• เจนอักษราพิจารณ์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunjon_muk@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-12-04
  • จำนวนเรื่อง : 229
  • จำนวนผู้ชม : 487930
  • ส่ง msg :
  • โหวต 125 คน
หนุ่มสัญจร
คมความคิด ชีวิตและงาน สายธารวรรณกรรม
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/numsunjon
วันพุธ ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2553
Posted by เจนอักษราพิจารณ์ , ผู้อ่าน : 3159 , 22:58:01 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ตำนานชีวิตสี่เสืออีสาน : อุดมการณ์ฝากไว้ในแผ่นดิน (๗)

นายจำลอง ดาวเรือง : ขุนพลเมืองมหาสารคาม

ใกล้จะถึงตอนสุดท้ายแล้วสำหรับตำนานชีวิตสี่เสืออีสาน : อุดมการณ์ฝากไว้ในแผ่นดิน นักสู้เพื่ออุดมการณ์จากที่ราบสูง ขอขอบคุณสำหรับทุกท่านที่เข้ามาทักทายฝากไว้ซึ่งร่องรอยแห่งความทรงจำและมิตรภาพในยามค่ำคืน  หรืออาจเป็นห้วงเวลาหนึ่งที่เร่งรุดในหน้าที่การงาน ขอมิตรภาพนั้นยังอยู่กับเราตลอดไป

สำหรับเรื่องราวที่ผมจะได้กล่าวในตอนนี้ เป็นการสืบค้นจากตำราและเอกสารทางวิชาการที่นักวิชาการรุ่นใหม่ได้รวบรวมไว้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเรื่องราวเหล่านี้จักได้มีการสืบค้นและรวบรวมไว้อย่างมีหลักการเพื่อนำไปสู่การศึกษาเล่าเรียนในสถานศึกษา  โดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานควรได้ให้ความสำคัญกับเรื่องราวความเป็นมาเหล่านี้ มากกว่าการศึกษาจากเรื่องราวความเป็นจากส่วนกลาง

เช่นเดียวกันสำหรับในตอนนี้จะได้กล่าวถึงวิถีชีวิตของอดีตรัฐมนตรีอีสานนามว่าจำลอง ดาวเรือง นักสู้ฝีกล้าแห่งเมืองมหาสารคาม จากเด็กท้องไร่ท้องนาหาญกล้าสู่เวทีการเมืองระดับประเทศ ฝากชื่อเสียงไว้ให้กระเดื่องแผ่นดิน แต่วาระสุดท้ายของชีวิตก็มิแตกต่างกับเพื่อนอดีตรัฐมนตรีแห่งที่ราบสูงอีก 3 คน ชีวิตคนเรานั้นไม่แน่นอนแต่สิ่งที่เป็นความจริงแท้คือคุณงามความดีที่ฝากไว้แด่ชนรุ่นหลัง

นายจำลอง ดาวเรือง : ขุนพลเมืองมหาสารคาม

นายจำลอง ดาวเรือง เกิดเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2453 เป็นบุตรคนที่ 4 ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 6 คน ของนายมา และนางสอน  ดาวเรือง ในครอบครัวชาวนาที่บ้านงัวบา ตำบลงัวบา อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม ในวัยเด็กมีชื่อเดิมว่าแขก ดาวเรือง เพราะมีรูปร่างหน้าตาคล้ายแขก  

แม้ว่านายจำลอง ดาวเรือง จะเกิดในครอบครัวชาวนาแต่ด้วยขยันและอดทนจึงได้บากบั่นด้านการศึกษา ซึ่งหลังจบการศึกษาชั้นประถมศึกษาที่  3  จากโรงเรียนประชาบาลวัดบ้านงัวบาแล้ว  ทางครอบครัวไม่มีทุนทรัพย์ในการศึกษาเล่าเรียน จึงมีผู้สนับสนุนให้ได้เรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาคือนายเช็ค เยาวสุด ซึ่งดำรงตำแหน่งศึกษาธิการอำเภอวาปีปทุมในขณะนั้น ได้ให้การสนับสนุนเข้ามาเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสารคามพิทยาคม  ในปี 2464 โดยมีเพื่อนร่วมรุ่นเดียวกันคือนายบุญถิ่น อัตถากร ในขณะเดียวกันก็ได้เปลี่ยนชื่อจากแขก มาเป็นจำลอง นับตั้งแต่มาเรียนที่โรงเรียนสารคามพิทยาคม

หลังจากจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 นายจำลอง ดาวเรืองได้เรียนต่อที่โรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย จังหวัดร้อยเอ็ด จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ในปี 2468  แต่ก็ไม่มีทุนในการเรียนต่อเช่นเดียวกัน จึงได้รับการสนับสนุนจากหลวงพิศิษฐ์ เกษมสวัสดิ์ (เจ๊ก หยงนี) เจ้าของบริษัทขนส่งที่จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นผู้อุปการะค่าใช้จ่ายให้มาเรียนต่อด้านช่างกลที่กรุงเทพฯ  จากนั้นจึงกลับเข้ามาทำงานที่บริษัทขนส่งจังหวัดร้อยเอ็ดอยู่ระยะหนึ่งก่อนที่จะลาออกเพื่อประกอบอาชีพส่วนตัว

จากร้อยเอ็ดสู่นายท้ายเรือกลางลำน้ำโขง

ชีวิตนี้ยังมีความหวัง หลังลาออกจากบริษัทขนส่งที่จังหวัดร้อยเอ็ดนายจำลอง ดาวเรือง ได้ประกอบอาชีพส่วนตัวได้ระยะหนึ่งก่อนที่จะมุ่งหน้าทำสู่แผ่นดินลาว โดยได้ขายรถยนต์ส่วนตัวที่หามาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเองเพื่อเป็นทุนในการเลี้ยงชีพต่อไป

ที่นครจำปาศักดิ์แผ่นดินลาวนายจำลอง ดาวเรือง ได้พักอาศัยอยู่กับเพื่อนตระเวนทำงานด้วยวิถีสุจริตชน ในช่วงหนึ่งเคยใช้ชีวิตเป็นนักมวยหาเลี้ยงชีพจนได้รู้จักกับเจ้าราชดนัยน้อยบุตรของเจ้าราชดนัยผู้ครองนครจำปาศักดิ์ จึงได้ชักชวนให้มาทำงานเป็นนายท้ายเรือตามลำน้ำโขงอยู่หลายปี จึงทำให้มีความเชี่ยวชาญด้านภาษาเวียตนามและภาษาฝรั่งเศสเป็นอย่างยิ่ง

ในขณะที่หน้าที่การงานกำลังไปได้สวยแต่ดูเหมือนว่าโชคชะตาจะไม่เข้าข้างเพราะว่าในปี 2476  นายจำลอง ดาวเรืองได้ถูกรัฐบาลอินโดจีนฝรั่งเศสที่ยึดครองประเทศลาวในขณะนั้นจับกุมและถูกคุมขังในข้อหาทางการเมือง หลังจากได้รับอิสรภาพจึงคืนสู่เมืองไทยเพื่อประกอบอาชีพพอย่างสามัญชนทั่วไป

คืนสู่แผ่นดินเกิดด้วยความหวังอันสดใส

หลังได้รับการปลอดปล่อยให้เป็นอิสรภาพนายจำลอง ดาวเรือง จึงคืนสู่บ้านเกิดโดยได้สมัครเป็นครูประชาบาลสอนที่อำเภอวาปีปทุม ก่อนที่สอบชุดวิชาครูระดับประกาศนียบัตรได้ดั่งใจหวัง จากนั้นจึงเข้ามาเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง จนสำเร็จการศึกษาธรรมศาสตร์บัณฑิต ในปี 2480  หลังจากคืนสู่บ้านเกิดเพื่อรับราชการตามแนวคิดของชาวอีสานในยุคนั้นมีความต้องการที่จะให้ลูกหลานประกอบอาชีพรับราชการ โดยตำแหน่งสุดท้ายในอาชีพราชการคือเสมียนศึกษาธิการก่อนที่จะจัดตั้งโรงเรียนเป็นของตนเองที่อำเภอวาปีปทุม

นายจำลอง ดาวเรืองโดยจัดตั้งโรงเรียนเอกชนแห่งแรกของจังหวัดมหาสารคาม  ชื่อโรงเรียนเรืองวิทยา ที่อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม โดยทำหน้าที่เป็นทั้งครูใหญ่และเจ้าของโรงเรียน เปิดทำการสอนในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 –  6 โดยไม่เก็บค่าเล่าเรียน ใช้สถานที่คือวัดศรีชุมพลเป็นห้องเรียนชั่วคราว มีนักเรียนรุ่นแรก 20 คน

ในปี 2481 โรงเรียนเรืองวิทยาได้รับการจัดตั้งเป็นเอกเทศ ทำให้มีจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นในแต่ละปี จึงได้เปิดสาขาที่จังหวัดมหาสารคามในปี 2489 โดยใช้สถานคือบริเวณวิทยาลัยเทคนิคมหาสารคามในปัจจุบัน มีนายดิลก บุญเสริม เป็นครูใหญ่ นอกจากจะเปิดทำการสอนสำหรับนักเรียนโดยทั่วไปแล้วยังเปิดอบรมครูประชาบาลในท้องถิ่นเพื่อเตรียมสอบชุดวิชาครูอีกทางหนึ่งด้วย แต่บทบาทสำคัญของนายจำลอง ดาวเรืองในยุคนั้นซึ่งเป็นที่รู้จักในหมู่ประชาชนทั่วไปในนามของนักโต้วาทีมีชื่อเสียงโด่งดังของจังหวัดมหาสารคาม อันเป็นฐานเสียงทางการเมืองในยุคต่อมา

จากลูกชาวนาถึงสภาอันทรงเกียรติ

นายจำลอง ดาวเรือง ลงสมัครเลือกตั้งผู้แทนราษฎรที่จังหวัดมหาสารคามครั้งแรกในการเลือกตั้งครั้งที่ 2  ของเมืองไทยในปี 2480 ซึ่งจากประกอบอาชีพครูปฏิบัติตนด้วยความขยัน ซื่อสัตย์ สุจริต อีกทั้งยังเป็นนักโต้วาทีที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของชาวมหาสารคาม อีกทั้งในยุคนั้นเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปที่สำเร็จการศึกษาระดับสูงได้เข้าสู่การเป็นนักการเมืองในระดับชาติ อีกทั้งได้รับการสนับสนุนจากนายกว้าง ทองทวี ศึกษาธิการจังหวัดมหาสารคาม และหลวงอังคณานุรักษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคามในขณะนั้น จึงทำให้ได้รับความไว้วางใจจากชาวจังหวัดมหาสารคามในฐานะเป็นผู้แทนราษฎรที่มาจากตัวแทนของชาวไร่ชาวนา

แม้ว่าจะเป็นผู้แทนราษฎรหน้าใหม่ แต่นายจำลอง ดาวเรือง ก็ถือได้ว่าเป็นผู้ที่มีบทบาทในสภาผู้แทนราษฎรสูง  มีการรวมกลุ่มกับผู้แทนราษฎรจากภาคอีสานกันอย่างเหนียวแน่นในความเป็นท้องถิ่นนิยม โดยนายจำลอง ดาวเรืองมีแนวคิดในการกระจายอำนาจและบทบาทจากส่วนกลางไปยังชนบทมากขึ้น โดยลดอำนาจของรัฐบาลจากส่วนกลาง ซึ่งสอดคล้องกับแนวความคิดของผู้แทนราษฎรอีสานในยุคนั้น เช่น นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ นายถวิล อุดล และนายเตียง ศิริขันธ์ ซึ่งเคยมีความสัมพันธ์เป็นการส่วนตัวก่อนที่จะลงเลือกตั้งผู้แทนราษฎร ซึ่งได้มีการจัดตั้งเป็นพรรคสหชีพในเวลาต่อมา

ในระหว่างที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นนายจำลอง ดาวเรืองมีโอกาสเข้าศึกษาต่อด้านกฏหมายจนได้เนติบัณฑิตอีกทางหนึ่ง จึงทำให้มีความรู้ด้านกฎหมายเป็นอย่างดี และได้รับความไว้วางใจจากในการเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎรของจังหวัดมหาสารคามเรื่อยอีก 2 สมัย จากการเลือกตั้งในครั้งที่ 3 และการเลือกตั้งครั้ง 4 ตามลำดับ

ผู้นำเสรีไทยหน่วยมหาสารคาม

ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดเหตุการณ์ญี่ปุ่นบุกประเทศไทยเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484 จึงเกิดขบวนการเสรีไทยขึ้นในประเทศไทย ซึ่งในเวลาต่อมานายจำลอง ดาวเรือง ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการขยายหน่วยเสรีไทยสายอีสานที่จังหวัดมหาสารคาม ร่วมกับนายเตียง ศิริขันธ์

หน่วยเสรีไทยจังหวัดมหาสารคาม จัดตั้งขึ้นประมาณปี 2487 รับผิดชอบเขตพื้นที่จังหวัดมหาสารคามและจังหวัดกาฬสินธุ์ ทั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากข้าราชการในจังหวัด คือ ขุนไมตรีประชารักษ์ ข้าหลวงประจำจังหวัด นายกว้าง ทองทวี ศึกษาธิการจังหวัดมหาสารคาม และนายไสว ถีนานนท์ แขวงการทางจังหวัดมหาสารคาม

 

สภาพของถ้ำเสรีไทยบนเทือกเขาภูพาน จังหวัดสกลนคร ที่เคยใช้เป็นฐานที่มั่นและใช้เก็บอาวุธระหว่างปี 2485 - 2488

ในระยะเริ่มแรกในการจัดตั้งค่ายเสรีไทยนายจำลอง ดาวเรือง ดั้กชวนญาติพี่น้อง และเพื่อนสนิท เช่น นายเพ็ง ดาวเรือง นายดิลก บุญเสริม นายดิลก มะลิมาศ  นายมาบ ภูมาศ และคนอื่น ๆ อีกประมาณ 15 คน เป็นกำลังสำคัญ และเดินทางไปรับการฝึกอาวุธประจำหน่วยเสรีไทยจังหวัดมหาสารคาม

ในเวลาต่อมาได้มีการก่อสร้างค่ายเสรีไทยหน่วยมหาสารคามที่บ้านนาคู อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์  โดยลักษณะค่ายบ้านนาคูลักษณะพื้นที่เป็นแนวยาวตามเทือกเขา มีการก่อสร้างบ้านพักมุงหลังคาด้วยหญ้าแฝก

ในการก่อสร้างค่ายเสรีไทยที่บ้านนาคูใช้เวลาในการก่อสร้าง 20 วัน โดยการเกณฑ์แรงงานราษฎรจากอำเภอกุฉินารายณ์ สหัสขันธ์ กมลาไสย อำเภอเมืองกาฬสินธุ์  มาร่วมก่อสร้าง มีการนำเกวียนบรรทุกหินเป็นแผ่น ๆ เพื่อใช้เพื่อเป็นรันเวย์และพื้นที่สนามบินจนสามารถใช้เป็นสนามบินที่เครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรลำเลียงอาวุธยุทธภัณฑ์ต่าง ๆ มาลงที่สนามบินแห่งนี้ นอกจากนั้นยังเป็นจุดรับเสรีไทยไปรับการฝึกอาวุธที่ประเทศอินเดีย มีนายจารุบุตร เรืองสุวรรณ นายเสรี นวลมณี นายแปลง และนายสุรศักดิ์

ภาพถ่ายของเสรีไทยสายอีสานบนภูพาน

ค่ายเสรีไทยบ้านนาคู รอยต่อกาฬสินธุ์ – สกลนคร

ค่ายเสรีไทยบ้านนาคูถือได้ว่าเป็นรอยต่อของสามจังหวัดคือ สกลนคร กาฬสินธุ์ และนครพนม ซึ่งสามารถใช้ม้าเป็นพาหนะในการเดินทางและเดินทางเท้าเป็นหลัก โดยมีสมาชิกเสรีไทยที่ได้รับการคัดเลือกไปเข้ารับการฝึก คือ นายจำลอง ดาวเรืองเป็นผู้ประสานงาน นายดิลก บุญเสริม นายมาบ ภูมาศ จากโรงเรียนฝึกหัดครูมหาสารคาม นายดิลก มะลิมาศ ครูใหญ่โรงเรียนเรืองวิทยา และคณะครูจากอำเภอสหัสขันธ์ จำนวน 15 คน ไปฝึกอาวุธที่ค่ายบ้านโนนหอม จังหวัดสกลนคร ก่อนที่จะนำมาขยายผลที่ค่ายนาคู โดยมีครูฝึกประจำค่ายนาคูจะมีนายสุกัณฑ์ จุลถวิล, นายพรมเทพ ศรีจันซ้าย, นายหยุ่น บุญนาค, นายฝ่าย สิริพรทุม, นายเพ็ง ดาวเรือง โดยมีนายจำลอง ดาวเรือง เป็นผู้ประสานงานกับนายเตียง ศิริขันธ์ หน่วยสกลนคร

สำหรับหลักสูตรการฝึกอบรมจะมีลักษณะเช่นเดียวกันกับการฝึกอบรมที่หน่วยเสรีไทยจังหวัดสกลนคร โดยมีนายจำลอง ดาวเรือง บรรยายถึงวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งขบวนการเสรีไทย จากนั้นจะแบ่งสมาชิกออกเป็น 10 หมู่ ๆ ละประมาณ 15 คน มีนายทหารอังกฤษมาเป็นผู้ฝึกให้กับเสรีไทย การฝึกระเบียบแถว การออกกำลังกายโดยมีครูพลศึกษาจากโรงเรียนประจำจังหวัดเป็นผู้ฝึกซ้อม

ครูพลศึกษาที่มาเป็นผู้ฝึกสอนในยุคนั้นมีนายรอด จันโทภาส นายบุญชู ภักดีบุตร จากโรงเรียนสารคามพิทยาคม นายสุวรรณ เวชสิทธิ์ นายเลื่อน เจริญชัย จากโรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์ และนายชัย เจริญชัย จากโรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย

ทหารพลเรือน (ท.พ.ร.) สมาชิกเสรีไทยหน่วยมหาสารคาม 

สมาชิกในการฝึกอบรมที่ค่ายนาคูส่วนมากจะเป็นครูประชาบาลในท้องถิ่น เมื่อครบกำหนดจะกลับไปปฏิบัติหน้าที่ราชการ โดยจะเรียกสมาชิกเหล่านี้ว่า  “ทหารพลเรือน” (ท.พ.ร.) ส่วนหนึ่งจะเป็นสมาชิกขบวนการเสรีไทยหน่วยมหาสารคาม โดยก่อนการเดินทางจะรวมพลตอนเช้าที่โรงเรียนผดุงนารี จากนั้นจะเดินทางด้วยเท้าผ่านอำเภอกันทรวิชัย ห้วยผึ้ง กุฉินารายณ์ ถึงค่ายบ้านนาคู มีสมาชิกข้ารับการฝึกอบรมครั้งละประมาณ 300 – 400 คน มีระยะการฝึกอบรม 3 วัน

 

สนามบินชาดนาคู อำเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์ เคยใช้เป็นสนามบินของเสรีไทยในอดีต โดยมีเครื่องบิน Dokota ของฝ่ายสัมพันธมิตรเคยขนอาวุธมาลง 2 ครั้ง

อย่างไรก็ตามยังมีคณะจากจังหวัดมหาสารคามที่จบการศึกษาจากโรงเรียนเรืองวิทยา มีภูมิลำเนาในเขตอำเภอวาปีปทุมเพื่อมาฝึกอาวุธอย่างเข้มที่ค่ายบ้านโพนก้างปลา หน่วยสกลนคร ประกอบด้วย นายเพ็ง ดาวเรือง, นายจันทร์ ประภาสพงศ์, นายดำรง แสนนา, นายบุญเพ็ง ดงภูบาล, นายบุญมา ปาริระนัง, นายสุทธิ์ แสงสุรีย์, นายรณลา น้อยอาสา, นายหยุ่น บุญนาค, นายฝ่าย ศิริพรทุม ใช้เวลาในการฝึก 1 เดือน จากนั้นจึงย้ายไปประจำที่ค่ายบ้านนาคู เพื่อเป็นกำลังสนับสนุนการฝึกอาวุธให้กับสมาชิกหน่วยมหาสารคาม และภายหลังสมาชิกกลุ่มเสรีไทยกลุ่มดังกล่าวที่ได้รับการเป็นครูสอนในโรงเรียนเรืองวิทยาของนายจำลอง ดาวเรือง คือ นายเพ็ง ดาวเรือง, นายฝ่าย ศิริพรทุม, นายบุญเพ็ง ดงภูบาล, และนายหยุ่น บุญนาค

อย่างไรก็ตามในระยะก่อนที่จะสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้มีทหารญี่ปุ่นมาที่ค่ายบ้านนาคู โดยมีการจับตัวสารวัตรกำนันเป็นตัวประกัน แต่ไม่มีหลักฐานการดำเนินการจึงปล่อยตัวประกันไป

หลังประเทศญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงครามโลกเมื่อวันที่ 15 สิหาคม 2488 นายจำลอง ดาวเรือง ได้นำพลพรรคเสรีไทยค่ายนาคูเดินทางไปปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นที่มุกดาหาร และถือได้ว่าเป็นการยุติบทบาทและการเคลื่อนไหวขบวนการเสรีไทยทั้งในส่วนกลางและเสรีไทยสายอีสาน

การจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรสันนิบาตเอเชียอาคเนย์

นอกจากบทบาทของเสรีไทยสายอีสานแล้ว นายจำลอง ดาวเรือง ยังบทบาทในการกอบกู้เอกราชรวมกับประเทศเพื่อนบ้านอินโดจีน โดยมีส่วนร่วมกับนายเตียง ศิริขันธ์ นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ และนายถวิล อุดล ในช่วงปี 2487 หลังจากที่ฝรั่งเศสเข้ายึดครองเวียงจันทน์ ทำให้กลุ่มแกนนำเสรีไทยสายอีสานสนับสนุนขบวนการกู้ชาติลาว ร่วมกับร่วมกับขบวนญวนอิสระ จัดตั้งเป็นกลุ่มพันธมิตรสันนิบาตเอเชียอาคเนย์ เพื่อต่อต้านการรุกรานของประเทศมหาอำนาจ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงเทพฯ 

ต่อมาภายหลังการรัฐประหารในปี 2490 หน่วยงานลาวอิสระ และเวียตมินต์จึงได้ออกจากเมืองไทยตามคำร้องของฝรั่งเศส จึงทำให้กลุ่มพันธมิตรสันนิบาตเอเซียอาคเนย์ได้ยุติบทบาทในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของเมืองไทยในเวลาต่อมา

จุดจบชีวิตที่ชะตาฟ้าลิขิต

หลังการยึดอำนาจของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ทำให้มีการจับกุมและคุกคามแกนนำนักการเมืองสายเสรีไทยรวมทั้งเสรีไทยสายอีสานคนสำคัญ คือ นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ นายถวิล อุดล รวมทั้งนายจำลอง ดาวเรือง อดีตรัฐมนตรีฝีปากกล้าแห่งเมืองมหาสารคาม

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าจุดจบชีวิตของนายจำลอง ดาวเรือง พร้อมกับเพื่อนร่วมชะตากรรมคือนายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ นายถวิล อุดล และ ดร.ทองเปลว ชลภูมิ เพื่อนร่วมอุดมการณ์ ซึ่งสืบเนื่องจากเหตุการณ์ “กบฏวังหลวง” โดยนายปรีดี พนมยงค์ ได้นำกำลังเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลของจอมพล ป.พิบูลสงคราม แต่ว่ากระทำไม่สำเร็จ จึงมีผลทำให้มีการจับกุมนักการเมืองสายเสรีไทยสายอีสานในเวลาต่อมา ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์การยิงทิ้ง 4 รัฐมนตรี เวลา 03.00 น. ของคืนวันที่ 4 มีนาคม 2492

จึงทำให้วิถีชีวิตทางการเมืองของนายจำลอง ดาวเรืองพร้อมกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์อีก 3 คน ผู้มีเกียรติและศักดิ์เป็นถึงรัฐมนตรี แต่พรหมลิขิตชีวิตขีดเส้นชะตามาให้เท่านี้

.

มิแตกต่างกับวัฐจักรการเมืองในปัจจุบัน แม้ว่าจะอยู่ในยุคสมัยที่แตกต่างกันแต่คำว่า “ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร” ยังคงใช้ได้เสมอในทุกยุคทุกสมัย และการเมืองยังเดินหน้าต่อไปรอวันรวมใจเป็นหนึ่งเดียว

รอวันฟ้าสีทองผ่องอำไพ

เช่นเดียวกับการเมืองในยุคประชาธิปไตยเบ่งบานย่อมได้รับการตรวจสอบโดยถูกต้องทางกฎหมาย  กลุ่มการเมือง กลุ่มบุคคลในระดับต่าง ๆ ทั้งด้วยเจตนาแอบแฝงและเจตนาด้วยความบริสุทธิ์ใจ 

ในฐานะที่เป็นคนไทยย่อมอยากจะเห็นชาติบ้านเมืองอยู่รอดปลอดภัย ภายใต้ความสามัคคีปรองดองของคนไทยทุกฝ่าย เพื่อความเป็นหนึ่งเดียวของชาติบ้านเมือง  อดีตส่องความเป็นมาในปัจจุบัน ปัจจุบันก็คือบทเรียนจากความเป็นแห่งอดีตเช่นเดียวกัน

เรื่องและภาพจาก

ดารารัตน์ เมตตาริกานนท์.  การเมืองสองฝั่งโขง. กรุงเทพฯ : มติชนการพิมพ์, 2546.

ปรีชา ธรรมวินทร และ สมชาย พรหมโคตร.  จากยอดโดมถึงภูพาน :                      

               บันทึกประวัติศาสตร์ฉบับสามัญชนบนเส้นทางประชาธิปไตย.  

            คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สถาบันราชภัฏสกลนคร, 2543.

ประจวบ อัมพะเศวต.  พลิกแผ่นดินประวัติการเมืองไทย มิถุนายน 2475

            14 ตุลาคม 2516.  กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ,  2543.

อรรถ นันทจักร. คนการเมือง : การเมืองภาคประชาชนจากพรรคคอมมิวนิสต์

          แห่งประเทศไทยถึงเสรีไทยสายอีสาน ประวัติศาสตร์แก่งสำนึกบนเทือก

         เขาภูพาน. จากเว็บไซต์  http://phupan.multiply.com/reviews/item/10

.

แนะนำอ่านเพิ่มเติม.

ธีรวัฒน์ ประนัดสุดจ่า.   แนวความคิดทางการเมืองของจำลอง ดาวเรือง.         

         วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ 

         มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 2542.

.

ในตอนต่อไปอ่านตำนานนักสู้อีสาน : อุดมการณ์ฝากไว้ในแผ่นดิน บทสุดท้าย

ว่าด้วย “ครูครอง จันดาวงศ์  : สายเลือดนักสู้จากสว่างแดนดิน”      





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
นกแสงตะวัน วันที่ : 01/03/2010 เวลา : 08.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/arunprapa
ส่วนเสี้ยวชีวิตที่เหลืออยู่

คุณเจนคะ พูดเรื่องเสียงหมอสูตรที่พาเราทำพิธีสู่ขวัญงานแต่ง ช่างมีพลังนำความคิดความรู้สึกของเราให้คล้อยตามอย่างไร้เรี่ยวแรงขัดขืน ราวอยู่ในภวังค์ เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ค่ะ คำของหมอสูตรให้เราระลึกถึงบุญคุณพ่อแม่ ให้สติผู้ครองเรือน...ฟังแล้วน้ำตาไหลอาบแก้ม จนญาติที่นั่งใกล้ ๆต้องซับน้ำตาให้ ไม่ทราบว่าเจ้าสาวคนอื่นเป็นหรือเปล่า หรือเราขี้แยอยู่คนเดียว

...
ขอบคุณคอมเมนท์ยาว ๆ เป็นกำลังใจคนเขียนเรื่องสั้นค่ะ

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
เช่นนั้นเอง วันที่ : 25/02/2010 เวลา : 09.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kbd
ความเพียรเป็นกิจที่ต้องทำวันนี้, ใครจะรู้ความตาย แม้พรุ่งนี้

ตาตุ๊ก... มาคั่นโฆษณาอีกคนหรือนี่

จะมาบอกว่า อีกหลายวันต่อจากนี้ ไม่ได้อ่านบล็อกอีกแล้ว ต้องกลับบ้านทุ่งไปเป็นโฟร์แมนสร้างบ้านดิน เวิร์คชอปสร้างบ้านดินครั้งที่ ๒

และจะมาบอกครูเยี่ยมว่า ล้อเล่นคร่า ประเดี๋ยวครูเยี่ยมจะงอนจริง ยังไงเสียครูเยี่ยมก็เป็นคนดีที่หนึ่งของน้องๆ เคบีดี อยู่ซำเหมอ ก็ครูเยี่ยมเป็นที่ปรึกษากลุ่มเราไงคะ

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
tatuk วันที่ : 24/02/2010 เวลา : 19.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tatuk
เรานี่แหละ ผู้ปกป้องชาติและราชบัลลังก์! 

กรุณาส่งชื่อที่อยู่หลังไมค์ให้ด้วย
หนังสือบทกวีเล่มอวบๆ เกือบ 200 หน้า ราคาปก 135 บาท
พร้อมจะส่งให้ถึงท่านภายในสัปดาห์หน้าครับ


ความคิดเห็นที่ 13 (0)
tatuk วันที่ : 24/02/2010 เวลา : 19.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tatuk
เรานี่แหละ ผู้ปกป้องชาติและราชบัลลังก์! 


ความคิดเห็นที่ 12 (0)
เช่นนั้นเอง วันที่ : 24/02/2010 เวลา : 18.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kbd
ความเพียรเป็นกิจที่ต้องทำวันนี้, ใครจะรู้ความตาย แม้พรุ่งนี้

วันนี้ชุลมุนทั้งวัน ไม่ได้อ่านบล็อกเลย

มาเจอคอมเม้นท์ครูเยี่ยม คั่นโฆษณา
แอบอิจฉาคุณเจนฯ หรือคะ ครูเยี่ยม

v
v

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
เยี่ยมทองน้อย วันที่ : 24/02/2010 เวลา : 05.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yiumthongnoy

อาจารย์ครับ วันที่ ๒๕-๒๖ นี้ วงเดือน ทองเจียว นักเขียนหนุ่มแห่งบ้านนาสะไมย์ ยโสธร จะบวชลูกชายขวัญข้าว งานนี้วงเดือนเชิญญาติมิตรน้ำหมึกมาร่วมงานคับคั่ง เช่น ลาว คำหอม วัฒน์ วรรยางกูร ศิวกานท์ ปทุมสูติ ประมวล ดารดาษ อุดร ทองน้อย ยงค์ ยโสธร สมคิด สิงสง โชติ ศรีสุวรรณ เสถียร ยอดดี สังคม เภสัชมาลา วีรนะ สุดสังข์ ปราโมทย์ ในจิต และคนอื่นๆอีกมาย ถ้าอาจารย์ว่างเว้นจากตอบบล็อกสาวๆก็ขอเรียนเชิญนะครับ (อันนี้แซวเล่นๆ)

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
เช่นนั้นเอง วันที่ : 23/02/2010 เวลา : 16.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kbd
ความเพียรเป็นกิจที่ต้องทำวันนี้, ใครจะรู้ความตาย แม้พรุ่งนี้


ลืมให้ดอกไม้ค่ะ ดอกอะไรก็ไม่รู้อีกเหมือนเดิม เจอในป่าตะนาวศรี เมื่อช่วงสิงหา ปี ๕๒

หน้าฝนปีนี้ คงได้สะพายกล้องท่องไพรอีกเช่นเคย ชอบเข้าไปถ่ายถาพพืชพรรณแปลกๆ ในป่าค่ะ (แต่ภาพสวยๆ มักเป็นฝีมือของเพื่อนร่วมคณะ ฝีมือเราและกล้องเรา กระป๋อง พอๆ กัน)

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
เช่นนั้นเอง วันที่ : 23/02/2010 เวลา : 16.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kbd
ความเพียรเป็นกิจที่ต้องทำวันนี้, ใครจะรู้ความตาย แม้พรุ่งนี้

มาอ่านตอนที่ ๔ ด้วยอาการเมาๆ คอมพิวเตอร์ วันนี้นั่งจ้องหน้ากับคอมพิวเตอร์มานานกว่า ๘ ชั่วโมง และคงต้องขอยอมแพ้ ก่อนที่จะถูกกลืนกินวิญญาณไปมากกว่านี้

ความจริง ไม่ได้ตั้งใจจะค้นหาเท่าไหร่หรอกค่ะ ว่าคุณเจนฯ รุ่นไหน อ่านตั้งแต่ตอนที่ ๑ ถึงตอนที่ ๔ แล้วรู้สึกเหมือนได้ย้อนอดีตตัวเองด้วยน่ะค่ะ สมัยที่เป็นสาวน้อยพเนจร เดินทางท่องเที่ยวภาคอีสานเป็นประจำ โคราช ขอนแก่น อุบล เลย ไปเที่ยวตามบ้านเพื่อนน่ะค่ะ มีไปแต่ค่ารถ ที่อยู่ ที่กิน ไปขออาศัยเพื่อนค่ะ เดินทางไปเรื่อย จนลืมเลยว่าตัวเองเพศไหน แต่เป็นเด็กกะเหรี่ยงที่คนอีสานรักมากที่สุดค่ะ

มาเลิกเดินทางช่วงที่เพื่อนๆ ทยอยแต่งงาน ออกเรือน มีครอบครัว ส่วนตัวเรายังคงสภาพเดิม (แฮะๆ)

ไปก่อนค่ะ วันนี้อ่านแค่นี้ก่อน คิดถึงลุงสมคิดค่ะ แต่จะค่อยๆ เดินทางไปหาท่าน ช่วงนี้ต้องออกกำลังกายหนักค่ะ วิ่งวันละ ๑ ชั่วโมง ที่สวนหลวง ร ๙ ฟิตซ้อมร่างกายไปแบกก้อนดิน กำลังจัดเวิร์คชอปสร้างบ้านดินที่ราชบุรีค่ะ ไม่รู้จะเหน็ดเหนื่อยไปทำไม แต่ทุกครั้งที่เหงื่อออก มันจะหลั่งสารแห่งความสุขออกมาด้วยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
เจนอักษราพิจารณ์ วันที่ : 22/02/2010 เวลา : 22.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/numsunjon

คุณนกแสงตะวันครับ

ดีใจแทนคุณลึก ๆ ที่ได้พบกับทายาทของคุณจำลอง ดาวเรือง ลองทบทวนความทรงจำหรือสอบถามชีวิตประวัติของท่านว่าตรงกับข้อมูลที่มีผู้ได้สืบค้นไว้หรือไม่ ส่วนเรื่องนามสกุลอาจเป็นไปได้ว่าอาจเป็นเหตุบังเอิญหรือพ้องกัน หรืออาจเคยจะรู้จักกันก็เป็นได้

วันก่อนมีโอกาสไปงานแต่งงานลูกชายของเพื่อนที่หมู่บ้านใกล้ ๆ โกสุมพิสัยบ้านของนกแสงตะวันนั้นแหละ ได้แต่นั่งมองลูกหลานมีความสุขในช่วงของวันเริ่มต้นในชีวิตครอบครัว

เช่นเดียวกันกับเมื่ได้ฟังเสียงสู่ขวัญของหมอสูตรประจำหมู่บ้านที่เอื้อนเอ่ยในแต่ละครั้ง มันคือบทกวีที่ใส่ท่วงทำนองสำเนียงอีสานที่ฟังแล้วช่างบาดลึกและกินใจ แม้ไร้ซึ่งดนตรีหรือมโหรีขับกล่อม แต่ถ้อยคำที่เอ่ยมาจากใจประหนึ่งว่าจะน้ำตารินให้ได้ คนอื่นจะคิดเช่นใดแต่ผมมีความรู้สึกเช่นนั้นจริง ๆ

ในห้วงแห่งวิถีชีวิตของชาวอีสานมักจะมีสิ่งดี ๆ ให้ได้จดจำเสมอ ก่อนที่คณะพวกเราจะอำลาได้ฝากเจ้าบ่าวไว้กับพ่อแม่เจ้าสาว ผมได้เห็นน้ำตาเม็ดเล็ก ๆ ของเจ้าลูกชายผู้ที่ดื้อรันและเถียงกับผู้เป็นพ่อแม่ น้ำตามาพร้อมกับพลัดพรากเช่นเดียวกับความปิติยินดีของผู้เป็นพ่อแม่

ขอจบเพียงเท่านี้นะครับ

คุณเช่นนั้นเองครับ

ขอบคุณครับที่ติดตามอ่านเรื่องราวย้อนหลัง เรื่องราวแต่หนหลังคืออดีตที่เป็นบทเรียนในปัจจุบัน ในยุคปี 2533 – 2535 ผมอาจเป็นหนุ่มน้อยหรือหนุ่มใหญ่ก็ไม่ทราบได้ รู้แต่เพียงว่าเป็นยุคแห่งการเรียนรู้ ได้มีโอกาสพบกับเพื่อนต่างวัยต่างสถานะที่คบหากันได้อย่างสนิทใจ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ผมได้พบกับเพื่อนร่วมรุ่นที่ตึกสูงกลางเมืองใหญ่ ด้วยสายงานที่เกี่ยวข้องกันจึงทำให้ได้รู้ว่าเขาจะเกษียณอายุในปีหน้านี้เอง ทั้ง ๆ ที่ยังไม่เปลี่ยนสภาพรูปร่างเมื่อครั้งที่พบกันในชั้นเรียน มาถึงตอนนี้คงจะพอเดาได้ว่าผมนั้นมีอายุอยู่ในรุ่นใด ส่วนรูปถ่ายที่เห็นนี้อาจบันทึกไว้เป็นเมื่อสิบปีที่แล้วหรือเมื่อปลายฝนปีนี้เอง เรียกได้ว่ารู้หน้าแต่ไม่รู้อายุ

ลืมบอกไปว่าเพื่อนร่วมห้องคนนี้มีบ้านพักริมเขื่อนแถว ๆ น้ำพองนี้เอง เป็นเจ้าของคอกม้าในท้องถิ่น ในวันเสาร์ – อาทิตย์มีความสุขกับการที่ได้พาหลาน ๆ ขี่ม้าเล่นแถว ๆ ตลาดริมเขื่อน เป็นชีวิตที่น่าอิจฉาจริง ๆ

เช่นเดียวกันกับเพื่อนคนหนึ่งเป็นเจ้าของร้านอาหารแถว ๆ ริมฝั่งแม่น้ำชี ในแต่ละปีมักจะโทรหาเพื่อนมาสังสรรค์ที่ร้านอาหารตัวเองเสมอ แต่ละครั้งที่ได้พบกันมักจะได้รับทราบเรื่องราวในวิถีชีวิตการทำงานของเพื่อน ๆ แต่ละคน บางคนตำแหน่งใหญ่โตเป็นถึงนายก อบต. บางคนก็เป็นศิลปินเพลงเพื่อชีวิตแถว ๆ หน้าป้ายมหาวิทยาลัย แต่ที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงก็คือมิตรภาพที่ยังคงอยู่คู่กับเรา

ครั้งหนึ่งผมเคยใช้ชีวิตในโรงงานอุตสาหกรรมย่านบางแค ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์มักจะชวนเพื่อน ๆ มาเตร็ดเตร่แถว ท่าพระจันทร์ ธรรมศาสตร์อยู่เป็นนิจ ได้แต่นั่งมองตึกโดมและลานโพธิ์อันยิ่งใหญ่ จำได้ว่าครั้งหนึ่งเคยนั่งรถเมล์จากบางแคมาสนามหลวงเพื่อดูวงคาราวาน แถวหน้ากรมศิลปากรหรือวิทยาลัยช่างศิลป์ประมาณนั้น เสร็จจากดูวงดนตรีกว่าจะกลับบ้านได้เกือบตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย เหมือนกับเรื่องสั้น “คนว้าเหว่” ของสุรชัย จันทิมาธรใน “มาจากที่ราบสูง” ก็ไม่ปาน

อาจเป็นเรื่องเล่าหรือจินตนาการที่สอดคล้องกับชีวิตจริงก็เป็นได้ครับ

ผมเองก็ยังลุ้นเหมือนกันว่าจะถึงบ้านลุงสมคิด สิงสง ตอนไหน แต่ที่แน่ ๆ คงไม่เกินสงกรานต์ปีนี้ครับ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
เช่นนั้นเอง วันที่ : 22/02/2010 เวลา : 16.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kbd
ความเพียรเป็นกิจที่ต้องทำวันนี้, ใครจะรู้ความตาย แม้พรุ่งนี้

มาอ่านตอนที่ ๓ >> จากลุ่มน้ำโขงถึงซับแดง : การเดินทางบนเส้นทางสายอุดมการณ์ (๓)

ยังไม่เพี้ยนนะคะ (บ้านิหน่อย)

ข้าวปุ้น ขนมจีนใช่ป่าวคะ กินกันเป็นประเพณีเลยหรือคะ อืม... คงเหมือนประเพณีกินข้าวห่อของชาวกะเหรี่ยง

มณฑลลาวกาว อ่านและเขียนไม่ผิดใช่ไหมคะ ตอนเข้ามาเรียนกรุงเทพฯ ถูกเพื่อนล้อว่า "ยัยกะเหรี่ยง" สวนกลับทันควันว่า " I ลาวกาว" แบบปากพาไปน่ะค่ะ แฮะๆๆ ไม่คิดว่าจะมีอยู่จริง

"...เส้นทางสายนี้ทั้งผมและอณูทิพย์ต่างสัญจรผ่านไปมาครั้งแล้วครั้งเล่าระหว่างปี 2533 - 2536 เมื่อครั้งที่ลามาเรียนต่อที่มหาสารคาม โดยมีมอเตอร์ไซด์ฮอนด้าโนวาของคุรุสภาเป็นพาหนะคู่ใจเดินทางระหว่างมุกดาหารกับมหาสารคามเป็นอาจิณ..." พอจะทราบแล้วว่า คุณเจนฯ รุ่นไหน

พรุ่งนี้มาอ่านตอนที่ ๔ ไม่ยอมอ่านก่อน เอาไว้ลุ้นว่า จะไปถึงบ้านลุงสมคิด ตอนไหน

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
เช่นนั้นเอง วันที่ : 21/02/2010 เวลา : 14.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kbd
ความเพียรเป็นกิจที่ต้องทำวันนี้, ใครจะรู้ความตาย แม้พรุ่งนี้

เข้ามาอ่านตอนที่ ๒ >> จากลุ่มน้ำโขงถึงซับแดง : การเดินทางบนเส้นทางสายอุดมการณ์ (๒)

(แล้วมาบอกทำไมที่นี่(ฟะ) )

"วอนลมฝากรัก" มีที่มาอย่างนี้นี่เอง เคยฟังแต่ที่พุ่มพวงร้อง เป็นอีกเพลงหนึ่งของนักร้องคนโปรด (นอกเหนือจากเพลง ผู้ชายในฝัน อิอิ...)

พออ่านเรื่องลำน้ำชี เลยนึกขึ้นได้ว่า ลุงสมคิด เคยถามขึ้นมาลอยๆ ว่า ราชบุรี มีลุ่มน้ำอะไร... เอิ่ม... ... แม่น้ำแคว มั้งคะ ... ไหลมาจากเมืองกาญจน์ ลงแม่น้ำแม่กลอง... (มั่วเอาตัวรอดไปก่อน)

ไม่ได้การณ์แล้ว ไปหาข้อมูลเรื่องลุ่มน้ำในราชบุรีก่อนค่ะ เดี๋ยววันไหนลุงเกิดจำได้ ถามขึ้นมาอีก แล้วตอบไม่ได้ ถูกหักคะแนนความประพฤติแน่ๆ

พรุ่งนี้ ค่อยมาอ่านตอนที่ ๓ ต่อค่ะ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
เช่นนั้นเอง วันที่ : 20/02/2010 เวลา : 15.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kbd
ความเพียรเป็นกิจที่ต้องทำวันนี้, ใครจะรู้ความตาย แม้พรุ่งนี้

ขอแก้ข้อความค่ะ
>> กลัวลุงสงสัยว่าเด็กบ้าพวกนี้ มันมาทำอะไรกัน

แก้เป็น
>> กลัวลุงสงสัยว่าเด็กบ้าพวกนี้ มันมาที่นี่ ทำไมกัน

ภาษาเขียนนี่ยากชมัด เขียนผิด ความหมายไปคนละเรื่องเลย

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
เช่นนั้นเอง วันที่ : 20/02/2010 เวลา : 15.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kbd
ความเพียรเป็นกิจที่ต้องทำวันนี้, ใครจะรู้ความตาย แม้พรุ่งนี้

หลังจากอ่านแบบสแกนไปหนึ่งรอบ คราวนี้เข้ามาละเลียดอ่านทุกตัวอักษร แต่... ไม่ได้อ่านเอนทรี่นี้ค่ะ กลับไปอ่านเอนทรี่ >> จากลุ่มน้ำโขงถึงซับแดง : การเดินทางบนเส้นทางสายอุดมการณ์ (๑)

อ่านแล้วก็ให้รู้สึกเสียใจ(เสียดาย) เป็นอย่างยิ่ง ทำไมถึงได้เพิ่งเข้ามาเจอบล็อกนี้นะ

ก่อนเดินทางไปบ้านซับแดง(26 ธันวาคม 2552) ท่องเนท 3 วัน 3 คืน เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับลุงสมคิด สิงสง ตำนานเพลงคนกับควาย อย่างน้อยก็เอาไปคุยกับลุงได้รู้เรื่อง (กลัวลุงสงสัยว่าเด็กบ้าพวกนี้ มันมาทำอะไรกัน) ค้นไปค้นมา ปรากฎว่าไปจมอยู่กับเพลงของ Bob Dylan แทน ลืมลุงสมคิดไปเลย อิอิ...

พรุ่งนี้จะมาอ่านตอนที่ ๒ ค่ะ (ต้องมาถึงตอนที่ ๑๑ ให้ได้ เชื่อเถอะ) วันนี้ขอไปเดินเล่นในสวนหลวง ร ๙ ก่อน พร้อมฟังเพลงของ Bob Dylan ฟังแล้วจินตนาการว่าอยู่ยุคเดียวกับลุงสมคิด สมัยเป็นหนุ่มๆ ค่ะ

เอิ่ม... ขอถามนิดนึง "...สองหนุ่มน้อยหน้ามนจากลุ่มน้ำโขงเดินทางไปตามเส้นทางอุดมการณ์ในตอนเช้าวันที่ 17 ตุลาคม 2552 โดยมีอณูทิพย์ ธารทอง ขับรถมารับผมที่บ้านพัก..." หนุ่มน้อย... จริงหรือคะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
อณูทิพย์ธารทอง วันที่ : 20/02/2010 เวลา : 00.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Anutip

นับเป็นรายละเอียดบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่ยังไม่แพร่หลาย และทำใจยอมรับกันไม่ได้มากนัก เป็นการต่อสู้ระหว่างคน 2 กลุ่ม ระหว่างพลเรือนกับเผด็จการทหาร
ที่มาจากการพิพาทของคณะราษฎรผู้ได้รับยกย่องว่าเป็น "มันสมอง" ของคณะราษฎร กับผู้คุมกำลังเทางทหารอย่างเบ็ดเสร็จในยุคนั้น
..ประหนึ่งว่ายังทอดเงายาวมาถึงปัจจุบัน...อนิจจานักรบพลเรือนผู้ฝึกเพียง 3-4 วัน จะสู้ทหารตัวจริงเขาได้อย่างไรนี่..ขอบคุณท่านเจนที่ กลั่นกรองข้อมูลดี ๆ มาให้อ่านครับ..

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
หนุ่มกร วันที่ : 19/02/2010 เวลา : 11.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supanan
เล่าสู่กันฟัง....

ถือว่าเป็นบทเรียนของชีวิตที่น่าศึกษามากครับ ขอบพระคุณที่แวะไปทักทาย ครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เช่นนั้นเอง วันที่ : 18/02/2010 เวลา : 18.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kbd
ความเพียรเป็นกิจที่ต้องทำวันนี้, ใครจะรู้ความตาย แม้พรุ่งนี้


อ่านไม่ทัน แปะไว้ก่อนค่ะ
เอาดอกไม้จากป่าตะนาวศรีมาฝากค่ะ ดอกอะไรไม่รู้

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กุมภาพันธ์ 2010 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28            



[ Add to my favorite ] [ X ]