• นักษรา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : vongkae@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2013-10-13
  • จำนวนเรื่อง : 767
  • จำนวนผู้ชม : 181114
  • ส่ง msg :
  • โหวต 12 คน
นักษรา
การเขียนได้และได้เขียนยังต้องการอีกสิ่งหนึ่งที่นักเขียนทุกคนกระหาย..นั่นคือการได้ปรากฎตัวของผลงานเกรงว่าถ้าไม่สามารถสักวันไฟที่ลุกโพลงอยู่ในความคิดจะมอดลง..ซึ่งเป็นหายนะของชีวิตนักเขียน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/nuksara
วันเสาร์ ที่ 24 มีนาคม 2561
Posted by นักษรา , ผู้อ่าน : 880 , 13:32:50 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

๑๐.๒   

บุตรชายตัวน้อยของผู้เสียชีวิต กระดูกหักต้องเข้าเฝือกทั้งแขนและขา ผู้เป็นลุงหาพยาบาลพิเศษมาดูแลแทน จนกว่างานศพพ่อแม่ของแกจะเสร็จสิ้นเรียบร้อย แล้วจะดูอาการอีกครั้ง ว่าสามารถจะรับแกกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้เลย หรือเด็กน้อยยังจะต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ต่อไป ก็จะขอย้ายแกไปรับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด เพื่อบรรดาญาติจะได้สะดวกที่จะไปเยี่ยมดูอาการอย่างต่อเนื่อง

อรุณรัมภาจัดการจองศาลาที่วัดใกล้บ้าน เพื่องานสวดพระอภิธรรม ตามที่บิดาแนะนำไว้ นิมนต์พระในการทำพิธี จัดหาสังฆภัณฑ์ที่จำเป็น จัดการเรื่องดอกไม้หน้าศพ เตรียมเรื่องน้ำและอาหารสำหรับรับรองแขกและบอกกล่าวกับบรรดาญาติๆ แม้จะเป็นเพียงญาติห่างๆด้วยกันทั้งนั้น แต่เมื่ออยู่ในละแวกบ้านใกล้เรือนเคียง และความเป็นผู้นำชุมชนของบิดา ก็ทำให้มีผู้มาร่วมงานค่อนข้างหนาตา

แม้ทั้งครอบครัวของเธอในฐานะเจ้าภาพ จะต้องตอบข้อซักถามเกี่ยวกับความเป็นไปของเชษฐาและภรรยาใหม่...ภรรยาเก่าของเขาค่อนข้างละเอียดยิบ ตามประสาของความสัมพันธ์แบบบ้านๆ ที่มารยาททางสังคมและความกรงใจ จะถูกความสนิทสนมคุ้นเคยและความเป็นญาติ สยบอย่างราบคาบ ทุกคนก็พยายามตอบคำถามเป็นกลางๆไว้ โดยใช้ความอดทนอย่างสูงกำกับสติอารมณ์ตลอดเวลา

งานที่กำหนดว่าจะสวดพระอภิธรรมสามคืนแล้วจะทำการฌาปนกิจเลย ตลอดงานไม่ปรากฏคนในครอบครัวเอกภรรยาของเชษฐา ย่างกรายมาให้เห็นจนถึงงานสวดวันสุดท้าย...

ใกล้จะถึงเวลาที่พระสงฆ์ที่รับนิมนต์ไว้ จะลงมาที่ศาลาเพื่อสวดพระอภิธรรมตามปกติ รถที่มีตราของโรงแรมชั้นนำของจังหวัด ก็แล่นเข้ามาจอดในบริเวณที่ใช้เป็นที่จอดรถของผู้มาร่วมงาน ซึ่งมีรถจอดอยู่ก่อนไม่กี่คัน

ผู้มางานส่วนใหญ่ก็จะมีบ้านเรือนอยู่ใกล้ๆกับวัด จนสามารถเดินมาได้ พวกที่อยู่ห่างออกไปก็อาจรวมๆกันมา รถกระบะของบ้านไหนสักบ้าน นอกนั้นก็เป็นรถปิคอัฟของคนที่มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับฟาร์ม ผู้นำกลุ่มเกษตรกรที่เคยมาศึกษาดูงานการเรียนรู้ทางการเกษตร ที่มาร่วมงานเพื่อแสดงความมีน้ำใจต่อกัน

ดังนั้นรถที่มาจากโรงแรมจึงเป็นรถหรูดูดีที่ค่อนข้างเตะตา จนสามารถเรียกความสนใจจากผู้มางานที่นั่งอยู่ในศาลาก่อนแล้วให้หันมามองดูเป็นตาเดียวกัน

อรุณรัมภาหายใจไม่ทั่วท้องตั้งแต่เห็นรถตราโรงแรมแล้ว และยิ่งเกือบจะตกใจเมื่อเห็นว่า ผู้ที่ก้าวลงมาจากที่นั่งตอนหลังทั้งสองคน เป็นบุรุษสตรีที่เธอไม่คาดว่า จะได้เจอพร้อมๆกัน...ธนภูมิ และนิจสิรี

อนันยชก้าวมายืนอยู่ทางเบื้องหลังของน้องสาว คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย แน่ละ...เขาจำนิจสิรีได้ แต่ชายหนุ่มที่เดินมาด้วยนั่นเป็นใคร ท่าทีค่อนข้างสง่างาม ภูมิฐานทีเดียว คนเป็นพี่พูดเสียงเยาะเบาๆอยู่ข้างหลังเธอ

“นึกว่าจะใจดำขนาดไม่มางานศพพ่อตัวเองเสียแล้ว นั่นควงใครมา...ตัวรู้จักหรือเปล่า”

“รู้จัก...”

“แฟนเจ้าหล่อนหรือ...ท่าทางเท่เชียวนี่ ยัยนี่รสนิยมดีเหมือนกันนะ นึกว่าจะทำเป็นแต่กรี๊ดกร๊าดไปวันๆ...”

“ยชไม่ได้ไปสนิทสนมอะไรกับเขาขนาดจะรู้ว่า ปกติเขาทำตัวยังไงเสียหน่อย...ปีชาตินึงก็ไม่ได้เคยเสวนากัน เค้าอยู่บ้านเดียวกับเธอมาตั้งหลายปี ยังพูดกันแทบจะนับครั้งได้ เค้ารู้จักผู้ชายคนนั้น แต่ไม่รู้ว่าสองคนนั่นเป็นอะไรกันหรือเปล่า เขาชื่อธนภูมิ...เคยเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาเลือกเค้าตอนเรียนอยู่ปีสาม”

“อ้อ...เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยนี่เล่า ถึงได้ดูมีลุคดี”

“ตอนนี้ไม่ได้เป็นแล้ว เขาเป็นวิทยากรผู้บรรยายในการสัมมนาทางวิชาการ ค่อนข้างดังนะ งานแน่นทั้งปี...”

“รูปหล่อละซิ...ว่าแต่...ทำไมถึงรู้เรื่องเขาดีนัก...หือ?”

“ก็เขาเคยรับเชิญมาอบรมให้คำแนะนำ แนวทางการศึกษาต่อของเด็กม.ปลาย ที่กำลังจะจบปีนี้ไปสองรอบแล้ว เค้าเองก็ถูกส่งไปสัมมนาในโปรแกรมของเขาที่โรงแรมในเมือง แทบจะทุกครั้งที่เขามาจัดสัมมนาที่จังหวัดของเราเลย ท่านผู้บริหารที่โรงเรียนปลื้มเขามาก แล้วเขาก็บอกท่านว่าเค้าเคยเป็นลูกศิษย์ตั้งแต่สมัยเรียน...ก็เลย...”

“อ้อ!...”

“ยช...ทำหน้าดีๆหน่อย เขาเดินเข้ามาใกล้แล้ว...เราเป็นเจ้าภาพนะ”

หญิงสาวหันไปบอกพี่ชาย ก่อนจะเดินออกไปรับผู้มาใหม่ทั้งคู่ตามมารยาท อนันยชเดินตามไปติดๆ คนน้องพนมมือทำความเคารพอาคันตุกะหนุ่ม และรับไหว้ลูกผู้น้อง ที่ทำท่าเหมือนไหว้แบบเสียไม่ได้

“ทำไมถึงมาด้วยกันได้คะ...”  เธอคิดว่าเป็นคำถามธรรมดา เพราะรู้อยู่ว่าธนภูมิพักร้อนอยู่ที่โรงแรม...ก็เขาเคยบอกเธอแบบนั้น นิจสิรีขยับจะตอบแต่ช้ากว่าฝ่ายชาย

“ผมเพิ่งรู้ข่าวจากท่านผู้บริหารโรงเรียนของคุณ ตั้งใจว่าจะมาร่วมงานสักวันก่อนจะกลับกรุงเทพ จะขับรถมาเองก็กลัวจะหลง ผมไม่ชำนาญทางแถบนี้ พอดีตอนที่ไปติดต่อเรื่องรถกับคนขับที่โรงแรม เจอคุณนิจสิรี...เธอก็กำลังหารถจะมางานเดียวกัน ผมก็เลยเชิญเธอมาด้วยกันเสียเลย...”

อรุณรัมภาแนะนำพี่ชายกับอาจารย์ของเธอตามธรรมเนียม ก่อนจะหันมาถามลูกผู้น้อง

“นิจมาคนเดียวหรือ...”

“มากับชื่น...ถ้าไม่เจอคุณธนภูมิก็คงให้คนขับรถของโรงแรมขับมาส่ง แล้วก็คงต้องให้ชื่นมาด้วย แต่พอมีเพื่อนมาแล้ว ก็เลยให้ชื่นรออยู่ที่โรงแรม ไม่อยากฝืนใจคนอื่น คุณตากับแม่ให้เขามาเป็นเพื่อน ไม่อยากให้เดินทางคนเดียว...แต่ความจริงเขาไม่ได้อยากจะมา...แค่ขัดคำสั่งเจ้านายไม่ได้”

นิจสิรีพูดเสียงแข็งแบบมะนาวไม่มีน้ำ ชื่นที่เธอพูดถึงคือชื่นชม...ต้นห้องหรือพี่เลี้ยงของนพิน ตามประสาที่เธอเป็นลูกสาวคนเดียวของคหบดีมีชื่อ เจ้าตัวเองคงไม่ค่อยจะถูกอารมณ์กับเชษฐานัก แต่เมื่อเขาเป็นสามีของเจ้านาย จะแสดงปฎิกริยาอะไรออกนอกหน้าก็ใช่ที่ มาบัดนี้....เมื่อเจ้านายแสดงว่ามีความเห็นเดียวกับหล่อน พอเจ้านายมีทีท่าอย่างไร หล่อนก็ทำได้แบบเดียวกันโดยไม่ต้องเกรงใจ

“ไปไหว้คุณพ่อก่อนไป เดี๋ยวค่อยคุยกัน”

“นิจมาเคารพศพคุณพ่อเท่านั้น ไม่อยู่ฟังสวดนะ เดี๋ยวจะกลับเลย”  เธอพูดแบบเอาแต่ใจตัวเองโดยไม่สนใจใคร

“นิจ...ทำไมต้องทำอะไรขนาดนั้น...” อรุณรัมภาอดตำหนิลูกผู้น้องไม่ได้ แม้จะพยายามใช้น้ำเสียงนุ่มนวล

“ยังไงอาเชษฐ์ก็เป็นพ่อของเรานะ ใจคอจะไม่ฟังสวด...ไม่อยู่เผาหรือ จะรีบกลับไปไหน อุตส่าห์มาจนถึงนี่แล้ว”

“นิจก็อยากถามพ่อเหมือนกันว่า ทำไมต้องทำตัวใฝ่ต่ำ...ทำให้ลูกเมียต้องอับอายขายหน้าคนอื่นเขาไปทั้งประเทศแบบนี้...แทบจะออกจากบ้านไปเจอหน้าใครไม่ได้ เคยคิดบ้างมั้ยว่า ทำอะไรลงไป มันดูถูกลูกเมียขนาดไหน...ตัวเองเป็นใคร...คุณตาเป็นใคร...แม่กับนิจเป็นใคร...แล้วนังผู้หญิงหน้าด้านคนนั้นมันเป็นใคร...”

“ตกลงไม่รู้เลยหรือว่าใครเป็นใคร...”

เสียงของอนันยชฟังดูเรียบเรื่อย แต่สำเนียงกลั้วหัวเราะของเขา ออกอาการเหยียดหยามชัดเจน นิจสิรีที่กำลังพูดพร่ำด้วยความแค้นใจแทบจะหยุดชะงัก ดวงตาลุกวาวราวกับแม่เสือ อรุณรัมภาจับแขนลูกผู้น้อง ดึงให้เดินไปทางด้านหน้าของศาลาด้วยกัน...จะมาวิวาทะอะไรกันในงานศพเนี่ย

ธนภูมิคงพอรู้อะไรมาบ้างเลาๆ...เขานั่งรถมากับเธอตั้งนาน ลงว่านิจสิรีรู้สึกคับแค้นใจขนาดนี้ ไอ้เรื่องจะไม่ระบายอะไรให้เขาฟังเลย คงเป็นไปไม่ได้ แล้วเรื่องที่เธอเล่าก็น่าจะเป็นไปในทำนองเดียวกับเรื่องที่พร่างพรูออกจากปากราวกับทำนบพังเมื่อตะกี้ เขาจึงเดินตามหญิงสาวทั้งคู่ไปเงียบๆ

แต่อนันยชยังหยุดอยู่ที่เดิม...เขาไม่ได้อยากจะเข้าใกล้ หรือปะทะคารมกับเด็กสาวลูกของอา ที่เขาไม่เคยถูกชะตา...นอกจากแต่งตัวกรีดกรายไปมาไม่ทำมาหากิน เจ้าหล่อนยังปากเสียพอๆกับแม่ ไม่ละไม่เว้นแม้จะพูดถึงพ่อตัวเองที่ตายไปแล้ว ทำท่าให้ปรากฏว่าไม่เคารพนับถือ

ก็สมแล้วที่พ่อของหล่อนอยากจะหาลูกเมียคนใหม่ ที่มันดูเป็นผู้เป็นคนมากกว่าที่มีอยู่เดิม…เขาบริภาษญาติสาวร้อนเร่าอยู่ในใจ เขายังไม่อยากกลายเป็นผู้ชายป่าเถื่อนทำร้ายผู้หญิงต่อหน้าธารกำนัล แต่ไม่แน่ใจว่า ถ้าฟังเจ้าหล่อนพูดอะไรต่อไปอีกไม่กี่คำ เขาจะยังรักษาความเป็นสุภาพชนไว้ได้หรือไม่

ชายหนุ่มยืนมองน้องสาวพาแขกทั้งสองไปที่หน้าโลงสีขาวประดับลวดลายสีทองที่วางเรียงกันอยู่ มีรูปของเชษฐาและวารุณีอยู่ในกรอบบนขาตั้งคนละด้าน อรุณรัมภาจุดธูปส่งให้ทั้งคู่ตามหน้าที่ของเจ้าภาพ ธนภูมิกราบพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ที่โต๊ะหมู่บูชา บนยกพื้นอันเป็นที่ตั้งของอาสนะสงฆ์ที่จะมาสวดพระอภิธรรม แล้วรับธูปที่ลูกศิษย์สาวส่งให้ ทำความเคารพศพทั้งสองตามพิธีการอันดี

แต่นิจสิรีหันหน้าไปทางโลงศพของบิดาเท่านั้น เธอพนมมือถือธูปไว้ ปากพึมพำอะไรขมุบขมิบอยู่นาน และน้ำตาไหลรินอาบแก้ม ยังไงเสียเธอก็เป็นลูกสาวคนเดียวของเขา จะดูถูกพ่อตัวเองตามการเสี้ยมสอนมาอย่างไร ก็คงจะต้องมีความรู้สึกผูกพันระหว่างพ่อลูกเป็นสายสัมพันธ์อยู่เป็นธรรมดา

อรุณรัมภาเพิ่งรู้สึกสงสารลูกผู้น้องจับใจ...เวลาที่ยังมีพ่ออยู่ เธอไม่เคยรู้ว่าเขามีความหมายอย่างไร จนสูญเสียเขาไปแล้วถึงได้นึกขึ้นได้ ธนภูมิเขยิบเข้ามาใกล้จนกระซิบพูดกับลูกศิษย์พอได้ยิน

“ทีแรกคิดว่าจะกลับกรุงเทพวันนี้ แต่ผมคงจะอยู่ต่ออีกวัน...พรุ่งนี้จะมางานเผาด้วย”

“ขอบคุณค่ะ...ขอบคุณที่อาจารย์เอื้อเฟื้อน้องของดิฉันด้วย”

“เธอก็...น่าสงสารนะ...”  เขาพูดไม่ค่อยจะเต็มปาก

“ค่ะ...ลูกกำพร้าน่าสงสารทุกคน...ยังมีอีกคนยังนอนเจ็บอยู่ที่โรงพยาบาล”

“ผมดีใจที่ไม่ได้กลับกรุงเทพไปก่อน คุณต้องแนะนำผมกับคุณพ่อคุณแม่ด้วยนะ”

บางอย่างในน้ำเสียงของเขาทำให้เธอรู้สึกสะดุดใจ แต่ก็พยายามรักษาความเรียบนิ่งเข้าไว้

“ดิฉันต้องทำอย่างนั้นอยู่แล้ว อาจารย์มาเป็นแขกของดิฉัน ในงานที่พ่อกับแม่เป็นเจ้าภาพ จะไม่แนะนำได้ยังไง แต่วันนี้ พ่อมีแขกผู้ใหญ่พาคณะมาเยี่ยมชมงานที่ฟาร์ม ก็คงต้องอยู่ต้อนรับให้สมเกียรติ อาจจะมางานช้าสักหน่อย...”

“คุณรู้ดีว่าควรแนะนำผมกับท่านว่ายังไง...ใช่มั้ย?”

“ดิฉันรู้ซิคะ...เราพูดกันเข้าใจแล้วนี่นา ว่าแต่...ถ้ายายนิจแกดึงดันจะกลับก่อนที่พระท่านจะสวด อาจารย์จะทำยังไงคะ มาด้วยกัน...”

“ก็เพราะมาด้วยกัน ถ้าผมไม่กลับ เธอจะกลับไปก่อนได้ยังไง คุณอย่ากังวลกับอารมณ์เด็กที่กำลังน้อยใจ...เสียใจ ผมคงพอจะเกลี้ยกล่อมให้เธอใจเย็นลงได้...”

“ขอบคุณอีกครั้งที่คิดจะช่วยนะคะ ดิฉันอยากให้น้องได้ทำหน้าที่ของลูกอย่างดีๆเป็นครั้งสุดท้าย แกจะได้ไม่สำนึกเสียใจ เมื่อเวลาผ่านพ้นไปแล้วเกิดได้คิดขึ้นมา เมื่อทุกอย่างมันสายเกินแก้ แกหมุนเวลาย้อนกลับไม่ได้...แล้วมันจะเป็นความรู้สึกผิดที่จะติดอยู่ในใจของแกตลอดไป

มันไม่ใช่เรื่องลำบากยากเย็นอะไรที่จะทำ เพียงแต่แกจะลดทิฐิของตัวเองลง แล้วก็ยอมรับว่า...ไม่ว่าแกจะเสียใจ อับอายคนอื่นจากการกระทำของเขาสักแค่ไหน...คนที่นอนอยู่ในโลงนั่นก็คือคนที่ให้กำเนิดแกมา...”

 

 




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน