• นักษรา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : vongkae@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2013-10-13
  • จำนวนเรื่อง : 730
  • จำนวนผู้ชม : 140139
  • ส่ง msg :
  • โหวต 12 คน
นักษรา
การเขียนได้และได้เขียนยังต้องการอีกสิ่งหนึ่งที่นักเขียนทุกคนกระหาย..นั่นคือการได้ปรากฎตัวของผลงานเกรงว่าถ้าไม่สามารถสักวันไฟที่ลุกโพลงอยู่ในความคิดจะมอดลง..ซึ่งเป็นหายนะของชีวิตนักเขียน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/nuksara
วันอาทิตย์ ที่ 13 สิงหาคม 2560
Posted by นักษรา , ผู้อ่าน : 527 , 15:26:54 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 “คุณตาเจ้าคะ...สมมุติว่าหลานเรียนแพทย์จนสำเร็จแล้วเดินทางกลับไป ...แต่จะไม่ได้กลับมาอีก คุณแม่ท่านจะเป็นยังไงหรือเจ้าคะ ท่านจะมิต้องกลับไปสู่สภาพเดิมก่อนที่หลานจะมาที่นี่หรือเจ้าคะ

ตั้งแต่จำความได้...ท่านคือแม่คนเดียวที่หลานรู้จัก หลานอาจยินดีกลับไปเพื่อรักษาชีวิตของคนไข้ที่ถึงจะเป็นบุพการีที่แท้จริง แต่ก็เหมือนหลานไม่เคยรู้จักท่านมาก่อน มันจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้นล่ะเจ้าคะ...” เธอโต้ตอบกับบุรุษสูงวัยด้วยทีท่าที่รู้ตัวดีว่าตัวเองเป็นใคร ไม่ได้แสดงอาการตกใจหรือเสียใจกับสิ่งที่เพิ่งได้รับการบอกกล่าว

“เขาลบความทรงจำบางส่วนของเจ้า เพื่อที่เจ้าจะได้ไม่สับสนที่จะยอมรับแม่คนใหม่ได้สนิทใจ เมื่อเจ้ากลับไป เขาก็อาจทำวิธีเดียวกัน...”

“แล้วคุณแม่ท่านจะเป็นยังไงถ้าต้องเสียลูกไปอีกครั้ง ถ้าต้องเลือกว่าจะช่วยใคร หลานจะเลือกช่วยคุณแม่ท่านก่อนนะเจ้าคะ...”  ถ้อยคำและการแสดงออกของเธอยังคงเชื่อมั่นในความคิดของตนเองอย่างยิ่ง

“การตัดสินใจเป็นสิทธิ์ของเจ้า ตาแน่ใจว่า...ตอนที่เขาจะส่งเจ้าข้ามเวลามา เจ้าคงเต็มใจที่จะรับทำงานนี้ แม้ตอนนั้นเจ้าจะยังเป็นเด็กน้อยไร้เดียงสา แต่เจ้าคงมีสายเลือดเสียสละ กล้าหาญของผู้ปกครองคนเต็มเปี่ยมอยู่ในตัวเจ้า สรรพวิทยาอันเป็นศาสตร์ที่บริสุทธิ์คงจะไม่เกิดผลหากผู้ได้รับเลือกไม่เต็มใจที่จะทำ

เมื่อเจ้ามาปรากฏตัวที่นี่ ด้วยคุณสมบัติที่ติดตัวเจ้ามา ย่อมหมายถึงเจ้าพร้อมเสี่ยง ยอมสละชีวิตเพื่อช่วยให้บุพการีของเจ้ามีโอกาสรอด เมื่อถึงเวลาที่เจ้าจะต้องกลับไปเพื่อปฎิบัติหน้าที่นั้น เจ้าย่อมได้สิทธิ์ที่จะตัดสินใจอีกครั้งว่าหลังเสร็จสิ้นภารกิจเจ้าจะกลับมาหาแม่กับตา หรือจะใช้ชีวิตอยู่ในที่อันเป็นถิ่นฐานของชาติตระกูลที่แท้จริงของเจ้าสืบต่อไป...”

“ตอนมา...หลานยังเด็กไม่รู้ความ ความทรงจำในเรื่องราวของชีวิตคงมีอยู่เพียงน้อยนิด ยังง่ายแก่การลบทำลาย...แต่เมื่อหลานกลับไป...”

“เขาไม่ได้เจตนาล้างสมองเจ้า เพียงทำให้เจ้าลืมเลือนความทรงจำบางส่วนเพื่อประโยชน์ในการดำเนินชีวิตของเจ้าเท่านั้น...ตาบอกแล้วใช่ไหม ทุกอย่างที่บ่งชี้ความเป็นกุลธิดาที่สูงด้วยชาติตระกูลยังคงติดอยู่กับตัวเจ้า ความกตัญญูรู้คุณ ความตระหนักรู้ในหน้าที่ กิริยามารยาท และถ้อยวาจาอันเป็นคุณสมบัติของกุลสตรี สิ่งเหล่านี้จะทำให้เจ้าสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการตัดสินใจ เมื่อเจ้าได้ทำหน้าที่ของเจ้าลุล่วงแล้ว

ตาอยากให้เจ้าระลึกไว้เสมอว่า...ไม่ว่าเจ้าจะกลับมาหรือไม่ เจ้ายังคงเป็นหลานรักของตา เป็นลูกรักของแม่ และเราจะตั้งตารอเจ้า จะเข้าใจทุกอย่างที่เจ้าทำ จะเชื่อมั่นว่า...ไม่ว่าเจ้าจะตัดสินใจเช่นไร นั่นจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องสมควรที่สุด และแม่กับตาพร้อมจะยอมรับ

เอาเหรียญนี้ห้อยติดไว้กับตัว...มันจะคอยเตือนใจให้รู้ว่า เจ้าเป็นเลือดเนื้อของใคร และควรทำเต็มความสามารถอย่างไร เพื่อตอบแทนบุญคุณของเขา ให้สมกับที่เขาเป็นผู้ให้กำเนิดเจ้ามา”

**********

ทิชากรสอบเข้าเรียนแพทย์ได้ เธอตั้งใจเรียนเต็มสติกำลัง ราวกับมีแรงผลักดันจากภายใน เธอพยายามใช้เวลาที่พอจะสามารถหาได้ กลับมาคลุกคลีอยู่กับแม่ทุกครั้งที่มีโอกาส แม่ที่ร้องไห้ทุกทีที่เห็นหน้าเธอ กอดไว้แน่นราวกับเธอกำลังจะเลือนหายกลายเป็นอากาศธาตุไปต่อหน้า เธอไม่สามารถคาดเดาเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นเมื่อเธอย้อนเวลากลับไป ได้แต่ปลอบโดยไม่กล้าให้สัญญา...เธอเป็นลูกของแม่ และแม่ต้องเชื่อใจเธอ

วันที่เธอจบการศึกษา และสอบผ่านการเป็นแพทย์เฉพาะทางศัลยกรรม เป็นวันที่เธอรู้ว่า นั่นถึงกำหนดเวลาที่เธอต้องกลับไปทำหน้าที่ของเธอที่ได้รับมอบหมายมา เธอเตรียมพร้อม...กระเป๋าบรรจุอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์สำหรับการผ่าตัดภาคสนาม เวชภัณฑ์และยาที่จำเป็น

ทั้งสามมาอยู่ที่หน้าประตูบานนั้น...เมื่อเอาผ้าคลุมออก มันก็คือผนังไม้ของบ้านสมัยโบราณที่มีบานประตูบานใหญ่ติดอยู่ ที่ขอบประตูด้านบนยังเห็นรอยลงอักขระโบราณเลือนราง แม่ร้องไห้ตลอดเวลา ถอดสร้อยคอห้อยล็อกเก็ตลงหินเป็นรูปของแม่กับตาออกสวมให้เธอ น้ำตาไหลพราก

“ถ้าเขาทำให้หนูลืมแม่ หนูจะได้มีรูปของแม่อยู่กับตัว”

“ลูกไม่มีวันลืมคุณแม่กับคุณตาเจ้าค่ะ”

เธอก้มลงกราบทั้งสองก่อนหิ้วกระเป๋าเครื่องมือก้าวไปยืนที่หน้าประตูบานนั้น ดึงดานที่ขัดไว้ออก อยู่ในท่าเตรียมพร้อมรอรับสัญญาณ...

ผู้เป็นตาลงนั่งขัดสมาธิบนพรม พนมมือโดยมีแผ่นอักขระโบราณที่ถูกส่งมาพร้อมกับตัวหลานสาว สอดอยู่ระหว่างนิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือ เริ่มอ่านอักขระย้อนหลังด้วยสำเนียงสูงต่ำราวเสียงสาธยายเวทย์มนต์ และเมื่อถึงคำสุดท้าย ร่างของแพทย์สาวก็อันตรธานผ่านประตูบานนั้นไปกับตา พร้อมเสียงกรีดร้องราวหัวใจสลายของผู้เป็นแม่ ก่อนล้มพับสิ้นสติอยู่ในอ้อมแขนของบิดา

**********

ทิชากรมาปรากฏตัวขึ้นในห้องขนาดใหญ่ที่มีบรรยากาศของบ้านไทยสมัยโบราณ แต่ในความรู้สึกก็เป็นสถานที่ที่เธอคุ้นเคย ตั่งไม้ตัวใหญ่ลักษณะหนาหนัก ปูลาดด้วยฟูกหนาและผ้าปูขาวสะอาด แต่ร่างของบุรุษวัยฉกรรจ์ที่นอนแน่นิ่งอยู่บนนั้นมีผ้าพันแผลสะพายไว้ที่ไหล่ เป็นผ้าเนื้อบางเบาราวผ้าสไบแต่กรังด้วยทั้งรอยเลือดและสมุนไพรที่โปะไว้

อาการมองดูด้วยสายตาของแพทย์ ก็รู้ได้ทันทีว่าหนักหนาสาหัส สตรีร่างบางที่นั่งอยู่ข้างๆ ทำได้เพียงใช้ผ้าชุบน้ำคอยเช็ดหน้า เช็ดแขนให้ยามมีไข้กระสับกระส่าย และเสียงครางเบาๆอย่างไม่รู้สติ หญิงสาวไม่รู้ว่าทำไมเธอรู้ทันทีว่า...นั่นคือพ่อกับแม่...พ่อแม่จริงๆของเธอ

เธอก้าวเข้าไปหา และสตรีที่หันหน้ากลับมาเห็นเข้าก็ผวาลุกขึ้นด้วยทีท่าตระหนกตกใจ ทิชากรร้องบอกก่อนที่เธอจะส่งเสียงเอะอะ อึกทึกให้คนอื่นได้ยิน

“คุณแม่เจ้าคะ...นี่ลูกเองลูกที่เป็นหมอ กลับมารักษาแผลฉกรรจ์นี้ให้คุณพ่อ คุณแม่คงจำลูกไม่ได้ แต่อย่าเพิ่งถามอะไรเลยนะเจ้าคะ ให้ลูกตรวจดูอาการของคุณพ่อท่านก่อน ลูกรับรองว่าหลังจากจัดการกับบาดแผลของคุณพ่อท่านเรียบร้อยแล้ว ลูกจะเล่าทุกอย่างให้คุณแม่ฟังเจ้าค่ะ...”

เธอถอดเชือกหนังที่ห้อยเหรียญทองคำสุกปลั่งสลักชื่อของบิดาออกส่งให้มารดา ที่รับไปดูอย่างตื่นตะลึง ก่อนจะถอยออกห่างกายของสามี ขณะลูกสาวที่บัดนี้มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเธอนั่งลงแทนที่ เธอเปิดล่วมยา ดึงหูฟังขึ้นตรวจอาการของบิดา

แผลที่ถูกพันผ้าไว้นั้น ใหญ่ ลึก และเสียเลือดไปมากแล้ว แล้วปากแผลยังเปิด พอกไว้ด้วยสมุนไพร ที่ถ้าไม่ได้มีสรรพคุณที่วิเศษมาก คนไข้ก็คงมีความอดทนเป็นยอดจึงสามารถทนพิษบาดแผลขนาดนี้ได้โดยที่ไม่มีการเย็บแผล เธอหลับตาลงชั่วอึดใจอย่างปวดร้าว...คุณพ่อท่านต้องทนเจ็บปวดสาหัสขนาดนี้มานานเท่าไหร่แล้ว คุณพระช่วย...ถ้าเธอตัดสินใจไม่กลับมา...

“คุณแม่ไม่ต้องกลัวนะเจ้าคะ ลูกรับรองว่าจะรักษาแผลของคุณพ่อให้หาย แต่คุณแม่ต้องทำตามที่ลูกบอกทุกอย่างนะเจ้าคะ...”

“มานี่ซิ...ลูกของฉันหายไปเพราะอาจารย์สิงห์บอกว่าจะให้ไปตามหมอมารักษาเจ้าคุณพี่ แค่ไม่กี่เพลา...ลูกจะโตขึ้นขนาดนี้ได้กระไร เด็กเล็กๆจะไปตามหมอมาจากที่ไหน พวกผู้ใหญ่ยังไม่มีปัญญา อาจารย์เสียสตินั่นทำให้ลูกคนเดียวของเราหายไป...เจ้าคุณพี่ฟื้นขึ้นมาเมื่อไหร่ ฉันนี่แหละจะไปจัดการกับเจ้านั่นด้วยมือของฉันเอง”

“คุณแม่เจ้าคะ อย่าเพิ่งเสียเวลาเรื่องอื่นเลยเจ้าค่ะ อาการของคุณพ่อเพียบมากแล้ว ให้ลูกจัดการเย็บแผลให้ท่าน แต่แผลต้องทำสะอาดตัดแต่งให้เรียบร้อย ขอน้ำต้มสุกสำหรับทำสะอาดแผล เอาสมุนไพรที่พอกไว้ออกก่อน”

“ฉันไม่ให้หล่อนทำอะไรเจ้าคุณพี่ ถ้าหล่อนไม่ทำให้ฉันแน่ใจว่าหล่อนคือแม่พิกุล...”

“คุณแม่เจ้าคะ...ลูกมีแต่เหรียญนั้นอย่างเดียว ที่จะยืนยันว่าลูกคือลูกของคุณพ่อคุณแม่ แล้วลูกก็ให้เหรียญนั้นคุณแม่ไปแล้วนะเจ้าคะ ลูกไม่มีอะไรอย่างอื่นอีกแล้ว”

“กะแค่เหรียญอันเดียว ใครมันรู้แกวมันก็ทำปลอมได้ แต่แม่พิกุลมีตำหนิติดตัวที่ไม่มีใครรู้ ฉันถึงบอกให้หล่อนมาใกล้ๆฉันนี่”

หญิงสาวลุกขึ้นก้าวเข้าไปใกล้ มารดาของเธอตลบผมที่ข้างหูด้านซ้ายของเธอออก แล้วก็ต้องเบิกตากว้างอย่างตกใจเต็มที่

“แม่พิกุล...นี่เป็นลูกจริงๆหรือนี่...”

“อะไรเจ้าคะคุณแม่...”

“แม้แต่ลูกเองก็ไม่รู้ว่า ตัวเองมีปานดำรูปดอกพิกุลอยู่ที่หลังใบหูด้านซ้ายนี่...ลูกรัก ลูกรักของแม่”

“เรามีเวลาอีกมากมายที่จะเล่าเรื่องของเราให้กันฟังนะเจ้าคะ แต่คุณพ่อท่านกำลังจะไม่มีเวลาแล้ว”

“จะให้แม่ทำอะไร บอกมาเลยลูก”

“ขอน้ำต้ม ชามอ่าง ผ้าสะอาดเยอะๆหน่อย แล้วคุณแม่อยู่ข้างๆคุณพ่อนะเจ้าคะ ลูกจะพยายามให้ยาไม่ให้ท่านเจ็บมากขึ้น แต่คงให้ยาสลบไม่ได้ มันเสี่ยงเกินไป การรักษาแผลแบบนี้คุณแม่อาจหวาดเสียวสักหน่อย อาจต้องตัดเนื้อเสียบางส่วนทิ้งเสียก่อน ให้ยาฆ่าเชื้อ  ฉีดยา ล้างแผล เย็บแผล ถ้ารู้สึกกลัวก็อย่าดูนะเจ้าคะ”

***********

แผลฉกรรจ์ที่ปล่อยไว้นานเกินสมควร ทำให้กว่าที่ทิชากรจะสามารถเย็บแผลได้ เธอก็ต้องทำความสะอาด ตัดแต่งบาดแผลอยู่เป็นเวลานาน แผลอักเสบ ติดเชื้อ ถึงเธอจะพยายามฉีดยาชา บรรเทาอาการเจ็บปวดให้บิดา แต่เพราะบาดแผลลึกเกือบถึงกระดูก ทำให้คนไข้แม้จะใจแข็งเป็นหิน อดทนเป็นยอดก็ต้องกัดฟันเกร็งจนสั่นไปทั้งร่าง มารดาของเธอนั่งกุมมืออีกข้างของท่านเจ้าคุณไว้ ร้องไห้กระซิก น้ำตาร่วงเป็นสาย

“จะเจ็บมากแค่การผ่าตัด เย็บแผลครั้งแรกนี่เท่านั้นเจ้าคะ ต้องทำให้แผลอยู่ในสภาพที่ปลอดภัยเสียก่อน ครั้งต่อๆไปก็จะเป็นแค่การล้างแผล ทำแผลใหม่ ลูกไม่แน่ใจว่าคุณพ่อท่านมีเลือดกรุ๊ปอะไร ก็เลยเตรียมมาโดยอ้างอิงกับกรุ๊ปเลือดของตัวเอง คุณพ่อท่านเสียเลือดมากนะเจ้าคะ ซีดไปหมดเลย

ลูกฉีดยาแก้ปวด ยาบำรุงให้แล้ว เดี๋ยวค่อยเตรียมเครื่องมือสำหรับให้เลือด ให้น้ำเกลือ พออาการท่านค่อยดีขึ้นแล้วค่อยรับประทานอาหารอ่อนๆแล้วก็ทานยา ตอนนี้คงต้องนอนนิ่งๆสักอาทิตย์นึง ดูอาการก่อนนะเจ้าคะ”

คนเจ็บแม้หน้าซีดเผือดและสีหน้าที่เก็บกดอาการเจ็บปวดไว้ แต่เมื่อหรี่ตาขึ้นมองหน้าเธอก็ยังขมวดคิ้วแคลงใจ

“เจ้ามาแต่ที่ใด...เราไม่เคยเห็นหมอผู้หญิง”

“เจ้าพิกุลเจ้าค่ะเจ้าคุณพี่  โอ๊ะ!...อย่าเพิ่งลุกขึ้นนะเจ้าคะ กว่าลูกจะทำแผลเสร็จ อิฉันก็กัดฟันแทบจะกลั้นใจตาย ถ้าขืนแผลแยกต้องทำใหม่อีกรอบ คงได้ขาดใจกันคราวนี้”

หญิงสาวพนมมือกราบลงบนปลายมือของบิดา ที่ทำได้เพียงขยับมือเล็กน้อย...มือที่ร้อนผ่าวอยู่ปลายท่อนแขนที่เป็นรอยเขียวช้ำ แต่สำเนียงที่เอ่ยรอดไรฟันแม้เพียงแผ่วเบาก็บอกถึงความขุ่นเคือง

“เจ้าพิกุล...เจ้าลูกหัวดื้อ...เจ้าขัดคำสั่งพ่อ!...”

 

 





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน