะปกติ พวกเราสั่งอาหารมาทานกันและคุยกันไปเรื่อยๆ อย่างชื่นมื่น แม้ใบหน้าผมจะยิ้มแย้ม พยายามชวนคุยเรื่องสนุกๆ หากในใจกำลังลุ้นใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ กลัวแม่พูดอะไรไม่เข้าหูอีก เดี๋ยวจะเป็นเรื่อง

         และพออิ่มหนำสำราญแล้ว...พวกเราก็หยอกล้อกันเล่นไปตามประสา

         “เอ้อมิ้น...มามะ ขอพี่อุ้มหลานสักที ยังไม่เคยอุ้มเลยอ่ะ” พูดพลางผมก็เอื้อมมือออกไปอุ้ม

         เธอยอมให้อุ้มแต่โดยดี

         “อู้ว...น้ำหนักดีนะเนี่ย ดูซิ แก้มป่องน่ารักจังเลย สมชื่อเลยอ่ะ น้องอองตอง” (*อองตอง แปลว่า แก้มป่อง)

         ผมหัวเราะร่า พลางเอาแก้มไปแนบแก้มของเด็ก รู้สึกดีใจที่เด็กยอมให้ผมอุ้มแต่โดยดี ไม่งอแง และดูท่าทางเด็กก็ชอบผมด้วย

         แต่แล้ว...เสียงหัวเราะของพวกเรามีแววต้องหยุดลง เมื่อพ่อเริ่มทำหน้าตาจริงจัง...

         และเริ่มเปิดประเด็นธุระที่ตั้งใจเอาไว้ ตามประสาคนใจร้อน เพราะไหนๆ ก็ยอมเสียเวลาเดินทางมาถึงที่นี่แล้ว ก็เลยถามมิ้นตรงๆ ว่า “อะแฮ่ม...เอ้อ...หนูมิ้น พ่อขอถามตรงๆ เลยนะ ตอนนี้พ่อของหนูเป็นหนี้เค้าอยู่เท่าไหร่”

         จู่ๆ พ่อพูดเรื่องนี้ขึ้นมา ทำให้เธอทำหน้าไม่ถูก ตั้งตัวแทบไม่ทัน ได้แต่เหล่ตามามองผมอีกครั้ง ราวกับตำหนิที่ผมเอาเรื่องนี้ไปบอกคนอื่นโดยไม่ปรึกษา

         ฝ่ายผมเองก็ตกใจจนหน้าเจื่อน ทำตัวไม่ถูกเช่นกัน พาลให้กังวลในใจ “พ่อพูดตรงประเด็นเกินไปไหมวะ”

         “สองล้านค่ะ” มิ้นตอบเบาๆ

         พ่อพยักหน้า “อื้ม...พ่อจะช่วยทยอยใช้หนี้ให้หนูเองเอาไหม แต่มีข้อแม้ว่า หนูต้องเข้ามาเป็นลูกสะใภ้ของพ่อก่อน”

         มิ้นหันมามองหน้าผมอีกครั้งเป็นเชิงถามความเห็น ผมจึงรีบพยักหน้า ชวนให้เธอตอบตกลง

         แต่เธอก็ยังคงนิ่ง...

         พ่อจึงพูดเสริมอีกว่า “ความจริงเงินตั้งสองล้าน พ่อก็รู้สึกเสียดายนะ เพราะมันก็เกือบครึ่งหนึ่งที่พ่อขายบ้านได้ แล้วไหนจะยังค่าจัดงานแต่งงานอีก ก็คงหมดอีกหลายแสน แต่ตาต้นก็คะยั้นคะยอ กินไม่ได้ นอนไม่หลับ จะให้พ่อมาสู่ขอหนูให้ได้ พ่อก็เลยถือเสียว่าสองล้านนี้เป็นค่าสินสอดละกัน”

         มิ้นพยักหน้า พยายามสะกดอารมณ์ ก่อนจะตอบมาด้วยน้ำเสียงเรียบว่า...“หนูต้องขอบคุณคุณลุงมากค่ะ ที่กรุณาหนู แต่ไม่เป็นไรค่ะ หนูจะพยายามใช้หนี้ด้วยตนเอง ไม่ให้เป็นภาระใคร ส่วนเรื่องจะให้ไปเป็นลูกสะใภ้ หนูไม่มีคุณสมบัติที่ดีพอหรอกค่ะ หนูเป็นแค่ผู้หญิงที่กำลังจะเป็นหม้าย แถมมีลูกติด เรียนก็ไม่จบ ไม่มีอาชีพอะไรที่มั่นคง ไม่เหมาะกับลูกชายคุณลุงหรอกค่ะ”

         คำตอบที่ชัดเจนของเธอทำให้ทุกคนคาดไม่ถึง ผิดคาดอย่างมหันต์ โดยเฉพาะพ่อกับแม่ ที่คิดว่ายังไงเสีย มิ้นก็ต้องตอบตกลงพวกเราแน่ๆ เพราะเธอกำลังเดือดร้อน เลยพูดจาตั้งข้อแม้เธอสารพัด

         ผมถึงกับหน้าชา...ใจเสีย ว่าแล้ว...ว่าเธอต้องปฏิเสธ ก็ดูพ่อกับแม่พูดกันซะแบบนี้...จึงครวญกลับไปด้วยน้ำเสียงแทบอยากจะคุกเข่าอ้อนวอนว่า “ทำไมมิ้นพูดอย่างนี้ล่า...”

         เธอหันกลับมาตอบผมด้วยน้ำเสียงฉะฉานว่า “ไม่เป็นไรค่ะพี่ต้น พี่ต้นไปหาผู้หญิงอื่นเถอะ มิ้นไม่ใช่คนที่ดีพอ มิ้นแต่งงานและมีลูกแล้ว ไม่ใช่สาวน้อยที่บริสุทธิ์ผุดผ่องคนเดิมอีกต่อไป ไม่คู่ควรกับหนุ่มโสด นิสัยดีและเพียบพร้อมแบบพี่ต้นหรอกค่ะ”

         ใจแป้วเลยทีนี้...

         ฟังแล้วผมก็ใจคอไม่ดีหนักขึ้นไปอีก รีบแก้ต่างทันควัน “โธ่...มิ้น พี่ไม่ถือ...อย่ามองว่าพี่เป็นคนอื่นไกลสิ พี่รู้สึกรักเด็กคนนี้เหมือนลูกแท้ๆ นะ ตั้งแต่แรกเห็นแล้ว พี่จะรับเลี้ยงเอง ดูสิ...ท่าทางเด็กคนนี้ก็ชอบพี่นะความจริงเค้าต้องเป็นลูกของพี่เสียด้วยซ้ำถ้าวันนั้นพี่โอนเงินมาให้มิ้นทัน”

         “พี่ต้นไม่กลัวเหรอคะ ประเดี๋ยวชาวบ้านเขาก็จะนินทา ว่าไปคว้าแม่หม้ายลูกติดที่ไหนมาแต่งเป็นเมีย”

         “ใครจะว่ายังไงก็ช่าง พี่ไม่สนใจหรอก พี่เคยพลาดไปแล้วครั้งหนึ่ง และจะไม่ยอมพลาดอีกเป็นครั้งที่สอง”

         “พี่คิดอย่างนั้นคนเดียวไม่ได้ พี่ต้องรักษาหน้าพ่อกับแม่ด้วยนะคะ ปรึกษาท่านหรือยัง?” เธอกวาดตานำไปที่พ่อกับแม่

         ผมก็กวาดตาตามไปครั้งหนึ่ง ซึ่งท่านดูนิ่ง ไม่ว่ากระไร ผมเลยรีบชิงทึกทักขึ้นมาเองก่อนว่า “ท่านไม่ว่าอะไรหรอก ท่านสนับสนุน”

         มิ้นส่ายหน้าเบาๆ แล้วก้มหน้านิ่งไปหลายอึดใจ ก่อนจะเงยหน้าเอ่ยตัดบทขึ้นมาว่า “เอ่อ…ขอโทษค่ะคุณลุงคุณป้า เดี๋ยวหนูต้องขอตัวก่อน พอดีหนูต้องเอาน้ำพริกไปส่งให้ลูกค้าอีกหลายที่น่ะค่ะ”

         พูดพลางก็ยื่นมือสองข้างมาหาเด็กที่ผมอุ้มอยู่ “ป่ะๆ มาหาแม่ลูก เราจะไปกันแล้ว”

         เด็กจึงร้องงอแง ราวกับไม่อยากจากผมไป...

         ส่วนผมเองก็ไม่อยากจะคืนให้เลย...

         แต่เธอก็ฝืนอุ้มลูกออกไปจากอ้อมอกผมจนได้

         “โอ๋ๆๆๆ ไม่ร้องลูก” เธออุ้มประคองพาดบ่า พลางเขย่าปลอบลูกเบาๆ

         เธอรีบล่ำลาขอตัว ขณะที่เด็กยังไม่หยุดร้องดี

         ก่อนจากกัน...เด็กน้อยหันมามองหน้าพวกผมตาแป๋วอย่างไร้เดียงสา น้ำตาเปื้อนขอบตานิดๆ

         ฝ่ายพวกผมได้แต่ยืนมองเธออุ้มลูกจากไป โดยมิอาจฉุดรั้งเธอได้

         “เออ แหวนล่ะต้น” แม่สะกิดบอก “เราซื้อแหวนมาไม่ใช่เหรอ”

         ใช่แล้ว...ลืมไปเสียสนิท แหวนวงนั้น...สองหมื่นห้า แหวนที่มิ้นอยากได้ เราแอบไปซื้อมาให้เธอแล้ว หวังจะมาเป็นของกำนัลในวันนี้ ถ้าไม่ผิดแผนเหมือนที่เป็นอยู่ซะก่อน

         “ตามเอาไปให้สิต้น อย่างน้อยก็เป็นของหมั้นหมายแทนใจไว้ก่อนก็ยังดี เจ้าคารมคมคายนักไม่ใช่เหรอเราน่ะ ใช้ให้เป็นประโยชน์ซะบ้างซิ” แม่เร่งเร้า

         ผมเลยรีบวิ่งตามมิ้นไปที่ลานจอดรถ

         หลังจากนั้นอีกชั่วครู่...

         พ่อกับแม่ก็ถอนหายใจโล่งอก เมื่อเห็นมิ้นรับแหวนจากผมไปเสียที หลังจากที่เห็นผมคะยั้นคะยออยู่นานสองนาน

 

OOOOOOOOOO

 

          หลังจากวันนั้น...มิ้นก็ไม่ได้ติดต่อกลับมาอีกเลย

          จนแม่กับน้องสาวแซวว่า...

“เขาได้แหวนเราสมใจไปแล้ว สองหมื่นห้า เลยหายไปเลย ฮ่าๆๆ”

ผมไม่ชอบเลย คำพูดแบบนี้ เหมือนกับทุกคนยังคิดว่ามิ้นยังเป็นพวกสิบแปดมงกุฎ ที่ตั้งใจมาหลอกเงินผมไม่เลิกเสียที

          จนกระทั่ง ผมไปหยิบเสื้อแจ็คเก็ตที่ใส่ไปเจอมิ้นในวันนั้น แล้วพบแหวนสองหมื่นห้าอยู่ในกระเป๋าเสื้อ ทำให้ผมถึงกับน้ำตาไหลพรากโดยไม่รู้ตัว ด้วยสาเหตุหลายอย่างผสมกัน ประการแรกคือน้อยใจ...ว่าทำไมมิ้นแอบเอาแหวนมาใส่กระเป๋าเสื้อคืนให้ผม ตอนไหนก็ไม่รู้ ไม่ยอมรับแหวนของผมประดุจว่ารังเกียจมัน ประการที่สองคือ ภาพพจน์ของเธอในสายตาคนอื่น ไม่ใช่นักตุ้มตุ๋นอย่างที่ทุกคนคิด นี่ไงล่ะ แหวนอยู่นี่ เธอไม่ได้มาหลอกลวงผมสักนิด คิดแล้วก็น่าน้อยใจแทนเธอนัก

          ผมคับอกคับใจ รีบวิ่งเอาแหวนไปโชว์คนอื่น ทั้งน้ำตาที่อาบสองแก้ม

          “พ่อ แม่ ยัยแตน ดูนี่สิ!”

          ทุกคนตกใจ ที่เห็นผมตะโกนลั่น วิ่งร้องไห้ลงบันไดมาจากห้องนอน ได้แต่รอดูท่าทีว่าผมจะพูดอะไรต่อ

          ผมเลยตะโกนลั่น ป่าวประกาศให้ทุกคนในบ้านฟังว่า

         “นี่ไงล่ะ! แหวนอยู่นี่ เธอไม่ได้มาหลอกลวงเรา ทำไมทุกคนถึงไม่เข้าใจเธอสักที!”

          ว่าจบผมก็ปล่อยโฮ...ทรุดลงร้องไห้ที่บันได ด้วยความเศร้าอย่างหาที่สุด มากกว่าครั้งใดๆ ในชีวิต

“ฮือๆๆๆ…”

          ทุกคนมีสีหน้าสลดลง ราวกับได้สำนึกในสิ่งที่พวกเขาแสดงออกมา

 

          กริ๊งงงงงงงงง…..

          เสียงนาฬิกาบนหัวเตียง ปลุกผมตื่นขึ้นมาจากภวังค์ฝัน

          “เฮ้ย...” ผมตกใจผุดลุกขึ้นนั่ง พลางกวาดตามองไปรอบๆ ห้องนอนพร้อมด้วยอาการหอบ “นี่เราฝันไปหรือนี่...ทำไมมันเหมือนจริงขนาดนี้วะ เป็นตุเป็นตะ...”

          ผมยังสะอื้นไม่หาย ต่อเนื่องจากความฝันเมื่อครู่ กลืนน้ำตาลงคออึกหนึ่ง มันช่างเป็นฝันที่เหมือนจริงมาก ผมหันไปมองที่โต๊ะคอมพิวเตอร์ ก็มีข้อความแชทของมิ้นโชว์ค้างเติ่งอยู่ จึงยื่นคอออกไปอ่าน

 

         “พี่ต้น โอนเงินมาให้มิ้นวันนี้เลยนะ สองแสน”

         “ว่าไงคะพี่ต้น คุยกับพ่อแล้วสำเร็จไหม”

         “ท่านตกลงไหมคะ”

         “ช่วยตอบด้วยค่ะ ด่วนๆ เลย”

         “มิ้นรอคำตอบอยู่นะ”

         “พี่ต้น?...”

 

          “เฮ้ย นี่มันยังวันที่ 18 เมษายนอยู่เลย ทั้งหมดนี่เราฝันไปเหรอเนี่ย!!!”

          ผมกำหมัดชูสองมือขึ้นบนฟ้า ทำท่าดีใจสุดชีวิต เหมือนเกมส์โอเวอร์ แล้วได้กลับมาเริ่มต้นใหม่

          “ฮ่าๆๆ เราฝันไป!!!”

          ผมดีใจยิ่งกว่าได้ทอง

         มิ้นยังไม่ได้แต่งงาน มิ้นยังไม่ได้รับหมั้นจากไอ้คนนั้น มิ้นยังคงเป็นสาวน้อยที่บริสุทธิ์ผุดผ่องของผม นี่เหมือนกับเราย้อนเวลามาได้ โอ…ขอบคุณฟ้าที่ยังปรานี

          ผมรีบวิ่งลงไปในครัว พบว่าพ่อกับแม่ก็เพิ่งตื่นเหมือนกัน เพราะเห็นกำลังงัวเงียอยู่ จึงรีบเล่าความฝันประหลาดให้พ่อกับแม่ฟังทันที

         ฟังจบ พ่อกับแม่ถึงกับทำหน้าตื่นตะลึง หันไปมองหน้ากันเองครั้งหนึ่ง ก่อนทั้งสองท่านจะบอกว่า

          “เอ้อ! พ่อก็ฝันแบบนี้เหมือนกัน”

          “อื้ม! แม่ก็ฝันด้วย!”

          “ห๊า..." ผมเลิกคิ้ว ทำตาโต "เหลือเชื่ออ่ะ”

          พ่อกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า “ไม่ใช่เรื่องบังเอิญนะ ที่พวกเราจะฝันเรื่องเดียวกัน พร้อมกัน เหมือนอยู่ในเหตุการณ์เดียวกันแบบนี้ มันประหลาดมาก แสดงว่ามีใครจงใจทำให้เกิดอย่างงั้น”

          แม่จึงโพล่งขึ้น “หรือว่าฟ้าจะมาดลใจ บอกเหตุการณ์ล่วงหน้าให้เรา จะได้ไม่ทำผิดพลาด”

          ผมอ้าปากค้าง ตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออก

          “มิ้นจะหมั้นเมื่อไหร่นะต้น” พ่อถาม

          “วันนี้แหล่ะครับพ่อ”

          “ช้าไม่ได้แล้วสิ ป่ะ! ทุกคนรีบไปเตรียมตัว เราจะขึ้นเครื่องบินไปเชียงใหม่ เดี๋ยวนี้เลย!” พ่อออกคำสั่ง

          ผมยิ้มบาน แก้มแทบปริ รีบรับคำทันที “ครับพ่อ!”

         

 OOOOOOOOOO

(โปรดอ่านต่อฉบับหน้า)

 

 

<ย้อนกลับไปอ่านตอนที่ 1 คลิกที่นี่>

<ย้อนกลับไปอ่านตอนที่ 2 คลิกที่นี่>

 <ย้อนกลับไปอ่านตอนที่ 3 คลิกที่นี่>

<ย้อนกลับไปอ่านตอนที่ 4 คลิกที่นี่>

<ย้อนกลับไปอ่านตอนที่ 5 คลิกที่นี่>

 

 

 

 

 

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน