• วารี
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ns26_room@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-02-15
  • จำนวนเรื่อง : 438
  • จำนวนผู้ชม : 306031
  • ส่ง msg :
  • โหวต 107 คน
เรื่องเล่ารอบตัว
เรียนรู้จาก "เรื่องเล่ารอบตัว" นำเสนอเป็นข้อคิดเล็กๆ มาเล่าสู่กันฟังเพื่อแลกเปลี่ยน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/nsdiary
วันเสาร์ ที่ 21 สิงหาคม 2564
Posted by วารี , ผู้อ่าน : 1251 , 12:52:17 น.  
หมวด : ไดอารี่

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน สำรวจฟ้า , อดุลย์ โหวตเรื่องนี้

เรื่องเล่าสีขาว เรียนรู้เพื่ออยู่กับโควิด

 

        "ตอนนี้ เวลานี้ คือ ฤดูกาลของเขาล่ะ" นี่คือวลีที่ฉันพูดกับคนไข้โควิด  เนื่องจากตอนนี้ฉันได้ทำหน้าที่ในการดูแลติดตามอาการคนไข้โควิดที่กักตัวอยู่กับบ้านอะ  คนไข้ที่เป็นโควิด แต่ไม่ได้รับไว้รักษาที่รพ.หรือ รพ.สนาม เหตุเพราะ อาการยังไม่รุนแรง อยู่ในกลุ่มสีเขียว สีเหลือง คือ กลุ่มที่น่าจะปลอดภัย แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะพัฒนาต่อไปสู่ระยะรุนแรง คือ สีแดงได้  จึงต้องมีพยาบาล ทีมแพทย์ คอยติดตามดูอาการ อืม.. ขอบอกว่า เหมือนจะง่ายนะ  แต่ไม่ใช่เลยละ

        ทั้งด้วยเทคโนโลยีที่คงจะง่ายๆ นะสำหรับคนวัยนี้  แต่สำหรับฉันมันออกจะ.. เอาการอยู่ละเพราะออกจากวงการรพ.ไปนานมาก  อุปกรณ์ทั้งหลายก็เพิ่งกลับมาทำความรู้จัก  ไหนจะการต้องใช้เทคโนโลยีในการสื่อสาร อืมม. ไลน์น่ะพอไหวอยู่หรอก  แต่พวก zoom ยังยากอยู่  แล้วการติดตามอาการ บางครั้งก็ต้องใช้วิดีโอคอล อันนี้ก็พอได้แต่ไม่ค่อยถนัด นะ ก็ต้องเรียนรู้ไป  การให้ความสำคัญกับการพุดคุย ให้ความรู้ ความเข้าใจ ควบคู่ไปกับ การให้กำลังใจ รับฟัง และอยู่เป็นเพื่อนเขา เนี่ยละสำคัญไม่แพ้กัน  และฉันก็แค่ต้องพยายามเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ เท่าน้าน เฮ้อ แต่บางครั้งก็เห็นใจน้องๆ ที่เป็นพี่เลี้ยงสอนงานฉันนะ  บางครั้งก็ ได้ยินเสียงถอนหายใจ เฮ้อ .. ก็ฉันไม่เข้าใจไฟล์ โปรแกรมในการบันทึกนี่  ก็มันโปรแกรมใหม่ บางอันก็ไม่เข้าใจ เออ.ออกนอกเรื่องมานานละ เข้าเรื่องกันดีกว่า ฉันแค่อยากสื่อสาร ทำความเข้าใจว่า เมื่อได้รู้แล้วว่า เป็นโควิด เราควรต้องปฏิบัติตัวยังไงบ้าง เพื่อให้เรา และ คนรอบข้างเราปลอดภัย

       อันแรก ที่นับว่าสำคัญที่สุด และคนมักจะพลาด คือ การใส่ mask  จากที่คุยมา พอรู้ว่าเป็นโควิดแล้ว กักตัวอยู่ในบ้านแล้ว ก็ลด ละ บางรายก็ เลิก ใส่ mask เลย เหตุผลคือ ก็เป็นโควิดแล้ว เป็นกันทั้งบ้านแล้ว อืมม.

       เป็นโควิดแล้ว ใช่  แต่ไม่ได้แปลว่า เราแต่ละคนจะเป็นโรคเท่าๆ กัน คือ มีปริมาณของเชื้อโรคในตัวเราเท่ากัน และไม่ได้หมายความว่า ความสามารถของเราแต่ละคนในการต่อสู้กับโรคก็ไม่เท่ากันด้วยละ  ดังนั้น ขอย้ำว่า ควรเข้มงวดใส่ mask ให้มากที่สุด เพื่อลดโอกาสที่จะรับเชื้อโรคเพิ่มขึ้นจากคนอื่น ลดโอกาสที่เราจะแพร่/รับเชื้อจากคนกันเอง คนที่เป็นคนที่เรารักและคนที่รักเราละ   และยิ่งเป็นกรณีที่เราถูกรับตัวไว้รักษาในรพ.ด้วย เราจะไม่รับเอาเชื้อโรคอื่นๆ เพิ่มขึ้นติดตัวเรากลับไปฝากคนที่บ้านอะ

       อันนี้มาจากคำถามของน้องพยาบาลที่สนิทกัน มีคนไข้รายหนึ่งเป็นคุณพ่อติดโควิดแล้วอาการเยอะก็เลยรับเข้า รพ. ลูกชายก็ติดแต่กักตัวอยู่บ้าน ทีนี้คุณพ่อก็ห่วงว่า กลับบ้านแล้วจะพาเชื้อโรคกลับไปฝากลูกมั้ย  แล้วตอนอยู่รพ.ก็อยู่เตียงหัวมุม ไม่ได้ใส่ mask ทีแรกไม่ทันซัก ก็แนะนำแค่ว่า กลับไปก็เข้มงวดใส่ mask แยกพื้นที่ใช้สอยกับลูกแล้วกัน  ตอนหลังถึงได้ข้อมูลว่า อยู่รพ.ไม่ใส่ mask ซะง้าน

        มีกรณีตัวอย่างของ อ.แพทย์ศิริราช อ.กริช โพธิสุวรรณ ท่านให้นำมาแชร์ ในบ้านท่านติดโควิดกัน ตัวท่านติดเชื้อ แต่ท่านแข็งแรง ออกกำลังอยู่เดิม ฉีดวัคซีนครบแล้ว sinovac 2 เข็มละ ท่านอาการไม่มาก หาย  ภรรยาท่าน อ.วิไลพร ฉีดวัคซีนเข็มเดียว และคงไม่แข็งแรงอยู่เดิม ทีแรกอาการหนัก ใส่ท่อ..แต่คล้ายจะดีขึ้น แต่พลิก .. เสียชีวิต  ลูกชายท่านก็ติด แต่อาการไม่มาก  คนเดียวที่รอด คือ แม่บ้าน เพราะใส่ mask ตลอด

        กับ อีกอย่างที่สำคัญคือ ช่วงนี้เป็นฤดูฝน  มีโรคอื่นๆ อีก เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ การหมั่นใส่ mask เสมอแม้จะอยู่คนเดียวก็จะช่วยป้องกันโรคอื่นๆ ด้วย และ mask ยังช่วยกรองฝุ่น ทำให้อากาศที่เข้าสู่เราอุ่นขึ้นด้วย

        อ้อ และถ้าเป็นไปได้ ถ้าจำเป็นต้องอยู่ร่วมกันในบ้าน เพราะไม่มีที่แยกตัว บ้านแคบ การเพิ่มใส่ faceshield จะช่วยป้องกันได้ดีขึ้น เพราะ mask เน้นป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ตัวเรา คนใส่ เป็นหลัก แต่ไม่กรองออก หรือกรองเชื้อโรคออกน้อย คือ เราคนใส่ไม่รับเข้า แต่ออกจากเราไปหาคนอื่น กรองน้อย  ถ้าเราใส่ faceshield ด้วย จะเพิ่มการกรองออก อย่างน้อยเชื้อก็ไม่พุ่งโดยตรง ตกสู่พื้นก็น่าจะลดความเข้มข้นได้บ้างละ

        อันที่สอง คือ มาตรการต่างๆ การเข้มงวดระยะห่าง การเข้มงวดล้างมือ โดยเฉพาะกรณีที่ต้องจับของที่เป็นสาธารณะ เช่น ลูกบิดประตู ที่เปิดตู้เย็น ต้องล้าง เพราะจะฝากเชื้อโรคเอาไว้ โดยหลักที่สำคัญคือ ก่อนที่จะใช้มือจับใบหน้า ตา จมูก ปาก หู ต้องมั่นใจว่ามือแห้ง สะอาด ย้ำ แห้งและสะอาด  เพราะว่าเชื้อโรคกลุ่มทางเดินหายใจจะเข้าตัวเราได้แค่ทาง ตา หู จมูก ปาก เท่านั้นละ   ซึ่งการสเปรย์อัลกอฮอล์ก็เพราะคาดหวังให้มือสะอาดเมื่อไปจับ แต่..อืม ความเห็นส่วนตัวนะ  แค่ก่อนจะเอามือจับตา หู จมูก ปาก ล้างให้สะอาดและแห้งก่อนก็เพียงพอละ  แต่..นะ ที่ให้ล้างมือบ่อยเข้าไว้ กับสเปรย์.. ก็คงเพราะให้ลดโอกาสที่มือจะไม่สะอาดให้น้อยที่สุด  แต่..ก็ห่วงสิ่งแวดล้อมอะ  สำคัญตรงที่ว่า สะอาดและแห้ง  เพราะถ้ามือสะอาดแต่ไม่แห้ง มือที่ชื้นเชื้อโรคจะติดมือได้ง่ายและแน่น

        แยกพื้นที่ใช้สอยให้ห่าง  แต่ที่สำคัญมากคือ สถานที่จำเป็นต้องใช้ร่วมกันคือ อ่างล้างจาน  แยกภาชนะแต่ก็ต้องมาล้างรวมกัน  เพราะฉะนั้นควรจะลวกภาชนะด้วยน้ำเดือด และลวกฟองน้ำล้างจานก่อนและหลังใช้ด้วยน้ำเดือด เพื่อให้เชื้อโรคไม่ตกค้างอยู่  ซึ่งบางคนก็แจ้งว่า ใช้ภาชนะแบบใช้แล้วทิ้ง อื่มม..มองเห็นขยะ..เพียบอะ

        อันที่สาม อันนี้ตัวฉันเองมองว่าสำคัญมาก  แต่ไม่ค่อยได้ยินใครพูดถึง  เราเข้มงวดการป้องกัน เพื่อให้รับเชื้อโรคให้น้อยที่สุด แต่เราไม่ค่อยพูดถึง การเข้มงวดกับการฟื้นฟูสุขภาพร่างกายจิตใจให้เข้มแข็งเพื่อกำจัดโรคออกให้มากที่สุด คือ รับให้น้อยเข้าไว้ และร่างกายขับออกให้มากที่สุดด้วย ถึงจะปลอดภัยจริง

        ที่หมอเน้นย้ำมาก จากการที่คุยกันในทีมคือ การเน้นการบริหารปอดให้แข็งแรง  ให้เขาผลักโรคออกด้วยตัวเขาเองให้เหลือ/มีรอยโรคที่ปอดให้น้อยถึงน้อยที่สุด  หลักการคือ ให้หายใจเข้าให้ลึกช้า กลั้นไว้สัก 5 วินาทีเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนอากาศกัน แล้วหายใจออกทางปากให้ลึกช้า แล้วกลั้นไว้ 5 วินาที จบ 1 รอบ  ให้ทำซ้ำ 4 ถึง 6 รอบ ใน 4 ท่าของร่างกาย เพื่อบริหารปอดแต่ละส่วนให้แข็งแรงที่สุด ได้แก่ ท่านอนหงาย นอนคว่ำ นอนตะแคงซ้าย นอนตะแคงขวา สรุปคือ ให้หายใจเข้าให้ลึกช้า กล้ันไว้ 5 วินาที แล้วหายใจออกทางปากให้ลึกช้า แล้วกลั้นไว้ 5 วินาที แล้วทำซ้ำจนครบ 4-6 รอบต่อท่า โดย อาจทำต่อเนื่องกันไปทั้ง 4 ท่า หรือสลับกันทำแต่ละท่าเวียนไปก็ได้

        ท่าบริหารนี้เพื่อมุ่งให้ปอดแข็งแรง การหายใจเข้าลึกเหมือนเป่าลูกโป่งให้พองสุด แล้วหายใจออกให้สุด ก็คือเอาลมออกจากลูกโป่งให้มากที่สุด ทำให้อากาศในลูกโป่งสะอาด เพราะกวาดเอาสิ่งต่างๆ ในลูกโป่งออกให้มากที่สุด เดิมท่านี้เรารู้จักกันในการบริหารปอด ถุงลมในคนไข้ที่สูบบุหรี่ เพื่อให้ปอดที่คงเหลือของเขาทำหน้าที่ได้ดี แข็งแรงที่สุด จึงได้มีการนำเอามาใช้เพื่อปกป้องปอดของเราให้รักษาตัวเองให้ปลอดภัยจากโควิดให้มากที่สุด

        ส่วนการออกกำลังที่ฉันอยากเน้นย้ำให้ทำ คือ แค่เดินลั้ลลาหลังกินข้าว 3 มื้อ ให้อาหารย่อยดี เดินสบายๆ ร้องเพลง สวดมนต์ ซึงมีวิจัยจับแล้วในคนไข้มะเร็งว่า การเดินสบายๆ สวดมนต์ออกเสียงหลังอาหาร ทำให้อาหารย่อยได้สมบูรณ์ สร้างความสงบผ่อนคลายจากการพูดออกเสียง ซึ่งการขยับของปากส่งสัญญาณไปที่สมองให้ผ่อนคลาย ผลที่ได้คือ คนไข้รับการรักษาด้วยเคมีบำบัดโดยเกิดผลข้างเคียงน้อย ทำให้รักษาได้ต่อเนื่อง และได้ผลการรักษาที่ดีที่สุด

        ในเคสโควิด ฉันเน้นย้ำให้ทำ เพราะว่ามันเป็นการออกกำลังกายง่ายๆ ที่ทำได้ในบ้าน ให้มีกิจกรรมทำ ลดเครียดด้วยอีกทาง

       ทีนี้ก็ต้องรวมถึงการดูแลเรื่องอาหารให้ครบหมวดหมู่ การหมั่นจิบน้ำเรื่อยๆ กลั้วแล้วกลืน ถ้าคิดง่ายๆ นะว่า หลอดลม หลอดอาหารน่ะเขาตั้งอยู่คู่ขนานกัน หลอดลมอยู่ด้านหน้า หลอดอาหารอยู่ด้านหลัง ทันทีที่เปิดปาก โอกาสที่เชื้อโรคโควิดจะเข้าน่ะมี  แต่เมื่อเราจิบน้ำทุกครั้งก่อนจะปิดปากใส่ mask น้ำก็จะลากเขา เชื้อโรคน่ะให้ไหลลงหลอดอาหาร ก็รอดไปไม่ลงหลอดลมงัย  แล้วการหมั่นจิบน้ำยังเป็นการกระตุ้นให้มีการสร้างน้ำลาย ซึ่งเป็นด่านทำลาย กักเชื้อโรคของร่างกายเราล่ะ

       ทีนี้คำถามที่มักจะเจอเสมอคือ แล้วแค่ไหนจึงถือว่าปลอดภัยจริง

       จากความรู้เท่าที่มีในตอนนี้คือ ระยะที่ปลอดภัยนับจากเป็นโรคแล้ว + ได้รับการรักษา คือ ร่างกายเราจะมีการสร้างภูมิคุ้มกันขึ้น และเชื้อโรคหมดไปจากเราแล้ว หมายถึงว่า ถ้าเรากักตัว เข้มงวดการใส่ mask เป๊ะนะ คือ 28 วันนับจากวันเป็นโรค/มีอาการละ

       โดยปกติ การกักตัวอยู่ที่บ้าน จะกำหนดเวลาไว้ที่ 7 ถึง 14 วันขึ้นกับความรุนแรง ซึ่งอาจได้รับหรือไม่ได้รับยา faviplavir หรือไม่ อันนี้ก็พิจารณาตามอาการเช่นกัน  แต่เมื่อครบกำหนดกักตัวแล้ว อยากให้พยายามอยู่ในบริเวณบ้าน ออกไปเท่าที่จำเป็นจนครบ 28 วันก่อน เพื่อให้ปลอดภัยทั้งต่อเราและคนรอบตัวเรา

       ทีนี้เมื่อรักษาครบ คำถามที่ตามมาคือ reswab มั้ย คำตอบคือ ไม่ เพราะตามความรู้คือ เมื่อโรคเข้าสู่ตัวเราโดยไม่รับเพิ่มแล้ว คือ กักตัวได้เป๊ะ ภายใน 14 วันนับจากมีอาการ/ตรวจพบ ก็จะ swab ไม่พบเชื้อแล้ว

       ทีนี้คำถามที่คนมักจะกังวลคือ อาการจมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่ได้รส จะกลับมามั้ย อันนี้ขอตอบว่า กลับคืนมาแน่ อยู่ที่ร่างกายแต่ละคนมีความแข็งแรงในการฟื้นฟูแค่ไหน ความรุนแรงของแต่ละคนมีเท่าไรยังไง  อันนี้กล้ายืนยัน เพราะเคสจริงคือ คุณแม่ที่เคยมีปัญหาจมูกไม่ได้กลิ่นจากการเป็นไซนัสอักเสบต่อเนื่องจากการแพ้ข้าวโพด แต่บ้านอยู่สระบุรี เป็นบ้านพักครู มีแปลงข้าวโพดให้เด็กนักเรียนปลูก เลย.. นะ  อยู่กับสิ่งที่แพ้ตลอด ก็เลยทำให้จมูกไม่ได้กลิ่นเลย  พอหลังเกษียณ ย้ายมาอยู่ปทุมธานี  แม่เป็นคนออกกำลังกาย กินอาหารสุขภาพ ก็กลับมาได้กลิ่นอีกครั้งหลังจากไม่ได้กลิ่นเลยมากว่า 30 ปีละ

       คำแนะนำที่ฉันให้คนไข้คือ ให้อบไอน้ำจมูกบ้าง ใช้น้ำเดือดใส่ชาม ครอบผ้าเป็นโปง ซุกหน้าเข้าไปเพื่อให้หายใจเอาไอน้ำเข้าไป  เพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปที่จมูก  การซ่อมจะได้เกิดได้เร็วขึ้น  ในส่วนของลิ้น ก็ใช้วิธีการเดียวกับคนไข้ที่ต้องฉายแสงบริเวณปาก คือ เวลาแปรงฟัน ให้เพิ่มการนวดลิ้น  ใช้นิ้วทายาสีฟันนวดลิ้น เพื่อกระตุ้น/ออกกำลังลิ้น และการหมั่นจิบน้ำ เพื่อให้ลิ้นได้บริหาร  ทำไปคู่กับการออกกำลังกาย ดูแลอาหารสุขภาพ และการพักผ่อนละ

       อ้อ ในเคสที่สูบบุหรี่ ถ้าเป็นไปได้ ให้พยายามเลิกซะ  แค่ปอดต้องสู้กับโควิดก็เหนื่อยแย่อยู่แล้วละ  วิธีการคือ ให้โยนบุหรี่ทิ้ง  และแก้การติดทางจิตใจและร่างกายโดย

       ทางจิตใจคือ ให้พูดซ้ำๆ ก่อนนอนเป็นประโยคสั้นๆ ในเชิงบวก เช่น ฉันรักตัวเอง ฉันรักปอดของฉัน ฉันจะดูแลอาหาร ดูแลกิจกรรมที่ดีต่อปอดของฉัน คือ ให้พูดเป็นเชิงบวกเกี่ยวกับปอด การดูแลปอด พูดซ้ำๆ จนหลับไป เพื่อให้เข้าไปในจิตใต้สำนึกให้เกิดพลังที่จะต้านความอยาก 

       ทางกายคือ ให้กินผลไม้ ไม่ต้องมากอาจจะแค่กล้วยสักลูก ผลไม้สักชิ้น เป็นมื้อแรก คำแรกของวัน เพื่อเร่งการขับออกของตับ

       และเมื่อรู้สึกอยากบุหรี่ ให้พูดออกมาว่า อยากบุหรี่โว้ย แล้วหาน้ำแข็งมาอม หรือหากิจกรรมทำเพื่อเบี่ยงเบน ก็ได้

 

อืมมม. ดูว่าออกจะยาวแล้วละ  แต่นี่คือทั้งหมดเท่าที่สรุปได้ตอนนี้ที่อยากบอกให้กับคนที่ติดโควิดทุกคน รวมทั้งคนที่ไม่ติดและต้องการป้องกันตัวเองให้ห่างไกลโควิด

      สุดท้ายที่อยากเน้นย้ำคือ

      ยา วัคซีน คือ อาวุธ

      อาวุธที่ดีเลิศ แต่ร่างกายห่วยแตก ใช้อาวุธไม่เป็น อาวุธก็ไร้ประโยชน์

      ในทางกลับกัน อาวุธที่อาจจะไม่เลิศมาก แต่ร่างกายเราสามารถพลิกแพลงใช้ได้ ก็อาจกลายเป็นอาวุธที่เลิศก็ได้

      อยากให้เน้นการให้ความสำคัญกับ การดูแลสุขภาพร่างกาย จิตใจ ของเราด้วย

      ลด ละ เลิกความเครียด ซะบ้าง  ให้เวลาจิตใจได้ผ่อนคลาย จากกิจกรรมอดิเรก อ่านหนังสือ ร้องเพลง สวดมนต์บ้าง  นะ

      สู้ๆ นะ เราจะมีชีวิตอยู่กับโควิด ด้วยความสุขกาย สบายใจด้วยกันนะ

วารี




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
สำรวจฟ้า from mobile วันที่ : 21/08/2021 เวลา : 15.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PeeThong

อ่านแล้วเข้าใจ หากปฏิบัติได้ตามนี้ก็ไม่น่าห่วงว่าเราจะติดโควิค

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน