*/
  • หน่อไม้ไร่
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-01-15
  • จำนวนเรื่อง : 128
  • จำนวนผู้ชม : 408610
  • จำนวนผู้โหวต : 367
  • ส่ง msg :
  • โหวต 367 คน
<< พฤษภาคม 2015 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม 2558
Posted by หน่อไม้ไร่ , ผู้อ่าน : 1050 , 12:36:12 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน Cat@ โหวตเรื่องนี้

 

<ย้อนกลับไปอ่านตอนที่ 1 คลิกที่นี่>

 <ย้อนกลับไปอ่านตอนที่ 2 คลิกที่นี่>

 <ย้อนกลับไปอ่านตอนที่ 3 คลิกที่นี่>

<ย้อนกลับไปอ่านตอนที่ 4 คลิกที่นี่>

<ย้อนกลับไปอ่านตอนที่ 5 คลิกที่นี่>

<ย้อนกลับไปอ่านตอนที่ 6 คลิกที่นี่> 

 

 

- 8 -

จุหมาน้อยขึ้นดอย

 

          หลังลงจากเครื่องที่สนามบินเชียงใหม่ ครอบครัวเราทั้งสี่คน คือ พ่อ แม่ ผม แล้วก็น้องสาว รีบโบกรถสี่ล้อรับจ้างแถวนั้นให้ไปส่งที่บ้านของมิ้นทันที...อำเภอสันป่าตอง

 

          ผ่านไปเกือบสองชั่วโมง...

         “ช่วยชะลอรถหน่อยนะครับ ผมคุ้นๆ ว่าจะใกล้จะถึงแล้ว” ผมชะโงกหน้าตะโกนบอกคนขับ

          ตามที่ผมบันทึกพิกัดแผนที่ในโทรศัพท์มือถือเอาไว้ นี่ก็ใกล้มากแล้ว...

          ทุกคนจำบ้านของมิ้นได้แม่นติดตา เพราะเป็นบ้านทรงไทยล้านนา แตกต่างจากเพื่อนบ้านรอบข้างอย่างชัดเจน ฝั่งทางซ้ายติดร้านก๋วยเตี๋ยว และฝั่งทางขวาติดกับร้านทำผม

          ดวงตาทั้งสี่คู่ของพวกเรา ช่วยกันกวาดมองหาตามรายทางอย่างขมักเขม้น

         แต่ทว่าจนแล้วจนรอด...พวกเราก็ไม่เห็นบ้านหลังดังกล่าวนั้นผ่านตาเลย

          “เอ...มันน่าจะถึงได้แล้วนะ ทำไมยังไม่เจอบ้านมิ้นซักที” ผมบ่นพึมพัม

          จนน้องสาวเอื้อมมือมาสะกิดบอกว่า “ไม่น่าจะใช่นะพี่ต้น แตนว่ามันเลยมาแล้วนะ ดูพิกัดในมือถือสิ”

          “เอ้อ จริงด้วย!”

          แม่หันมาทำหน้างงๆ “จริงเหรอ แม่ว่าแม่พยายามเพ่งดีแล้วนะ รถก็ขับช้า ไม่น่ารอดหูรอดตาไปได้”

          “ลุงครับ ช่วยขับย้อนกลับไปอีกทีนึงได้ไหมครับ” ผมตะโกนบอกคนขับ

          “คราวนี้อย่าให้พลาดสายตาล่ะ” พ่อก็กำลังลุ้นช่วยหาอยู่อีกแรง

 

          พอย้อนกลับมาได้สักพัก น้องสาวก็โพล่งขึ้น พลางชี้มือ

          “ตรงนี้แหล่ะ ตรงนี้แหล่ะ แตนจำได้ว่าฝั่งซ้ายของบ้านพี่มิ้นจะอยู่ติดกับร้านขายก๋วยเตี๋ยวร้านนี้ เพราะชื่อมันแปลกๆ แตนเลยจำได้ ชื่อร้านลุงปะล้ำปะเหลือ

          ผมก็คลับคล้ายคลับคลาเหมือนกัน แต่พอหันไปมองตาม ก็พบว่าตรงข้างร้านมันไม่ได้มีบ้านคนอยู่เลย แต่มันกลายเป็นถนนของซอยเล็กๆ แทน “มันใช่ที่ไหนล่ะแตน ตรงนั้นมันถนน จะมีบ้านคนอยู่ได้ไง จำผิดแล้ว”

          “ก็ดูพิกัด GPS สิ มันบอกว่าใช่ตรงนี้อ่ะ” เธอแย้ง

          น้องสาวว่าจบก็รีบตะโกนบอกคนขับ “ลุงคะ ช่วยจอดตรงนี้แป็ปนึงค่ะ”

          ผมเกาหัว พลางชะเง้อมองออกไปข้างหน้า “เอ้อ! นั่นสิ ดูนั่น ฝั่งขวาของบ้านมิ้น พี่ก็จำได้ว่าเป็นร้านทำผม แล้วบ้านทั้งหลังมันหายไปได้ยังไงวะ ประหลาดดีแท้”

          “บันทึกผิดหรือเปล่าแตน” พ่อติง

          “อย่าเถียงกันอีกเลย ลงรถไปถามคนแถวนี้ดูดีกว่า” แม่ตัดบท

 

          ผมจึงเดินเข้าไปถามคุณลุง เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยว เขาทำท่าดีใจ คงคิดว่าพวกเราจะมาเหมา

          “ลุงครับ ลุงรู้จักผู้หญิงที่ชื่อ มิ้น อมินตรา ไหมครับ บ้านเค้าน่าจะอยู่แถวนี้ อายุสักสิบเก้า ที่บ้านเค้าเป็นบ้านไม้โบราณทรงล้านนาน่ะครับ”

          ลุงยกมือขึ้นมาเกาคาง ทำท่าคิด “เอ...ชื่อมิ้นเหรอ หมู่บ้านนี้มีชื่อมิ้นอยู่คนเดียวนะ แต่ไม่ใช่ มิ้น อมินตรา แต่เป็น มิ้น ไฝหมิ่นตา นี่ไง หลานลุงเอง มันมีไฝติดอยู่ใต้ตาเม็ดนึ่ง” ว่าพลางลุงก็ชี้ไปหาเด็กผู้หญิงอายุสักเจ็ดขวบ กำลังกดเกมในมือถือเล่นเสียงดังอย่างติดพัน

          เด็กหันมามองหน้าด้วยความรำคาญแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปเล่นต่ออย่างไม่ใส่ใจเหตุการณ์รอบข้าง

          ผมส่ายหน้าดิก “ไม่ใช่คนนี้ครับลุง”

          “แล้วบ้านที่อยู่ติดกับร้านของลุง เค้ารื้อแล้วเหรอคะ เห็นตัดเป็นถนน” แตนถาม

          “ป่าว ไม่ได้รื้อ ก็เป็นถนนของมันอย่างนี้มานานแล้วนะ ตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย ไม่ได้มีบ้านใคร”

          “อ้าว”

          ผมเลยหันไปตำหนิน้องสาว “นั่นเห็นไหม ยัยแตน แกน่ะจำผิด บ้านทั้งหลังเบ้อเร่อ มันจะหายไปได้ไงล่ะ”

          เมื่อครู่ผมเห็นพ่อเดินเลยออกไปสำรวจทางข้างหน้าอีกเล็กน้อย พอเดินกลับมาก็กล่าวสนับสนุนแตนขึ้นมาว่า “พ่อก็จำได้ว่าบ้านมิ้นอยู่ตรงนี้นะต้น ตอนที่เราจอดรถห่างออกไปห้าสิบเมตรอยู่ตรงนู้น พ่อยังจดเลขเสาไฟฟ้าไปซื้อหวยอยู่เลย”

          “อ้าว แล้วบ้านมันหายไปได้ยังไงล่ะ งง” แม่พูดจบ ก็หยิบผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าถือออกมาซับเหงื่อ งานนี้ไม่ง่ายอย่างที่คิดเสียแล้ว

          ลุงขายก๋วยเตี๋ยวพูดแทรกขึ้นมาว่า “ไม่ต้องไปหาหรอก หมู่บ้านนี้ ไม่มีบ้านทรงไทยเหลือแล้ว ตั้งยี่สิบกว่าปีมาแล้วมั้ง”       

         “งั้นแปลว่าพวกเราตาฝาดพร้อมกันหมดทุกเลยเหรอ ตลกละ หรือว่าผีหลอก” ผมพูดทีเล่นทีจริง

          พอดีมีชายแก่ๆ คนหนึ่งปั่นจักรยานมาซื้อก๋วยเตี๋ยว ลุงคนขายเลยตะโกนถาม ขณะที่ลูกค้ากำลังใช้เท้าตวัดขาตั้งจักรยานแตะไม่ถึงพื้นดี

          “เฮ้ย อ้ายคำ ลูกหลานบ้านเรา มีใครชื่อ มิ้น อมินตรา บ้างมั๊ย...ไม่มีเนอะ” แกถามเอง ตอบเองแถมท้าย

          ลุงคำเห็นด้วยกับคำตอบนั้น “อื้ม! ไม่มีหรอก บ้านเราใครจะชื่องามขนาดนั้น แต่เอ...ชื่อนี้คุ้นๆ นะ เหมือนเคยอ่านเจอที่ไหนสักแห่ง”

          “นั่นไง!” ตาของผมเริ่มมีประกาย พลางฝากความหวังไว้ที่ลุงคนใหม่ “ลุงช่วยพยายามนึกๆ ให้ทีครับ”

          “จำไม่ได้” ลุงลูกค้าตัดบทง่ายๆ สงสัยจะหิว

          “โธ่...พยายามนึกอีกนิดนึงสิครับ”

          ลุงแกก็อุตส่าห์เชื่อฟัง เอียงศีรษะไปซ้ายที...ขวาที...ทำท่านึก

          สักแปปเดียว แกก็โพล่งขึ้นมาว่า “อ๋อ! จำได้แล้ว”

          “จริงเหรอ!” พวกเราทุกคนดีใจพร้อมๆ กัน

          ลุงคำชี้มือไปตามถนน แล้วอธิบายว่า “ตรงไปข้างหน้าอีกสักห้าร้อยเมตร ลองเข้าไปดูในศาลเจ้าแม่อุบาศรีนะ แล้วจะเห็นเอง”

          พวกเราหันมามองหน้ากันด้วยความงง ทำไมอยู่ดีๆ แกบอกให้พวกเราเข้าไปหาศาลเจ้าแม่ แต่ทุกคนคิดว่าไหนๆ ก็มาแล้ว ก็ลองไปดูหน่อยละกัน

         

          ศาลเจ้าแม่อุบาศรี...หรือเจ้าแม่ต้นตอง มีลักษณะเป็นศาลาใหญ่ มีท่อนไม้สักขนาดสามคนโอบตั้งอยู่ตรงกลางศาลท่อนหนึ่ง อายุน่าจะหลายร้อยปี มีพวงมาลัยหลากสีผูกเอาไว้อย่างแน่นขนัด ชาวบ้านละแวกนี้คงจะเคารพนับถือมาก รวมทั้งคนต่างถิ่นที่สัญจรผ่านไปมา เพราะดูจากของเซ่นไหว้ยังดูสดใหม่ และธูปอีกหลายดอกก็ที่เพิ่งจุด ปักเบียดกันแน่นอยู่ในกระถางกับธูปที่ดับแล้ว

         เมื่อเดินเข้าไป ก็เห็นมีคนเข้ามากราบไหว้อยู่ก่อนแล้ว คงจะทยอยกันมาเรื่อยๆ อย่างไม่ขาดสาย

         พวกเราคลานเข้าไปกราบใกล้ๆ ตามคนอื่นๆ เข้าทำนอง เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม

         หลังจากจุดธูปและกราบไหว้บูชาเสร็จ ก็พากันนั่งพับเพียบ กวาดตามองสำรวจไปโดยรอบๆ

         ผมเห็นภาพวาดขนาดใหญ่ สูงเลยศีรษะเล็กน้อย ขนาบอยู่ทั้งสองฝั่งของท่อนสัก เป็นภาพวาดผู้หญิงเกล้ามวยผม อยู่ในท่าพนมมือเอียงเข้าหาท่อนสักทั้งซ้ายและขวา ผมเคยเห็นภาพลักษณะนี้บ่อยๆ เลยไม่ค่อยใส่ใจ ผู้หญิงเกล้าผมมวยยืนพนมมือเหล่านี้ บางทีก็เห็นเป็นรูปแกะสลักไม้มั่ง หล่อปูนปลาสเตอร์มั่ง มีอยู่ตามร้านค้าทั่วๆ ไป เค้าคงตั้งเอาไว้เรียกแขกกระมัง แม้กระทั่งตรงหน้าห้องน้ำก็ยังเคยมี

         ผมเหลือบไปเห็นตัวอักษรบางอย่างอยู่ใต้ภาพวาดทางขวา เดาว่าน่าจะเป็นชื่อของผู้หญิงชุดสีม่วงในภาพ

         “มนิณญา...”

         หันมาดูใต้ภาพทางซ้ายบ้าง

         “อมินตรา...”

         “อ้าวเฮ้ย!...ชื่อเหมือนมิ้นเลย”

         ผมเริ่มสนใจหญิงในภาพซ้ายมากขึ้นเพราะชื่อที่เหมือนกันนั้น พ่อ แม่และน้องสาวก็พลอยหันมามองตามด้วย พวกเราเงยหน้าขึ้นไปมองหน้าเธอชัดๆ แทบจะเป็นตาเดียว

         “เฮ้ย คุ้นๆ อ่ะ คิ้วโค้งเป็นรูปวง ลักษณะทรงผม ลักษณะการแต่งตัว สีของเสื้อนี่ใช่เลย...ชมพู ห่มสไบสีเดียวกัน เพียงแต่เข้มกว่าเล็กน้อย ทำไมผู้หญิงในรูปนี้แต่งตัวเหมือนมิ้นเลยวะ” ผมชักเริ่มสงสัย

         “เออ! จริงด้วย มีพวงมาลัยดอกมะลิห้อยคอเหมือนกันด้วยนะ เห็นไหม” แม่ทัก

         “ดอกลั่นทมที่เสียบไว้ตรงเกล้าผมก็เหมือนอ่ะ” แตนช่วยทักอีก

         “กำไลเงินตรงข้อมือก็เหมือนนะ” พ่อเสริมบ้าง

         “เฮ้ย!!!” พวกเราหันมามองหน้ากันโดยอัตโนมัติ “คงไม่ใช่มั้ง ไม่น่าจะเป็นไปได้”

         ผมเหลือบไปเห็นช็อกโกแลตแท่งหนึ่ง วางอยู่บนพานใต้ภาพของเธอ

         “อ้าว แล้วนี่ใคร เอาช็อกโกแลตมาวางไว้ตรงนี้เนี่ย”

         คุณตาคนหนึ่ง นุ่งขาวห่มขาวที่นั่งเงียบๆ อยู่แถวนั้น ก็กล่าวแทรกขึ้นมาว่า “ของตาเอง ตาเอามาถวายให้หนูอมินตรา เพราะเค้าชอบกินช็อกโกแลตมาก”

         “เฮือก!...” ผมสะดุ้ง แม้แต่ของกินที่ชอบก็เหมือนกันเป๊ะ

         มีแววล่ะทีนี้...แววว่า...ชักเริ่มไม่ดีแฮะ

         ใจผมเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ...ทั้งสับสนทั้งใจหายปนกัน ถามคุณตาออกไปด้วยน้ำเสียงสั่นว่า “เธอ...คนที่อยู่ในรูปนี้คือใครเหรอครับ”

         คุณตาพยักหน้าก่อนจะตอบ “นี่คือ อมินตรา หนึ่งในสองนางฟ้าที่คอยติดตามรับใช้เจ้าแม่อุบาศรี องค์นี้จะยืนอยู่ฝั่งซ้าย ส่วนอีกองค์หนึ่ง มนิณญา จะยืนฝั่งขวา”

         “แล้วคุณตารู้ได้ไง ว่าเธอชอบทานช็อกโกแลต”

         คุณตายิ้มแบบมีเลศนัย ตอบกลับมาเบาๆ “เธอเคยมาเข้าฝันตา”

         “ชื่อเล่นของเธอชื่อ มิ้น ใช่ไหมครับ” ผมซักต่ออย่างไม่รอช้า

         คุณตาเลิกคิ้วขึ้น ทำหน้าสงสัย “พ่อหนุ่มรู้ด้วยเหรอ”

         ผมอ้าปากค้าง...ตะลึงหนักเข้าไปอีก ใจเริ่มแป้ว เพราะใกล้ความจริงเข้าไปทุกที “เธออายุ 19 ใช่ไหมครับ”

         คุณตาส่ายหน้าปฏิเสธ...

         ผมเลยค่อยโล่งใจหน่อย...พลางพ่นลมหายใจออกมาทางจมูก

         “เธออายุสามร้อยกว่าปีแล้ว” คุณตาบอกข้อมูลเพิ่ม

         “โห...แก่กว่าทวดของทวดอีก”

         หากพอคุณตาบอกว่า “แต่ว่าเธอดูเหมือนจะอายุสิบเก้าตลอดกาล ก็เป็นนางฟ้านี่เนอะ ไม่มีวันแก่หรอก”

         ผมยังทำใจไม่อยากจะเชื่อ เลยถามย้ำว่า “หมู่บ้านนี้ มีชื่อ มิ้น อมินตรา มีที่นี่ที่เดียวใช่ไหมครับ”

         “ใช่!” คุณตาตอบทันควัน หนักแน่นชัดเจน

        ผมแทบจะเป็นลม...อุตส่าห์จะหนีความจริงได้แล้วเชียว

         พ่อกับแม่ก็เริ่มหน้าเสีย...หันมามองหน้ากันแล้วถอนหายใจช้าๆ ราวกับเริ่มทำใจ อุตส่าห์ดั้นด้นมาไกล จะมาขอลูกสะใภ้ แต่...งานนี้กินแห้วแน่ๆ

         คุณตาเห็นทุกคนทำหน้าผิดหวัง ราวกับรู้จักเธอมาก่อน เลยถามว่า “พวกคุณเคยเจอเธอเหรอ”

         ผมพยักหน้า ก่อนจะก้มหน้ายอมรับ สุ้มเสียงยังคงแสดงออกถึงความผิดหวัง “ยิ่งกว่าเจออีกครับ เคยคุยกันด้วย”

         “เฮ้อ........” คุณตาถอนหายใจยาว ราวกับจะเดาเรื่องราวออกได้ไม่ยาก “เอาอีกแล้วเหรอมิ้น ชอบไปหลอกคนอื่นเล่น ประเดี๋ยวก็โดนแม่นายทำโทษแบบคราวที่แล้วอีกหรอก”

         “แม่นาย?..”

         “ใช่ อมินตรา กำพร้ามาตั้งแต่เด็ก เลยนับถือแม่นายอุบาศรี เหมือนแม่แท้ๆ เลย”

         ประโยคนี้ ผมเคยได้ยินจากปากของมิ้นมาแล้ว ดังนั้นจึงเป็นสิ่งชี้ชัดได้ร้อยเปอร์เซ็นเลย ว่ามิ้นคือนางฟ้าองค์ที่เรากำลังพูดถึงอยู่อย่างไม่ผิดเพี้ยน “ที่แท้...มิ้นเป็นนางฟ้าหรอกเหรอ ทำไมต้องมาหลอกพี่เล่นด้วยอ่ะ” ผมพ้อในใจ

         “เหลือเชื่ออ่ะ...ที่แท้พี่มิ้นเป็นนางฟ้า มิน่าล่ะ ถึงสวยขนาดนี้” สุ้มเสียงแตนยังคงปลื้มตามประสาเด็ก

         เมื่อทุกคนเริ่มรำลึกถึงเรื่องราวอันน่าอัศจรรย์เหนือธรรมชาติต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งเรื่องบ้านทรงไทยที่หายไปอย่างไร้ร่องรอย และเรื่องที่ฝันพร้อมกันสี่คนอย่างประหลาดเหมือนอยู่ในเหตุการณ์เดียวกัน ผสมกับข้อมูลปริศนาหลายๆ อย่างที่คลุมเครือของมิ้น ทำให้เริ่มเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างได้โดยไม่ยาก ซึ่งถ้าเปิดใจยอมรับคำตอบว่า เธอคือนางฟ้า มันจะตอบโจทย์ทุกอย่างได้ทั้งหมด

         ไม่น่าเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นกับพวกเรา และเกิดในยุคไซเบอร์ยุคนี้

         งานนี้เล่นของสูง...

         “พ่ออยากได้ลูกสะใภ้เป็นนางฟ้าไหม” แม่กระซิบถามพ่อเบาๆ

         “ได้ก็ดีสิ แต่มันเป็นไปได้ที่ไหนล่ะ” พ่อพูดความจริงตัดบท ปิดฝันอันบรรเจิดศิลป์ ทำให้แม่ถึงกับจีบปากจีบคอ ทำหน้าเซ็ง

         แม้หัวใจของผมจะแทบสลาย ยังทำใจไม่ได้ แต่ก็ยังอยากรู้จักเธอให้มากขึ้น อย่างน้อยก็มีความสุขที่ได้ฟังเรื่องราวของเธอ...นิดนึงก็ยังดี

         “คุณตาช่วยเล่าประวัติของนางฟ้าองค์นี้ให้ฟังหน่อยได้ไหมครับ”

         คุณตาเอนตัวไปข้างหลังช้าๆ...ราวกับประวิงเวลาเพื่อทบทวนความจำ “นางฟ้าองค์นี้เหรอ...เดี๋ยวนะ นึกก่อน...ตาเคยได้ยินคนเฒ่าคนแก่เขาเล่าว่า นางฟ้าองค์นี้เป็นนางฟ้าที่คอยติดตามรับใช้เจ้าแม่อุบาศรี เมื่อสามร้อยปีก่อนโน่นแล้ว”

         “ทำไมเธอดูไม่แก่เลยล่ะครับ” ที่แท้มิ้นอายุมากกว่าผมอีกเหรอเนี่ย ผมนี่...แทบจะเป็นโหลน

         “พวกนางฟ้าจะแก่ช้า สามารถมีลักษณะเหมือนเด็กสาวอายุ 19 ได้เป็นพันๆ ปี บางองค์ก็ดูอายุ 16 อยู่ตลอด ส่วนจะแก่ช้าหรือเร็ว ขึ้นอยู่กับบุญญาธิการของแต่ละองค์”

         “ผมนึกว่าเธอตายตอนอายุ 19 แล้วไปเกิดเป็นนางฟ้าซะอีก ก็เลยมีอายุเท่านี้”

         “กรณีนั้นน่าจะเป็นของนางฟ้าอีกองค์นู่นมากกว่า มนิณญาสมัยตอนเป็นมนุษย์ ไปตกน้ำตายที่วังบัวบานเมื่ออายุ 19 แล้วไปเกิดเป็นนางฟ้าอย่างที่เห็น ส่วนเจ้าแม่อุบาศรีเอง ตามตำนานเล่าว่าท่านได้ตายแล้วมาเกิดเป็นเทพตอนอายุ 43 ส่วนอมินตราเองกำเนิดโดยเทพยดาล้วนๆ เป็นบุตรของเทวดากับนางฟ้าเนี่ยแหล่ะ เดิมทีสถิตอยู่ที่ดอยปุย ก่อนที่เจ้าแม่อุบาศรีจะเอามาชุบเลี้ยง คอยติดตามรับใช้มาจนถึงปัจจุบันนี้”

         “ดูคุณตารู้จักเทพเหล่านี้ดีจังเลย ข้อมูลเหล่านี้คุณตาได้มาจากไหนครับ”

         “มาจากการเล่าต่อๆ กันมาบ้าง บางทีพวกนางเฟ้าเค้าก็มาเข้าฝันเอง หรือบางที คนที่มีญาณวิเศษสมัยก่อน เขาก็นั่งทางในและรู้เห็น”

         “อ๋อ” ผมพยักหน้าเข้าใจ “ไม่มีใครจดบันทึกไว้บ้างหรือครับ เดี๋ยวอาจจะสูญหาย”

         “ยังไม่เคยมีใครทำหรอก”

         “งั้น...ผมจะเอาไปตีพิมพ์ให้เอง น่าสนใจดี”

         คุณตาหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะกระเซ้าผมว่า “สนใจประวัติ หรือว่า สนใจนางฟ้าน้อยองค์นี้กันแน่ พ่อหนุ่ม หึๆๆ”

         “แฮะๆๆ คุณตารู้ทัน” ผมยกมือขึ้นเกาศีรษะแก้เขิน

         “นางฟ้าองค์นี้ งดงามใช่ย่อยนะ”

         “คุณตารู้ด้วยเหรอครับ”

         “เอ่อ...” ชายชราห่มผ้าขาวนิ่งไปครู่ ก่อนจะตอบอย่างเขินๆ ว่า “สมัยตาเป็นหนุ่ม ตอนอายุเท่าเจ้า ตาก็เคยตกหลุมรักเค้า เหมือนกับเจ้าตอนนี้นั่นล่ะ”

         "ห๊า!!!" ผมใจหายแว้บ...ผมกับคุณตาหัวอกเดียวกันหรือนี่ "แสดงว่าคุณตาก็เคยพบเธอมาแล้ว”

         “ก็ใช่น่ะสิ ตาเจอเค้าครั้งแรกตอนตาอายุ 21 ในงานฟ้อนเล็บช่วงสงกรานต์ที่ประตูท่าแพ เขาฟ้อนสวยมาก หน้าก็สวย ยิ้มก็สวย เล่นเอาเลือดหนุ่มของตาพลุ้งพล่านเลยล่ะ” พูดจบคุณตาก็ขำตัวเองในอดีต

         ที่มิ้นเคยบอกว่าฟ้อนเป็นตั้งแต่ชาติที่แล้ว มันก็เป็นเรื่องจริงน่ะสิ ผมนึกว่าเธอเล่นมุขซะอีก มิน่าล่ะ ถึงได้ฟ้อนสวยกว่าคนอื่น ท่ารำเป๊ะอ่ะ ก็แหงล่ะ...ต้นฉบับฟ้อนมาเอง ใครเล่าจะสู้ได้ ถือเป็นบุญตาของพวกเราที่ได้ชม

         “แต่เขาจะไม่มาฟ้อนทุกปีนะ นานๆ มาที พอโผล่มาก็ทำหนุ่มๆ อกหักเป็นแถว ชอบมาหลอกให้หนุ่มๆ หลงรัก แบบว่า จุ๊หมาน้อยขึ้นดอย น่ะ”

         ผมใจหายวาบอีกรอบ...เพราะเข้าตัวเต็มๆ “โธ่...เราเป็นหนึ่งในจำนวนนั้นหรือนี่ ชีวิต...แค่โดนทำร้าย” แอบน้ำตาไหลในใจ ไม่รู้จะปลื้มดีหรือเปล่า

         คุณตาเล่าต่อ “อมินตราเป็นนางฟ้าที่ชอบความสนุก มีนิสัยซุกซนอย่างนี้แหล่ะประจำ มาหลอกหักอกหนุ่มๆ เล่น ประเดี๋ยวแม่นายรู้ ก็โดนกักบริเวณอีกหรอก”

         หมายความว่า เรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้น เธอก็กุเรื่องขึ้นมาทั้งหมด ถ้าเช่นนั้น เรื่องที่ครอบครัวเราฝันพร้อมกันในเรื่องเดียวกัน คงเป็นฝีมือของเธอบันดาลขึ้นมาแน่นอน ผมเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราว รำลึกเหตุการณ์ต่างๆ ที่มิ้นเคยทำไว้...

         มิน่าล่ะ รูปร่างหน้าตาเธอถึงได้งดงามนัก เสียงก็หวานไพเราะน่ารัก (ตอนแรกนึกว่าจะเป็นเสียงกะเทยเสียด้วยซ้ำ เพราะไม่ยอมให้เบอร์โทรไปคุยด้วย) ที่แท้ก็เป็นนางฟ้านี่เอง คำนำหน้าชื่อของเธอ คือ “นางฟ้า” จริงๆ ด้วย ไม่ใช่ “นางสาว” เหมือนที่ผมเคยหยอกเธอไว้ไม่มีผิด ยามเข้าใกล้ ก็มีกลิ่นหอมประหลาดที่ไม่ใช่กลิ่นน้ำหอมทั่วไป แต่หอมเหมือนกลิ่นดอกไม้ ซึ่งน้ำหอมราคาแพงๆ ยังเลียนแบบไม่ได้เลย

         บ้านทรงไทยที่ผมเห็นนั้น เธอคงเนรมิตขึ้นมาหลอกตาพวกเรา ทั้งที่บริเวณนั้นมันเป็นถนนโล่งๆ ของซอยในหมู่บ้าน

         ผมน่าจะเริ่มเอะใจ ตั้งแต่เธอบอกว่าจะไปฟ้อนให้แม่นายแล้ว เพราะ “แม่นาย” เป็นคำโบราณ เคยได้ยินในนิยายย้อนยุคเขาใช้กัน สมัยนี้ไม่มีใครเขาเรียกกันแล้ว เขาใช้คำว่า “แม่เลี้ยง” แทน แล้วอีกอย่างหนึ่ง แนวคิดเธอก็ดูโบราณๆ ดี คงเห็นว่าเด็กรุ่นใหม่ที่ใส่ใจอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นมีน้อยลง งานนี้คนรุ่นเก่าๆ อย่างนางฟ้า เลยต้องช่วยออกโรงเอง

         ถ้าเอาเรื่องนี้ไปบอกไอ้เป็ดไอ้หมง มันคงไม่เชื่อแน่ๆ เดี๋ยวก็หาว่าผมกลัวเสียฟอร์มเลยปั้นเรื่องมาโม้อย่างนู้นอย่างนี้...หึ! ไอ้พวกเก่งทฤษฎี วิเคราะห์กันเก่งนัก สรุปคือตอนนี้ พวกมันวิเคราะห์ผิดหมดทุกข้อ ดังนั้น...ไม่บอกดีกว่า

 

 OOOOOOOOOO

 

 

 

 

- 9 -

 โด่งดัง

 

         ในยามดึกของคืนนั้น...

         “คุณลุงคะ…คุณลุง” เสียงหวานๆ ของใครคนหนึ่งเรียกช้าๆ

         พ่อสะดุ้งตื่นตามเสียงเรียก ครั้นพอลืมตาขึ้นมาเห็นคนที่ยืนอยู่ตรงปลายเตียง ก็ร้องตกใจ

         “เฮ้ย! มิ้น หนูมาได้ยังไง”

         ทั้งที่ประตูห้องถูกล็อกอย่างแน่นหนา หน้าต่างก็ยังคงปิดอย่างสนิท ปราศจากร่องรอยการงัดแงะใดๆ ผู้ที่เข้ามาได้ แปลว่าไม่ใช่คนแน่ๆ คิดได้ดังนั้นพ่อก็เริ่มกลัว “นี่...น...หนูเป็นผ...ผี”

         “หนูเป็นนางฟ้าค่ะ” เธอรีบชิงบอก

         พ่อถอนหายใจ โล่งอก

         “หนูต้องขอโทษ ที่ความรักสนุกของหนู ต้องพลอยทำให้คุณลุงเดือดร้อนไปด้วย ตอนแรกหนูตั้งใจจะแกล้งหยอกพี่ต้นคนเดียว ดังนั้นเพื่อเป็นการไถ่โทษ หนูจะบอกเลขรางวัลที่หนึ่งของหวยงวดหน้าให้คุณลุงค่ะ” ว่าแล้วเธอก็ยื่นกระดาษแผ่นน้อยๆ ให้พ่อ มันเขียนด้วยเลขไทย

         พ่ออ่านเลขหกตัวนั้นเบาๆ... “๒๓๖๒๔๘”

         “พรุ่งนี้หวยออก ตอนเช้าให้คุณลุงเดินไปที่ร้านเซเว่นตรงซอย 13 นะคะ ไม่ใช่เซเว่นใกล้ๆ นี้ มีคนตาบอดนั่งขายล็อตเตอรี่อยู่หน้าร้าน เขาจะมีหมายเลขนี้อยู่”

         พ่อดีใจ รีบหาสมุดกับปากกา “เดี๋ยวๆ ขอลุงจดก่อน”

         “โชคดีนะคะ”

         หากยังไม่ทันได้จด พอเงยหน้าขึ้น เธอก็ไปหายวับไปต่อหน้าต่อตา

         เล่นเอาพ่อตกอกตกใจ

         “เฮ้ย!!!”

         ตื่นจากฝัน...

         “นี่เราฝันไปหรือเนี่ย” แม้ความฝันจะดูน่าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่พอรวบรวมสติได้ ก็รีบหาสมุดกับปากกามาจดต่อทันที กลัวประเดี๋ยวจะลืม เสียงดังกุกกัก จนแม่ที่นอนอยู่ข้างๆ ตื่น

         “หาอะไรพ่อ”

         “อย่าเพิ่งถาม เดี๋ยวลืม”

 

(โปรดอ่านต่อฉบับหน้า)

 

         

<ย้อนกลับไปอ่านตอนที่ 1 คลิกที่นี่>

 <ย้อนกลับไปอ่านตอนที่ 2 คลิกที่นี่>

 <ย้อนกลับไปอ่านตอนที่ 3 คลิกที่นี่>

<ย้อนกลับไปอ่านตอนที่ 4 คลิกที่นี่>

<ย้อนกลับไปอ่านตอนที่ 5 คลิกที่นี่>

<ย้อนกลับไปอ่านตอนที่ 6 คลิกที่นี่>



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Cat@ วันที่ : 06/11/2015 เวลา : 13.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/catadler
อีกบ้าน ธรรมะ กับชีวิตhttp://www.oknation.net/blog/Akanittha

เขียนเรืองสั่น เก่งๆ เดียวตามอ่าน

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน