• oamie
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : s_peeranat@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-10-14
  • จำนวนเรื่อง : 140
  • จำนวนผู้ชม : 317644
  • ส่ง msg :
  • โหวต 120 คน
Behind the Ad แล้วโฆษณาจะไม่น่าเบื่ออีกต่อไป
รื่น รมย์ ชม โค สะ นา
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/oam
วันอังคาร ที่ 6 เมษายน 2553
Posted by oamie , ผู้อ่าน : 1779 , 20:44:49 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน ช่วงที่ผ่านมาถ้าใครได้ติดตาม Blog ของผมจะพบว่าบทความหรือบทวิเคราะห์ของผมจะเป็นไปในเชิงของ Marketing Communication โดยอิงจากการสื่อสารผ่านโฆษณาเป็นหลัก มาครั้งนี้ผมอยากจะเพิ่มเนื้อหาของ Blog แห่งนีให้เข้มข้นขึ้นโดยจะนำเสนอในเรื่องของการตลาดในแง่ต่าง ๆ รวมถึงกลยุทธ์ทางการตลาด แต่ขณะเดียวกันผมก็จะไม่ลดในส่วนของการแสดงความคิดเห็นในเรื่องของโฆษณา (ท่านผู้อ่านที่ชื่นชอบโฆษณาอย่าพึ่งตกใจนะครับ ^_^) ทั้งนี้ผมจึงเพิ่มกลุ่มหมวดของบทความเพิ่มเติมจากเดิมที่จะมีเรื่องโฆษณาเพียงอย่างเดียวครับ

บทความที่พบนำเอามาฝากใน Entry นี้เป็นบทความที่ผมได้เขียนและลงตีพิมพ์ในหนังสือ Brandage Essential ฉบับ Sub-Division 01/2010 ซึ่งผมเขียนเกี่ยวกับเรื่อง Creative Economy โดยเนื้อหาหลักของหนังสือเล่มนี้จะเป็นรายละเอียดภาพรวมของผลงาน กรอบคิดของกูรูกลยุทธ์ระดับโลกอย่าง Michael E. Potter ซึ่งถือได้ว่าเป็นแนวคิดของกลยุทธ์ที่น่าศึกษาเป็นอย่างมาก 

แนวคิดของพอร์เตอร์นั้นให้ความสำคัญกับเรื่องความได้เปรียบเชิงแข่งขันไม่ว่าจะเป็นระดับองค์กร หรือระดับของประเทศ สิ่งสำคัญของการขับเคลื่อนกลยุทธ์ต่าง ๆ คือการสร้างความมีประสิทธิภาพผ่านกิจกรรมของ Value Chain Model ในแง่ของประเทศก็เช่นกัน พอร์เตอร์ได้เน้นในเรื่องของการสร้างความได้เปรียบระดับบริษัทเพื่อที่จะสามารถยกระดับกลายเป็นการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันระดับประเทศได้ต่อไป

ตั้งแต่วันที่เลห์แมน บราเธอร์ส วาณิชธนกิจอันดับ 4 ของสหรัฐฯ ล้มละลายจนกลายเป็นวิกฤติการเงินที่ยิ่งใหญ่ต่อมา ถือเป็นจุดเปลี่ยนโครงสร้างของระบบทุนนิยมโลกอย่างแท้จริง แน่นอนที่สุดโครงสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกก็ได้เปลี่ยนไปเช่นกันจากเดิมที่สหรัฐฯ เป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจมาตลอด แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นประเทศแถมเอเชียเช่น จีน ที่ผู้คนต่างคาดหวังว่าจะเป็นผู้นำในการฟื้นตัวด้านเศรษฐกิจโลก

ประเทศไทยเองก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน จากการที่รัฐบาลพยายามจะผลักดันแนวความคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ Creative Economy ขึ้นมา ทำให้เกิด Value Added ใหม่ ๆ ให้กับอุตสาหกรรมของไทย แนวความคิดดังกล่าวเป็นการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าโดยอาศัยความสามารถเฉพาะตัวและความรู้เชิงบูรณาการของท้องถิ่น เพื่อเป็นรากฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาวต่อไป

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยต้องพึ่งพาการส่งออกมาตลอด การพึ่งพารายได้หลักเพียงแหล่งเดียวคงไม่ใช่เรื่องที่ดีสำหรับโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยในระยะยาวอย่างแน่นอน คำถามที่ต้องถามต่อคือ “ประเทศไทยมีความได้เปรียบเชิงแข่งขันในตลาดโลกหรือไม่”

ในภาวะที่ประเทศคู่ค้าหลัก ๆ เช่นสหรัฐฯ มีปัญหาด้านเศรษฐกิจจะเห็นได้ว่าการพึ่งพารายได้หลักจากการส่งออกเพียงอย่างเดียวคงไม่สามารถจะช่วยพยุงเศรษฐกิจเอาไว้ได้ ดังนั้นการดำเนินยุทธศาสตร์ใหม่ของรัฐบาลแสดงให้เห็นว่าเป็นการปรับตัวเชิงโครงสร้างครั้งยิ่งใหญ่ โดยจะเน้นการสร้างความสามารถเชิงแข่งขันผ่านนวัตกรรมของสินค้า

เมื่อเราลองพิจารณาดูแบรนด์ที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกในสหรัฐฯ อย่างเช่น แมคโดนัลด์ โค้ก หรือ สตาร์บัคส์ ก็จะสามารถบอกได้ว่าสิ่งที่ประเทศอเมริกากำลังส่งออกไม่ใช่เป็นการสร้างสินค้าเชิงกายภาพเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเชื่อมโยงวัฒนธรรมเชิงพาณิชย์กับตลาดโลกต่างหาก แบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกดังที่ได้กล่าวมานั้นก็ล้วนแต่มีกลิ่นอายความเป็นอเมริกันชนอย่างปฏิเสธไม่ได้

ครั้งหนึ่งเมื่อปี 2002 สื่อระดับโลกอย่างนิตยสารไทม์สร้างความน่าตื่นตาตื่นใจด้วยการเลือกให้ คาแร๊กเตอร์การ์ตูนในตำนานของญี่ปุ่นอย่าง “โดราเอมอน (Doraemon)” ให้เป็น 1 ใน 22 ฮีโร่ของเอเชีย ซึ่งสามารถอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่กับ ออง ซาน ซูจี ซึ่งเป็นบุคคลที่มีตัวตนจริง ๆ

โดราเอมอนถือว่าเป็นหนึ่งในการ์ตูนที่ประสบความสำเร็จที่สุดตลอดกาลของญี่ปุ่น เขียนโดย ฟูจิโกะ ฟูจิโอะ โดราเอมอนได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือน มกราคม ปี 2513 โดยสำนักพิมพ์โชงะกุกัง ความมีชื่อเสียงของการ์ตูนโดราเอมอนนั้นทำให้ โดราเอมอนได้รับเลือกให้เป็นทูตสันถวไมตรีเพื่อการประชาสัมพันธ์วัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่น

โดราเอมอนนั้นถือได้ว่าเป็นแบรนด์อันทรงพลังของญี่ปุ่นที่สร้างมารถผงาดในเวทีโลกได้ ธุรกิจการ์ตูนของญี่ปุ่นนั้นไม่เพียงแต่สามารถขายตัวการ์ตูนเพียงอย่างเดียว แต่สามารถแตกแขนงธุรกิจเป็นของเล่น เกม หรือของที่ระลึกต่าง ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนมาจากความแข่งแกร่งของแบรนด์การ์ตูนญี่ปุ่นในสายตาของต่างชาติทั้งสิ้น ความได้เปรียบเชิงแข่งขันดังกล่าวยังเชื่อมโยงไปถึงวัฒนธรรมเชิงพาณิชย์ของญี่ปุ่นอีกเช่นกัน

เฮลโล คิตตี๊ (Hello Kitty) ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งคาแร็กเตอร์ของญี่ปุ่นที่มีมูลค่าทางแบรนด์มหาศาลเช่นกัน เฮลโล คิตตี๊ นั้นถูกสร้างขึ้นจาก อิคุโกะ ชิมิซึ และจดลิขสิทธิ์ในปี 1976 ความโด่งดังของเจ้าแมวน้อยตัวนี้ก็ไม่ธรรมดาเช่นกันโดยในปี 1983 คิตตี๊ถูกรับเลือกให้เป็นทูตยูนิเชฟ

ไม่ว่าจะเป็น โดราเอมอนหรือ เฮลโล คิตตี๊ก็ตามต่างก็เป็นแบรนด์ที่สามารถสร้างเวทีของตัวเองในตลาดโลกได้ ซึ่งคงไม่มีใครกล้าปฏิเสธอย่างเน่นอนว่าสินค้าทั้งสองแบรนด์นี้เป็นตัวแทนทางวัฒนธรรมเชิงพาณิชย์ชั้นเยี่ยมของญี่ปุ่นในตลาดโลก

เกาหลีใต้ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่เติบโตขึ้นมาจากการส่งออกวัฒนาธรรมของตนเองไม่ว่าจะเป็นเรื่องของละคร ภาพยนตร์ หรืออาหาร จนไปถึงเกมส์ออนไลน์ การส่งออกวัฒนธรรมของเกาหลีผ่านละครหรือภาพยนตร์นั้นยังสามารถเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขันในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอีกด้วย ถือได้ว่าเกาหลีใต้เป็นตัวอย่างของการสร้างสรรค์ Cultural Industry อย่างแท้จริง

ย้อนกลับมาที่ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ Creative Economy ของประเทศไทย แนวความคิดดังกล่าวนั้นไม่ได้ต้องการที่จะสร้างแต่ศิลปิน หรือนักร้องแต่อย่างใด แต่สิ่งที่ประเทศไทยกำลังจะเดินต่อไปจากจุดนี้การสร้างความได้เปรียบเชิงแข่งขันจากศักยภาพของมูลค่าเพิ่มในตัวเองเป็นหลัก เราต้องไม่ใช่เพียงทางผ่านของการผลิตด้วยต้นทุนแรงงานที่ต่ำอีกต่อไป

โจทย์ที่ยากมาก ๆ ของรัฐบาลที่จะผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระยะยาวคือเรื่องของการพัฒนาการศึกษาของไทยให้สอดคล้องกับนโยบายนี้ สภาพสังคมการศึกษาของประเทศไทยนั้นตั้งแต่อดีตไม่ได้เอื้อให้เด็กคิดออกนอกกรอบของสังคมหรือวิถีชีวิตความเป็นอยู่มากนัก สิ่งนี้เองทำให้ประเทศไทยขาดบุคลากรที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ที่สามารถเพิ่มศักยภาพการผลิตของเราได้

ประเทศไทยในช่วงแรกของการพัฒนาเศรษฐกิจแบบสร้างสรรค์นั้นอาจจำเป็นต้องพึ่งพาแรงผลักดันจากส่วนกลางซึ่งรัฐบาลต้องเป็นแนวหน้าในการผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรม Flagship ก่อน เช่นอาจจะเลือกเอาการท่องเที่ยวหรือการเกษตรก็ได้ มองในแง่ของศักยภาพเรื่องของบุคลากรนั้นเราคงไม่ได้น้อยหน้าไปกว่าชาติอื่น ๆ ในเอเชีย แต่ปัญหาของเราอยู่ที่ขาดความชัดเจนในแนวทางการพัฒนาหรือส่งเสริมในระยะยาวมากกว่า

การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์นั้นต้องอาศัยการสนับสนุนจากในประเทศก่อนโดยประเทศไทยต้องสร้างสินค้าหรือแบรนด์ที่สามารถเชื่อมต่อระหว่างวัฒนธรรมเชิงพาณิชย์กับตลาดโลกให้ได้ และในที่สุดก็จะกลายเป็นการสร้างแบรนด์ระดับประเทศได้อย่างแน่นอน ทั้งหมดนี้ก็เพื่อการสร้าง Positioning ของประเทศไทยให้มีความได้เปรียบเชิงแข่งขันในตลาดโลกนั่นเอง





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
Hiriotappa วันที่ : 02/08/2010 เวลา : 14.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Hiriotappa


Creative Economy คือการเอาคำสองคำมารวมกัน ก็คือการใช้ครีเอทีฟกับเศรษฐกิจ บางส่วนทำได้ แต่บางส่วนก็ทำไม่ได้ สำหรับเรื่องของมูลค่าเพิ่มนั้น หลักการก็เหมือนกับเรื่องทั่วไป คือลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มผลกำไร แต่หากพัฒนาได้ไม่ดีก็จะเหมือนดาบสองคม เช่น หากมีสินค้าขั้นปฐมภูมิที่บวก ครีเอทีฟ อีโคโนมีเข้าไปด้วย หากเทรนต์และตลาดนิยมกันอย่างที่เป็น สินค้าขั้นทุตยภูมิก็จะมีต้นทุนสูงขึ้นตามไปด้วย และจะทำให้เกิดปัญหาด้านเศรษฐกิจตามมา ดังนั้นจึงเป็นอย่างที่บอกไว้ก็คือ บางเรื่องทำได้ แต่บางเรื่องทำไม่ได้ หากเป็นตลาด คอนเทนต์
เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง แต่เศรษฐกิจภาคอื่น คงต้องมีความพร้อมหรือ คำนึงถึงปัจจัยหลายๆอย่างก่อนจะนำลักษณะแบบนี้เข้าไปใช้ ดังนั้นขั้นตอนการนำ ครีเอทีฟอีโคโนมีไปใช้จะต้องดูด้วยว่า มันเป็น เศรษฐกิจแบบไหน ใส่อะไรได้มากน้อยเพียงใด ถามว่า หากโฆษณาเป็นส่วนหนึ่งของครีเอทีพอีโคโนมี อย่างไรเราจึงจะเรียกว่าประสบความสำเร็จ
ด้านมูลค่าเพิ่ม ก็คือ ได้ผล คนพูดกันเยอะ สร้างอิมเมจให้สินค้า ของขายได้ ด้วยต้นทุนเท่าใด ที่พูดแบบนี้เพราะธุรกิจโฆษณาก็มี ครีเอทีฟอีโคโนมีซ่อนอยู่อีกทีเช่นเดียวกัน นั่นก็คือ การใช้ครีเอทีฟอีโคโนมี กับ วงการครีเอทีฟที่ทำโฆษณา โดยทั่วไปคนอื่นจะคิดว่า โฆษณา มันคือ ความลงตัวระหว่าง เศรษฐกิจ และ ความเป็นศิลปะผ่านสื่อสารมวลชน แต่การใช้ครีเอทีฟอีโคโนมีที่แท้จริง คือการที่นำมันไปใช้ได้ทุกส่วนแม้แต่ในส่วนที่เป็นครีเอทีฟ หรือ โฆษณาตามไปด้วย คำว่า ครีเอทีฟ อีโคโนมี สิ่งที่สำคัญทีสำคัญที่สุดก็คือ การประยุกต์

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
Tanawa วันที่ : 19/04/2010 เวลา : 10.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tanakrit
หนักอยู่ที่ถือ เบาอยู่ที่วาง

ถ้าตัวกระตูนไทยจะสู้เขาได้บ้างไหนนะ

อย่างเช่น หนุมาน ก้านกล้วย ฯลฯ

เวลาคุยเรื่องนี้ในระดับประเทศนึกถึงสถานที่ท่องเที่ยว อาหารไทย วัฒนธรรมทุกที จริงๆมีอีกมากมายเลย

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
เหลนขุนผา วันที่ : 07/04/2010 เวลา : 09.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/VL2008
อนูปวาโท อนูปฆาโต  มือใหม่หัดโพสต์โปรดชี้แนะ

แถมอีก เจอของเสีย สินค้าบกพร่อง ก็ไม่เคยโวยวาย เพราะเราเป็นสังคมอะลุ้มอะหล่วย ด้วยคำติดปาก "ไม่เป็นไร"
ที่ดีเยี่ยมที่สุดคือ คล้อยตามสื่อโดยไม่ไตร่ตรอง

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
เหลนขุนผา วันที่ : 07/04/2010 เวลา : 09.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/VL2008
อนูปวาโท อนูปฆาโต  มือใหม่หัดโพสต์โปรดชี้แนะ

เราว่า คนไทยมีตุดยืนตรงที่ เป็นผู้บริโภคที่ดีที่สุดในโลกนะ แหกกฏความต้องการ 5 ขั้นของ Maslows จนเจ้าของทฤษฎีงง อย่างเช่น ไม่มีกินก็ไม่เป็นไร ขอให้ได้หิ้วกระเป๋าแบรนด์เนม อุปกรณ์ไอทีใหม่ๆ มา พี่ไทย update ทันเขาหมด เงินเดือนหมื่นต้นๆ แต่หิ้วไอโฟนมาเล่นเกมตกปลา ฯลฯ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Jui วันที่ : 07/04/2010 เวลา : 06.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jui880


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< เมษายน 2010 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30  



[ Add to my favorite ] [ X ]