• oamie
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : s_peeranat@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-10-14
  • จำนวนเรื่อง : 140
  • จำนวนผู้ชม : 317378
  • ส่ง msg :
  • โหวต 120 คน
Behind the Ad แล้วโฆษณาจะไม่น่าเบื่ออีกต่อไป
รื่น รมย์ ชม โค สะ นา
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/oam
วันอังคาร ที่ 5 มีนาคม 2556
Posted by oamie , ผู้อ่าน : 1369 , 23:30:07 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน BlueHill โหวตเรื่องนี้

ที่มา: http://www.komchadluek.net/detail/20130304/153116/พันธกิจผู้ว่าฯกทม..html

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน หลังจากจบศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ เป็นเรื่องปกติที่ผมมักจะหยิบยกข้อคิดต่าง ๆ เกี่ยวกับการตลาดที่ใช้ในการเลือกตั้งซึ่งครั้งนี้ก็เช่นกันครับ แต่อย่างไรก็ตาม ขอให้ท่านผู้อ่านตระหนักว่าบทความนี้เขียนขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้เรื่องของการตลาดเท่านั้น ตัวอย่างของการเมืองในบทความนี้เป็นเพียงแค่การยกตัวอย่างเพื่อประกอบความเข้าใจทางการตลาดนะครับ ดังนั้นผมจะไม่ใช้เหตุผลทางการเมืองมาอธิบายนะครับ

ข้อคิดแรกเลยก็คือ สนามการเมืองกำลังกลายเป็นเรื่องของสองแบรนด์ใหญ่นั้นก็คือ แบรนด์ประชาธิปัตย์ และแบรนด์เพื่อไทย

เรื่องนี้ผมเคยเขียนไว้ก่อนเลือกตั้งว่าในที่สุดแล้วสงครามครั้งนี้จะเป็นเรื่องของสองแบรนด์ใหญ่เท่านั้น ผู้สมัครอิสระเป็นแค่เกมการตลาด ซึ่งถ้าเราลองพิจารณาดูการเลือกตั้งใหญ่ครั้งล่าสุดและการเลือกผู้ว่าครั้งนี้จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าสามการเมืองบ้างเรากำลังพัฒนาไปสู่สนามที่มีเพียงเจ้าตลาดสองเจ้าเท่านั้น

ในประเด็นนี้ถ้าอธิบายในแง่ของการตลาดเราจะพบว่าสินค้าทุกอย่างจะมีวงจรชีวิตของตัวเองและตลาดจะค่อย ๆ พัฒนาไปเรื่อย ๆ ตามลักษณะของสินค้าแต่ถ้าตลาดพัฒนาจนเรียกว่าเต็มที่แล้ว (Maturity Stage) เราจะเห็นได้ทันทีว่าตลาดนั้นจะมีผู้นำเป็นแบรนด์ใหญ่ ๆ อยู่ไม่กี่ราย รายเล็กรายน้อยจะค่อย ๆ ล้มหายไปหมด

ถ้าเราลองเปรียบเทียบกับตัวอย่างทางเมืองผ่านมุมมองด้านการตลาดจะพบว่าสนามการเมืองก็มีพัฒนาการในรูปแบบนี้เช่นเดียวกัน พรรคขนาดกลางนับวันก็จะมีที่ยืนน้อยลง ๆ จนในที่สุดก็จะเหลือแค่แบรนด์หลัก ๆ สองยี่ห้อนั่นก็คือแบรนด์ประชาธิปัตย์และแบรนด์เพื่อไทย

ข้อคิดที่สอง แบรนด์ใหญ่ย่อมมีพลังมาก

คำว่าแบรนด์ในที่นี้ผมขออธิบายแบบนี้ครับ ถ้าเราเปรียบคุณชายเป็นสินค้าชิ้นหนึ่ง สินค้าชนิดนี้ก็ตีตรายี่ห้อประชาธิปัตย์ ในขณะที่คุณจูดี๊ก็เป็นสินค้าที่ตีตราแบรนด์เพื่อไทย แน่นอนว่าทั้งสองแบรนด์นั้นมีพลังมากพอที่จะทำให้ผู้บริโภคผู้ภักดีหันมาเลือกสินค้าของตนตามความชอบของแต่ละแบรนด์

แต่ถ้าลองดูผู้สมัครรายอื่น ๆ เราจะพบได้ทันทีว่าแต่ละคนนั้นไม่มีแบรนด์หรือมียี่ห้อใด ๆ มา Endorsed เลย พลังการรับรู้จึงน้อยอย่างเห็นได้ชัด

ในส่วนของคุณชายเราจะพบว่าคุณชายนั้นยังไม่สามารถกลายเป็น Personal Brand ได้ ดังนั้นถ้าจะให้ขายออกก็ต้องมีแบรนด์ประชาธิปัตย์มารับรอง ซึ่งตรงจุดนี้ต่างจากคุณอภิสิทธิ์ที่ตัวตนของคุณอภิสิทธิ์นั้นเป็น Personal Brand สามารถขายได้ด้วยตัวเอง

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ผมสังเกตว่าคุณอภิสิทธิ์เองก็ตีตรารับประกันสินค้าด้วยตัวเองเช่นกันครับ ดังนั้นคุณชายจึงกลายเป็นสินค้าที่มีการตีตรารับประกันทั้งแบรนด์แม่อย่างแบรนด์ประชาธิปัตย์ และแบรนด์ที่แข็งแกร่งอย่างแบรนด์อภิสิทธิ์

คุณจูดี๊ก็เช่นกันครับ อยู่ดี ๆ จะให้คนเสื้อแดงมาเลือกก็คงไม่ใช่ถ้าคุณจูดี๊ไม่ได้ลงสมัครในนามแบรนด์เพื่อไทย ดังนั้นแบรนด์เพื่อไทยก็ตีตรารับประกันคุณจูดี๊เช่นเดียวกัน

การตีตรายี่ห้อของตัวเองนั้นหมายถึงการแยกกลุ่มลูกค้าของทั้งสองแบรนด์ที่ชัดเจนมากครับโดยแบรนด์เพื่อไทยก็เน้นกลุ่มผู้บริโภคระดับล่าง ส่วนแบรนด์ประชาธิปัตย์ก็เน้นลูกค้าระดับกลางถึงบน

ข้อคิดที่สาม คนกรุงเลือกด้วยความกลัวจริง ๆ เหรอ

เรื่องความกลัวนั้น ผมสังเกตว่ามีการหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาหวังจะจุดกระแสทำให้คนกรุงเทพฯ หันไปเลือกผู้สมัครรายอื่น ๆ ในมุมมของการตลาดนั้นผมเชื่อว่าผู้จุดกระแสนี้ต้องการทำให้ผู้บริโภคหันไปเลือกผู้สมัครอิสระ โดยมีเป้าหมายว่าต้องการตัดคะแนนของคุณชาย

ที่ผมรู้สึกแบบนี้ก็เพราะว่าการเลือกด้วยความกลัวนั้น แม้ว่าจะไม่ได้อธิบายก็พอจะเห็นภาพว่า “ความกลัว” ในที่นี้หมายถึงความกลัวในแบรนด์เพื่อไทย โดยมีสมมุติฐานว่าคนกรุงเทพบางส่วนอาจจะตัดสินใจเลือกคุณชายแม้ว่าจะไม่ได้ชอบคุณชายหรือแบรนด์ประชาธิปัตย์ ดังนั้นถ้าสามารถจุดกระแสนี้ได้ก็จะทำให้ผู้บริโภคหันไปเลือกผู้สมัครอิสระแทน ซึ่งผู้สมัครอิสระแต่ละคนก็มีตำแหน่งทางการตลาด (Positioning) รอให้เลือกอยู่

ผมเชื่อว่าถ้าประเมินเรื่องนี้โดยใช้มุมของการตลาด เราจะพบว่าการตัดสินใจของผู้บริโภคนั้นเกิดจากความต้องการของผู้บริโภคจริง ๆ โดยเราต้องมาประเมินดูว่าสุดท้ายแล้วผู้บริโภคต้องการอะไร ผู้บริโภคอาจจะเข้าไปที่คูหาเพื่อต้องการบอกว่าไม่ต้องการแบรนด์เพื่อไทย ดังนั้นจึงเลือกแบรนด์ประชาธิปัตย์

ในมุมของการตลาดการที่ผู้บริโภครู้สึกแบบนี้ก็แปลว่าสินค้าของแบรนด์ประชาธิปัตย์ตอบโจทย์ Ultimate Benefit ของผู้บริโภคครับ

ลองพิจารณาสินค้าจากแบรนด์ประชาธิปัตย์ดูซิครับ เราจะเห็นได้อย่างทันทีเลยว่า สินค้าทุกชิ้นที่ตีตรายี่ห้อประชาธิปัตย์นั้นจะมีลักษณะอย่างหนึ่งที่ตรงกันก็คือ เป็นสินค้าที่ต่อต้านแบรนด์เพื่อไทย

ดังนั้นด้วย Positioning แบบนี้ก็ไม่เห็นจะแปลกที่ผู้บริโภคที่ปฎิเสธแบรนด์เพื่อไทยจะเข้าไปอุดหนุนสินค้าของแบรนด์ประชาธิปัตย์

จากเหตุผลดังกล่าว ผมคิดว่าเราควรจะใช้ตรรกะแบบนี้อธิบายพฤติกรรมของผู้บริโภคมากกว่าการออกมาบอกว่าแบรนด์ประชาธิปัตย์ชนะเพราะความกลัวนะครับ

ข้อคิดที่สี่ Emotional Benefit เหนือกว่า Functional Benefit

สินค้าบางประเภทนั้นผู้บริโภคก็ชอบเพราะ ตอบสนองด้านความรู้สึก (Emotional Benefit) มากกว่าจะชอบเพราะการใช้งาน (Functional Benefit) การที่แบรนด์ประชาธิปัตย์สื่อสารในเรื่องนโยบายช่วงแรก ๆ นั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องครับ พอหลังจากนั้นก็มาใช้ Emotional Campaign ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เยี่ยมมาก เช่น การแสดงให้ผู้บริโภคทราบถึงการเผาบ้านเผาเมือง ความซื้อสัตย์ ไม่โกง เป็น Campaign ที่ช่วยทำให้ผู้บริโภคนึกถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

กล่าวโดยสรุปผมเชื่อว่าสนามการเมืองในการเลือกตั้งใหญ่ครั้งที่ผ่านมาถือว่าเป็นจุดเปลี่ยน คำว่าจุดเปลี่ยนในที่นี้ผมกำลังหมายถึงจุดที่สนามเลือกตั้งกำลังพัฒนาไปสู่จุดที่มองเห็นแค่แบรนด์หลักเพียงสองแบรนด์ใหญ่เท่านั้น ส่วนการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ในครั้งนี้ถือว่าสนามการเมืองกำลังพัฒนาไปในรูปแบบดังกล่าวมากขึ้น

ถ้าเราตั้งโจทย์ว่าสนามการเมืองกำลังพัฒนาไปสู่ในรูปแบบแบรนด์ใหญ่ชนแบรนด์ใหญ่ แล้วการเลือกตั้งครั้งหน้าจะยังมีผู้สมัครอิสระอีกหรือไม่

คำตอบที่พอจะคาดเดาได้ก็คือ น่าจะยังมีเหมือนเดิมครับ เพราะอย่างไรก็ตาม กลยุทธ์การวางหมากตัดคะแนนก็น่าจะถูกนำมาใช้เหมือนเดิมครับ

ถ้าท่านผู้อ่านถามว่าการที่แบรนด์เพื่อไทยได้คะแนนเกินล้านถือว่าเป็นการพัฒนาแบบก้าวกระโดดหรือไม่

คำตอบของผมก็คือ ขึ้นอยู่กับว่าท่านผู้อ่านกำลังเปรียบเทียบกับอะไรครับ ถ้าเปรียบกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ครั้งก่อนก็ต้องถือว่าแบรนด์เพื่อไทยมีคะแนนเพิ่มขึ้นอย่างน่ากลัว

แต่ถ้าจะวัดพลังของแบรนด์เพื่อไทยจริง ๆ อาจจะต้องลองพิจารณาคะแนนปาร์ตี๊ลิสต์ของทั้งสองแบรนด์ในการเลือกตั้งสนามใหญ่ครับ น่าจะได้ภาพที่ชัดเจนกว่า พอดีผมไม่มีตัวเลขในมือเลยไม่สามารถวิเคราะห์ในจุดนี้ได้ครับ

สุดท้ายนี้ขอฝากแบรนด์ประชาธิปัตย์ในฐานะผู้ชนะว่า อย่าได้คิดว่าสงครามสิ้นสุดแล้วนะครับ ในสงครามการตลาดนั้น ไม่ได้วัดกันแค่ยอดขายเท่านั้นครับ เพราะสิ่งที่เหนือว่ายอดขายก็คือ

ยอดการซื้อซ้ำครับ

เพราะนั่นแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคกลายเป็นผู้ภักดีต่อแบรนด์ของคุณแล้วจริง ๆ

เช่นเคย ท่านผู้อ่านสามารถพูดคุยเรื่องโฆษณากับผมผ่านทาง Twitter ได้นะครับ ที่ oam_oamm หรือจะส่ง e-mail มาคุยกันได้ครับ อาจจะตอบช้าหน่อยแต่ตอบกลับแน่นอนครับ

ขอให้ทุกท่านมีความสุขในการชมโฆษณานะครับ





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
oamie วันที่ : 06/03/2013 เวลา : 23.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/oam

โอ้โห ข้อมูลแน่นมากครับ อ่านแล้วเห็นภาพเลยครับคุณsayellow

^^

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
sayellow วันที่ : 06/03/2013 เวลา : 09.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sayellow

แต่หากเทียบกับคะแนนครั้งก่อนจากครูเศรษฐ
http://www.oknation.net/blog/setth/2013/03/06/entry-1

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มีนาคม 2013 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            



[ Add to my favorite ] [ X ]