• อินทรีย์ภูเขา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : tana.nun.000@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-09-11
  • จำนวนเรื่อง : 6121
  • จำนวนผู้ชม : 5225882
  • ส่ง msg :
  • โหวต 720 คน
ผัสสะปเรโต
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/nun2504
วันพุธ ที่ 27 กรกฎาคม 2559
Posted by อินทรีย์ภูเขา , ผู้อ่าน : 1525 , 07:52:22 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ที่อสัตบุรุษจะพึงรู้จักอสัตบุรุษ

 

[๑๓๐]  ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้

            สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ปราสาทของอุบาสิกา  วิสาขามิคารมารดา  ในพระวิหารบุพพาราม  เขตพระนครสาวัตถี  สมัยนั้นแล  พระผู้มีพระภาคมีภิกษุสงฆ์ห้อมล้อมประทับนั่งกลางแจ้ง  ในราตรีมีจันทร์เพ็ญ  วันนั้นเป็นวันอุโบสถ  ๑๕  ค่ำ  ฯ

            [๑๓๑]  ขณะนั้น  พระผู้มีพระภาคทรงเหลียวดูภิกษุสงฆ์ซึ่งนิ่งเงียบอยู่โดยลำดับ  จึงตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อสัตบุรุษจะพึงรู้จักอสัตบุรุษว่า  ผู้นี้เป็นอสัตบุรุษหรือไม่หนอ  ฯ

            ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า  ข้อนี้หามิได้เลย  พระพุทธเจ้าข้า  ฯ

            พ.  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ถูกละ  ข้อที่อสัตบุรุษจะพึงรู้จักอสัตบุรุษว่า  ผู้นี้เป็นอสัตบุรุษนั่นไม่ใช่ฐานะ  ไม่ใช่โอกาส  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ก็อสัตบุรุษจะพึงรู้จักสัตบุรุษว่า  ผู้นี้เป็นสัตบุรุษไหมเล่า  ฯ

            ภิ.  ข้อนี้หามิได้เลย  พระพุทธเจ้าข้า  ฯ

            พ.  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ถูกละ  แม้ข้อที่อสัตบุรุษจะพึงรู้จักสัตบุรุษว่าผู้นี้เป็นสัตบุรุษนั่นก็ไม่ใช่ฐานะ  ไม่ใช่โอกาส  ฯ

            [๑๓๒]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อสัตบุรุษย่อมเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของอสัตบุรุษ  ภักดีต่ออสัตบุรุษ  มีความคิดอย่างอสัตบุรุษ  มีความรู้อย่างอสัตบุรุษ  มี  ถ้อยคำอย่างอสัตบุรุษ  มีการงานอย่างอสัตบุรุษ  มีความเห็นอย่างอสัตบุรุษ  ย่อมให้ทานอย่างอสัตบุรุษ  ฯ

            [๑๓๓]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ก็อสัตบุรุษเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของอสัต บุรุษอย่างไร  คืออสัตบุรุษในโลกนี้  เป็นผู้ไม่มีศรัทธา  ไม่มีหิริ  ไม่มีโอตตัปปะ  มีสุตะน้อย  เกียจคร้าน  มีสติหลงลืม  มีปัญญาทราม  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อย่างนี้แล  อสัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของอสัตบุรุษ  ฯ

[๑๓๔]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อสัตบุรุษเป็นผู้ภักดีต่ออสัตบุรุษอย่างไร  คือ อสัตบุรุษใน

โลกนี้  มีสมณพราหมณ์ชนิดที่ไม่มีศรัทธา  ไม่มีหิริ  ไม่มีโอตตัปปะมีสุตะน้อย  เกียจคร้านมีสติหลงลืม  มีปัญญาทราม  เป็นมิตร  เป็นสหาย  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อย่างนี้แล  อสัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้ภักดีต่ออสัตบุรุษ  ฯ

            [๑๓๕]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อสัตบุรุษเป็นผู้มีความคิดอย่างอสัตบุรุษอย่างไร  คือ  อสัตบุรุษในโลกนี้  ย่อมคิดเบียดเบียนตนเองบ้าง  คิดเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง  คิดเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่ายบ้าง  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อย่างนี้แล  อสัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้มีความคิดอย่างอสัตบุรุษ  ฯ

            [๑๓๖]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อสัตบุรุษเป็นผู้มีความรู้อย่างอสัตบุรุษอย่างไร คือ  อสัตบุรุษในโลกนี้  ย่อมรู้เพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง  รู้เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้างรู้เพื่อเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่ายบ้าง  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อย่างนี้แล  อสัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้รู้อย่างอสัตบุรุษ  ฯ

            [๑๓๗]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อสัตบุรุษเป็นผู้มีถ้อยคำอย่างอสัตบุรุษอย่างไร คือ  อสัตบุรุษในโลกนี้  เป็นผู้มักพูดเท็จ  พูดส่อเสียด  พูดคำหยาบ  เจรจาเพ้อเจ้อ  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อย่างนี้แลอสัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้มีถ้อยคำอย่างอสัตบุรุษ  ฯ

            [๑๓๘]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อสัตบุรุษเป็นผู้มีการงานอย่างอสัตบุรุษอย่างไร คือ  อสัตบุรุษในโลกนี้  มักเป็นผู้ทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง  มักถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้  มักประพฤติผิดในกาม  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อย่างนี้แล  อสัตบุรุษชื่อว่าเป็น  ผู้มีการงานอย่างอสัตบุรุษ  ฯ

            [๑๓๙]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อสัตบุรุษเป็นผู้มีความเห็นอย่างอสัตบุรุษ  อย่างไร  คือ

อสัตบุรุษในโลกนี้  เป็นผู้มีความเห็นอย่างนี้ว่า  ทานที่ให้แล้ว  ไม่มีผลยัญที่บูชาแล้ว  ไม่มีผลสังเวยที่บวงสรวงแล้ว  ไม่มีผล  ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว  ไม่มี  โลกนี้ไม่มี  โลกหน้าไม่มี  มารดาไม่มี  บิดาไม่มี  สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะไม่มี  สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ  ซึ่งประกาศโลกนี้  โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง  เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง  ในโลกไม่มี  ดูกรภิกษุทั้งหลายอย่างนี้แล  อสัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้มีความเห็นอย่างอสัตบุรุษ  ฯ

[๑๔๐]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อสัตบุรุษย่อมให้ทานอย่างอสัตบุรุษอย่างไร  คือ  อสัตบุรุษ

ในโลกนี้  ย่อมให้ทานโดยไม่เคารพ  ให้ทานไม่ใช่ด้วยมือของตน  ทำความไม่อ่อนน้อมให้ทานให้ทานอย่างไม่เข้าใจ  เป็นผู้มีความเห็นว่าไร้ผล  ให้ทานดูกรภิกษุทั้งหลาย  อย่างนี้แล  อสัตบุรุษชื่อว่าย่อมให้ทานอย่างอสัตบุรุษ  ฯ

            [๑๔๑]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อสัตบุรุษนั่นแหละ  เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของอสัตบุรุษอย่างนี้  ภักดีต่ออสัตบุรุษอย่างนี้  มีความคิดอย่างอสัตบุรุษอย่างนี้  มีความรู้อย่างอสัตบุรุษอย่างนี้  มีถ้อยคำอย่างอสัตบุรุษอย่างนี้  มีการงานอย่างอสัตบุรุษอย่างนี้  มีความเห็นอย่างอสัตบุรุษอย่างนี้  ให้ทานอย่างอสัตบุรุษอย่างนี้แล้ว  เมื่อตายไป  ย่อมบังเกิดในคติของอสัตบุรุษดูกรภิกษุทั้งหลาย  ก็คติของอสัตบุรุษคืออะไร  คือ  นรก  หรือกำเนิดสัตว์เดียรฉาน  ฯ

            [๑๔๒]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สัตบุรุษจะพึงรู้จักสัตบุรุษว่า  ผู้นี้เป็นสัตบุรุษ  หรือไม่

หนอ  ฯ

            ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า  รู้  พระพุทธเจ้าข้า  ฯ

            พ.  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ถูกละ  ข้อที่สัตบุรุษจะพึงรู้จักสัตบุรุษว่า  ผู้นี้เป็นสัตบุรุษ  นั่นเป็นฐานะที่มีได้  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ก็สัตบุรุษจะพึงรู้จักอสัตบุรุษว่าผู้นี้เป็นอสัตบุรุษไหมเล่า  ฯ

            ภิ.  รู้  พระพุทธเจ้าข้า  ฯ

            พ.  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ถูกละ  แม้ข้อที่สัตบุรุษจะพึงรู้จักอสัตบุรุษว่า  ผู้นี้เป็นอสัตบุรุษนั่นก็เป็นฐานะที่มีได้  ฯ

            [๑๔๓]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สัตบุรุษย่อมเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของสัตบุรุษ  ภักดี

ต่อสัตบุรุษ  มีความคิดอย่างสัตบุรุษ  มีความรู้อย่างสัตบุรุษ  มีถ้อยคำอย่างสัตบุรุษ  มีการงานอย่างสัตบุรุษ  มีความเห็นอย่างสัตบุรุษ  ย่อมให้ทานอย่างสัตบุรุษ  ฯ

            [๑๔๔]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สัตบุรุษเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของสัตบุรุษ  อย่างไร  คือสัตบุรุษในโลกนี้  เป็นผู้มีศรัทธา  มีหิริ  มีโอตตัปปะ  มีสุตะมากมีความเพียรปรารภแล้วมีสติตั้งมั่น  มีปัญญา  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อย่างนี้แลสัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของสัตบุรุษ  ฯ

            [๑๔๕]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สัตบุรุษเป็นผู้ภักดีต่อสัตบุรุษอย่างไร  คือ สัตบุรุษในโลกนี้มีสมณพราหมณ์ชนิดที่มีศรัทธา  มีหิริ  มีโอตตัปปะ  มีสุตะมากมีความเพียรปรารภแล้ว  มีสติตั้งมั่น  มีปัญญา  เป็นมิตร  เป็นสหาย  ดูกรภิกษุ  ทั้งหลาย  อย่างนี้แล  สัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้ภักดีต่อสัตบุรุษ  ฯ

            [๑๔๖]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สัตบุรุษเป็นผู้มีความคิดอย่างสัตบุรุษอย่างไรคือ  สัตบุรุษในโลกนี้  ย่อมไม่คิดเบียดเบียนตนเอง  ไม่คิดเบียดเบียนผู้อื่น  ไม่คิดเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่าย  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อย่างนี้แล  สัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้มีความคิดอย่างสัตบุรุษ  ฯ

            [๑๔๗]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สัตบุรุษเป็นผู้มีความรู้อย่างสัตบุรุษอย่างไรคือ  สัตบุรุษ

ในโลกนี้  ย่อมไม่รู้เพื่อเบียดเบียนตนเอง  ไม่รู้เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นไม่รู้เพื่อเบียดเบียนทั้ง

ตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่าย  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อย่างนี้แลสัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้มีความรู้อย่างสัตบุรุษ  ฯ

            [๑๔๘]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สัตบุรุษเป็นผู้มีถ้อยคำอย่างสัตบุรุษอย่างไรคือ  สัตบุรุษ

ในโลกนี้  เป็นผู้งดเว้นจากการพูดเท็จ  งดเว้นจากคำพูดส่อเสียด  งดเว้นจากคำหยาบ  งดเว้นจากการเจรจาเพ้อเจ้อ  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อย่างนี้แล  สัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้มีถ้อยคำอย่างสัตบุรุษ  ฯ

            [๑๔๙]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สัตบุรุษเป็นผู้มีการงานอย่างสัตบุรุษอย่างไรคือ  สัตบุรุษในโลกนี้  เป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาต  งดเว้นจากอทินนาทาน  งดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจารดูกรภิกษุทั้งหลาย  อย่างนี้แล  สัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้มีการงาน  อย่างสัตบุรุษ  ฯ

            [๑๕๐]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สัตบุรุษเป็นผู้มีความเห็นอย่างสัตบุรุษอย่างไรคือ  สัตบุรุษในโลกนี้  เป็นผู้มีความเห็นอย่างนี้ว่า  ทานที่ให้แล้ว  มีผล  ยัญที่บูชาแล้ว  มีผล  สังเวยที่บวงสรวงแล้ว  มีผล  ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่ว  มีอยู่โลกนี้มี  โลกหน้ามี  มารดามี  บิดามีสัตว์ที่เป็นอุปปาติกะมี  สมณพราหมณ์ทั้งหลาย  ผู้ดำเนินชอบ  ปฏิบัติชอบ  ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้งเพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง  ในโลกมีอยู่  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อย่างนี้แล  สัตบุรุษชื่อว่า  เป็นผู้มีความเห็นอย่างสัตบุรุษ  ฯ

            [๑๕๑]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สัตบุรุษย่อมให้ทานอย่างสัตบุรุษอย่างไร  คือสัตบุรุษในโลกนี้  ย่อมให้ทานโดยเคารพ  ทำความอ่อนน้อมให้ทาน  ให้ทานอย่างบริสุทธิ์  เป็นผู้มีความเห็นว่ามีผล  จึงให้ทาน  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อย่างนี้แลสัตบุรุษชื่อว่าย่อมให้ทานอย่างสัตบุรุษ  ฯ

            [๑๕๒]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สัตบุรุษนั่นแหละ  เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของสัตบุรุษอย่างนี้  ภักดีต่อสัตบุรุษอย่างนี้  มีความคิดอย่างสัตบุรุษอย่างนี้  มีความรู้อย่างสัตบุรุษอย่างนี้มีถ้อยคำอย่างสัตบุรุษอย่างนี้  มีการงานอย่างสัตบุรุษอย่างนี้มีความเห็นอย่างสัตบุรุษอย่างนี้ให้ทานอย่างสัตบุรุษอย่างนี้แล้ว  เมื่อตายไป  ย่อมบังเกิดในคติของสัตบุรุษ  ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็คติของสัตบุรุษคืออะไร  คือ  ความเป็นผู้มีตนควรบูชาในเทวดา  หรือความเป็นผู้มีตนควรบูชาในมนุษย์  ฯ

            พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว  ภิกษุเหล่านั้นต่างชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล  ฯ

            จบ  จูฬปุณณมสูตร  ที่  ๑๐

            จบ  เทวทหวรรค  ที่  ๑

พระไตรปิฎก ฉบับหลวง (ภาษาไทย) เล่มที่ ๑๔

 

   พึงใคร่ครวญตามเถิด จะเห็นเป็นอย่างนี้





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

ana

อนาอิวานโนวิช

View All
<< กรกฎาคม 2016 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            



[ Add to my favorite ] [ X ]