• นักษรา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : vongkae@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2013-10-13
  • จำนวนเรื่อง : 688
  • จำนวนผู้ชม : 125218
  • ส่ง msg :
  • โหวต 12 คน
นักษรา
การเขียนได้และได้เขียนยังต้องการอีกสิ่งหนึ่งที่นักเขียนทุกคนกระหาย..นั่นคือการได้ปรากฎตัวของผลงานเกรงว่าถ้าไม่สามารถสักวันไฟที่ลุกโพลงอยู่ในความคิดจะมอดลง..ซึ่งเป็นหายนะของชีวิตนักเขียน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/nuksara
วันเสาร์ ที่ 12 สิงหาคม 2560
Posted by นักษรา , ผู้อ่าน : 457 , 15:09:31 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ตั้งแต่จำความได้...เออ...เธอจำความได้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ ทิชากรเคยงงกับความทรงจำของตัวเองมาตั้งแต่....ตั้งแต่เธอเริ่มรู้สึกว่า ช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต...หายไป

เด็กๆควรจำความได้ตั้งแต่สี่ห้าขวบ แต่เธอคิดว่าเธอเริ่มจำความได้เมื่ออายุราวสิบขวบแล้ว เป็นไปได้ยังไง แล้วความทรงจำระหว่างเวลาก่อนที่เธอจะอายุสิบขวบ...มันหายไปไหน

เธอรู้ว่าแม่รัก...รัก หวงแหนจนเธอแทบจะขยับตัวให้ห่างจากสายตาท่านไม่ได้ ในช่วงปีแรกที่เธอเริ่มมีความทรงจำ แรกๆแม่สอนหนังสือเธอด้วยตัวเอง เพราะไม่ยอมให้เธอไปโรงเรียน แล้วพอถึงระยะหนึ่งที่เธอจำเป็นต้องไปสอบเทียบวุฒิ เพื่อสามารถเรียนต่อไปได้เรื่อยๆโดยได้รับการรับรองวิทยฐานะทางการศึกษา แม่ก็จ้างครูมาสอนเธอที่บ้าน โดยมีแม่คอยจับตาดูอยู่อย่างใกล้ชิด

ถ้าเป็นเด็กคนอื่น...วิถีชีวิตแบบนี้ คงจะทำให้อึดอัดขัดใจ แต่ทิชากรไม่ได้รู้สึกผิดปกติอะไรเลย เหมือนกับว่า...เธอคุ้นเคยอยู่กับสภาวการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่นี้เป็นเรื่องปกติประจำวัน...เหมือนเธอเองก็คุ้นเคยกับการที่จะไม่ต้องออกจากบ้าน ไปคบค้าสมาคมกับเด็กรุ่นเดียวกัน

คุณตาปล่อยให้เธอเป็นสิทธิ์ขาดของแม่มาจนเธอสอบเทียบชั้นมัธยมปลายได้ ไม่เพียงสอบผ่าน...คะแนนของเธอสูงลิ่ว เป็นเวลานั้นที่คุณตาบอกกับแม่ว่า จะให้เธอสอบเข้าเรียนแพทย์ แม่แทบจะออกอาการอาละวาด...เรียนแพทย์ลูกก็ต้องออกจากอก ไปอยู่หอพักของโรงพยาบาล แล้วต่อจากนั้นก็ต้องตั้งหน้าตั้งตาเรียนๆๆๆๆ ต่อไปอีกเป็นสิบๆปี กว่าจะได้สำเร็จออกมาเป็นแพทย์ที่สามารถปฎิบัติหน้าที่ในโรงพยาบาล

และหลังจากนั้น ก็ต้องตั้งหน้าตั้งตาทำงาน ไม่รู้วันเวลา เพื่อรักษาชีวิตของคนอื่น จะมีเวลาที่ไหนให้กับแม่...ไม่ๆๆๆ แม่ไม่ยอม แม่เลี้ยงลูกเองได้ ไม่ต้องเรียนอะไรต่อ อยู่บ้านกับแม่ แม่ก็เลี้ยงลูกให้มีความสุขได้จนตาย...ที่สำคัญขอให้แม่เป็นฝ่ายตายก่อน อย่าให้ต้องพลัดพรากจากลูกอีกเลย

คุณตาไม่ได้พูดอะไรกับแม่ต่อหน้าเธอ แต่ปิดประตูคุยกับแม่ตามลำพังอยู่หลายชั่วโมง พอทั้งสองเปิดประตูออกมาหลังเสร็จสิ้นการเจรจาลับ แม่ก็ตาบวมปูด บอกให้รู้ว่าคงร้องไห้คร่ำครวญตลอดเวลาการเจรจานั้น แต่คุณตากลับมีสีหน้าเคร่งเครียด ท่านเรียกเธอเข้าไปใน’ห้องลับ’ของท่าน

คุณตาเป็นนักสะสมของเก่า ท่านมีห้องเก็บวัตถุโบราณส่วนตัวขนาดใหญ่ ที่มีระบบรักษาความปลอดภัยขั้นสูง ติดกล้องวงจรปิดหลายตัว ประตูหน้าต่างทุกบานเป็นระบบล็อคอัตโนมัติจากส่วนกลาง กระจกนิรภัย แล้วยังติดเหล็กดัดชนิดพิเศษ...พิเศษยังไงเธอก็ยังไม่เข้าใจ

แต่เมื่อดูจากส่วนประกอบอื่นๆแล้ว มันต้องมีประสิทธิภาพสูงกว่าเหล็กดัดธรรมดาที่ใช้กันอยู่ทั่วไปแน่ๆ ของในห้องนี้แต่ละชิ้นดูจะ’ขลัง’ และพร้อมไปด้วยความน่ากลัว เธอแทบจะไม่เคยย่างกรายเข้ามา ก็จะเข้ามาทำไม จริงนั่นแหละ เธอเคยเข้ามาในห้องนี้ด้วยหรือ ทำไมมันเหมือนมีอะไรแว้บๆในหัว

ความจริงแค่รู้สึกว่ามันเป็นห้องลับของคุณตา เธอก็กลัวจนขนหัวลุกแล้ว คุณตาพาเธอมาหยุดอยู่หน้าวัตถุชิ้นหนึ่ง มันมีขนาดใหญ่ค่อนข้างมาก แต่ถูกคลุมไว้มิดชิดด้วยผ้ากำมะหยี่สีแดงคร่ำ...ผ้าที่ดูเหมือนจะเก่า แต่ก็...ทำให้เธอนึกถึง เสื้อคลุมของอัศวินในหนังยุคโบราณ เก่าคร่ำ แต่บอกถึงความมีเกียรติยศ และอำนาจ

วัตถุภายในแม้อยู่ในผ้าคลุม แต่ก็สามารถบอกลักษณะได้ว่าเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดของมันเป็นที่น่าสงสัย อะไรหนอ...จะว่าเป็นรูปเขียนก็ไม่น่าใช่ ใหญ่เกิน ไม่เห็นมีขาตั้ง รูปเขียนมีราคาก็ต้องเป็นฝีมือของศิลปินชั้นยอด และเจ้าของก็ควรจัดหาที่วางให้สง่างามกว่านี้ นี่ดูเหมือนมันจะถูกวางเข้ามุม โดยเพียงพิงไว้กับผนังห้องเฉยๆ

ที่สำคัญ...คุณตาพาเธอมาดูมันทำไม!

“นี่เป็นของสำคัญมากของชีวิตเจ้านะ ตาจะบอกเจ้าว่า มันสำคัญเท่าความเป็นความตายของคนหลายคน และเจ้าคือคนที่ถูกเลือกให้มาปฎิบัติภารกิจที่เสี่ยงอันตรายนี้ ตาว่ามันถึงเวลาที่เจ้าควรจะต้องได้รู้ว่า ตัวเองมีหน้าที่จะต้องทำอะไร...”

ท่านเดินนำเธอไปที่โต๊ะหมู่บูชา ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปและวัตถุมงคลมากมายเรียงลดหลั่นกันตามลำดับ ท่านนั่งลงบนพรมสีแดงทอถักเป็นลวดลายงดงามทั้งผืน ที่ปูลาดอยู่ที่หน้าหมู่เครื่องบูชา ทำการสักการะด้วยการก้มกราบเต็มรูปแบบการแสดงความเคารพสูงสุดสามครั้ง และทิชากรก็ทำตามทันที ก่อนจะถอยหลังออกห่างไปเล็กน้อย เมื่อท่านหันกลับ นั่งตะแคงข้างมาทางเธอ ใบหน้าเคร่งขรึมเต็มไปด้วยความหนักใจ

“เจ้าอาจไม่เข้าใจเรื่องราวหลายอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิต แต่ไม่กล้าถาม เพราะกลัวจะไปทำร้ายความรู้สึกของแม่...เพราะเขาแสดงออกชัดเจนเหลือเกิน ในความรักมากมายจนผิดปกติธรรมดา เขารักเจ้าจนแทบว่าจะไม่ยอมให้เจ้าคลาดไปจากสายตา เจ้าเคยสงสัยมั้ยว่าทำไม...แม่ทุกคนรักลูก แต่ไม่ใช่รักจนผิดปกติอย่างที่แม่เขารักเจ้า

เคยสงสัยมั้ยว่า พ่อของเจ้าไปไหนทำไมแม่ถึงไม่เคยพูดถึง เคยคิดมั้ยว่า ทำไมเจ้าต้องเรียนหนังสืออยู่กับบ้านคนเดียว ไม่ได้ไปโรงเรียน ไม่มีเพื่อนเล่น ทำไมชีวิตของเจ้าจึงผิดปกติไปจากชีวิตของคนอื่นๆเขา...”

“หลานอาจจะเคยสงสัยอะไรหลายอย่างที่คุณตาท่านกล่าว แต่คิดว่า...ทุกอย่างคงมีคำตอบ และเมื่อถึงเวลา หลานก็คงจะรู้ได้เอง โดยไม่ต้องทำให้คุณแม่ท่านต้องเจ็บปวดเป็นทุกข์ หลานไม่ได้เดือดร้อนเรื่องความไม่เป็นปกติทั้งหลาย หลานมีชีวิตอยู่ในความรักความอบอุ่น อยู่ในการปกป้อง คุ้มครองที่ไม่มีใครจะได้รับเทียบเท่าอีกแล้ว

เรื่องคุณพ่อท่าน...ถึงไม่ถาม หลานก็พอจะเดาได้ว่า ท่านคงจากคุณแม่ไปในขณะที่ท่านยังรักกันมากเหลือเกิน จนคงจะทำให้ท่านต้องทุกข์ทรมานที่จะกลับไปพูดถึงความสูญเสียนั้นซ้ำอีก ถ้าไม่รักพ่อมาก แม่ก็คงไม่รักและหวงลูกมากถึงเพียงนี้ ไม่ว่าจะจากเป็นหรือจากตาย ท่านคงจากกันทั้งรัก...

ไม่มีเหตุผลสมควรอันใด ที่หลานจะต้องไปสะกิดรอยแผล เพื่อจะทำให้ท่านต้องเจ็บปวดทุกข์ทรมาน เพียงเพื่อจะตอบหรือไม่ตอบ โดยที่คำตอบนั้นก็จะไม่ได้ทำให้หลานทุกข์หรือสุขมากขึ้นกว่าเดิม”

“เจ้าเป็นลูกที่ดี...คงเป็นกุลธิดาในสายสกุลสูงส่ง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง”

“คุณตาหมายถึงอะไรเจ้าคะ...”

ดวงตากลมโตของเธอเบิกกว้างขณะคนพูดถอนใจเบาๆ

“เจ้าไม่สงสัยตัวเองบ้างหรือว่า ทำไมเจ้าจึงได้พูดจาไม่เหมือนคนอื่น ถึงจะไม่ได้มีเพื่อนฝูงรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่เด็กรับใช้ในบ้านก็ออกจะมากมาย ไม่มีใครพูดจาโดยใช้ถ้อยคำลักษณะเดียวกับเจ้า...กับแม่ กับตา

เจ้าลองนึกทบทวนดูซิว่า แม่เขาเคยสั่งสอน อบรมให้เจ้าพูดในลักษณะนี้หรือเปล่า...เจ้าพูดเจ้าคะ...เจ้าขา มาตั้งแต่เล็กแต่น้อย เรียกขานแม่กับตาโดยใช้คำแทนว่าท่าน ทุกคำ...”

“ก็...นั่นไม่ใช่ถ้อยคำที่ถูกต้องสมควรหรือเจ้าคะ”  เธอมีสีหน้างุนงง

“ไม่ใช่สำหรับยุคสมัยนี้...เจ้าอย่าตกใจถ้าตาจะบอกว่า เจ้าไม่ใช่กุลธิดาในตระกูลของเรา ถึงแม้ว่า...ตาจะอยากให้เจ้าใช่เหลือเกิน มันไม่ใช่เหตุบังเอิญที่นำพาเจ้ามาที่นี่ ทุกอย่างถูกลิขิตด้วยความสอดคล้องต้องกันบางอย่าง

เจ้ามีหน้าตาเหมือนหลานสาวคนเดียวของตาเป็นพิมพ์เดียวกัน อายุรุ่นราวคราวดียวกัน เจ้าปรากฏตัวขึ้นหลังจากที่หลานของตาและพ่อของเขาเสียชีวิตพร้อมกันจากเหตุเครื่องบินตก แม่ของเจ้าเศร้าโศกเสียใจแทบจะเสียสติ เขาเสียทั้งลูกและสามีสุดที่รักไปในเวลาเดียวกัน โดยไม่มีโอกาสเตรียมตัว เตรียมใจ ไม่ได้ร่ำลา

ถึงตอนนี้ เจ้าคงไม่ต้องสงสัยต่อไปว่าทำไมเขาถึงได้รัก และแทบจะกอดเจ้าไว้กับตัวตลอดเวลา แทบจะไม่ยอมให้คลาดไปจากสายตา ตายอมให้เขาใช้เจ้าบรรเทาความเจ็บปวดทุกข์ทนของบาดแผลในใจ เพราะนั่นคงเป็นวัตถุประสงค์อย่างหนึ่ง ของผู้ที่ลิขิตเส้นทางให้เจ้ามาสู่ครอบครัวของเรา

แต่มันไม่ใช่วัตถุประสงค์หลักของเขาหรอก เพราะสิ่งนั้นคือ เขาส่งเจ้ามาเพื่อจะหาหมอที่เก่งมากๆกลับไปสู่ยุคสมัยของเขา เพื่อช่วยชีวิตใครสักคนที่กำลังบาดเจ็บสาหัส...ใครคนที่มีความหมายกับความอยู่รอดของครอบครัว...อาจหมายถึงความคงอยู่ของวงค์ตระกูล...ชุมนุมชน...อาจหมายถึง...ประเทศชาติ...”

 “คุณตาเจ้าคะ...หลานไม่เข้าใจที่คุณตาพูดแม้สักคำ กรุณาอธิบายให้หลานเข้าใจเถิดเจ้าค่ะ”

“สิ่งที่ตาพาเจ้าไปดูเมื่อตะกี้...เป็นประตูไม้สักโบราณที่ติดมากับผนังห้อง ทำให้สามารถเปิดปิดได้ ที่ขอบบนของประตูลงอักขระโบราณ แสดงว่าผู้เป็นเจ้าของต้องเชี่ยวชาญวิชาอาคม ถ้าไม่ใช่ตัวเจ้าของเองเป็นคนทำ ก็อาจเป็นครูบาอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาการ

ในสมัยโบราณทุกสรรพวิทยาล้วนมีผู้ประสิทธิ์ประสาท แม้ศาสตร์บางแขนงจะสูญหายไปตามกาลเวลา ศาสตรวุธ คาถาอาคา เป็นส่วนประกอบหนึ่งของผู้มีฝีมือ แต่ก็ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่ง จะมีได้แต่ฝ่ายเดียว เวลาต่อสู้กัน ก็อาจกลายเป็นการต่อสู้ของบรรดาเจ้าของสรรพวิทยาพวกนั้นด้วยก็ได้

การเพลี่ยงพล้ำอาจไม่ได้หมายถึงฝีมือของเขาอ่อนด้อย ตาเชื่อว่า ผู้ที่ส่งเจ้ามาเป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทวิทยาให้กับบุพการีของเจ้า เขาคงถูกทำร้ายอาการสาหัส ซึ่งหมอในสมัยนั้นคงไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะช่วยชีวิตเขาไว้ได้ มีแต่การแพทย์สมัยใหม่เท่านั้นที่อาจสามารถทำได้

เขาใช้วิทยาการที่ล้ำเลิศมาก ส่งเจ้ามาในอนาคตของพวกเขา เพื่อพาหมอที่เก่งที่สุดกลับไป แต่ข้อจำกัดของเขาก็คือ...มีเจ้าเพียงคนเดียวที่สามารถเดินทางผ่านเวลา โดยใช้ประตูบานนั้นเป็นทางเข้าออกระหว่างมิติ เพราะฉะนั้น...ก็ต้องเป็นเจ้านั่นแหละที่จะต้องเป็นหมอเก่งคนนั้น

เขาเขียนคำบอกเป็นอักขระโบราณ ใส่มาในไถ้หนังห้อยคอติดตัวเจ้ามา เป็นคำร้องขอของบรพบุรุษ ที่ต้องรับผิดชอบความปลอดภัยของผู้คนจำนวนมาก พร้อมเหรียญทองสลักชื่อสกุลของเจ้าเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันตัวตน เมื่อเจ้ากลับไปในรูปลักษณ์ที่ไม่เหมือนเดิม...’พระยาคำรณฤทธิ์สุรเดชา’...”

“คุณตาเจ้าคะ...เรื่องการเดินทางข้ามเวลานี่ ประเทศทางฝ่ายตะวันตก เอามาทำเป็นหนังกันบ่อยๆ จนดูจะเป็นเรื่องที่น่าเชื่อว่าอาจจะมีโอกาสเป็นไปได้ เหมือนหลายเรื่องราวที่เคยมีคนทำหนังไว้ในสมัยก่อน แล้ววิวัฒนาการก็ทำให้เกิดขึ้นจริงในเวลาต่อๆมา แต่หลานไม่สามารถทำใจให้เชื่อได้ว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องจริง

ถ้ามีใครสักคนบาดเจ็บสาหัสจนต้องการหมอฝีมือดีเป็นการด่วนเพื่อช่วยชีวิตเขา แล้วต้องรอจนหลานเรียนแพทย์ให้สำเร็จเสียก่อนค่อยกลับไปรักษา กว่าหลานจะเรียนจบ เขาก็คงเสียชีวิตจนไปเกิดใหม่เรียบร้อยแล้วละเจ้าค่ะ”

“นั่นเป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นในเวลาที่เป็นเหตุการณ์ตามปกติ ไม่ใช่เหตุที่เกิดโดยใช้สรรพวิทยาและกระแสจิตขั้นสูงอย่างกรณีนี้ ผู้ส่งสารต้องแน่ใจว่า ตาสามารถแปลสารของเขาได้ และเราต้องเป็นสายเลือดของชนชาติเดียวกัน เขาเลือกวิธีที่จะตอบแทนความช่วยเหลือที่ครอบครัวของเราจะให้กับเขาด้วยการให้เจ้า ปรากฏตัวในรูปลักษณ์ที่เป็นพิมพ์เดียวกับหลานสาวของตาที่เพิ่งตายจากไป

เจ้าจะได้สามารถเยียวยารักษาแผลใจให้กับแม่ ทำให้เขายังสามารถที่จะประคองตัวมีชีวิตต่อมาได้ แม้จะสูญเสียทั้งดวงตาดวงใจไปพร้อมๆกัน ไม่ทุกข์โทมนัสจนหมดกำลังที่จะต่อสู้กับชะตาชีวิต จนอาจต้องตรอมใจตายหรือฆ่าตัวตายไปเสียก่อน”

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 ni_gul ถูกใจสิ่งนี้ (1)
นักษรา วันที่ : 12/08/2017 เวลา : 15.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nuksara

นักษราเตรียมเรื่องสั้นที่จะโพสต์ในวันสำคัญเสมอๆ วันแม่ปีนี้ก็ยังอยู่ในช่วงของความโศกศัลย์รันทด เหมือนเวลาจะช่วยเยียวยาจิตใจได้บ้าง แต่เมื่อไหร่ที่มีอะไรมากระทบ ก็จะเกิดอาการขึ้นมาอีกทุกครั้งเสมอๆ

นักษราจะโพสต์เรื่องสั้นนี้วันละตอนติดต่อกันจนจบ แล้วจึงจะกลับไปโพสต์เรื่องยาวที่กำลังค้างอยู่ บอกล่วงหน้าให้ท่านผู้อ่านทราบนะคะ

แม่รักลูกสุดหัวใจทุกคน ไม่ว่าจะมีการแสดงออกที่แตกต่างกันอย่างไร แต่มีใครบางคนรับรู้ว่าตัวเองไม่ได้มีแม่คนเดียว เมื่อสถานการณ์บีบบังคับให้เลือก การตัดสินใจเลือกครั้งนั้นเป็นความถูกต้องหรือไม

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน