• พล.ท.นันทเดช
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nun@rimfar.com
  • วันที่สร้าง : 2009-08-19
  • จำนวนเรื่อง : 364
  • จำนวนผู้ชม : 1635532
  • ส่ง msg :
  • โหวต 853 คน
พลโท นันทเดช เมฆสวัสดิ์
รู้ลึก รู้จริง ยิ่งกว่าข่าวกรอง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/nunrimfar
วันศุกร์ ที่ 19 มีนาคม 2564
Posted by พล.ท.นันทเดช , ผู้อ่าน : 506 , 13:25:47 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน

   ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ฉันกับเขาเป็นเงาของกันและกัน ส่วนใหญ่แล้วฉันเป็นคนตามเขาไปมากกว่าแต่เขาก็ชอบด้วย เพราะถึงฉันจะไม่สวยแต่ก็ไม่ขี้เหร่ ไม่รวย แต่เวลาออกค่ายในฤดูร้อนทุกปีที่โคราช ก็ไปพักกินอยู่ที่บ้านพ่อแม่ฉัน ซึ่งแม่ค้าในตลาดตำบลนั้นบอกว่าพ่อแม่ฉันเป็นเจ้าของที่นาอยู่ครึ่งตำบลทีเดียว ฉันเรียนไม่เก่ง ไม่มีวี่แววว่าจะได้เกียรตินิยมอันดับ 1 หรือ 2 เพราะต้องสอบให้ได้ A เกือบทุกวิชา แต่ในปีหนึ่งฉันก็ได้มาบ้างล่ะตัว สองตัว ที่สำคัญคือฉันกินเหล้าไม่มีเมา เพราะกินเหล้าเถื่อนที่พ่อต้มมาตั้งแต่มัธยมปลายแล้ว จึงสามารถพาเขากลับมาส่งบ้านได้อย่างปลอดภัยทุกครั้ง พ่อแม่ของเขาพอใจฉันในเรื่องนี้มาก เพราะกลัวว่าลูกขับรถเวลาเมาแล้วจะเกิดเรื่อง แล้วต้องไปอยู่เมืองนอกตลอดชีวิต ใครๆ ก็ว่าเราเหมาะสมกันดี

        แต่ในที่สุดพอเรียนจบยังไม่ทันรับปริญญา เขาก็จากฉันไป ไปแต่งงานกับคนที่มีฐานะสูงคงเส้นคงวาระดับเดียวกัน ไม่ใช่คนที่เดี๋ยวสูงเดี๋ยวต่ำแบบฉัน แล้วก็หนีหน้าฉันไปเมืองนอกทันที

I can't imagine, any greater fear
Then waken up, with out you near
And though the sun, will still shine on
My whole world, would all be gone
But not for long

      ส่วนฉันก็กลับบ้านนอกทันทีเหมือนกัน และก็เป็นวันแรกที่ฉันร้องไห้อย่างเต็มที่ ร้องไห้จนพ่อแม่เห็น ร้องไห้จนไอ้หมอกควายตัวโปรดของฉันสงสัยว่าฉันเป็นอะไร ร้องไห้ท่ามกลางสายฝน ฉันนึกถึงคำพูดที่น่าเห็นใจมากที่สุดของนางเอกในหนังเรื่อง Notting Hill ที่เธอพูดเมื่อตอนพระเอกกลับมาหาเธออีกครั้งว่า “ฉันเป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ยืนอยู่หน้าผู้ชายคนหนึ่ง อ้อนวอนเขาให้รักเธอ” เชื่อไหมฉันคิดแบบนี้อยู่เกือบ 2 ปี ไอ้คนที่เคยบอกรักฉันก็ไม่เคยกลับมาให้ฉันพูดประโยคนี้เลย จนกระทั่งผู้ชายที่ฉันรักมากอีกคนก็จากฉันไปอีกเป็นคนที่สอง

      วันที่พ่อจากไป พ่อบอกฉันเบาๆ ว่า “แต่ละคนมีขนาดของความสุขและความทุกข์ไม่เท่ากัน ความทุกข์มากของลูกอาจเป็นเรื่องธรรมดาของคนที่ลูกรักก็ได้ กลับมาเป็นลูกคนเดิมของพ่อแม่ได้แล้ว”

      แม้พ่อจะเห็นฉันกลับมาเป็นคนเดิมไม่ทัน แต่แม่ก็ได้เห็นแทนพ่อ แม่กลับมายิ้มออกเต็มที่ เมื่อฉันยิ้มให้ไอ้หมอกขณะที่ฉันพามันไปอาบน้ำ ไอ้หมอกก็ดีใจไม่ต่างกับแม่ฉัน เอาตัวมันมาเบียดฉันไปตลอดทาง หรือจะรัก “ควาย” ดีกว่า!

      ในที่สุดฉันก็ปลดกระสอบความรักเดิมที่แบกไว้ยาวนานเกือบ 2 ปีทิ้งไปสำเร็จ ทำให้ฉันเดินได้อย่างสบาย ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังอีกต่อไป ไชโยโห่ฮิ้วว

I'm walking away from the troubles in my life
I'm walking away oh, to find a better day
I'm walking away
I'm walking away from the troubles in my life
I'm walking away oh, to find a better day
I'm walking away

      พอพ่อตาย แม่ก็ขายนาแปลงใหญ่บอกว่าทำไม่ไหว ให้เงินฉันมาซื้อรถใหม่ 2 ล้าน ฉันบอกว่าไม่เอา เดี๋ยวแม่ก็โดนปล้นหรอก แม่หัวเราะขึ้นบอกว่า “แกเอาไปหมดเลย เอาไปทำอะไรก็ได้แต่ต้องทำให้แม่สบายใจล่ะ”
      “เงิน 20 ล้านฉันจะเอาไปทำอะไรดีละ”ฉันเป็นลูกชาวนา เรียนจบปริญญาตรีเอกภาษาอังกฤษ แถมเป็นชาวค่ายมา 4 ปี มีที่นาเหลืออีก 40 กว่าไร่ กับเงินอีก 20 ล้าน

      ปีถัดมา ฉันก็เป็นเจ้าของโฮมสเตย์ที่มีร้านกาแฟสวยสงบ มีนาข้าวเขียวขจี สระน้ำขนาดใหญ่ และมีควายหลายสิบตัวรวมทั้งลูกชายไอ้หมอกด้วย กำลังน่ารักทีเดียว เจ้าพวกนี้เป็นควายที่ทำงานอย่างมีความสุข แม่ฉันก็มีความสุข คนที่มาพักก็มีความสุขตามไปด้วย (อีก 2 ปีต่อมาฉันให้ชาวบ้านเหล่านี้มาร่วมหุ้นด้วย)

      โฮมสเตย์ของฉันจึงมีชาวต่างชาติมาพักมากกว่าคนไทย หลายคนพักอยู่เป็นเดือนๆ มาจีบฉันก็มี น่าจะเป็นเพราะผิวสีกรำแดดลมของฉัน ฉันต้องใจเขามากกว่าตัวฉัน เครื่องถักทอผ้าไหม ผ้าฝ้าย วัชพืชต่างๆ ของชาวบ้านจึงขายดิบขายดีและพลอยมีความสุขกันไปด้วยกันทุกคน (เรื่องนี้เกิดก่อนโควิด-19)

      ในต้นฤดูร้อนอีก 2 ปีต่อมา ฉันพบผู้ชายคนใหม่ ไม่รวยมากแต่ไม่เคยมีเมียมาก่อน โสดทั้งแท่ง หล่อและสุภาพกว่าคนเดืม ทำงานแบงก์อยู่ในกรุงเทพฯ พอวันหยุดก็มาขายกาแฟ อาหาร สลัดผักหลากชนิด ช่วยฉันบริการลูกค้าอุตลุดไปหมด พอเขาขอฉันแต่งงาน ฉันไปปรึกษาแม่ แม่ยกสุภาษิตมาให้ฉันคิด “ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม” ส่วนพวกเพื่อนๆ ฉันก็ยกสุภาษิตมาเหมือนกัน “น้ำขึ้นให้รีบตัก อย่าจมปลัก เดี๋ยวแก่ตาย” ฉันเลยเลือกตามเพื่อน

      เรามีงานแต่งเล็กๆ มีชาวบ้านและเพื่อนๆ ของฉันมาร่วมงานเต็มไปหมด ปลัดอำเภอมาจดทะเบียนให้ถึงที่ พอผ่านไปได้ 1 เดือนฉันก็ยังไม่เสียตัวซักที เลยถามเขาไปตรงๆ ว่า “จะให้ฉันเริ่มก่อนไหม” เขาสารภาพว่าเขาทำไม่ได้ เขาชอบผู้ชายและรู้สึกตื่นเต้นทุกทีที่เห็นฉันทาลิปสติก...เวรกรรมจริงกู

      ฉันเสียเงินไป 2 ล้านเป็นค่าหย่าร้าง แม่มากระซิบบอกว่าจะร่วมกับชาวบ้านดูแลรีสอร์ตให้เองและไล่ฉันไปเรียนหนังสือต่อที่ต่างประเทศ “เจ็บคราวนี้ฉันทำใจได้ง่ายกว่าเดิมแยะ” แต่เลือกมาเรียนที่กรุงเทพฯ แทนเพราะเป็นห่วงแม่ ฉันจะไม่ปล่อยให้เรื่องนี้มาเป็นความทุกข์ เพราะความทุกข์จะไม่เกิดกับตัวฉันแค่คนเดียวแต่จะเกิดกับแม่ด้วย

      ฉันจัดงานรำวงให้แขกที่มาพัก ชาวบ้าน และตัวเองในทุกวันหยุด ขนาดโรงแรมในตัวเมืองยังมาขอร่วมงานรำวงด้วยเลย (สุขกันเถอะเรา เศร้าไปทำไม)

      วันเวลาแห่งความทุกข์ผ่านไปได้ง่าย ถ้าใจเราไม่ยอมรับมันไว้ ฉันเลือกเรียน MBA แม้จะแพงแต่ฉันมีตังค์และมีรีสอร์ตไว้ทดลองงาน ภาษาอังกฤษฉันก็ดี ดีกว่าดอกเตอร์หลายๆ คนที่มี 5 นิ้วแต่ยอมพิการใช้แค่ 3 นิ้วเท่านั้น ฉันจบปริญญาโทด้วยคะแนนสูงลิ่ว เกียรตินิยมอันดับ 1 แบบไม่เคยนึกคิด

      ในงานคอนเสิร์ตฤดูร้อนที่หัวหิน มีผู้ชายผ่านเข้ามาในชีวิตฉันอีกหลายคนเพราะเรายกกันไปทั้งคณะทั้งรุ่นพี่รุ่นน้อง หลังจากตรวจสอบคนที่เข้ามาจีบฉันทุกอย่างดีแล้ว ฉันจึงจัดตัดสินใจคบกับพ่อหม้ายลูกติด หย่ากับเมียแน่ มีลูกผู้หญิงติดมา 1 คน (พอรับได้) ที่สำคัญคือเป็นผู้ชายแท้ๆ อายุแก่กว่าฉัน 8 ปี (ตกเลขดีเป็นมงคลทีเดียว) หน้าที่การงานกำลังรุ่งเป็นถึงรองอธิบดี

      ฉันเองก็เป็นแม่หม้ายคิดอะไรมาก จึงเกิดการแต่งงานครั้งที่ 2 ขึ้นแบบเงียบๆ แต่คราวนี้ฉันไม่ยอมจดทะเบียน เพราะเพื่อนๆ จากตระกูลดังๆ หลายคนทักท้วงฉันมา เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร เราอยู่กันอย่างมีความสุขจริงๆ จนควาย (ไอ้หมอก) อิจฉา

      ฉันได้รับใบตอบรับให้เข้าเรียนปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยชื่อดังที่ประเทศอังกฤษ ฉันจึงปรึกษาแม่ แม่บอกว่า “แม่จะยังอยู่อีกสิบปีเป็นอย่างต่ำ ไม่ต้องมาห่วงแม่ ไปเรียนต่อเถอะ” ส่วนผัวฉันรีบสนับสนุนเหมือนต้องการให้เมียก้าวหน้ายังงั้นแหละ ก่อนขึ้นเครื่องไปอังกฤษ 2-3 วันฉันถึงรู้ว่าตัวเองท้อง ฉันดีใจรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้หญิงธรรมดากับเขาเหมือนกัน สองปีที่เรียนหนักและดูแลลูกอย่างใกล้ชิด ฉันก็กลับเมืองไทย เอาหลานมาให้แม่ฉันเลี้ยง และให้พ่อมันดูแลบ้าง ฮ่าฮ่าฮ่า

      กลับมาถึงบ้าน แม่กอดฉันแล้วบอกว่าฉันโตขึ้นมาก มีผมหงอกแล้ว ฉันพอจะเดาอะไรได้ ถามแม่ว่า “เขาไปไหนหรือ” แม่ยิ้มบอกว่า “พอแกไปอังกฤษได้สัก 6 เดือน เขาก็มาขออนุญาตแม่ไปแต่งงานกับลูกสาวนักการเมืองคนหนึ่ง เพื่ออนาคตทางราชการ” แม่เลยบอกเขาว่าอย่าบอกให้ฉันรู้นะ และก็เป็นเหตุผลเดียวกับที่แม่บอกฉันอยู่เสมอว่า “ไม่ต้องกลับมาเยี่ยมแม่หรอกจนกว่าจะเรียนจบ”

      ฉันหัวเราะแล้วบอกแม่ว่า “ดีใจจัง ลูกฉันจะได้โตขึ้นแล้วรู้ว่าพ่อมันตายไปแล้ว” ฉันไปที่อำเภอใช้เส้นสายจดทะเบียนชื่อพ่อของลูกใหม่ ให้เป็นลูกสาวของพี่เขย (สามีลูกพี่ลูกน้องของฉัน) โดยขออนุญาตพี่สาวและพี่เขยก่อน

      ฉันนึกถึงคำกล่าวลาของอาจารย์ชาวต่างชาติในวันเลี้ยงลาจากหลังรับปริญญา อาจารย์บอกว่า “เราร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมานานพอสมควรแล้ว เมื่อถึงเวลาทุกคนก็ต้องแยกย้ายกันกลับทั้งนั้น ไม่มีทางอื่น” ตรงกับสุภาษิตจีนที่ว่า “ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกรา” ดังนั้นอยากไปก็ไป แต่อย่ากลับมาเด็ดขาด

      ฉันเลือกมาเป็นอาจารย์ที่บ้านเกิด มีแม่และลูกสาวที่น่ารัก ผ่านการแต่งงานเป็นแม่หม้าย 2 ครั้ง อายุก็ 40 กว่า ผมหงอกประปรายแล้ว อะไรต่ออะไรเกี่ยวกับผู้ชายก็รู้หมดไปถึงสันดานแล้ว ฉันจึงเป็นอาจารย์ที่ขยัน เป็นทั้งแม่และลูกสาวที่ดี และจะไม่ที่ว่างในใจเหลือให้ผู้ชายอีกแล้ว แม้จะมีผู้ชายที่น่ารักหลายคนผ่านเข้ามา ฉันก็ได้แต่เก็บไปฝันถึงและ “แอบรักเธออยู่ในใจ” เท่านั้น

      สุภาษิตหลายชาติที่กล่าวคล้ายคลึงกันว่า “คนโง่เลือกคนที่ตัวเองรัก ส่วนคนฉลาดจะเลือกคนที่รักตัวเอง” นั้นใช้ไม่ได้สำหรับฉัน
      ครั้งแรก ฉันเลือกคนที่ฉันรัก ฉันเป็นคนโง่
      ครั้งที่ 2 ฉันเลือกคนที่รักฉัน ฉันเป็นคนฉลาด แต่เอาจริงๆ กลับโง่หนักเข้าไปอีก
      จงจำไว้ว่าสุภาษิตต่างๆ เหล่านี้ แม้กระทั่งหนังสือ How to จากประเทศญี่ปุ่น หรือมหาวิทยาลัยดังๆ ที่ขายดิบขายดีในเมืองไทยนั้น ไม่มีอะไรดีไปกว่าทางสายกลางของพระพุทธองค์ ดังนั้น “รักใคร รักสักครึ่งหนึ่งก็มากพอแล้ว" แม้กระทั่งรักชาติก็เหมือนกัน

      ความรักของฉันเกิดขึ้นมาทุกฤดูร้อนแล้วก็จากไปอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยัง still on my mind เป็นความเจ็บปวดที่มีความสุข จึงขอมอบเพลงโปรดของฉันให้ทุกคนฟังซ้ำ ฟังแล้วจะเป็นสุขใจเพราะฉันแอบรักผู้ชายเข้าไปในความฝันแล้วประมาณ 5 คนได้
      “ขอให้โชคดีกับความรักที่พอเหมาะพอควรกันทุกคนค่ะ”

 

Andy Williams - A Summer Place - 1962




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
พล.ท.นันทเดช วันที่ : 20/03/2021 เวลา : 08.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nunrimfar
พลโทนันทเดช เมฆสวัสดิ์

พออายุมากขึ้นมาเรื่อยๆ ก็ต้องหางานทำให้ตัวเองครับ
กลัวจำอะไรไม่ได้มากที่สุด เรื่องต่อมาคือ การขาดความกระตือรื้อล้น
ผมจึงหาหนังสือมาเขียนทั้งเรื่องประวัติศาสตร์ และ เรื่องเบาแบบนี้
เพื่อ ไม่ให้ลืม เรื่องในอดีต ตอนนี้ไปเรียนปริญญาโทซ้ำอีก เลือกทางทางประวัติศาสตร์ ชีวิตจะได้ไหมหยุดนิ่ง คิดถึงพวกเราเก่าๆทุกคนครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Chaoying วันที่ : 20/03/2021 เวลา : 07.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

ฮาๆ อ่านสนุก เพลินไปเลย เพลงก็เพราะค่ะ ชอบๆ
สบายดีนะคะ ติดตามท่านอยู่ตลอดเลยค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน