• วารี
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ns26_room@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-02-15
  • จำนวนเรื่อง : 434
  • จำนวนผู้ชม : 262687
  • ส่ง msg :
  • โหวต 107 คน
เรื่องเล่ารอบตัว
เรียนรู้จาก "เรื่องเล่ารอบตัว" นำเสนอเป็นข้อคิดเล็กๆ มาเล่าสู่กันฟังเพื่อแลกเปลี่ยน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/nsdiary
วันอาทิตย์ ที่ 26 สิงหาคม 2561
Posted by วารี , ผู้อ่าน : 492 , 23:01:01 น.  
หมวด : ไดอารี่

พิมพ์หน้านี้
โหวต 4 คน แม่หมี , Chaoying และอีก 2 คนโหวตเรื่องนี้

เรื่องเล่าสีขาว เมื่อหมอร้องไห้

 

             เสียงเพลงดังฟังดูเร้าใจ  ดูมีความสุขนะ  แต่ทำไมฉันรู้สึกว่า อยากร้องไห้จัง

            ในห้องทำงานของฉันเวลานี้  เป็นเวลา 14.00 น. ซึ่งเป็นเวลาที่เรากำหนดกันให้เป็นเวลาของ “การออกกำลังกาย” ประจำวัน   น้องๆ (555 ย้ำอีกครั้ง น้องๆ ค่ะ เพราะที่ทำงานฉันนี่มีแต่น้องจริงๆ นะ) ต่างพากันขยับแข้งขา ออกกำลังกายกันอย่างกระฉับกระเฉง  ยกมือยกไม้  พูดคุยกันไปดูสนุกสนาน  พวกเขายังมีโอกาสได้ยืนบน 2 ขาของตัวเอง  ถ้าคนไข้ของฉันได้ยิน ได้เห็น เขาจะรู้สึกยังไงนะ  

     ภาพตรงหน้าฉันคล้ายจะเปลี่ยนไป  กลายเป็นภาพคนไข้ของฉันที่เราเพิ่งเจอกันโดยบังเอิญบนทางเดินในรพ.เมื่อตอนสายของวันนี้    ภาพของเขาที่นอนบนเปล  ยกมือไหว้เมื่อเปลของเขาเข็นผ่านฉันที่กำลังยืนคุยกับภรรยาของเขา  รอยยิ้มของเขา  รอยยิ้มที่ดูสดใส  ไม่มีแววของความกังวล ความเศร้าอย่างที่ฉันกังวล     ดูว่าเขาไม่..อย่างที่ฉันกังวลหรอก   คล้ายเป็นรอยยิ้มของความสบายใจ  ความโล่งใจเสียมากกว่า 

     นั่นสินะ  ระหว่างการรอลุ้น...ในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น กำลังจะได้รับ ความเครียด ความกังวลอาจมีมากกว่า ตอนที่ผลทุกอย่างออกมาแล้ว จบสิ้นแล้ว 

     และที่สำคัญ  ...ผลที่ออกมา ถือว่าดีกว่าที่คาดไว้เสียอีกน่ะ

      ...........................................

     Tumour clinic คือ คลินิกที่ฉันมีหน้าที่ประสานงานในการดูแล     ลักษณะคือ เป็นคลินิกที่มีการประชุมกันของทีมแพทย์สหสาขาที่เกี่ยวข้องในการรักษาโรคมะเร็ง  ได้แก่ ทีมแพทย์สาขาวิชาเคมีบำบัด  ทีมแพทย์สาขาวิชารังสีรักษา   และแพทย์เจ้าของไข้  ซึ่งเป็นแพทย์จากกลุ่มโรคที่ส่งคนไข้มาปรึกษา    จุดประสงค์ก็เพื่อให้คนไข้ที่ได้รับการวินิจฉัยเบื้องต้นว่าเป็นโรคมะเร็ง   ได้มารับการปรึกษากับทีมแพทย์ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัย/รักษาโรคมะเร็ง เพื่อร่วมกันตัดสินใจทั้งเพื่อการให้การวินิจฉัยโรคได้อย่างถูกต้องครอบคลุม  ได้ทราบถึงระยะ ความรุนแรง และโอกาสในการรักษาของโรค จากนั้นก็ร่วมกันกำหนดแผนการรักษาที่ถูกต้อง มีประสิทธิภาพและเหมาะสม   ทั้งเหมาะสมกับสภาพของโรค และสภาพของคนไข้รายนั้นๆ   

     เพราะคนไข้ทั้งหมดของคลินิก คือ คนไข้กลุ่มโรคมะเร็ง   แนวทางที่วางไว้สำหรับการดูแลคนไข้ทุกคนของคลินิก ใช้ ระบบการดูแลแบบ case manager คือ มีการติดตามดูแล ทำความเข้าใจกับทั้งคนไข้และญาติตั้งแต่ก่อนที่จะเข้ารับการตรวจที่คลินิก เพื่อให้คนไข้รวมทั้งญาติ ได้มีความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสิ่งที่จะได้รับจากการตรวจ   เพื่อให้เปิดใจเป็นกลางและวางความคาดหวังได้ถูกต้องว่า เรากำลังมาร่วมกันวางแผนเพื่อหาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมที่สุด  เพื่อให้เรา ทั้งคนไข้และญาติมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดภายใต้กรอบชีวิตและด้วยความเข้าใจ ความยินยอมพร้อมใจร่วมกันของทั้งคนไข้และญาติ    และภายหลังออกจากคลินิกก็มีติดตามทางโทรศัพท์ เพื่อทบทวนให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องต่อแผนการรักษาที่ได้รับ รวมทั้งประสานช่วยเหลือในการเข้ารับการรักษา   เพราะโรคมะเร็งเป็นโรคที่รุนแรงและเรื้อรัง   ระยะเวลาในการรักษา ไม่รวมถึงระยะเวลาในการตรวจค้นเพื่อวินิจฉัย ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 เดือน  ซึ่งต้องส่งผลต่อการใช้ชีวิต  รวมถึงสภาวะเศรษฐกิจของครอบครัวด้วย   ดังนั้นย่อมเป็นไปได้ว่า คงไม่ใช่คนไข้ทุกคนที่ยินดีหรือพร้อมที่จะรับการรักษาตามแผนที่ได้รับ  อาจด้วยข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ สภาวะครอบครัว หรืออื่นๆ   แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามคนไข้ทุกคนที่มารับการตรวจที่คลินิกจะได้รับการติดตามดูแลจนจบการรักษา  และติดตามช่วยเหลือหากต้องการ

 

      คนไข้รายนี้ถูกส่งมาที่คลินิกของฉันด้วยโรคมะเร็งที่ผิวหนังบริเวณขาขวา  คุณหมอเจ้าของไข้มีแผนการรักษาเบื้องต้นคือ การผ่าตัด  แต่ต้องการส่งมาปรึกษาเพื่อว่าอาจมีการรักษาอื่นๆ ที่สามารถให้ได้ก่อนทำการผ่าตัด  เพื่อให้ผลการผ่าตัดมีประสิทธิภาพที่สุด  หรือ..เพื่อให้คนไข้ได้รับการผ่าตัดให้น้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้

      จากการทบทวนประวัติของคนไข้รายนี้ อืม...รอยโรคที่ขาขวาของเขาค่อนข้างใหญ่มาก ตามหลักการรักษาโรคมะเร็ง  การที่จะผ่าตัดเพื่อให้โรคหาย ต้องผ่าตัดให้ครอบเลยรอยโรคออกไป โดยมีข้อกำหนดไว้สำหรับแต่ละอวัยวะ   แล้วผู้ป่วยรายนี้ล่ะ อืม  รอยโรค แผลที่ต้นขวา  พ้นขึ้นไปก็ ..ข้อสะโพก  ว้าว... ไม่อยากคิดภาพเลย

     สภาพของเขาวันที่เราเจอกัน  เขานั่งมาในรถเข็น  คงเพราะรอยโรคทำให้เขาไม่สามารถลงน้ำหนักได้เต็มที่  ต้นขาจนถึงสะโพกมีผ้าก๊อซผืนโตคลุมอยู่  ใบหน้าดูเรียบเฉย  มีภรรยาของเขาเดินมาพร้อมกันด้วยเพื่อรับฟังแผนการรักษา 

     ที่คลินิกก่อนที่คนไข้/ญาติจะได้เข้าพบกับทีมแพทย์เพื่อรับฟังผลการปรึกษารวมมถึงแผนการรักษา เราได้จัดให้มีการสอนเพื่อแนะนำ เตรียมความพร้อมให้กับผู้ป่วยและญาติที่มาเข้ารับการตรวจครั้งนี้  ด้วยเหตุผลว่า Tumour clinic เป็นคลินิกที่มีการประชุมของทีมแพทย์  เพื่อตัดสินการวินิจฉัย วางแผนการรักษา  ด้วยบรรยากาศ การที่มีทีมแพทย์มานั่งประชุมกันเพื่อวางแผนการรักษา ย่อมสร้างความเครียดให้กับผู้ป่วยและญาติไม่มากก็น้อย ก็มันทำให้รู้สึกว่า ..โรคเราคงเป็นเยอะน่ะ  แต่ก็มีความอบอุ่นใจ สบายใจปนอยู่ด้วยเพราะได้เห็นทีมแพทย์มาร่วมกันวางแผนการรักษา  แล้วยังมีความเครียดจากการเฝ้ารอลุ้นแผนการรักษาที่จะได้รับอีก  อาจทำให้คนไข้รวมถึงญาติ เกิดความเกร็ง  ฉันจึงจัดให้มีการสอนดังกล่าวขึ้น เพื่อทำลายความรู้สึกตึงเครียดเหล่านั้น  และใช้โอกาสนี้ในการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางในการปฏิบัติตัว เตรียมความพร้อมเพื่อรับการรักษา เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพมากที่สุด  และสร้างเสริมกำลังใจให้ผู้ป่วยและญาติไปพร้อมกันด้วย

     โดยปกติทุกๆ โรค  ทุกๆ การเจ็บป่วย การที่เราจะรักษาโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด  มีปัจจัยที่สำคัญอยู่ 3 ประการคือ

  1. สภาพของโรคที่เป็น  สภาพความรุนแรงของโรค โอกาส การตอบสนองของโรคนั้นๆ ต่อวิธีการรักษา
  2. วิธีการรักษาที่เหมาะสมกับโรค และเหมาะสมกับสภาพของคนไข้ 
  3. สภาพของคนไข้เอง

     คนส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับวิธีการรักษา  พยายามที่จะเลือก ค้นหาวิธีการรักษาที่ดีที่สุด  ซึ่งในปัจจุบันนี้เพราะความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี  ทำให้เราหมายถึงคนทั่วไปสามารถที่จะค้นหาข้อมูลต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่วิธีการรักษาโรคได้ด้วยปลายนิ้ว   แค่ค้นหาผ่านทางมือถือก็มีข้อมูลให้อ่านเพียบ   และทุกคน หลายๆ คนมักจะคิดว่า พวกเขาสามารถที่จะเลือก กำหนดวิธีการรักษาโรคที่พวกเขาเป็นได้  โดยจะมีข้อจำกัดที่เป็นตัวร่วมกำหนด คือ ปัจจัยทางด้านการเงินและความพร้อมของครอบครัวเท่านั้น

     แต่แท้จริงแล้ว โรคต่างหากเป็นผู้ที่เลือก กำหนดวิธีการรักษา และถ้าไม่นับรวมภาวะเศรษฐกิจซึ่งถือเป็นข้อจำกัดสำหรับการเลือกวิธีการรักษาแล้ว  ยังมีอีกปัจจัยที่สำคัญที่มีส่วนอย่างมากในการกำหนดและเลือกวิธีการรักษา คือ สภาพของคนไข้ หรือก็คือ สุขภาพร่างกายของคนไข้ เอง

     ในการสอน ฉันจึงเน้นย้ำให้ความรู้ความเข้าใจถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพร่างกาย  เพื่อเป็นปัจจัยหลักที่ส่งเสริมการรักษา  ทำให้โอกาสในการเลือกวิธีการรักษาเป็นไปได้อย่างเต็มที่ไม่มีข้อจำกัด  ทำให้ลดโอกาสในการเกิดผลข้างเคียงจากการรักษา และที่สำคัญที่สุดคือ ช่วยส่งเสริมให้การรักษามีประสิทธิภาพที่สุด  ซึ่งฉันคาดหวังว่า การที่คนไข้ได้มีโอกาสรู้ว่า ตัวเขามีส่วนที่จะกำหนดโอกาส ประสิทธิภาพของการรักษาได้ ย่อมทำให้เขามีความหวัง มีกำลังใจที่จะดูแลตัวเอง และนั่นย่อมส่งผลดีต่อการรักษา ต่อคุณภาพชีวิตของเขาไม่มากก็น้อย สำหรับคนไข้รายนี้ เขาเองก็ได้รับความรู้ คำแนะนำเช่นเดียวกับคนไข้รายอื่นๆ แต่ดูว่าเขาไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบ หรือ รับรู้มากสักเท่าไร

     ผลสรุปเกี่ยวกับแผนการรักษาของเขาคือ ก้อนเนื้อชนิดที่เขาเป็นไม่ค่อยมีการตอบสนองที่ดีนักต่อทั้งรังสีรักษาและเคมีบำบัด  คำแนะนำคือ ควรทำการผ่าตัดให้ได้มากที่สุด 

      ภายหลังจากที่คนไข้ทุกรายได้เข้าพบทีมแพทย์และได้รับฟังแผนการรักษาแล้ว  ฉันจะอ่านและทำความเข้าใจกับแผนการรักษา  สอบทวนกับแพทย์จนเข้าใจถูกต้องตรงกันแล้ว ก็จะเข้าไปพูดคุยอธิบาย เน้นย้ำกับคนไข้/ญาติอีกครั้งก่อนจะส่งไปทำการนัดหมายเพื่อรับการรักษา   และเมื่อเสร็จสิ้นจากคลินิกก็จะมีการโทร.ติดตามเพื่อทบทวน และประสานช่วยเหลือเป็นกรณีไปอีกทุกราย

      สำหรับเขา เมื่อแพทย์เจ้าของไข้เสร็จสิ้นจากการเข้าประชุมก็ได้มาพูดคุยกับเขาทบทวนนัดหมาย แผนการรักษาอีกครั้ง  คุณหมอท่านนี้เป็นคุณหมอผู้หญิง เราได้พบเจอกันหลายครั้ง จนออกจะคุ้นเคยกัน  สีหน้าของคุณหมอขณะยื่นแฟ้มให้ฉันภายหลังจากพูดคุยกับเขาแล้วดูมีท่าทางคล้ายจะเศร้านิดๆ  แววตาคล้ายมีน้ำรื้นๆ  หมอได้พูดฝากไว้ก่อนจะแยกไปว่า

     “ฝากด้วยนะพี่  ถ้ายังไงก็ให้เขามารับการตรวจตามนัดนะคะ” หมอพูดแล้วก็นิ่งไปนิดนึง ก่อนจะพูดต่อว่า  “ก็...นะ เป็นหมอก็คงตัดสินใจยากอยู่เหมือนกันละ”

     เมื่อฉันเข้าไปพูดคุยกับเขาและภรรยาเพื่อทบทวนแผนการรักษา  เน้นย้ำถึงกำหนดนัดหมาย ภรรยาของเขานิ่งฟังด้วยสีหน้าปกติ เธอคงเข้าใจและทำใจได้แล้วละ    แต่สีหน้าของเขาขณะรับฟังกลับดูเคร่งเครียด  และคำพูดทิ้งท้ายที่เขาพูดไว้คือ

     “คุณหมอ..คงเข้าใจนะ  ผมขอกลับไปตัดสินใจก่อนแล้วกัน”

     วันนั้นเมื่อฉันกลับมานั่งทบทวนแผนการรักษา  สีหน้าของคุณหมอที่พูดฝากไว้ย้อนกลับมาในความคิด  บางที คุณหมออาจรู้อยู่บ้างแล้วว่า โอกาสที่จะมีวิธีการรักษาอื่นร่วมด้วยเพื่อลดโอกาส ความรุนแรงของการผ่าตัดคงเป็นไปได้ยาก   แต่ก็...คงอยากให้โอกาสคนไข้ได้มากที่สุดถึงได้ส่งปรึกษา  แล้วผลก็..ดังคาด  ต้องผ่าตัดขาออกข้างหนึ่ง โดยต้องผ่าให้สูงถึงกับต้องตัดเขิงกรานออกไปด้วยบางส่วน อืม... แถมยังไม่มีใครกล้าพูดได้เต็มปากว่า จะตัดเนื้องอก เนื้อร้ายออกไปได้หมดหรือเปล่าด้วย ... เฮ้อ ยากที่จะตัดสินใจนิ  คุณหมอเองก็รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน  แล้วคนไข้ล่ะ

     เมื่อฉันโทร.ติดตามเพื่อทบทวนแผนการรักษา  คนรับสายคือ ญาติ ภรรยาของเขา  คำตอบที่ได้รับคือ

     “เรายังไม่พร้อมที่จะผ่าตัดตอนนี้ค่ะ  อยากจะลองไปปรึกษาการรักษาอื่นๆ ดูก่อน”  ฟังจากน้ำเสียง ก็พอเดาได้ไม่ยากว่า อาจจะเป็นการแพทย์ทางเลือก  ไม่ก็อาจลองไปปรึกษาทีรพ.อื่นๆ ดู  ฉันก็เลยแนะนำว่า

     “ถ้าคิดจะลองไปปรึกษาที่อื่นดูละก็  ให้กลับมาเอาประวัติไปด้วยนะคะ” พร้อมกับแนะนำขั้นตอนการขอประวัติ  และนัดเจอกันเพื่อช่วยประสาน

     “ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็ติดต่อมาได้ทุกเวลานะคะ มาเอาประวัติที่เรากลับไปไม่ได้แปลว่า ตัดขาดการรักษากับทางเรานะคะ  ยังคงกลับมาติดตามการรักษาได้ถ้าต้องการ   อย่าลืมดูแลสุขภาพด้วยนะคะ  ทุกๆ การรักษา  ทุกสิ่งในโลกนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสียค่ะ  การรักษาก็เช่นกัน  สุขภาพทีดีของเราจะเป็นตัวช่วยป้องกัน ดูแลลดทอนข้อเสียของทุกๆ การรักษา  และสุขภาพของเราเองก็จะช่วยในการรักษาโรคได้อีกทางหนึ่งด้วยค่ะ  มีอะไรก็ติดต่อกลับมาได้นะคะ เอาใจช่วยค่ะ”

      นั่นเป็นคำพูดที่ฉันพูดทิ้งท้ายไว้  คงไม่ผิดใช่มั้ยที่ฉันไม่ได้ห้าม ไม่ได้ตำหนิ  ได้แต่อธิบายให้ฟังถึงโอกาสที่โรคจะลุกลามขึ้นได้  และย้ำเตือนให้ระวังเท่านั้น  เน้นย้ำให้เขาหมั่นดูแลสุขภาพ มีวินัยสุขภาพที่ดี  เพราะฉันมั่นใจว่า วินัยสุขภาพจะเป็นเกราะที่ช่วยป้องกันและดูแลลดทอนโอกาส ผลเสียของทุกการรักษาได้ดีที่สุด  และที่สำคัญที่ฉันเน้นย้ำคือ ให้เขาสามารถที่จะกลับมาตรวจได้ทุกเวลาที่เขาต้องการ  ฉันต้องการสร้างความเป็นมิตร สร้างความไว้วางใจให้กับเขา  ให้เขากล้าที่จะติดต่อย้อนกลับมาหากเขาเปลี่ยนใจ ตัดสินใจใหม่  นั่นคือสิ่งที่ฉันคาดหวัง

     ภายหลังเวลาผ่านไปประมาณ 3 เดือน เขาติดต่อกลับมาอีกครั้ง  ครั้งนี้เขาเลือก ตัดสินใจที่จะกลับมารับการผ่าตัด

     “โรคมันไม่ดีขึ้นเท่าไรเลย  ก้อนมันก็พอๆ เดิม  แล้วที่รพ.อื่น แผนการรักษาก็เหมือนกันค่ะ” นั่นคือคำพูดของภรรยาเขา  เขาได้ไปรักษากับแพทย์ทางเลือกและได้ยามากินแล้ว และได้ไปรับการตรวจยังสถานพยาบาล อื่นมาแล้วด้วย

      ฉันรีบติดต่อแจ้งกับแพทย์เจ้าของไข้ และได้รับคำตอบว่า

      “ให้ walk in มาเลยพี่  เดี๋ยวหนูจะบอกอาจารย์ไว้ให้”  น้ำเสียงของหมอดูดีใจที่ได้รับการติดต่อจากคนไข้อีกครั้ง

      เรานัดเจอกันในวันที่เขากลับมารับการตรวจอีกครั้ง  ระหว่างที่รอพบแพทย์ ฉันก็พูดถึงการตัดขา  การใส่ขาเทียม  ให้กำลังใจเกี่ยวกับการใช้ขาเทียม  เขานิ่งฟังก่อนจะพูดขึ้นว่า

      “ดูท่าว่าคุณหมอคงจะเจอกับคนไข้ที่ตัดขา เยอะสินะ” 

      “ก็.. 3 คนค่ะ  แต่ละคนก็เกิดเพราะปัญหาคนละแบบ  แต่เขาก็ใส่ขาเทียมให้นะคะ  แล้วก็ใช้ชีวิตได้เหมือนปกติแหละ  แค่ต้องปรับตัวให้เข้ากับขาเทียม  ต้องฝึกเดินบ้างเหมือนเด็กน่ะแหละค่ะ  ไม่ยากหรอก  รายล่าสุดที่เจอน่ะก็ตั้ง..10 ปีได้แล้วมั้ง  ป่านนี้เทคโนฯ พัฒนาไปเยอะแล้ว ขาเทียมคงจะดีขึ้นอีกเยอะเลย”  เขานิ่งฟังอยู่ครู่หนึ่ง  ก่อนจะพูดขึ้นมาลอยๆ ว่า

      “แล้วผมจะขับถ่ายได้เองตามปกติมั้ย”  อา..นี่เองคำตอบ

      “ไม่นะคะ  เท่าที่อ่านดู คุณหมอไม่ได้พูดถึงไว้เลยว่าการผ่าตัดจะกระทบถึงการขับถ่าย”  ฉันพูดขึ้นทันทีหลังจากฟังเขาพูดจบ   พูดด้วยความมั่นใจเต็มที่  ก็ภายหลังจากที่เขาติดต่อกลับมาอีกครั้ง  แล้วเราได้นัดเจอกันไว้  ฉันก็ได้ค้นแฟ้มของเขาขึ้นมาอ่านอีกครั้ง  อ่านเพื่อจะดู ทำความเข้าใจว่า การผ่าตัดที่เขาได้รับจะเป็นประมาณไหน  ได้ไปติดต่อกับหน่วยทำกายอุปกรณ์เทียม  ไปพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ พูดเกี่ยวกับเคสของเขา  การผ่าตัดที่เขาได้รับ  โอกาสที่จะใส่ขาเทียมแล้วด้วย  เพื่อเตรียมข้อมูลไว้พูดคุยกับเขา ไว้ให้กำลังใจเขา  แล้วฉันก็พยายามพูดให้กำลังใจเกี่ยวกับการใช้ขาเทียมเพราะคิดว่า นั่นคือสาเหตุที่เขาปฏิเสธการรักษา  อา...ฉันไม่ทันคิดจริงๆ

      “เอาอย่างนี้นะคะ เพื่อความมั่นใจ  คุณก็พูด ถามคุณหมอไปตรงๆ เลยสิคะว่า การผ่าตัดน่ะจะมีผลกับคุณมากแค่ไหน โดยเฉพาะผลในเรื่องของการขับถ่ายอย่างที่คุณกังวลน่ะ  ถามไปตรงๆ เลยค่ะ” 

      เขาออกมาจากห้องตรวจด้วยสีหน้าที่คล้ายๆ จะโล่งใจ  

      “ไม่กระทบกับการขับถ่ายจริงๆ ด้วยครับ ผมคิดไปเองแท้ๆ เลย” เขาพูดคล้ายคราง น้ำเสียงดูโล่งใจ    

      เราจากกันด้วยการย้ำเตือนถึงกำหนดนัดหมายที่จะรับการผ่าตัด แนะนำถึงการปฏิบัติตัว ดูแลสุขภาพร่างกายให้พร้อมที่จะรับการผ่าตัด 

      “คุณหมอต้องพยายามที่จะผ่าตัดให้ดีที่สุด เพื่อพยายามเอาเนื้องอกออกให้ได้มากที่สุด  แต่ก็อาจเป็นได้ว่า ถ้าไม่สามารถที่จะเอาเนื้องอกออกได้ หรือมีความเสี่ยงต่อการสูญเสียโดยที่ไม่สามารถเลาะเอาเนื้องอกออกได้ ก็อาจจะไม่ผ่าตัดมากอย่างที่เราเกรงกันก็ได้”  นั่นเป็นคำพูดที่ฉันคุยกับภรรยาของเขา เพื่อให้เตรียมใจ เผื่อใจไว้ หากแผนการผ่าตัดพลิกไปจากที่คาด  เพื่อเธอจะได้เป็นหลักยึด เป็นที่พึ่งของคนไข้ได้

      วันรุ่งขึ้นหลังจากการผ่าตัดเสร็จสิ้น  ฉันได้ไปเยี่ยมเขาที่ตึก  สภาพของเขาที่มีขาเหลือเพียงข้างเดียว ส่วนขาขวาของเขาถูกตัดออกหมดจนถึงกึ่งเชิงกราน  แม้ว่าจะทำให้ฉันรู้สึกใจหายบ้าง  แต่ก็ออกจะโล่งใจมากกว่า  เพราะนั่นหมายถึงว่า น่าจะสามารถผ่าตัดก้อนเนื้อออกได้มากที่สุดจริงๆ  และเมื่อฉันมาทบทวนแฟ้มประวัติของเขาเพื่อติดตามการรักษา ก็พบข่าวดีว่า รอยโรคของเขาได้ถูกตัดออกไปหมดแล้วจริงๆ 

      เขายังมีสีหน้าที่ดูว่าอิดโรยบ้าง  เพลีย  แต่แววตาของเขาดูไม่เครียดเหมือนเมื่อแรกที่เราเจอกันที่คลินิก  ออกจะดูสดใสมากไปด้วยซ้ำสำหรับคนที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดใหญ่ เสียขาไปข้างหนึ่ง

      เราพูดคุยกันถึงอาการทั่วไปของเขา  ส่วนใหญ่ฉันจะเป็นฝ่ายฟังเขาพูดเสียมากกว่า น้ำเสียงของเขาดูไม่เคร่งเครียด  มีวี่แววของความโล่งใจเสียด้วยซ้ำ กระทั่งสีหน้าแววตาก็ดูออกจะสดใสด้วย  เขาวางแผนการใช้ชีวิต การหารายได้เสริมจากสภาพที่เขาทำได้  มีแผนที่จะทำอาหารและนำไปขาย   แทบจะไม่พูดถึงขาเทียมเลยด้วยซ้ำ  ดูเขาไม่สนใจเท่าไร  เขายินดี เต็มใจที่จะมีชีวิต ที่จะเดินหน้าต่อ  มุ่งหวังกับการหากินเพื่อเลี้ยงชีวิตมากกว่า  แต่ว่า.. นั่นเพิ่งแค่ระยะแรกหลังผ่าตัด  ยังอยู่ในรพ.  ยังมั่นใจไม่ได้หรอกว่าเขาจะยินดี ยอมรับ เต็มใจกับสภาพของเขามากแค่ไหน  ต้องรอดูตอนที่เขากลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเขาเองเสียก่อน  นั่นคือสิ่งที่ฉันคิดในวันนั้น   

      จนกระทั่งวันนี้ วันที่เราได้เจอกันโดยบังเอิญอีกครั้ง  ภายหลังจากการผ่าตัด 3 เดือน ฉันยังคงติดตามดูแผนการรักษาของเขา  คาดหวังว่าจะไปพบไปคุยกับเขาอยู่หลายครั้ง เผื่อว่าเขาอาจจะต้องการกำลังใจ  แต่ก็ให้บังเอิญติดดูคนไข้รายอื่นๆ อยู่  จนกระทั่งวันนี้ วันที่เราได้เจอกันโดยบังเอิญ  ฉันเพิ่งเสร็จจากการไปดูแลคนไข้อีกรายหนึ่ง  และกำลังเดินกลับตึก  ภรรยาเขาเรียกฉันไว้  และบอกเล่าถึงเขาว่า วันนี้เราจะไปพบกับหน่วยทำขาเทียม  แล้วเปลของเขาก็ถูกเข็นมาพอดี  เขายกมือขึ้นไหว้พร้อมกับรอยยิ้ม  รอยยิ้มที่สดใส  รอยยิ้มที่ถือเป็นของขวัญชิ้นเยี่ยมสำหรับฉันในวันนี้  และ..คุณหมอท่านนั้น ถ้าเธอได้เห็นคนไข้ในวันนี้พร้อมกับฉัน เธอก็คงจะมีรอยยิ้ม และ..อาจจะมีน้ำตา  อีกครั้ง

 

ฉันไม่ต้องการให้เธอมีความรู้ทางแพทย์อย่างเดียว

ฉันต้องการให้พวกเธอเป็นคนด้วย 

จากชุมนุมพระนิพนธ์และบทความเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระราชบิดา ของศิริราช ๒๔ กันยายน ๒๕๐๘





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
แม่หมี from mobile วันที่ : 27/08/2018 เวลา : 21.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

อ่านแล้ว ต้องชื่นชมคุณหมอและทีมแพทย์รวมทั้งพี่วารีที่ทุ่มเทในการักษาคนไข้ ทำด้วยใจไม่ใช่เพราะหน้าที่ หมอจึงมีน้ำตา

ดีใจที่คนไข้ย้อนกลับมารับการรักษาอีกครั้ง เป็นกำลังใจให้ทั้งหมอ ทีมแพทย์ พยาบาล คนไข้และครอบครัว ที่สู้ไปด้วยกัน

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
Chaoying วันที่ : 27/08/2018 เวลา : 20.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

นับเป็นฤกษ์ที่ดี ที่เห็นพี่วารีกลับคืนจอบล็อก
อยากบอกว่า คิดถึง

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 27/08/2018 เวลา : 09.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

มีบรรยากาศของคุณหมอออกสู่สังคมอย่างนี้บ้าง ดีจังเลยครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน