• oamie
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : s_peeranat@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-10-14
  • จำนวนเรื่อง : 140
  • จำนวนผู้ชม : 317434
  • ส่ง msg :
  • โหวต 120 คน
Behind the Ad แล้วโฆษณาจะไม่น่าเบื่ออีกต่อไป
รื่น รมย์ ชม โค สะ นา
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/oam
วันอาทิตย์ ที่ 7 สิงหาคม 2554
Posted by oamie , ผู้อ่าน : 2401 , 22:49:48 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน LUCKYP , BlueHill โหวตเรื่องนี้

ในตอนที่ 6 นั้นผมได้เขียนเกี่ยวกับเรื่องของพลังของแบรนด์เพื่อไทยที่สามารถทำให้ผู้บริโภคเชื่อได้ว่าตัวเองนั้นมีความเป็นแบรนด์ “ประชานิยม” มากกว่าแบรนด์อื่น ๆ นอกจากนั้นทางฝั่งเพื่อไทยยังรู้จุดอ่อนของตัวเองว่าแบรนด์เพื่อไทยนั้นไม่ได้แข็งแกร่งเท่ากับแบรนด์ทักษิณ ดังนั้นจึงเป็นที่มาของการ Endorsed Brand โดยทักษิณ ภายใต้ Tagline ที่ว่า “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” จริงอยู่ว่ากลยุทธ์แบบนี้อาจจะใช้ได้ผลแต่ต้องอย่าลืมว่าในที่สุดแล้วแบรนด์เพื่อไทยก็ต้องยืนด้วยตัวเองให้ได้ ถ้าทำไม่ได้ระยะยาวจะมีปัญหาเรื่องของการวางตำแหน่งของตัวเอง(Positioning) อย่างแน่นอนครับ

ขออภัยที่ผมต้องขอแจ้งอีกครั้งว่าบทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อการศึกษากลยุทธ์ทางการตลาดโดยใช้เรื่องของการเมืองมาอธิบาย ดังนั้นผมจะไม่ใช้เหตุผลทางการเมืองมาอธิบายนะครับ

บทความตอนที่ผ่าน ๆ มานั้นเป็นมุมมองที่ออกมาจากตัวของแบรนด์ หรือตัวของสินค้า ดังนั้นผมอยากจะชวนท่านผู้อ่านมาลองมองในมุมของผู้บริโภคกันบ้างว่าผลจะเป็นอย่างไร

ในแง่ของผู้บริโภคนั้น เราคงต้องประเมินก่อนว่า การที่ผู้บริโภคจะซื้อสินค้าอะไรซักอย่างนึงนั้น มีกระบวนการตัดสินใจอย่างไร

เช่นอาจจะเริ่มต้นจากการรับรู้ว่ามีสินค้าชนิดนี้อยู่ มีแบรนด์นี้อยู่ในตลาด (Awareness) เมื่อรู้ว่ามีแล้วก็ต้องทราบและเข้าใจถึงสินค้าว่ามีประโยชน์อะไร ใช้ทำอะไร (Product Benefit) หลังจากนั้นผู้บริโภคอาจจะเริ่มเปรียบเทียบสินค้าว่าแบบไหนที่เหมาะกับตัวเรา สินค้าเหล่านั้นตอบสนองความต้องการของเราได้หรือไม่ เมื่อตอบโจทย์ได้ ก็จะไปหาซื้อ ทีนี้ก็คงต้องดูว่าสินค้าดังกล่าวหาง่ายหรือไม่ (Channel of Distribution)  

พฤติกรรมที่ผมได้บอกมาข้างต้นเป็นเพียงการยกตัวอย่างนะครับ แต่จากตัวอย่างดังกล่าวนั้นผมเชื่อว่าน่าจะทำให้เราเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นครับ

เริ่มต้นจากการสร้าง Awareness ก่อนนะครับ อย่างที่ผมบอกไว้หลายครั้งว่าการเมืองตอนนี้ไม่เหมือนกับเมื่อก่อนแล้ว ถ้าแบรนด์ได้ทำผลงานอะไร ก็ต้องประกาศ ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีใครรู้ นอกจากไม่รู้ว่าทำอะไรแล้ว ยังจะเหมาว่า “ไม่ทำอะไรอีก”

เรื่องของการสร้างการรับรู้ของแบรนด์ (Brand Awareness) และ ประโยชน์ของสินค้า (Product Benefit) นั้นก็ต้องกลับมาที่เรื่องของการสื่อสาร (Communication) อีกนั่นแหละครับ อย่างที่ผมได้บอกไปในตอน 5 และ 6 นั่นคือแบรนด์ประชาธิปัตย์นั้นต้องปรับเรื่องของการสื่อสารใหม่ เพราะที่ผ่านมานั้นยังมีผู้บริโภคอีกหลายกลุ่มที่ยังไม่มีโอกาสได้รับรู้ในสิ่งที่แบรนด์นี้ทำลงไป

ในส่วนของ Channel of Distribution นั้นผมอยากใช้คำว่า Channel of Communication มากกว่า เนื่องจากว่าแบรนด์ประชาธิปัตย์นั้นยังไม่สามารถสร้างการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากพอโดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อประเภท Mass Media ที่ต้องเร่งหาช่องทางการสื่อสารกับผู้บริโภคให้มากกว่านี้

ตัวอย่างที่ใกล้ตัวมาก ๆ ก็คือลองไปเดินตามร้านหนังสือตอนนี้ดูซิครับ ท่านผู้อ่านจะเห็นหนังสือ How to ของคุณยิ่งลักษณ์เต็มไปหมด ในขณะที่ทางแบรนด์ประชาธิปัตย์นั้นไม่มีเลยครับ

กลับมาที่เรื่องของพฤติกรรมของผู้บริโภคกันต่อนะครับ สิ่งที่ผมอยากให้ท่านผู้อ่านลองคิดก็คือ โดยปกติแล้วในการตัดสินใจซื้อสินค้าอะไรนั้น ผู้บริโภคมักจะมีการเปรียบเที่ยบสินค้าแต่ละชนิดว่า สินค้าตัวไหนที่ตอบสนองความต้องการของตัวเองได้มากที่สุด (End Benefit)

เรื่องของ End Benefit นั้นสำคัญมากครับ เพราะมันจะเป็นการบ่งบอกว่า ผู้บริโภคให้ Value กับเราอย่างไร ผมยกตัวอย่างนะครับ

โจทย์ก็คือ เราไปซื้อกาแฟสตาร์บัคส์ เพราะอะไร

บางคนบอกว่า ไปซื้อเพราะบรรยากาศในร้าน

บางคนบอกว่า ไปซื้อเพราะบาริสต้าจำกาแฟของตัวเองได้ (Good Service)

บางคนบอกว่า ไปซื้อเพราะกาแฟอร่อย (Core Product)

บางคนบอกว่า ไปซื้อเพราะว่ามันดูหรูดี (Social Benefit)

จากตัวอย่างดังกล่าวจะเห็นได้ว่ากาแฟสตาร์บัคส์นั้นให้ Value หลาย ๆ อย่างกับผู้บริโภค ถ้ามองกลับกันก็หมายถึง ผู้บริโภคนั้นให้คุณค่า (Value) กับกาแฟสตาร์บัคส์ในรูปแบบที่แตกต่างกัน

ถ้าเราไม่ประเมินในจุดนี้เราอาจจะเสียลูกค้าโดยไม่รู้ตัวก็ได้ครับ ยกตัวอย่างนะครับ ถ้าอยู่ดี ๆ สตาร์บัคส์เกิดลดราคาทำให้ถูกลง ลูกค้าบางกลุ่มอาจจะมองว่าไม่สามารถได้รับ Social Benefit ของสตาร์บัคส์ในรูปแบบเดิม ๆ ได้อีกแล้ว ในทึ่สุดลูกค้ากลุ่มนี้ก็จะหายไป

หรือถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่การฝึกอบรมบาริสต้าของสตาร์บัคส์ไม่เหมือนเดิม ลูกค้าอาจจะไม่ได้รับการบริการที่เหมือนเดิมก็ได้ และอาจจะทำให้เสียลูกค้าที่นิยมชมชอบกาแฟสตาร์บัคส์เพราะ Service ก็ได้ครับ

กลับมาที่ตัวอย่างของการเมืองต่อนะครับ แบรนด์ประชาธิปัตย์ต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าผู้บริโภคที่เลือกเราเพราะอะไร เรามี Value อะไรที่ส่งมอบให้กับลูกค้าของเราได้ นอกจากนั้นยังต้องประเมินด้วยว่าจะรักษา Value ของเราต่อจากนี้อย่างไร

แบรนด์ประชาธิปัตย์นั้นมีกลุ่มลูกค้าที่ Loyalty อยู่แล้วซึ่งตรงนี้แบรนด์ประชาธิปัตย์มีความจำเป็นที่จะต้องรักษาเอาไว้ด้วยครับ

ถ้าเราลองถามตัวเองเล่น ๆ นะครับว่า เราเลือกแบรนด์ประชาธิปัตย์เพราะอะไร

บางคนอาจจะบอกว่า “เลือกเพราะชอบคุณอภิสิทธิ์ (Personal Brand)”

บางคนอาจจะบอกว่า “เลือกเพราะบริหารประเทศได้ดี เศรษฐกิจเติบโต (Core Product)”

บางคนอาจจะบอกว่า “เลือกเพราะชอบนโยบาย (Core Product)”

บางคนอาจจะบอกว่า “เลือกเพราะไม่ชอบแบรนด์ทักษิณ (Emotional Benefit)”  

ที่กล่าวมาเป็นเพียงตัวอย่างนะครับ ผมอยากจะสื่อกับท่านผู้อ่านว่า แบรนด์ประชาธิปัตย์นั้นต้องหาให้ได้ว่าลูกค้าเลือกเราเพราะอะไร ไม่เลือกเราเพราะอะไร อะไรที่เรายังตอบสนองความต้องการของลูกค้าไม่ได้

และนั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผมพยายามจะบอกกับท่านผู้อ่านหลายครั้งว่าการ “แจก” อาจจะไม่ใช่คำตอบของทุกอย่างครับ

 แน่นอนว่าการ “แจก” นั้นอาจจะเป็นหนึ่งใน Value ที่ผู้บริโภคบางกลุ่มชอบ แต่เพียงแค่ “แจก” อย่างเดียวไม่น่าจะเป็น Ultimate Benefit ที่คนทุกกลุ่มโหยหาอย่างแน่นอน

ในสนามรบเดียวกัน เมื่อสินค้าสองชนิดทำตัวใกล้เคียงกันเมื่อไหร่ก็จะถูกผู้บริโภคประเมินทันทีครับ ผมยกตัวอย่างนะครับ

ถ้าลองนึกเล่น ๆ ว่ากาแฟของ True Coffee เกิดปรับราคาให้เท่ากับสตาร์บัคส์ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือะไรครับ

สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือผู้บริโภคก็จะเปรียบเทียบทันทีว่าด้วยราคาที่จ่ายเท่ากันใครคู่ควรแก่การยอมเสียเงินในราคานี้มากกว่า

ซึ่งแน่นอนว่าแบรนด์ที่แข็งแกร่งกว่าอย่างสตาร์บัคส์ก็น่าจะได้รับชัยชนะไปอย่างไม่ยากมากนัก ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าความแข็งแกร่งของสตาร์บัคส์จะกลายเป็นตัวชี้วัดว่าคู่แข่งสามารถทำอะไรได้บ้างในตลาด

กลับมาที่ตัวอย่างของการเมืองนะครับ ด้วยราคาที่จ่ายเท่ากัน (ทุกคนมี 1 เสียง กาได้ สองใบ) แบรนด์ไหนที่สมควรจะได้รับการเลือกล่ะครับ

สมมุติว่า ผู้บริโภคมองเรื่องของการ “แจก” เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ดังนั้นแบรนด์ที่วางตำแหน่งของตัวเองเป็น “แบรนด์ประชานิยม” ก็จะมีโอกาสสำหรับลูกค้ากลุ่มนี้ แน่นอนว่าคู่ต่อสู้ในสนามแห่งนี้น่าจะเป็น แบรนด์เพื่อไทย กับแบรนด์ภูมิใจไทย และคงไม่น่าจะแปลกถ้าจะบอกว่าแบรนด์เพื่อไทยน่าจะเป็นฝ่ายชนะเพราะด้วยเหตุผลที่ผมได้กล่าวไว้ก่อนน่านี้ว่า แบรนด์เพื่อไทยนั้นถูกสร้างมาเพื่อให้เป็นแบรนด์ประชานิยม เป็นแบรนด์สำหรับคนรากหญ้ามาตั้งแต่ก่อตั้งแบรนด์ไทยรักไทย ดังนั้นจะเห็นได้ว่าพลังของแบรนด์เพื่อไทยนั้นมากกว่าแบรนด์ภูมิใจไทยอย่างเห็นได้ชัดครับ

จากการมองในมุมของผู้บริโภคนั้น ผมเชื่อว่าเราน่าจะพอเห็นภาพที่ชัดขึ้นแล้วว่าการจะเจาะฐานลูกค้ากลุ่มภาคอีสาน ภาคเหนือ หรือ กลุ่มคนเสื้อแดง โจทย์ของแบรนด์ประชาธิปัตย์ที่ต้องหาให้ได้ไม่ใช่ว่าจะ “แจกเท่าไหร่” แต่ต้องเข้าไปสำรวจ หรือลงพื้นที่ว่าผู้บริโภคกลุ่มนี้ต้องการอะไร เค้า Value ในอะไร และสิ่งที่เค้าต้องการนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้หรือไม่ ทำแล้วจะเสีย Positioning ของตัวเองหรือเปล่าครับ เพราะต้องอย่าลืมว่า Value บางอย่าง แบรนด์ประชาธิปัตย์ก็คงไม่สามารถให้ได้เหมือนกัน เช่น การแจกคอมพิวเตอร์ให้เด็ก ป.1 เรื่องแบบนี้แบรนด์ประชาธิปัตย์คงไม่มีวันทำ และถึงทำลูกค้าเดิมคงจะเมินหน้าหนีแน่ ๆ ครับ

ถ้าเราจะขายกาแฟสตาร์บัคส์เราก็ต้องวางตัวเองเป็นสตาร์บัคส์ หน้าที่ของเราคือต้องให้ผู้บริโภคเข้าใจและรับรู้ว่าสตาร์บัคส์ของเราดียังไง ไม่ใช่ว่าเรามัวแต่ไปต่อว่าผู้บริโภคที่ดื่มกาแฟบ้านไร่ว่าเป็นกลุ่มคนที่ตัดสินใจผิด เพราะมันจะไม่เกิดประโยชน์ครับ เอาเวลามาสื่อสารกับผู้บริโภคกลุ่มอื่น ๆ (รวมทั้งบ้านไร่กาแฟ) ดีกว่าว่าสตาร์บัคส์ของเราดีอย่างไร ทำไมถึงต้องเลือกสตาร์บัคส์ ที่สำคัญเราก็ไม่ควรจะเปลี่ยนสตาร์บัคส์ให้ไปเหมือนกับบ้านไร่กาแฟ เพราะนอกจากจะไม่ได้ลูกค้าบ้านไร่กาแฟแล้วยังจะเสียลูกค้าสตาร์บัคส์เดิมไปอีกครับ

ช่วงนี้เป็นช่วงของการประกวด Thailand Blog Award 2011 ท่านผู้อ่านอย่าลืมโหวตให้กำลังใจกันได้ที่

http://www.thailandblogaward.com/blogs/show/46

ขอบคุณทุกท่านนะครับ

เช่นเคยครับขอให้ทุกท่านมีความสุขในการชมโฆษณานะครับ

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
oamie วันที่ : 17/08/2011 เวลา : 22.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/oam

ขอบคุณ คุณ ติวเตอร์ออนไลน์ นะครับ ที่แวะมาเยี่ยมเยียนกัน

เป็นกำลังใจที่ดีมาก ๆ สำหรับผู้เขียนเลยครับ

เห็นด้วยเลยครับว่าการบอกว่า 25% เนี่ยมันงงสุด ๆ จริง ๆ ว่ามันเท่าไหร่กัน ต่างจาก 300 บาท เรียกได้ว่าใครได้ค่าแรงน้อยว่า 300 ก็มีแรงจูงใจให้โหวตให้ทันที

ส่วนนโยบายประกันรายได้ ก็น่าเสียดายจริง ๆ ครับ เป็นนโยบายที่คนน่าจะชอบ แต่กลับไม่ได้รับการตอบรับอย่างที่ควรจะเป็น

ขอบคุณอีกครั้งนะครับ

^____^

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
ติวเตอร์ออนไลน์ วันที่ : 17/08/2011 เวลา : 13.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tewmathonline

ผมรู้จักบล้อกนี้จาก Thailand Blog awards ครับ วันนี้เข้ามาอ่านได้เฉพาะกลยุทธ์การตลาดการเมืองได้ 7 ตอนรวด ผมชอบการวิเคราะห์เปรียบเทียบการเมืองเข้าสู่การตลาดของคุณ oam จังครับ จะติดตามอ่านอยู่ตลอดนะ :)

ผมเองก็คิดเหมือนคุณ oam ครับว่าสิ่งที่แตกต่างกันชัดๆของสองแบรนด์นี้ คือการสื่อสาร ที่แบรนด์เพื่อไทยถือว่าเป็นมืออาชีพมาก ในขณะเดียวกัน ปชป กลับสื่อสารได้ง่อยสุดๆ

อยากยกตัวอย่าง นโยบายประกันรายได้เกษตรกร vs จำนำผลผลิตเกษตรกร ที่จริงๆแล้วสินค้า "ประกัน" จากแบรนด์ปชป มีประโยชน์ต่อเกษตรกรสูงกว่าสินค้า "จำนำ" จากแบรนด์เพื่อไทย มากๆ เพราะหากน้ำท่วมไปไม่มีสินค้าเกษตรแล้ว จะยังสามารถมีรายได้จากการประกันอยู่ แต่ตรงกันข้ามการจำนำหากไม่มีสินค้าเกษตรก็จะไม่มีรายได้ไปเลย นี่น่าจะเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของ values ของกลุ่มลูกค้าเกษตรกรในภาคอีสาน แต่ผมกลับมองไม่ค่อยเห็นว่าปชปได้หยิบยกประโยชน์ตรงนี้มาสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าเกษตรกรในภาคอีสานได้ดีพอ ไม่อย่างนั้นแล้วแบรนด์ ปชป ก็น่าจะขายได้บ้างในลูกค้ากลุ่มเกษตรกรในภาคอีสาน ไม่ใช่ว่าขายไม่ออกเลยสักชิ้นอย่างที่เป็นอยู่

อีกอย่างที่ปชป ยังแพ้เพื่อไทยหลุดลุ่ยคือ "การสื่อสารที่ชัดเจน" ตัวอย่างชัดๆคือ นโยบายขึ้นค่าแรง 25% vs ขึ้นค่าแรงเป็น 300 บาท สินค้าชิ้นแรกต้องผ่านการคำนวณก่อนรอบนึงถึงจะเข้าใจว่าจริงๆแล้วจะได้ค่าแรงเท่าไหร่ ตรงกันข้ามกับสินค้าจากเพื่อไทย ที่ฟังแล้วเก็ททันที

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
ติวเตอร์ออนไลน์ วันที่ : 17/08/2011 เวลา : 13.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tewmathonline

ผมรู้จักบล้อกนี้จาก Thailand Blog awards ครับ วันนี้เข้ามาอ่านได้เฉพาะกลยุทธ์การตลาดการเมืองได้ 7 ตอนรวด ผมชอบการวิเคราะห์เปรียบเทียบการเมืองเข้าสู่การตลาดของคุณ oam จังครับ จะติดตามอ่านอยู่ตลอดนะ :)

ผมเองก็คิดเหมือนคุณ oam ครับว่าสิ่งที่แตกต่างกันชัดๆของสองแบรนด์นี้ คือการสื่อสาร ที่แบรนด์เพื่อไทยถือว่าเป็นมืออาชีพมาก ในขณะเดียวกัน ปชป กลับสื่อสารได้ง่อยสุดๆ

อยากยกตัวอย่าง นโยบายประกันรายได้เกษตรกร vs จำนำผลผลิตเกษตรกร ที่จริงๆแล้วสินค้า "ประกัน" จากแบรนด์ปชป มีประโยชน์ต่อเกษตรกรสูงกว่าสินค้า "จำนำ" จากแบรนด์เพื่อไทย มากๆ เพราะหากน้ำท่วมไปไม่มีสินค้าเกษตรแล้ว จะยังสามารถมีรายได้จากการประกันอยู่ แต่ตรงกันข้ามการจำนำหากไม่มีสินค้าเกษตรก็จะไม่มีรายได้ไปเลย นี่น่าจะเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของ values ของกลุ่มลูกค้าเกษตรกรในภาคอีสาน แต่ผมกลับมองไม่ค่อยเห็นว่าปชปได้หยิบยกประโยชน์ตรงนี้มาสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าเกษตรกรในภาคอีสานได้ดีพอ ไม่อย่างนั้นแล้วแบรนด์ ปชป ก็น่าจะขายได้บ้างในลูกค้ากลุ่มเกษตรกรในภาคอีสาน ไม่ใช่ว่าขายไม่ออกเลยสักชิ้นอย่างที่เป็นอยู่

อีกอย่างที่ปชป ยังแพ้เพื่อไทยหลุดลุ่ยคือ "การสื่อสารที่ชัดเจน" ตัวอย่างชัดๆคือ นโยบายขึ้นค่าแรง 25% vs ขึ้นค่าแรงเป็น 300 บาท สินค้าชิ้นแรกต้องผ่านการคำนวณก่อนรอบนึงถึงจะเข้าใจว่าจริงๆแล้วจะได้ค่าแรงเท่าไหร่ ตรงกันข้ามกับสินค้าจากเพื่อไทย ที่ฟังแล้วเก็ททันที

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
oamie วันที่ : 12/08/2011 เวลา : 14.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/oam

ขอบคุณสำหรับ link ดี ๆ นะครับ ชอบบทความเค้าเหมือนกันครับ ^^

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
LUCKYP วันที่ : 11/08/2011 เวลา : 16.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/LUCKYP
แม้เถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด  ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน

http://www.oknation.net/blog/marketing-ok/2011/08/10/entry-2
เอามาฝากค่ะ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
LUCKYP วันที่ : 11/08/2011 เวลา : 16.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/LUCKYP
แม้เถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด  ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน

http://www.oknation.net/blog/marketing-ok/2011/08/10/entry-2
เอามาฝากค่ะ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
oamie วันที่ : 10/08/2011 เวลา : 22.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/oam

เห็นด้วยเลยครับคุณLUCKYP ผมเองคิดไว้เหมือนกันว่าตอนต่อ ๆ ไปคงจะไม่ใช้ชื่อนี้แล้ว เพราะเดิมทีตั้งใจว่าจะเขียนบทสรุปหลังเลือกตั้งเพียงไม่กี่ตอน แต่ไป ๆ มา ๆ มันก็เยอะขึ้น ๆ จนกลายเป็นตอนที่ 7 เข้าไปแล้ว

แต่ว่าโดยเนื้อหาแล้วผมคงจะไม่เขียนเรื่องที่เกียวกับการเลือกตั้งช่วงที่ผ่านมาแล้วล่ะครับ เพราะว่าน่าจะครอบคลุมเนื้อหาที่อยากจะเขียนหมดแล้ว หลังจากนี้จะหาประเด็นที่คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องของปัจจุบันและสามารถ link มาสู่เรื่องการตลาดมาเขียนต่อ

ชอบcomment ของคุณLUCKYP มากเลยนะครับ ถ้ามีอะไรแนะนำได้ก็บอกได้เลยนะครับ


^^

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
LUCKYP วันที่ : 10/08/2011 เวลา : 00.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/LUCKYP
แม้เถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด  ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน

คนที่จะเข้ามาแก้ไขกลยุทธ์ด้านการตลาดให้กับ ปชป. จะต้องมีมันสมองเป็นเลิศและมีความรู้สึกไวกว่าแพทย์ผ่าตัดที่เก่งที่สุดในโลกเชียวนะ เพราะร่างกายคนเรา เมื่อยี่สิบปีที่แล้วเป็นไง ตอนนี้ก็ยังเป็นยังงั้น ไม่ได้กลายพันธุ์ไปไหน ตำราแพทย์ก็ยังคงเป็นตำราเดิม
แต่การตลาดเมื่อก่อนกับในวันนี้แทบจะนำมาเทียบกันไม่ได้เลย

พฤติกรรมคนอ่านบล็อคเท่าที่เห็นมีสองแบบ (เฉพาะคนที่มักเปิดบล็อคโอเคแทบทุกวันนะ)
หนึ่งคืออ่านของคนดังเช่นคุณเฟิงสุ่ย คุณวินเซ็นต์ คุณแคนไทเมือง คุณไมร่า คุณสุทธิชัย ฯลฯ คนเหล่านี้เขียนอะไรก็มีคนอ่านเยอะอยู่แล้ว และมีศักยภาพในการโน้มน้าวผู้อ่านให้คล้อยตามหรือไม่ก็นำไปคิดต่อ
สองคือคนที่ “พาดหัวเรื่อง” เจ๋งๆ พอเปิดเข้าไปอาจได้อ่านเพียงไม่กี่บรรทัด มีสาระบ้าง ไม่มีสาระบ้าง ก็แล้วแต่
แต่ทั้งสองกลุ่มล้วนเป็นบล็อกเกอร์ที่ประสบความสำเร็จในการเรียกลูกค้า

ฉันขอเจือกหน่อยนะว่า พาดหัวเรื่องของคุณมันไม่เป็นปัจจุบัน ฉะนั้นมันจึงไม่น่าติดตาม แม้ว่าเนื้อหามันจะดีแค่ไหนก็เถอะ แล้วก็การไป comment เพื่อนบ้านบ่อยๆ ก็สำคัญแต่มันก็มีข้อจำกัดหลายอย่าง ฉันเองก็เพิ่งออกบ้านไปเยี่ยมคนอื่นเมื่อไม่นานมานี้เอง เมื่อก่อนจะชอบเขียนเองอ่านเองมากกว่าแถมไม่เคยตอบ comment ใครด้วย นิสัยไม่ค่อยดีน่ะ อย่างคุณนี่ไม่ได้หรอกเดี๋ยวโดนตัดคะแนนบล็อค...อิ...อิ...

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
oamie วันที่ : 09/08/2011 เวลา : 22.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/oam

ไม่เครียดหรอกนะคร๊าบบบบบ comment ของคุณ LUCKYP ทำให้ผมคิดอะไรได้ตั้งเยอะแน่ะ

จริง ๆ แล้วที่ผมไม่เขียนเรื่องของการซื้อเสียง มันมีเหตุผลน่ะครับ คือว่าผมอยากให้มองประเด็นเรื่องของการตลาดเพียงอย่างเดียวน่ะครับ

จริง ๆ แล้วแพ้ชนะหลาย ๆ ครั้งมันก็เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้แหละครับ ^^

เพียงแต่ว่าผมอยากลองนำเสนอมุมมองทางการตลาดผ่านตัวอย่างทางการเมืองน่ะครับ

และนั่นจึงเป็นที่มาที่ผมมักจะเขียนในบทความว่า ผมจะไม่เอาเหตุผลทางการเมืองมาประกอบการเขียนน่ะครับ


ว่าแต่พอได้โจทย์จากคุณ LUCKYP เรื่องคนอ่านเนี่ย สงสัยผมคงต้องทำการบ้านหนักขึ้นซะแล้วล่ะครับ แหะ ๆ ๆ


^_____^

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
LUCKYP วันที่ : 09/08/2011 เวลา : 16.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/LUCKYP
แม้เถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด  ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน

ฉันไม่แน่ใจว่าความคิดเห็นของฉันจะทำให้คุณเครียดหรือเซ็งรึเปล่า

แต่ฉันเห็นว่าในชุมชนแห่งนี้เป็นชุมชนที่ฝักใฝ่การเมืองอย่างมีคุณภาพใช้ได้เลยทีเดียว ทำอะไรไม่ดีก็จะเขียนบล็อคหรือวิจารณ์กันอย่างค่อนข้างมีสติ ไม่ได้ใช้ความรู้สึกชนิดสุดลิ่มทิ่มประตูเหมือนสาวกเสื้อแดงทั้งหลาย

บางที ความคิดของบล็อคเกอร์หลายๆ คนในชุมชนแห่งนี้ก็เป็นประโยชน์กับ ปชป. ได้มากเสียยิ่งกว่าจะให้คนในพรรคมาคิดกันเองเสียอีก

ฉันแค่คิดว่า ปชป. น่าจะน้อมรับศึกษาความคิดเห็นของประชาชนให้มากกว่านี้ เพราะประเทศนี้ไม่ได้เป็นของ ปชป. ภาระทั้งหมดไม่ได้เป็นของคุณอภิสิทธิ์เพียงคนเดียว แต่เป็นของเราทุกคน

ฉะนั้นถ้าเซ็งก็ไม่ต้องเซ็งนะ ฉันไม่ได้โยนภาระให้คุณซะหน่อย แค่แสดงความคิดเห็น เฉยๆ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
LUCKYP วันที่ : 09/08/2011 เวลา : 16.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/LUCKYP
แม้เถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด  ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน

“โจทย์ของแบรนด์ประชาธิปัตย์ที่ต้องหาให้ได้ไม่ใช่ว่าจะ “แจกเท่าไหร่”
แต่ต้องเข้าไปสำรวจ หรือลงพื้นที่ว่าผู้บริโภคกลุ่มนี้ต้องการอะไร
เค้า Value ในอะไร
และสิ่งที่เค้าต้องการนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้หรือไม่
ทำแล้วจะเสีย Positioning ของตัวเองหรือเปล่า”

งานเขียนของคุณนั้นอ้างอิงหลักวิชาการมากเลยทีเดียว เมื่อติดตามอ่านแล้วรู้สึกเหมือนเป็นกองเชียร์พรรคประชาธิปัตย์ที่ต้องทอดถอนใจ
ฉันกำลังจะบอกคุณว่า ผลงานของคุณอภิสิทธิ์ไม่ได้รับการโปรโมทให้รับรู้ในวงกว้างฉันใด งานเขียนของคุณก็ไม่ได้รับการตอบรับจากชุมชนแห่งนี้อย่างที่ควรจะเป็น เหมือนๆ กับที่คุณอภิสิทธิ์เป็น

ฉันคิดว่าจริตของคุณและคุณอภิสิทธิ์ก็ไม่แคล้วจะอยู่ในเซตเดียวกัน เซตไหน ไม่ทราบนะ เพราะฉันใช้ความรู้สึก ไม่ได้ใช้ความรู้น่ะ
คุณไม่เคยพูดถึงการโหวตโน การซื้อเสียง ความเกี่ยวโยงระหว่างคุณชูวิทย์กับคะแนนของ ปชป. ที่น่าจะได้มากกว่านี้ อิทธิพลของคำว่า “กระแส” ในด้านการตลาด ฯลฯ แต่เรื่องเหล่านี้ช่างมัน เอาไว้ก่อน เพราะสิ่งนี้สำคัญกว่า...

ฉันเห็นด้วยในสิ่งที่คุณเขียนและรู้สึกว่าเป็นงานเขียนที่ต้องใช้กำลังความคิดมากเลยทีเดียว แต่จะมีประโยชน์อะไรมากนักล่ะ ถ้าคุณทำการตลาดให้กับบล็อกของคุณเหมือนที่คุณอภิสิทธิ์โปรโมทผลงานรัฐบาลตัวเองได้แค่นั้น

ฉันว่าคราวหน้านอกจากคุณจะเขียนบล็อกแล้ว คุณต้องใช้ความรู้ทางด้านการตลาดในการโปรโมทผลงานของคุณด้วยนะ มันสำคัญมากๆ เลย...

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
LUCKYP วันที่ : 09/08/2011 เวลา : 15.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/LUCKYP
แม้เถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด  ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน

สตาร์บัคส์เสียลูกค้าประจำไปหนึ่งรายเมื่อหลายปีที่แล้วเพราะบาริสต้าลืมลวกถ้วยกาแฟ ทำให้กาแฟในวันนั้นมีอุณหภูมิแค่ อุ่นนิดหน่อย เท่านั้น (เพราะแก้วพี่แกหนาเอามากๆ) หรืออาจเป็นเพราะสาเหตุใดๆ (ที่เกี่ยวกับอุณหภูมิของกาแฟแก้วนั้น) ก็แล้วแต่ ทำให้ฉันไม่เข้าร้านสตาร์บัคส์อีกเลย

สตาร์บัคส์ได้ให้สัญญากับผู้บริโภคเอาไว้ เท่าที่จำได้ก็คือเขาจะคัดเลือกเมล็ดกาแฟพันธุ์ดีจากทั่วทุกมุมโลกมาเสริ์ฟถึงมือเรา การคั่วบดก็ได้รับการพิถีพิถันเป็นอย่างดี และสำหรับกาแฟร้อน สตาร์บัคส์ได้ให้ความรู้กับผู้นิยมดื่มกาแฟว่า “เขาจะเสริ์ฟกาแฟร้อนที่อุณหภูมิ 84 องศาเท่านั้น”

ฉันจำไม่ได้ว่ากาแฟแก้วที่ไล่ลูกค้านั้นราคาเท่าไหร่ แต่มันกระทบกระเทือนความรู้สึกของฉันมากจนไม่สามารถให้อภัยได้ ประมาณว่า ถ้าจะเสริ์ฟกาแฟร้อนที่อุณหภูมินี้ สู้เททิ้งยังดีกว่า เพราะนอกจากจะไม่เป็นรสแล้วแครอลี่สูงปริ๊ดน้องๆ ข้าวมันไก่เลยทีเดียว
เมื่อกาแฟไม่ได้เรื่อง บรรยากาสดีแค่ไหนมันก็ไม่มีความหมาย

สิ่งนี้ทำให้ฉันคิดว่า รสชาดของกาแฟ น่าจะเป็นส่วนที่สำคัญมากที่สุด

แต่ฉันก็คิดผิด เพราะที่ร้านกาแฟวาวีในอีกวันนึง ก็เสียรายได้ไปร้อยกว่าบาท เพียงเพราะแอร์ครวญครางดังไปหน่อยเท่านั้น และจากนั้นมาก็ไม่เคยเข้ากาแฟวาวีสาขานั้นอีก แต่ไปที่สาขาอื่นแทน

ฉันเคยอ่านหนังสือของผู้ก่อตั้งสตาร์บัคส์เมื่อนานมาแล้ว เขาตั้งใจดีนะ ปณิธานของเขาคือต้องการให้ร้านกาแฟของเขาเป็นบ้านหลังที่สองของคนทำงาน (ถ้าจำไม่ผิด) ชักอยากไปอุดหนุนซะแล้วซิ น่าจะเป็นสาขาประตูท่าแพในวันอาทิตย์ช่วงบ่ายๆ ที่มีถนนคนเดินซึ่งคนยังไม่พลุกพล่านนัก

ถามว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าร้านกาแฟไม่ได้เป็นร้านน่านั่งแบบนี้ แต่มาเป็นบูธ ขายริมถนนหรือในห้างแบบเสมอภาคทุกยี่ห้อ แต่ราคาเท่าเดิม ขอตอบเองว่าซื้อกาแฟมิราเคิลแถวๆ หน้าโลตัสเอ็กซ์เพรสดีกว่า

ยาวไปละ.......แต่ฉันไม่รู้จัก True Coffee ท่าทางมันจะเป็นแกงโฮ๊ะเหมือนๆ สินค้าของ True นั่นล่ะมั๊ง ในร้านไม่น่าจะมีความเป็นส่วนตัวเท่าไหร่
เรื่องกาแฟนี่ฉันโม้ได้อีกเยอะเลยนะ โดยเฉพาะร้านกาแฟที่เชียงใหม่เนี้ยยยยย.........
แทบจะเป็นธุระเพียงอย่างเดียวที่ฉันเข้าตัวเมืองเลยล่ะ...ขอบอก...

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
oamie วันที่ : 08/08/2011 เวลา : 23.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/oam

@ คุณ BlueHill เห็นด้วยเลยครับทำยังไงจะให้ Present ดี ๆ กันล่ะเนี่ยยยย

@ คุณLUCKYP ขอบคุณที่ช่วยตอบ comment (ใน Entryที่แล้วนะครับ) ชอบ ๆ ๆ ^__^

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
LUCKYP วันที่ : 08/08/2011 เวลา : 19.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/LUCKYP
แม้เถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด  ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน

ได้กลิ่นกาแฟหอม การเมืองเข้มข้น มาแต่ไกล
เย้ายวนใจจริงๆ

ต้องขอเวลากลั่นกรองความคิดเห็นนิดนึง
แลวค่อยมาอีกที...

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
BlueHill วันที่ : 08/08/2011 เวลา : 11.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

บางคนบอกว่า ไปซื้อเพราะกาแฟอร่อย (Core Product)

ถ้่าผมจะเลืิอกกาแฟสักแก้ว คงเลือกเพราะอร่อย
แต่เรื่องรสชาติ เป็นเรื่องของรสนิยม
พรรคประชาธิปัตย์ แม้มีสินค้าดีมีคุณภาพ แต่การพรีเซนต์ไม่ดี ไม่เข้าถึงรสนิยมของลูกค้าที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเืทศ

นี่เป็นการมองโดยส่วนตัวของผมน่ะครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< สิงหาคม 2011 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      



[ Add to my favorite ] [ X ]