• เจนอักษราพิจารณ์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunjon_muk@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-12-04
  • จำนวนเรื่อง : 229
  • จำนวนผู้ชม : 519075
  • ส่ง msg :
  • โหวต 125 คน
หนุ่มสัญจร
คมความคิด ชีวิตและงาน สายธารวรรณกรรม
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/numsunjon
วันจันทร์ ที่ 17 พฤษภาคม 2553
Posted by เจนอักษราพิจารณ์ , ผู้อ่าน : 2277 , 10:20:16 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ท่องวรรณกรรม ย่ำลุ่มน้ำน่าน  เยี่ยมยามบ้าน กฟผ. ()

.

ได้แนะนำสมาชิกท่องวรรณกรรม ย่ำลุ่มน้ำน่าน เยี่ยมยามบ้าน กฟผ. มาพอประมาณแล้วครับ ในตอนนี้คณะของเราเดินทางจากเขตอุทยานแห่งชาติน้ำหนาวผ่านสะพานพ่อขุนผาเมืองเข้าสู่เข้าเขตพื้นราบของอำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ แดนดินในหุบเขานั้นเอง

หล่มสักเป็นอำเภอทางผ่านเข้าสู่เขตภาคเหนือตอนบนและถือได้ว่าเป็นพื้นที่เศรษฐกิจของชุมชนในท้องถิ่นเห็นได้จากสองข้างทางจะมีทั้งไร่ข้าวโพด ไร่กะหล่ำปลี และไร่ยาสูบเรียงรายสองข้างทาง บ่งบอกถึงเศรษฐกิจของประชาชนในเขตพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

ร้านขนมจีนเจสันแห่งหล่มสัก

ถึงหล่มสักคณะของเราจอดพักรับประทานอาหารกลางวันกันที่ร้านขนมจีนเจสัน ภายในตัวอำเภอหล่มสัก ดูชื่อร้านอาหารทันสมัยจังเลย แต่ความเป็นจริงแล้วเป็นการแผลงมาจากเจ้าของร้านชื่อ “เจ้สั้น” ในเบื้องต้นการเปิดร้านนั้นใช้ชื่อว่า “ร้านขนมจีนเจ้สั้น” เจ้าของร้านบอกว่าฟังดูทะเม่งชอบกล จึงเปลี่ยนมาเป็น “เจสัน” ดูทันสมัยกว่าชื่อเดิมเยอะ แถมมีลูกค้าหลายระดับมาใช้บริการ ได้สอบถามเจ้าของร้านบอกว่าในอดีตเคยเป็นพนักงานธนาคารก่อนที่ลาออกก่อนกำหนดเพื่อทำร้านขนมจีนจนเป็นที่รู้จักทั่วไปในหมู่นักชิม ผ่านมาหล่มสักต้องแวะร้านขนมจีนเจสัน เห็นได้จากรูปถ่ายของบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับประเทศที่ทางร้านได้ใส่กรอบกระจกไว้โชว์ภายในร้าน 

.

ร้านขนมจีนเจสันแห่งเมืองหล่มสัก

.

.

ขนมจีนร้านเจสันนั้นมีหลายสีจากส่วนผสมจากพืชธรรมชาติจึงมีสีสันน่ากินพร้อมน้ำยาที่หลากหลายให้เลือกรับประทาน พิเศษสำหรับร้านนี้คือจะได้ทานขนมจีนสด ๆ จากหม้อผลิตที่เส้นขนมจีนร้อน ๆ หลากหลายสีเรียกได้ว่าเป็น “ขนมจีนสายรุ้ง”  ก็ว่าได้ ทั้งนี้เพราะว่ามีส่วนผสมจากใบเตย แครอล ฟักทอง จึงทำให้เส้นขนมจีนมีสีสันแตกต่างกันออกไป แถมยังได้น้ำยากะทิ น้ำยาป่า น้ำยาสมุนไพร มีให้บริการพร้อม ทำเอาคณะของเราใช้บริการหลายจนอิ่มก่อนที่จะเดินทางต่อไป

.

.

คนดังที่เคยมาทานขนมจีนร้านเจสัน

.

 

.

ขนมจีนสายรุ้งน้ำยากะทิ แถมด้วยไข่ต้มร้อน ๆ

 

.

ส่วนด้านล่างไว้สำหรับฝากคอยาดองขนานแท้

วัฒนธรรม วรรณกรรมระหว่างเดินทาง

จากพื้นราบหุบเขาอำเภอหล่มสัก คณะพวกเรา ขึ้นสู่ภูสูงนามเขาค้อ มองเห็นภูมิประเทศของอำเภอหล่มสักกลางหุบเขาอยู่ลิบตา แต่เรื่องของขนมจีนนั้นไม่จบสิ้นแค่นั้นยังมีผู้สนใจความเป็นมาของขนมจีน

เมื่อขึ้นบนรถมีคณะได้ตั้งข้อสงสัยกันถึงความเป็นมาของขนมจีนว่าทำไมจึงชื่อว่าขนมจีนทั้งที่เป็นอาหารของคนไทย ท่านนฤมิตร ประพันธ์ ได้เฉลยว่าเคยดูรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งมีผู้ข้อมูลว่าเป็นคำมาจากภาษามอญว่า “คนอมจิน”  จนต่อมาได้แผลงเป็น “ขนมจีน” ในเวลาต่อมาแผลงเป็นขนมจีน ส่วนอีสานบ้านเฮาจะเรียกว่า “ข้าวปุ้น” นั้นเอง

.

.

ขนมจีนร้านเจสันบีบสด ๆ ร้อน มาบริการ

.

.

ประสาคนช่างสงสัยก็ถามต่อไปว่าทำไมคนอีสานจึงเรียกว่า  “ข้าวปุ้น”   ท่านสังคม เภสัชมาลา ปราชญ์ผู้รู้ด้านอีสานศึกษาได้ให้แง่คิดเกี่ยวกับความเป็นมาของข้าวปุ้นว่ามาจากลักษณะของเส้นขนมจีนที่เดือดเป็นลักษณะ “ปุ้น” ขึ้นมานั่นเอง  สมัยก่อนการบีบขนมจีนจะต้องใช้ผ้าห่อยึดติดกับกระป๋องนมข้นหวานแล้วเจาะรูแล้วนำแป้งข้าวจ้าวที่หมักและนวดจนได้ที่บีบลงในหม้อน้ำเดือด

เช่นเดียวกันกับคำว่าแม่น้ำชี น่าจะเป็น “แม่น้ำซี” มากว่า ทั้งนี้เพราะคำว่า “ซี” หมายถึงการแทงทะลุเข้าไปโดยใช้เหล็กซีเผาไฟให้ร้อน ที่ต้นแม่น้ำชีนั้นเกิดจากการไหลผ่านทะลุภูเขาเรียกว่า “ซีด้น” หมายถึงน้ำไหลด้นเข้าไปในภูเขาก่อนที่จะกลายเป็น “ซีผุด” หมายถึงน้ำไหลผุดออกมาจากภูเขาแล้วกลายเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำชีนั่นเอง

ส่วนท่านปราโมทย์ ในจิต เจ้าของนามปากกา “จินตรัย”  กล่าวถึงงานเขียนของตนล่าสุดชื่อ “แก่นสารในม่านหมอก”  ตีพิมพ์ในช่อการะเกด ฉบับเทียบเชิญ เป็นการนำเสนอในเชิงสัญลักษณ์ถึงความเป็นมาของพระธาตุก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ที่จังหวัดยโสธร ซึ่งมีข้อมูลใหม่ว่าในพื้นที่ใกล้เคียงกันก็มีพระธาตุก่องข้าวน้อยเช่นเดียวกัน ซึ่งก็ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าสถานที่ใดเป็นสถานที่กล่าวตามตำนาน ต้องรออ่านในฉบับล่าสุด

ในฐานะที่เป็นผู้แปลเรื่องสั้นนักเขียนลาวมาหลายคน ที่ประทับใจจริง ๆ น่าจะเป็นเรื่อง “หมกเถ้า”  งานเขียนของ  “อุทิน บุนยาวง”  กล่าวถึงสาวน้อยคนหนึ่งที่เก็บเข็มขัดนากได้ที่ริมน้ำ ต่อมาเจ้าของได้ให้ผู้ใหญ่บ้านป่าวประกาศว่าผู้ใดที่เก็บได้ขอให้คืนเจ้าของ แต่ไม่มีผู้ใดนำมาคืน จนต่อมาผู้ใหญ่บ้านจึง จึงใช้วิธีให้ทุกคนห่อผ้าหมกขี้เถ้ามาทุกคนแล้วหากใครเก็บเข็มขัดนากได้ก็ให้ใส่เข้าไปด้วย แล้วจึงมารวมกันที่กลางหมู่บ้าน ในที่สุดเจ้าของก็ได้เข็มขัดนากกลับคืนมาได้โดยที่ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้เก็บได้  เป็นการเดินเรื่องแบบซื่อ ๆ ใส  แฝงไว้ด้วยปรัชญาพื้นบ้าน

นอกจากนั้นยังได้กล่าวถึงยุคสมัยของนักเขียนลาวแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ นักเขียนกลุ่มปฏิวัติ เป็นนักเขียนในยุคบุกเบิกเน้นรับใช้การปฏิวัติประเทศ  นักเขียนกลุ่มทั่วไป เป็นนักเขียนในแนวลาวเก่าในสังคมปัจจุบัน และนักเขียนรุ่นใหม่ เป็นนักเขียนยุคปัจจุบันนำเสนอเรื่องในแนวใหม่ผสมผสานจินตนาการ

ผมเองนั้นได้นำเสนอถึงยุคสมัยของนักเขียนอีสานตั้งแต่อดีตมาถึงปัจจุบัน ออกเป็น 4 ยุค ด้วยกัน คือ

นักเขียนอีสานยุคบุกเบิก : ด้วยเลือดเนื้อและชีวิต 

ถือเป็นยุคบุกเบิกของนักเขียนอีสานส่วนมากจะเข้ามาเรียนต่อที่เมืองหลวง ใช้ชีวิตเป็นนักคิด นักเขียน ด้วยอุดมการณ์และความมุ่งมั่น จนในบางครั้งก็ต้องถูกจองจำด้วยน้ำมือของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง นับหัวขบวนได้แก่ เปลื้อง วรรณศรี, นเรศ นโรปกรณ์, ทวี เกตะวันดี, ฉัตร บุญยศิริชัย, ทองใบ ทองเปาด์,  จนถึงยุคของลาว คำหอม

นอกจากนั้นในยุคต่อมาก็มีนักเขียนอีสานที่เขียนงานเกี่ยวกับวิถีชีวิตชาวบ้านทั่วไป เช่น จำรัส ดวงธิสาร, เสถียรพงษ์ วรรณปก, ไพรัช แย้มโกสุม, ผ่านมายังนักเขียนอีสานในแนวบทกลอน อาทิเช่น ประยอม ซองทอง, ทวีสุข ทองถาวร, อำพล สุวรรณธาดา แต่หากเป็นนักเขียนสตรีนั้นมีน้อยมากสำหรับนักเขียนอีสาน แต่เท่าที่ค้นพบมีอยู่ 2 ท่าน คือ รวงทอง จันทพิมพะ (ร. จันทพิมพะ) (ขอนแก่น)  เพ็ญแข วงศ์สง่า (สกลนคร) สิทธา พินิจภูวดล แต่หากจะนับเอานักเขียนในยุคถัดมาที่เน้นบรรเลงนิยายบู๊เป็นหลักเห็นจะเป็น เพชร สถาบัน, ตามติดมาด้วย “โอสถ จันทนพ” นั่นเอง ส่วนนายพลนักเขียน นักวิปัสสนา พล.ต.อ. วสิษฐ เดชกุญชร เจ้าของนามปากกา “โก้ บางกอก”  เขียนนิยายในแนวสืบสวนและอาชญากรรมในแวดวงข้าราชการตำรวจได้ถึงใจ รวมทั้งคุณครูนักเขียนอย่าง “ครูคำหมาน คนไค” เจ้าของนิยาย “ครูบ้านนอก”  และที่ลืมไมได้เจ้าของผลงานแนวสงคราม “สยุมภู ทศพล”  บรรเลงเพลงบู๊ได้มันนัก

นักเขียนอีสานยุคแสวงหา : เราจะฝ่าข้ามไป 

นับจากยุคบุกเบิกมาถึงยุคแสวงหาของหนุ่มสาวในมหาวิทยาลัย มีการก่อตั้งกลุ่มวรรณกรรมต่าง เช่น กลุ่มหนุ่มเหน้าสาวสวย กลุ่มพระจันทร์เสี้ยว กลุ่มเทคนิคโคราช ซึ่งนักเขียนอีสานในยุคนี้จะเข้ามาศึกษาในกรุงเทพฯ สร้างสรรค์ศิลปะแขนงต่าง ๆ ที่สนใจ เช่น บทกวี เรื่องสั้น  บทละคร ภาพเขียน และบทเพลง

หัวขบวนนักเขียนในยุคนี้มีเสถียร จันทิมาธร, ประเสริฐ สว่างเกษม, ยงค์ ยโสธร, อุดร ทองน้อย, สำเริง คำพะอุ, สุรชัย จันทิมาธร, ไพสันต์ พรหมน้อย, ประเสริฐ จันดำ, สมคิด สิงสง, วิสา คัญทัพ, สุวัฒน์ ศรีเชื้อ, ยุทธศักดิ์ จรลี, ปรีดา ข้าวบ่อ, ไผท ภูธา, นิวัติ กองเพียร, สมศักดิ์ วงศ์รัฐปัญญา, ศรีศักดิ์ นพรัตน์, เหลืองฝ้ายคำ  รวมทั้งนักเขียนอีสานในยุคต่อมาที่เข้ามาใช้ชีวิตในเมืองหลวง เช่น พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ, ณรงค์ฤทธิ์ ศักดาณรงค์, มานพ อุดมเดช, ชัย ราชวัตร, อารี แท่นคำ เป็นต้น

นักเขียนอีสานยุคกลุ่มวรรณกรรม :  จากกลุ่มวรรณกรรมท้องถิ่นถึงเมืองหลวง นักเขียนอีสานในยุคนี้ถือเป็นรอยต่อของยุคสมัยหลังการกลับคืนเมืองของนักศึกษา นักคิด นักเขียน ก่อให้เกิดวรรณกรรมบาดแผลจำนวนหนึ่ง อีกทั้งในสถาบันการศึกษา และในหมู่นักคิดนักเขียนอีสานที่เป็นนักกิจกรรมอันเป็นผลผลิตของสถาบันการศึกษาในท้องถิ่น นั้นคือวิทยาลัยครูนั่นเอง

ภายหลังสำเร็จการศึกษาและทำงานเป็นครูตามสาขาที่เล่าเรียนมาจึงได้มีการจัดตั้งกลุ่มวรรณกรรมขึ้นในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งมิได้มีเพียงในภาคอีสานเท่านั้นในภูมิภาคอื่นรวมทั้งในส่วนกลางก็มีเช่นเดียวกัน อีกทั้งมีการก่อตั้งนิตยสารในแนวนิยาย เรื่องสั้น อย่าง ฟ้าเมืองไทย ฟ้าเมืองทอง ฟ้าอาชีพ จึงถือเป็นสนามสำหรับการส่งเรื่องของนักเขียนในภูมิภาคมากยิ่งขึ้น

หนึ่งในจำนวนนักเขียนอีสานที่มีผลงานสู่นิตยสารส่วนกลางในยุคนี้ ได้แก่ คำพูน บุญทวี ถึงแม้ว่าจะเริ่มต้นด้วยอายุที่ 40 ปี จากนั้นก็มีบุญโชค เจียมวิริยะ, บัว ปากช่อง, รอน โพนทอง, บุญฝาน ดงขวาง, สิทธิชัย นิติธาดา, ณรงค์ฤทธิ์ ศักดาณรงค์, ตะวัน สันติภาพ เป็นต้น

ในขณะที่กลุ่มวรรณกรรมในท้องถิ่นอีสานเริ่มกลุ่มกระดานชนวน กลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูล อันมี ปราโมทย์ ปราโมช, วีระ สุดสังข์, สังคม เภสัชมาลา. เยี่ยม ทองน้อย, วงเดือน ทองเจียว, จันทร์แดง คำลือหาญ, คำเมือง เอกอ้อย, เด่นชัย น้อยนาง, สันต์ธวัช ศรีคำแท้, เสรี ทัศนศิลป์,เจริญ กุลสุวรรณ, สมนึก พานิชกิจ,  พระไม้, บุญมา ภูเม็ง, บัวกันต์ วิลามาศ, เสถียร ยอดดี, โชติ ศรีสุวรรณ, มาโนช พรหมสิงห์, ดอกไม้ ชีวี, ไพวรินทร์ ขาวงาม, เสี้ยวจันทร์ แรมไพร  เกี่ยวโยงมายังศิลปินด้านบทเพลง เช่น สลา คุณวุฒิ คม ทัพแสง วิทยา กีฬา, สัญญาลักษณ์ ดอนศรี, รวมทั้ง พงษ์สิทธิ์ คัมภีร์ มีโอกาสติดตามพวกพี่ ๆ เสมอ เมื่อมีกิจกรรมเสนาทางด้านวรรณกรรม แต่ที่สำหรับผู้ที่สนับสนุนกิจกรรมด้านวรรณกรรมอย่างสม่ำเสมอเห็นจะเป็นวิวัฒน์ โรจนาวรรณ อดีตประธานสโมสรนักเขียนภาคอีสานแห่งร้านน้ำพุบุ๊คสโตร์ บุรีรัมย์

รูปแบบงานเขียนของนักเขียนอีสานในยุคนี้ยังคงพูดถึงสภาพปัญหาในท้องถิ่นอีสาน ภัยแห้งแล้งจากธรรมชาติ การเอารัดเอาเปรียบจากชนชั้นปกครอง จนถึงครั้งหนึ่งได้มีการประชุมสัมมนากลางโรงแรมใหญ่ใจกลางเมืองขอนแก่นเมื่อหลายปีก่อน ภายใต้หัวข้อ “นักเขียนอีสานยังข้ามไม่พ้นวังวนของฟ้าบ่กั่นและลูกอีสานจริงหรือ”  ซึ่งกลายมาเป็นประเด็นคำถามมาจนถึงปัจจุบัน

ภายหลังกลุ่มก้อนศิลปินนักคิด นักเขียน เหล่านี้ ได้ประกาศจัดตั้งเป็นสโมสรนักเขียนภาคอีสาน เพื่อสืบสานงานวรรณกรรมต่อมาจนถึงนักเขียนอีสานในยุคต่อมา

นักเขียนอีสานยุคคลื่นลูกใหม่  : เส้นทางที่ยังแสวงหา 

หากนับยุคของนักเขียนในกลุ่มของไพวรินทร์ ขาวงาม, เสี้ยวจันทร์ แรมไพร, ธีระยุทธ ดาวจันทึก นับเป็นผลผลิตจากยุคกลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูลมาเช่นเดียวกัน รวมทั้งศิลา ซึ้งพุทธศาสตร์ ชูเกียรติ ฉาไธสง โกศล อนุสิม, ทวีศักดิ์ เผือกสม รักษ์ มนัญญา ประชาคม ลุนาชัย ซึ่งเป็นนักเขียนในรุ่นคราวเดียวกันต่างที่มีทิศทางและจุดยืนอย่างชัดเจน ถือเป็นรอยต่อระหว่างยุคกลุ่มวรรณกรรมถึงยุคคลื่นลูกใหม่

ยุคต่อมานักเขียนอีสานได้ขยายวงกว้างสู่กลุ่มวรรณกรรมในสถาบันการศึกษาในท้องถิ่น โดยเริ่มต้นจากกลุ่มวรรณศิลป์ในระดับมหาวิทยาลัย จึงมีนักเขียนอีสานในยุคต่อมาที่ผ่านการศึกษาด้านวรรณกรรมหรือทำกิจกรรมเมื่อครั้งที่ศึกษา ในจำนวนนั้นก็มี ศุภชัย สิงห์ยะบุตร, สมชัย คำเพราะ, ชัชวาลย์ โคตรสงคราม, วัฒนา ธรรมกูร, พรชัย แสนยะมูล, พิสิฐ ภูศรี, สุมาลี โพธิ์พยัคฆ์ (สุวรรณกร), ทัศนาวดี, อณูทิพย์ ธารทอง, ราชบดินทร์ ประกายธรรม, สุขุมพจน์ คำสุขุม, วิฑูรย์ ทองแท่ง, สว่าง ไชยสงค์, เอกลักษณ์ บุญท้าว, เป็นต้น

นอกจากนั้นยังมีนักเขียนอีสานที่ไปศึกษาเล่าเรียนที่กรุงเทพฯ เขียนงานในแนวบทกวีเป็นส่วนใหญ่ เช่น พิเชษฐ์ศักดิ์ โพธิ์พยัคฆ์, อังคาร จันทาทิพย์, อิสรชน อิสรเสรี, เสือนาลาน ณ ลุ่มน้ำ, บุญญศักดิ์ ทองน้อย, กังวานไพร นามฯ,   

ในขณะที่นักเขียนอีสานในพื้นถิ่นยังคงยืนหยัดในงานเขียนเสมอมี ฮอยล้อ, สุพัฒน์ คำย้าว, สานิจ มาตขาว, สมชัย ไกรศรีแก้ว, ไชยา วรรณศรี, ประสิทธิ์ ไชยชมพู, อุไรวิช พลเยี่ยม ส่วนสฤษฏิ์ ผาอาจ คนนี้ บินไกลถึงยะลาแดนใต้

เช่นเดียวกันกับกลุ่มคลื่นใต้ฟ้าเดียวกัน, กลุ่มสร้างภาพ จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีสัญญา พนิชเวช, วรทัศน์ เพชรไชย, จรูญ กะการดี, ยุทธนา นันนิยงค์, อภิชาต จันนาเวช, โกศล ขาวงาม, ธีระพงษ์ จันทร์เปรียง

.

ส่วนภูมิชาย คชมิตร, ภู กระดาษ, ไมตรี ภาระหอม, มักคุเทศน์ ทางวิญญาณ, รัตน์ ใบขวาน, วิทยกร โสวัตร, อรอาย อุษาสาง, กอยกูน, กฤษณะพล ศรีบูรพา โขงรัก คำไพโรจน์, ประกาศิต คนไว, สุปรียา ห้องแซง คือน้องใหม่ของวงการที่ยังรอคอยการพิสูจน์ผลงานที่เจิดจ้าต่อไป

คือเรื่องราวที่ได้เล่าขานในวันนั้น ซึ่งในบางส่วนนั้นผมได้ขยายเนื้อความเพิ่มเติมหลังจากที่ได้มาเขียนสรุปทบทวนอีกครั้ง ตกหล่นประการใดขอผู้รู้ได้เล่าแจ้งแถลงไขครับ





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
อณูทิพย์ธารทอง วันที่ : 06/06/2010 เวลา : 06.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Anutip

ข้าวป้นเจสันแล้วนึกถึงข้าวปุ้นน้ำปลาแดกนัวและน้ำกะปิเมืองเวเรณูนครครับ..แต่ดูเหมือนของเจสันจะมีน้ำหลากหลายกว่า แต่เทคโนโลบยีการทำ มีเครื่องช่วยบีบนี่ที่เรณูฯก็เห็นมีอยู่หลายบ้านครับ...ขอบคุณที่ในบางรุ่นมีชื่ออณูทิพย์ ธารทอง ครับท่านเจน...

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
เจนอักษราพิจารณ์ วันที่ : 19/05/2010 เวลา : 14.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/numsunjon

คุณ เช่นนั้นเองครับ
ผมอาจอยู่ยุคกลางเก่ากลางใหม่ก็เป็นได้
เลียบ ๆ เคียง ๆ อยู่แถวนั้นแหละ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เช่นนั้นเอง วันที่ : 18/05/2010 เวลา : 14.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kbd
ความเพียรเป็นกิจที่ต้องทำวันนี้, ใครจะรู้ความตาย แม้พรุ่งนี้

โอ้โห.. นักเขียนอีสานมากันเป็นกองทัพเลย แบ่งยุคให้ด้วย ... แล้วคุณเจนฯ อยู่ยุคไหนคะ อย่าบอกนะคะว่ายุคบุกเบิก

อ่านตอนจบก่อนค่ะ เดี๋ยวค่อยย้อนกลับไปเริ่มเดินทาง

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤษภาคม 2010 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          



[ Add to my favorite ] [ X ]