• นักษรา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : vongkae@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2013-10-13
  • จำนวนเรื่อง : 767
  • จำนวนผู้ชม : 155137
  • ส่ง msg :
  • โหวต 12 คน
นักษรา
การเขียนได้และได้เขียนยังต้องการอีกสิ่งหนึ่งที่นักเขียนทุกคนกระหาย..นั่นคือการได้ปรากฎตัวของผลงานเกรงว่าถ้าไม่สามารถสักวันไฟที่ลุกโพลงอยู่ในความคิดจะมอดลง..ซึ่งเป็นหายนะของชีวิตนักเขียน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/nuksara
วันพุธ ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561
Posted by นักษรา , ผู้อ่าน : 451 , 02:02:05 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 

   เรามางานนี้ทำไมนะ ทั้งที่คิดเวียนวนสองจิตสองใจอยู่ไม่รู้กี่ตลบ ว่าจะมาหรือไม่มาดี ตั้งแต่ที่ได้การ์ดเชิญที่เรียบง่ายแต่ดูจะแฝงด้วยความอ่อนหวาน อบอุ่นใบนั้น...เจ้าของความคิด ยังคิดกลับไปกลับมา ตอกย้ำความว้าวุ่นไม่มั่นใจ แม้จะพาตัวเองเข้ามาอยู่ในงานเป็นเวลาพอสมควรแล้ว....

 

กุลยาค่อยเดินลัดเลาะออกห่างจากกลุ่มแขกเหรื่อที่แม้จะเห็นว่าแบ่งเป็นสองกลุ่มชัดเจน...กลุ่มที่เป็นแขกของพ่อ และเพื่อนสนิทมิตรสหายของลูก แต่ทั้งสองกลุ่มก็ดูกลมเกลียวกันดี ราวกับเป็นบุคคลที่อยู่ในแวดวงเดียวกัน ในการดำเนินชีวิตตามปกติ และงานนี้ช่วยให้บุคคลเหล่านั้น ได้มารวมตัว สังสรรค์เสวนากันด้วยเรื่องราวรื่นรมย์ต่างๆนาๆ

งานเลี้ยงฉลองสมรสที่เป็นกันเอง ทำให้แขกที่มาได้รับความสุข ผ่อนคลาย ไม่มีใครแสดงอาการอยากจะรีบกลับหลังจากเสร็จพิธีการเล็กๆที่บิดาเจ้าสาว และญาติผู้ใหญ่ทางฝ่ายเจ้าบ่าว ขึ้นอวยพรแก่คู่สมรสบนเวทีชั่วคราวขนาดกะทัดรัด ที่ทำเพียงยกพื้นขึ้นไม่กี่ตารางฟุต บริเวณใต้ต้นราชพฤกษ์ที่กำลังออกดอกสีเหลืองสดใสเป็นช่อระย้างดงามเต็มต้น...

แค่โยงไฟราวหลอดเล็กๆระยิบระยับไม่กี่เส้น ก็ทำให้เกิดสถานที่พิเศษพอสำหรับใช้อำนวยพรแก่การเริ่มต้นชีวิตคู่ของหนุ่มสาวผู้ร่าเริงแจ่มใส ดูมีชีวิตชีวา ใครที่ได้เห็นแม้ไม่รู้จักสนิทก็ยังรับรู้ได้ด้วยสายตาว่า ทั้งคู่ผูกพันแน่นแฟ้นด้วยความรัก และปรารถนาดีต่อกันอย่างลึกซึ้ง

ลานกว้างหน้าอาคารชั้นเดียวที่ดูโปร่งสบายตา เห็นชัดว่าได้รับการออกแบบมาอย่างมีรสนิยมโดยมืออาชีพ...ร้านอาหารและขนมสไตล์โฮมเมด โต๊ะเก้าอี้ไม้แบบโมเดิลชุดกะทัดรัด ที่ปกติใช้รับรองลูกค้าของร้าน ถูกนำมาเรียงต่อกันเป็นโต๊ะยาว ปูทับด้วยผ้าปูโต๊ะผืนใหญ่ ลวดลายและสีสันสดใส

ใช้สำหรับเป็นที่รวมกลุ่มของบรรดาแขกของผู้เป็นพ่อที่ต้องการสังสรรค์กันเป็นกลุ่มใหญ่ นอกจากนั้นก็มีโต๊ะขนาดย่อม ตั้งกระจายไปทั่วๆในบริเวณสวนที่มีไม้ดอกทั้งที่เป็นดอกหอมและดอกสวย สะพรึบพร้อมไปทั้งสวน บอกให้รู้ว่ามีการเตรียมการเพื่องานนี้เป็นอย่างดี

ต้นไม้ใหญ่หลายต้นส่วนใหญ่เป็นไม้ดอก...ถ้าไม่ได้มีช่อดอกระย้าย้อยอวดโฉมเต็มต้น อย่างราชพฤกษ์และลีลาวดีสีต่างๆ ในบริเวณด้านหน้าของสวนและใกล้กับตัวอาคาร ก็จะเป็นต้นไม้ไทยโบราณ ที่กำลังมีดอกส่งกลิ่นหอมรวยรินอยู่ในบรรยากาศ ใครจะอยากละไปจากสถานที่ ซึ่งมีทั้งความสวยงามสบายตา และเป็นที่ชุมนุมของเหล่าเพื่อนพ้อง ที่นานๆครั้งจะได้มาพบเจอกัน ในความน่ารื่นรมย์แบบนี้

ทุกอย่างดูเป็นกันเอง ไม่มีพิธีรีตอง...เจ้าบ่าวและเจ้าสาว แม้อยู่ในชุดขาวตามธรรมเนียม แต่ก็ไม่ได้หรูหรามากมาย ชุดสากลสีขาวนวลของฝ่ายชาย มีเสื้อเชิ้ตตัวในเป็นสีชมพูจาง และชุดขาวของฝ่ายหญิงเป็นเดรสผ้าไหมแขนสั้น กระโปรงยาวเลยเข่าลงมาเล็กน้อย ตกแต่งด้วยลูกไม้และดอกไม้ประดิษฐ์บริเวณอกเสื้อ ที่เพียงคอเว้าลึกกว่าปกติ

 เพื่อจะให้ได้เห็น สร้อยทองคำขาวเส้นสั้นๆห้อยจี้เพชรรูปหัวใจ น้ำงามส่งประกายวูบวับเมื่อต้องแสงไฟ...เป็นเครื่องประดับอีกชิ้นเดียวของเจ้าสาวนอกเหนือจากแหวนแต่งงาน ทั้งสองหยุดคุยเฮฮารวมกลุ่มกับเหล่าผองเพื่อน ผลัดกันถ่ายรูปเคล้าด้วยเสียงหัวเราะชื่นบาน ราวกับอยู่ในงานมีทติ้งมากกว่างานฉลองมงคลสมรส

กุลยาเดินเรื่อยๆออกมาในบริเวณสวน ที่ล้อมรอบอาคารชั้นเดียวนั้นอยู่เป็นบริเวณกว้าง จนมาหยุดอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่มีเถาไม้เลื้อยออกดอกเป็นพวงระย้า...คลุมอยู่เกือบทั้งต้น เถาลดาวัลย์..ช่อดอกสีขาวเกือบจะทำให้ต้นไม้ที่มันพาดพันอยู่กลายเป็นต้นของมันเองส่งกลิ่นหอมแรง

มีม้านั่งทำจากตอไม้ที่ขัดแต่งทาน้ำยาเคลือบเงาจนดูราบเรียบ ตั้งอยู่ในบริเวณนั้นสองสามตัว เธอค่อยทรุดกายลงนั่งบนตัวที่อยู่ใกล้ช่อดอก ที่ห้อยลงมาจนอยู่ในระดับที่เอื้อมมือไปแตะต้องได้...แต่ที่เธอต้องการก็เพียงใช้ลักษณะระย้าย้อยของมันบังเธอจากสายตาของบุคคลอื่น

เธอคนเดียวซินะที่ไม่รู้จะรวมกลุ่มคุยกับใครดี...แขกเหรื่อที่จับกลุ่มคุยกันสนุกสนานเฮฮาด้วยเรื่องในอดีตบ้าง เรื่องในชีวิตประจำวัน...เรื่องงาน...เรื่องครอบครัว พวกเขามีเรื่องคุยกันได้ต่อเนื่อง และร่วมวงคุยในเรื่องเดียวกันได้ตลอด ไม่ว่าใครจะเอ่ยเรื่องอะไรขึ้นมา แต่...เธอไม่มี เธอแปลกแยก โดดเดี่ยว คนเดียวที่เธอรู้จักและทำให้ตัดสินใจมางานนี้ คือบิดาของเจ้าสาว แล้วเธอกำลังรู้สึกว่า...เธอตัดสินใจผิด

เธอไม่ควรมา...มันตอกย้ำความผิดพลาดของการตัดสินใจในอดีตของเธอ แม้วันนี้ที่ยืนของเธอจะอยู่บนยอดสูงสุดของปิรามิด แต่...มันมีประโยชน์อะไร กับความสูงส่งและความสำเร็จที่ไม่มีใครอยู่เคียงข้าง... ไม่มีสายตาของความชื่นชม...ไม่มีใครแสดงความยินดี เธอเพิ่งรู้ว่าภาพที่ได้เห็นวันนี้บาดลึกลงในความรู้สึก เป็นเพราะความสัมพันธ์อบอุ่น จริงใจ รอบข้างแบบนี้ต่างหากที่เธอโหยหามาเป็นเวลานาน

ทำไมไม่กลับไปเสียนะ...ไปให้พ้นจากภาพบาดตาบาดใจ เธอได้มาทำสิ่งที่ต้องทำแล้ว...ไม่ใช่...แค่’ควรทำ’ เธอรู้ดีว่าใช้มันเป็นข้ออ้างเพียงเพื่อดิ้นรนที่จะได้มาเห็น แล้วก็ต้องเจ็บ...

แต่ความเจ็บมันแสดงว่าเธอยังมีชีวิตใช่ไหม เมื่อมีชีวิตก็คงจะยังมีความหวัง...เธอตัดใจไปจากสิ่งต่างๆที่แวดล้อมตัวเธออยู่ตอนนี้ไม่ได้ ก็เพราะบรรยากาศที่นี่เตือนให้เธอนึกถึงความหลัง...ความผิดพลาดในการตัดสินใจของเธอ...และเธออยากได้โอกาสที่จะแก้ตัวสักครั้ง...แต่...

“ผมเห็นคุณกุลทานออร์เดิฟไปสองสามชิ้นเท่านั้น แล้วก็หายออกมา...ใจไม่ดี นึกว่าจะแอบกลับไปเสียแล้ว...”

ร่างสูงล่ำสันของบุรุษวัยใกล้เคียงกับเธอก้าวเข้ามายืนตรงหน้า ส่งแก้วน้ำผลไม้ทรงสูงที่มีละอองน้ำเกาะเป็นฝ้าอยู่ภายนอกมาให้...กุลยารับมาถือไว้ เอ่ยขอบคุณเบาๆ ก่อนจะเบือนหน้าไปทางอื่นที่ไม่ใช่ทิศที่เขายืนอยู่

“ฉันว่าจะนั่งดูดอกไม้สักพัก เดี๋ยวก็คงกลับ แต่ไม่ได้คิดจะ’แอบกลับ’...คุณก็รู้ว่าฉันทำอะไรเปิดเผย เมื่อเวลามามาตามคำเชิญ จะไปก็ต้องไปลาเจ้าภาพให้ถูกต้องตามธรรมเนียมก่อนอยู่แล้ว”

คนฟังแย้มริมฝีปากได้รูปออกนิดๆอย่างนึกขำ...เธอไม่เคยเปลี่ยน...ยี่สิบกว่าปีที่แล้วเป็นยังไง ตอนนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้น แต่เขาเพียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเป็นปกติ

“คุณก็รู้ว่าผมไม่ได้หมายความอะไรแบบนั้น ที่นี่อาจคุ้นตาคุณเพราะต้นไม้ส่วนใหญ่เหมือนกับที่บ้าน...ผมปลูกต้นไม้แบบเดียวกับพ่อ เพราะอยากอยู่ในบรรยากาศที่เคยอยู่”

“ตั้งแต่ทิม...เอ้อ..พ่อคุณไม่อยู่ ที่บ้านก็ไม่มีดอกไม้เยอะเหมือนตอนที่เรายังเด็ก ไม่เหมือนที่นี่...”  เธอกวาดสายตาไปรอบๆ  “...ไม้ดอกมันดูแลยากกว่าไม้ใบ คนสวนใหม่ๆเขาไม่ค่อยสนใจจะปลูกให้มันลำบากกับเขา”

“อยู่ที่เจ้าของมากกว่า...คนงานก็ต้องทำตามคำสั่งของเจ้าของบ้านอยู่แล้ว...”  เขาพูดเปรยๆ

“คุณเจตนาจะพูดว่า เพราะฉันไม่ดูแลเอาใจใส่?”  เธอทำเสียงสูงใส่เขา

“ผมไม่บังอาจไปว่าอะไรคุณ...คุณก็รู้”

“ฉันจะกลับละ...”  เธอลุกขึ้นยืนทันทีทันควันด้วยอาการของคนที่เอาแต่ใจ แต่คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าไม่ได้ขยับตัวหลบ เธอจึงจำเป็นต้องกลับนั่งลงตามเดิม...จะยืนเผชิญหน้ากับเขาในระยะกระชั้นชิดได้ยังไง ถ้าเขาตั้งใจที่จะไม่หลีก...เธอจะผ่านเขาออกไปได้อย่างไร

“ไท...ฉันควร...กลับเสียที”

กุลยาบังคับตัวเองให้พูดชัดๆช้าๆ  แต่เขาก็ยังยืนจ้องหน้าเธอนิ่ง ก่อนจะกลับนั่งลงบนที่นั่งอีกตัวที่อยู่ข้างๆ

“คุยกันอีกเดี๋ยวเถอะ เราไม่ได้เจอกันนานแล้ว ยังไม่รู้ว่า...จากวันนี้ จะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่”

เสียงของเขาราบเรียบ อ่อนโยน...เขาอ่อนโยนกับเธอเสมอ ไม่เหมือนเธอที่ต้องใช้ความกระด้างเย็นชา ปกปิดความรู้สึกที่แท้จริงไว้ จนมันกลายเป็นพฤติกรรมที่เป็นความเคยชิน...เธออยากตอบสนองเขาในลักษณะเดียวกัน...แต่เธอทำไม่ได้ เกียรติยศ ศักดิ์ศรี ความหยิ่งทะนง มันค้ำคอเธออยู่ ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ระยะห่างที่เธอเป็นคนสร้างขึ้นเองระหว่างเธอกับเขา ดูจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เธอทำได้แค่ถอนใจ

“คุยกัน...ก็คงมีแต่เรื่องของคุณละมัง ฉันไม่มีเรื่องอะไรที่มันน่าจะยกเอามาเป็นหัวข้อการสนทนาได้ เอ้อ...ฉันยังไม่ได้แสดงความเสียใจกับคุณเรื่อง...กิ่ง ตอนนั้นฉันไปสัมมนาอยู่ที่เนเธอร์แลนด์...”

เธอพูดเรื่องนี้อย่างลำบาก แต่ก็ดีใจที่มีโอกาสได้พูด ภรรยาของเขาเสียชีวิตหลังจากที่เธอไปเยี่ยมเพียงครั้งเดียวก่อนที่จะเดินทางไปสัมมนาที่ต่างประเทศ...ครั้งเดียวที่เธอไม่มีวันลืม เหมือนที่เธอไม่เคยลืมแววตาของเขา เมื่อเธอบอกปฎิเสธเขาครั้งนั้น...

เธอคิดว่าความเจ็บปวด ผิดหวังในแววตาของเขาเมื่อได้ยินคำตอบของเธอ เป็นความเจ็บปวดมากมายถึงที่สุดของลูกผู้ชายคนหนึ่งแล้ว...แต่มันไม่ใช่ เธอกลับได้เห็นแววตาที่มีความหมายนั้น เมื่อเธอไปเยี่ยมภรรยาของเขาครั้งเดียวนั่นต่างหาก...และมันเป็นแววตาที่ไม่ได้มีต้นเหตุอยู่ที่เธอ แต่เกิดจากผู้หญิงต่ำต้อยคนนั้น...

คนที่ทำให้เธอเร่าร้อน ทุรนทุรายด้วยความริษยา ทั้งยังต้องเก็บอัดความรู้สึกไว้ในใจ เพราะเจ้าหล่อนไม่ใช่คนที่คู่ควรกับความริษยาของเธอ...คนที่เขาแต่งงานด้วย และใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขมาเป็นเวลากว่ายี่สิบปี...ช่วงเวลาที่เธอทุกข์ทน โดดเดี่ยว เดียวดาย...

ผู้หญิงที่เขาเลือกมาแทนที่ผู้หญิงที่สูงส่งอย่างเธอหลังจากถูกปฎิเสธ...เป็นลูกสาวแม่ครัวในบ้าน...ก็สมกันดีอยู่หรอก ลูกชายคนสวน กับลูกสาวแม่ครัว แต่ทำไมเธอถึงได้เจ็บปวดขนาดนี้ทุกครั้งที่คิด แม้จะคิดอย่างดูหมิ่นเหยียดหยาม พวกเขาก็รักษาหน้าตัวเอง ด้วยการย้ายออกไปจากบ้านของเธอก่อนจะแต่งงานกัน 

ฮึ!..ลูกชายคนสวนในบ้าน...เขาเป็นบ้าไปหรือเปล่าที่คิดว่าเธอจะสามารถลดตัวลงมาร่วมชีวิตกับเขาได้ เธอจะเงยหน้าขึ้นมองผู้คนรอบตัว...บรรดาเพื่อนฝูง คนรู้จักทั้งหลายทั้งปวงได้ยังไง...ใครๆจะพากันคิดว่า เธอสิ้นไร้ไม้ตอกจนไม่สามารถหาผู้ชายที่ดีกว่าลูกคนงานในบ้านมาเป็นสามี

ยังจำที่บิดาเรียกเข้าไปพูดกันลำพังในห้องหนังสือวันนั้นได้ดี...พ่อก็อีกคน!...

พ่อรู้ว่าไทมันรักหนูจริง...รู้ว่าฐานะตอนนี้ของมันไม่คู่ควร แต่พ่ออยากให้หนูสำรวจใจตัวเองให้แน่ว่า ลูกรู้สึกยังไงกับเขา  ฐานะของคนมันเปลี่ยนแปลงกันได้ตามความสามารถ มันสมอง และความอุตสาหะของแต่ละคนนะลูก แต่ความดีงามของจิตใจเป็นคุณสมบัติที่หายากในตัวผู้ชายสักคน และพ่อเห็นแล้วว่า เขาเป็นคนที่พ่อสามารถจะไว้ใจให้ดูแลหนูต่อจากพ่อได้ แต่มันก็ต้องแล้วแต่ความสมัครใจของหนูเอง

ถ้าหนูยอมรับตัวตนของเขา ฐานะทางสังคม พ่อสร้างให้เขาได้ แค่ขอเวลาไม่นาน...คนที่หัวดี ใฝ่ดี และจิตใจดี ไม่ต้องใช้เวลามากมายอะไร เขาก็จะสามารถก้าวขึ้นมายืนอยู่ในระดับที่ทัดเทียมกับหนูได้...

แล้วพ่อก็จะได้ยินคำติฉินนินทาตลอดไป...ใครๆก็จะเยาะเย้ยว่า พ่อต้องใช้เงินชุบตัวลูกคนงานในบ้านเพื่อจะเอาเขามาเป็นลูกเขย ต้องทำให้เขาคู่ควรกับการที่จะยกลูกสาวคนเดียวให้...พ่อจะทำให้ใครๆเขามองว่าลูกของพ่อเป็นผู้หญิงไร้ค่า จนพ่อต้องจัดการหาสามีมาประเคนให้ หาที่ไหนไม่ได้ก็หาเอาในบ้านนี่แหละ

พ่อไม่สนใจคำนินทาว่าร้ายของใคร หนูเองก็ไม่ควรจะสนใจเหมือนกัน พ่อสนใจแค่...มีผู้ชายที่ดีคนหนึ่งที่พ่อสามารถจะไว้วางใจ เขาเลือกเกิดเองไม่ได้ แต่พ่อแน่ใจว่าเขาจะเลือกทำให้ตัวเขามีคุณค่ามากขึ้นได้ และพ่อสามารถช่วยให้เขาทำสำเร็จได้เร็วขึ้น จนคู่ควรจะเป็นคู่ชีวิต ของลูกสาวคนเดียวของพ่อในเวลาที่สมควร

พ่อถึงบอกให้หนูสำรวจใจตัวเอง อย่าไปสนใจปากของคนอื่น ที่เขาไม่ได้จะมามีส่วนร่วม ในทุกข์สุขของชีวิตเราในวันข้างหน้า ใครมีแรงนินทา ก็ปล่อยให้เขานินทาไป หมดแรงเมื่อไหร่เขาก็จะเลิกราไปเอง

เรื่องที่คนชอบนินทาจะหามาพูด มันมีได้ออกจะมากมายทุกวี่ทุกวัน ไม่มีใครจะมัวนินทาใครได้ตลอดชีวิตหรอก หนูควรสนใจแค่ความรู้สึกจริงๆของหนู...เพราะมันจะมีผลโดยตรงกับความทุกข์สุขในการใช้ชีวิตของเรา

โอกาสบางอย่างผ่านเข้ามาในชีวิตเราแค่ครั้งเดียว แล้วก็อาจจะไม่หวลกลับมาอีกเลย ลูกอาจเจอผู้ชายหล่อ รวยอีกมากมาย แต่จะไม่มีใครรักลูกจริงเหมือนเขา...

พ่อดูถูกลูกสาวตัวเองนะคะ เขาทำให้พ่อรู้สึกแบบนี้เพราะเขาเล็งผลเลิศต่างหาก เขาจะได้ทุกอย่างของเราไปด้วยมือเปล่าๆ หนูเป็นของแถมหรือคะพ่อ หนูไม่คิดว่าจะทนสายตาดูหมิ่น เยาะเย้ยของใครๆได้ แล้วหนูก็...ไม่ได้รักเขา

หนูแน่ใจนะลูก...พ่ออ่านสายตาของลูกผิดไปหรือ  แต่ไม่ว่าหนูจะตกลงปลงใจกับเขาหรือไม่ พ่อก็ยังจะสนับสนุนให้เขาก้าวขึ้นมาอยู่ในฐานะทัดเทียมกับเราอยู่ดี พ่อชอบเขา พ่อจะส่งเขาเรียนสูงที่สุดเท่าที่เขาจะเรียนได้ พ่อแค่...ไม่อยากให้หนูต้องเสียใจ เสียดายที่ปล่อยให้เขาหลุดมือไปทั้งๆที่เขารักหนู

ถ้าหนูปฎิเสธเขา มันจะไม่ใช่ความผิด ความโลเลของเขา ถ้าต่อไปในวันข้างหน้าเขาได้เจอผู้หญิงที่คู่ควรจะเป็นคู่ครอง  ถึงเขาจะไม่ได้รักเธอเท่าความรักครั้งแรก แต่เขาก็มีสิทธิ์ที่จะได้มีชีวิตคู่ที่มีความสุข

ก็แล้วแต่เถอะค่ะ...ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับหนู

พ่อทำจริงอย่างที่พูด แล้วเขาก็ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆจริงอย่างที่พ่อบอกไว้...เขายอมรับเงินกู้เพื่อการศึกษาจากพ่อ และใช้คืนทุกบาททุกสตางค์ พร้อมกับทำงานให้พ่อในบริษัทที่เป็นจอยเวนเจอร์ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องอยู่ในอาณัติของเธอซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุดของบริษัทตามระบบการสืบทอด

แต่เมื่ออยู่ในสังคมระดับเดียวกับเธอ เขาก็ยังมาคว้าเอาลูกสาวแม่ครัวไปแต่งงานออกหน้าออกตา...ผู้หญิงที่ไม่มีปัญญาหาผู้ชายคนอื่นมาเป็นสามี คอยตามเขาต้อยๆตั้งแต่ยังเด็ก โตเป็นสาวขึ้นมาก็พันพัวนัวเนียอยู่แต่กับเขา แต่งงานกันไม่เท่าไหร่ ก็มีลูกชายลูกสาวอย่างละคน

ลูกชายเรียนเก่งจนติดบอร์ดตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัย ลูกสาวถึงเรียนไม่เก่งเท่าแต่ก็มีหัวดีทางธุรกิจ เธอมีกิจการร้านอาหารร่วมทุนกับเพื่อนหนุ่มตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ แล้วดูซิ...พอจบการศึกษายังไม่ทันจะข้ามเดือน ทั้งคู่ก็แต่งงานกันอย่างมีความสุข พวกเขามีกันทุกอย่างที่เธอไม่มี...

พ้นจากเขาแล้ว เธอไม่เคยเห็นผู้ชายคนไหนคู่ควรกับการร่วมชีวิต ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะอยู่ในฐานะสูงส่งขนาดไหน เธอไม่เคยยอมรับว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ใครอื่น แต่อยู่ที่ความรู้สึกของใจเธอเอง...เธอยังเจ็บปวดทุกครั้งที่มองดูรูปของพ่อ...เหมือนแววตาของพ่อในรูปนั้นจะยิ้มเยาะเธอ...

เหมือนพ่อจะบอกเธอว่า...หนูรู้แล้วใช่ไหมลูก ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดของคนคืออะไร...ไม่ใช่เปลือกภายนอกที่ห่อหุ้มเขาอยู่ ของพวกนั้นมันเปลี่ยนแปลงได้ ที่พ่อห่วงพ่อเตือนเพราะพ่อรู้ว่า ผู้หญิงจะรักฝังใจได้นานกว่าผู้ชาย ปากแข็งกว่า แล้วก็จะเจ็บปวดมากกว่า...

เขาดูจะเงียบสนิทไปตั้งแต่ที่เธอพูดถึงภรรยา...เด็กลูกแม่ครัวในบ้าน...เธอนึกภาพของผู้หญิงที่นอนแบ่บอยู่บนเตียงพยาบาล ผอมจนแทบจะจมหายลงไปในความหนาของที่นอน แม้ใบหน้าซูบซีด และดวงตาลึกลงจนน่ากลัว แต่ดวงตาคู่นั้นกลับทอประกายยินดีขึ้นวูบหนึ่งเมื่อเห็นเธอ

คุณหนูกุล...

เลิกเรียกฉันว่าคุณหนูเสียที ฉันแก่กว่าเธอตั้งกี่ปี’  เธอเอ่ยอย่างขัดใจนิดๆ...เธอจำเป็นต้องมาเพราะเป็นมารยาททางสังคม ทั้งสามีภรรยาเคยอยู่ในบ้านเธอ รู้ข่าวว่าไม่สบายมากจะไม่มาเยี่ยมก็ดูจะใจดำเกินไป แต่ข่าวที่ว่า   ’มาก’...เธอก็ไม่ได้คาดว่าจะมากเท่าที่ตาเห็น และ...คนที่ป่วยหนักก็ไม่เห็นน่าจะแสดงอาการยินดีที่เห็นเธอมากเท่านี้...

ดีใจจังที่คุณมา...พี่ไทออกไปคุยกับหมอ อีกเดี๋ยวเขาก็จะกลับเข้ามา คุณหนูคุยกับกิ่งเดี๋ยวนึงได้มั้ยคะ

ทำไมจะไม่ได้...ฉันก็ตั้งใจมาเยี่ยมเธอ ว่าจะมาตั้งหลายวันแล้ว แต่มีประชุมบ้าอะไรไม่รู้ทุกวัน แล้วอีกไม่กี่วันก็ต้องไปสัมมนาที่เมืองนอกอีก ฉันก็เลยชิ่งมาก่อน เธอเป็นยังไงบ้างล่ะ...รู้ใช่มั้ยว่าโรคนี้มันสำคัญที่กำลังใจ แต่เธอก็น่าจะมีกำลังใจดีนะ..ทั้งสามี ทั้งลูกก็...เหมือนตั้งใจจะปลอบให้กำลังใจ แต่ตัวเธอเองเท่านั้นที่รู้ว่าเจตนาจะพูดอะไร

เขาดีกันทุกคนค่ะ...’  เสียงคนไข้แหบระโหย และทีท่าเหนื่อยอ่อนจนกุลยาแทบอยากจะถอยกลับ 

...ดีจนกิ่งอยากให้เขามีความสุขตลอดไป ไม่ต้องมาเศร้ากับสิ่งที่มันจะเกิดกับกิ่ง ซึ่งมันเป็นเรื่องที่แก้ไขอะไรไม่ได้ กิ่งทำบุญมาแค่นี้ แต่ก็ได้รับผลบุญมาตลอดชีวิตแล้ว ไม่มีอะไรต้องเสียดาย แต่พี่ไท...เขายังควรได้รับความสุข เขาเป็นคนดี...คุณหนูกุล...พี่ไทมีคุณหนูอยู่ในหัวใจตลอดเวลา เขาดีกับกิ่ง...เป็นสามีที่ประเสริฐ แต่คุณหนูเป็นคนที่เขารัก...

กุลยาจำได้ว่าหัวใจของเธอพองโตกับคำกล่าวนั้น...ลืมความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีของตัวเองไปชั่วขณะ แต่...ก็แค่ชั่วขณะ แทบจะไม่ทันถึงอึดใจ หัวใจที่พองโตนั้นก็ยุบแฟบลงจนราวกับมันเป็นลูกโป่งที่ถูกปล่อยลม เมื่อประตูห้องถูกผลักเข้ามา และร่างสูงของผู้ชายที่กำลังถูกกล่าวขวัญถึงก้าวยาวๆตรงมาที่เตียง...

เขาทำอาการเหมือนไม่เห็นเธออยู่ตรงนั้น ตรงดิ่งเข้าไปหาภรรยา นั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียงและจับมือผอมบางไปกุมไว้นิ่ง...ดวงตาคมเข้มของเขาแดงก่ำและเหมือนจะมีหยาดน้ำคลอคลองอยู่ คนบนเตียงเสียอีกพยายามเผยอยิ้ม แม้จะดูอ่อนแรงเต็มที

หมอบอกอย่างที่กิ่งบอกพี่ใช่ไหม หมอบอกแล้วว่า กิ่งมีเวลาเหลืออีกนิดเดียว...ถ้ามีเรื่องอะไรที่จำเป็น จะได้ทำเสียให้เสร็จก่อน ไม่ต้องมีเรื่องกังวลตามไปทำให้ไม่มีความสงบ พี่ไท...โชคดีจริงๆที่คุณหนูกุลมา ทันเวลาที่กิ่งจะ....

เธอทำเหมือนตั้งใจจะพูดอะไรสักอย่างที่สามีก็คงเดาได้ว่าเป็นเรื่องอะไร เขาพูดขัดขึ้นก่อนที่เธอจะพูดจบ...น้ำเสียงแน่วแน่ จริงจัง

กิ่ง...พี่อาจเป็นผู้ชายธรรมดาๆ ที่เคยมีผู้หญิงผ่านเข้ามาในชีวิต ก่อนที่เราจะได้อยู่ด้วยกัน แต่หลังจากวันนั้นแล้ว พี่มีกิ่งคนเดียว และจะมีคนเดียวตลอดไป ถ้ากิ่งกังวลเรื่องนี้ก็เลิกกังวลได้แล้ว อดีตเป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้วนะกิ่ง หมอจะพูดว่ายังไงก็ช่าง แต่กิ่งต้องรู้ว่า กิ่งมีความหมายกับพี่ทุกเวลานาที ไม่ว่าเวลาของเราจะเหลืออยู่เท่าไหร่ เราก็จะใช้มันด้วยกันให้คุ้มค่า กิ่งต้องเชื่อพี่ว่านอกจากกิ่ง พี่ไม่มี และจะไม่มีคนอื่นอีก...ตลอดชีวิต...

แววตาของเขาแสดงความเจ็บปวดแต่ก็มั่นคงสุดหัวใจ แต่คำพูดที่กุลยาได้ยินกลับทำให้เธอเจ็บปวดสุดใจเหมือนกัน..เขาประกาศให้เธอได้ยินต่อหน้าภรรยาว่า...เขาไม่มีเธอหลงเหลือในหัวใจ และจะไม่มีวันเกี่ยวข้องผูกพันกันอีก...เวลาที่เธอปฎิเสธความรักของเขา เขาจะเจ็บปวดเท่าที่เธอรู้สึกอยู่ตอนนี้มั้ยนะ...ไม่หรอก พ่อก็เคยบอกว่า ผู้หญิงจะรักฝังใจได้นานกว่าผู้ชาย นั่นจะทำให้ผู้หญิงเจ็บปวดมากกว่า  พ่อขา...พ่อพูดจริงทุกอย่าง

 

เขาเงียบไปนาน…คงนานเท่าที่เธอตกอยู่ในภวังค์แห่งการคิดคำนึง แต่พอเธอขยับรู้สึกตัว เขาก็พูดกับเธอด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล...เหมือนเตรียมพร้อมที่จะเจรจากับเธอ

“ความรักที่ไม่สมหวัง ต้องปิดบังซ่อนเร้นก็คงเหมือนรอยสักในร่มผ้า ตอนจะเกิดก็เจ็บไปรอบนึง พอคิดจะลบก็ต้องเจ็บอีกรอบ คนทั่วๆไปก็เลยปล่อยรอยสักที่ตัวเองเห็นคนเดียวให้อยู่ต่อไปในที่ๆมันเคยอยู่ ไม่ไปแตะต้องอะไรมัน มันไม่เจ็บถ้ามองไม่เห็น     

แต่มันก็เป็นธรรมชาติอีกอย่างหนึ่ง...อะไรที่ถึงจะเจ็บแต่ถ้ามันเจ็บบ่อย เจ็บซ้ำ บางทีมันก็กลายเป็นความเคยชิน นานๆเข้าเราอาจไม่รู้สึกว่ามันคือความเจ็บปวดอีกต่อไป เหมือนรอยสักที่ถึงมันจะยังมี แต่ความเคยชินก็อาจจะทำให้เรามองผ่านมันไปเหมือน...ไม่มี”

“คุณจะบอกฉันว่า...ฉันเป็นเหมือนรอยสักนั้นหรือ”   เธอถามเสียงขุ่น แต่เขายังพูดไปเรื่อยๆ

“ผมเหมือนเด็กวัยรุ่นคึกคะนอง ไปสักรูปที่คิดว่าชอบโดยที่ยังไม่รู้ใจตัวเอง พอทำไปสักพักถึงได้รู้ว่ารูปนั้นมันไม่ใช่...เผอิญผมเป็นคนที่ทำอะไรเปิดเผยแบบเดียวกับคุณ ผมไม่ได้สักไว้ในร่มผ้า ถึงตัวเองเห็นจนชินไม่เจ็บปวดอีกแล้ว แต่เพราะไปสักไว้ในที่ๆใครๆก็เห็นกันทั่ว โดยเฉพาะผู้หญิงที่เป็นเมีย...

เขาไม่รู้หรอกว่ารอยสักนั้นไม่ได้มีความหมายอะไรกับผมแล้ว แต่ถ้ามันยังอยู่มันก็ก่อกวนความสงบของจิตใจเขา ผมถึงจำเป็นต้องลบรอยสักนั้นออกไปให้ได้ ลบออกจากตัวผม ลบออกจากตาเขา แต่ทำแบบนั้นมันก็ทำให้ผมเจ็บอีกรอบโดยไม่จำเป็น เมียผมก็เจ็บด้วย...เขารักผม ไม่ต้องการให้ผมเจ็บ มันถึงเป็นหน้าที่...ที่ผมต้องทำให้เขาเชื่อให้ได้ว่าผมเองก็รักเขา และไม่ต้องการให้เขาเจ็บเหมือนกัน

ความรักของกิ่งบริสุทธิ์ ไม่ต้องการสิ่งตอบแทน เขาขอแค่ได้รัก...พร้อมจะเสียสละ ผมรู้สึกเหมือนผมไม่คู่ควรกับความรักของเขา ผมต้องพยายามทำสะอาดใจ ผมต้องไม่ทิ้งร่องรอยของรักอื่นให้เขาสัมผัสได้ แต่ทำแบบนั้นก็ทำให้เกิดความเจ็บและกระทบกระเทือน แต่ผมก็ยังต้องทำ...

ก่อนที่เขาจะจากไป ใจของผมสะอาดแล้ว และรอยสักเดิมก็ถูกลบ...ผมสักรอยใหม่ให้เขาเห็น..รูปที่ใช่ เป็นลายเฉพาะของเขา..สักลงในที่ๆเห็นชัดกว่าเดิม ที่ซึ่งจะทำให้..ถึงเราไม่ได้อยู่ในภพภูมิเดียวกัน แต่ถ้าเขามองกลับมา เขาก็จะเห็น..ผมยืนยันกับเขาว่ารอยนี้จะติดอยู่กับตัวผมไปจนกว่าผมจะตาย มันอาจนำทางเขากลับมาหาผม หรือพาผมไปหาเขาก็แล้วแต่ แต่เราจะตามหากันจนเจอเพื่อจะได้อยู่ด้วยกันอีกครั้ง...

แล้วสำหรับเราสองคน...ผมอยากได้โอกาสที่จะบอกคุณว่า ผมก้าวพ้นจากบ่วงที่ผมก้าวเข้าไปและติดอยู่ด้วยความลุ่มหลง ไม่เจียมตัวนั้นแล้ว ต่อแต่นี้ใจผมก็สะอาดสำหรับคุณเหมือนกัน คุณจะไม่ต้องหวาดระแวงเวลาที่ผมเข้าใกล้ เพราะสิ่งที่ผมเคยบอกกับคุณ...มันถูกลบจบสิ้น  

ผมกล้าพูดเมื่อเป็นความจริงจากใจทั้งในตอนนั้นและตอนนี้ ผมพร้อมจะทำตามที่รับปากกับคุณท่านไว้ก่อนที่ท่านจะสิ้นลม ท่านฝากให้ผมคอยดูแลช่วยเหลือคุณ ผมรับปากท่าน..แค่ขอเวลาให้ผมแน่ใจว่าแผลในใจผมหายสนิท ทุกอย่างลบเลือน

เพื่อที่ผมจะสามารถกลับไปอยู่ในฐานะเดิม...ก่อนที่จะบังอาจสารภาพรักกับคุณ ฐานะของลูกคนงานในบ้านที่บุญคุณของคุณท่านคุ้มหัวมาตั้งแต่เล็กจนโต  ผมพร้อมทำทุกอย่างเป็นการทดแทนพระคุณ แล้วแต่ว่าคุณต้องการให้ผมทำอะไร...” 

เขาพูดด้วยสีหน้าสงบ ไม่มีความหวามไหวในดวงตา ไม่มีเงาของเธออยู่ในใจเขาแล้ว  กุลยากระพริบตาสองสามครั้งเพื่อสะกดกลั้นน้ำตาที่เอ่อขึ้นมาถึงขอบตาไว้  แต่ไร้ผลมันร่วงรินตามกันออกมาราวกับบ่อน้ำตาแตก

“ขอบคุณนะไท...แต่คนที่มีบุญคุณกับคุณคือพ่อ ไม่ใช่ฉัน...และฉันจะไม่ชุบมือเปิบ ฉกฉวยผลประโยชน์จากความเป็นคนดีของใคร ฉันเป็นคนโง่ เป็นไก่ที่ไม่รู้ค่าของพลอย เป็นลูกที่ดื้อรั้นดันทุรัง ไม่เชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่ สมกับที่พ่อคาดไว้ว่า สักวันฉันจะต้องเสียใจ เพราะโอกาสบางอย่างจะผ่านเข้ามาในชีวิตคนๆหนึ่งแค่ครั้งเดียว

ฉันทิ้งโอกาสนั้นไปนานมากแล้ว ทั้งที่มันเป็นโอกาสเดียวที่ฉันปรารถนามากที่สุด แต่เพราะความโง่..ฉันสร้างเกราะป้องกันตัวเองจากสิ่งเดียวที่ฉันต้องการ ตอนนี้ฉันไม่สามารถไขว่คว้าสิ่งนั้นมาครอบครองได้อีก และไม่มีอะไรที่จะมาทดแทนได้ เมื่อฉันฝ่าตัวตนที่โง่งมงายออกมา ฉันถึงได้รู้ว่า...สิ่งที่ฉันต้องการจริงๆมาตลอดชีวิต คือสิ่งที่คุณเพิ่งบอกว่า คุณลบมันทิ้งสำเร็จแล้ว”

 





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน