• เจ้าชายแห่งโอมาน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : teeranan@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-03-28
  • จำนวนเรื่อง : 426
  • จำนวนผู้ชม : 460349
  • ส่ง msg :
  • โหวต 275 คน
OKISLAM
มารู้จักอิสลามกันเถอะ ศาสนาที่แท้จริงสำหรับมนุษยชาติ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/okislam
วันจันทร์ ที่ 19 เมษายน 2553
Posted by เจ้าชายแห่งโอมาน , ผู้อ่าน : 1847 , 18:03:37 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สิ่งหนึ่งที่ ‘ความ เป็นผู้ใหญ่’ มักพรากมันไปจากเรา คือมุมมองความคิดแบบเด็ก ๆ 


เวลาเด็ก ๆ มีปัญหาอะไรมาปรึกษา เราจึงมักจะมองในมุมของตน...มุมของคนที่ผ่านปัญหานั้น ๆ มาแล้ว...มุมที่เชื่อว่าเด็ก ๆ จะต้องผ่านมันไป และเข้าใจได้เองเมื่อเขาเติบโตขึ้น เรามักละเลยที่จะลองเอาตัวเองกลับไปใส่ไว้ในวัยเดียวกับเด็กผู้มาปรึกษา แล้วทบทวนดูว่าเราในวัยนั้นอยากรู้อะไร มองโลกอย่างไร  ปัญหา ที่เราในวันซึ่งเติบโตขึ้นแล้วมองว่าเป็น‘ปัญหาเด็ก ๆ ชิว ๆ’อาจเป็นปัญหาที่ใหญ่โตเสียเหลือเกินสำหรับเราในวันที่ยังเป็น เด็ก และเมื่อเด็กที่ยังมองว่าเรื่องนั้นใหญ่โตเท่าปลาวาฬนำมันมาปรึกษาหารือ เราก็มักจะมองข้ามความสำคัญของปัญหานั้นไปเพียงเพราะสายตาที่ลดระดับมัน เหลือเล็กแค่ปลาซิว  และนั่นทำให้เด็กทุกยุคยังต้องทำท่า‘วัยรุ่นเซ็ง’กับวลีของผู้ใหญ่ที่ว่า‘เดี๋ยวโตขึ้นก็รู้เอง’ เพียงเพื่อจะเติบ โตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่พูดวลีนั้นเสียเองในวันหนึ่งข้างหน้า

(แค่บอกปรากฏการณ์ให้ฟัง ไม่ได้ชี้ว่าถูก-ผิดแต่อย่างใด เพราะที่จริงแล้วเนื้อหาของวลีนั้นถูกต้องที่สุดทีเดียว แต่เรื่องที่นำมาใช้นั้น บางทีก็ถูก บางทีก็ผิด ไม่อาจสรุปโดยรวมได้)

 

                ร่ายมาซะยาว แค่อยากจะบอกว่า เผอิญมีช่วงเงียบๆให้นึกย้อนหลังไปเมื่อ 4 ปี ก่อน  อันเป็นช่วงปิดเทอมตอนจบมัธยมปลาย แล้วจำได้ว่าตัวเองเคยเสาะแสวงหาแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนต่อใน มหาวิทยาลัยอย่างตั้งอกตั้งใจ ไม่ใช่แค่เรื่องคะแนนสอบ เรื่องการเลือกคณะ หรืออะไรตามลำดับขั้นตอนทั่วไป แต่รวมถึงเรื่องการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยอย่างมุสลิมที่ดี การทำงานชมรมมุสลิม การต่อสู้กับกฎระเบียบและธรรมเนียมปฏิบัติต่างๆ ของมหาวิทยาลัยที่ไม่สอดคล้องกับอิสลาม  และอีกสารพัดสารเพที่ ล้วนอยากรู้ไปทั้งหมดทั้งนั้น

ตอนนั้น...มันเป็นเรื่องใหญ่เสีย เหลือเกินแล้วสำหรับเด็กในวัยจบม.ปลายมาหมาด ๆ แต่ตอนนี้...ถ้ามองในมุมตัวเอง ณ ปัจจุบัน มันก็ช่างเป็นเรื่องเล็กกระจิ๊ดนิดเดียวเท่านั้นเองของชีวิต เล็กซะจนอยากจะหัวเราะกับความวอรี่ในอดีต แต่นั่นแหละ...เมื่อลองเอาตัวเองไปใส่ไว้ในวันคืนตอนโน้น ก็พบว่าตัวเองอยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ ของการเดินเข้าไป และการมีชีวิตอยู่ในมหาวิทยาลัยมากจริง ๆ

ว่ากระนั้นแล้ว ในโอกาสที่ได้หวนกลับมาทบทวนช่วงเวลาแสนสั้นช่วงหนึ่งในชีวิตสั้นแสนของตัว เอง ก็จึงขอแจกแจงเรื่องราวต่าง ๆ อันเกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยสายสามัญในสยามประเทศ ที่คิดว่าน้องๆที่กำลังจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของมันน่าจะได้รับรู้ล่วงหน้า  เท่าที่คิดออกก็มีดังนี้จ้ะ

 

- ลืมเรื่องระบบการคัดเลือกเข้าศึกษาของประเทศนี้ไปได้  เรา จะยกมันขึ้นหิ้งโดยไม่วิจารณ์ ในฐานะปฏิมากรรมอันน่าสยดสยองแห่งโลกหล้า การบ่นบ้าของเราจะไม่ก่อให้เกิดอะไรนอกจากการผุดขึ้นของข้ออ้างน่าคลื่น เหียนจากบรรดาผู้คิดค้นระบบการคัดเลือก หรือมิฉะนั้นก็การเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่สิ่งที่เลวร้ายกว่าเดิมในรุ่นต่อไป (รุ่นของตัวเองว่าแย่แล้ว มาเจอรุ่นน้องเดี๋ยวนี้จึงได้พบว่าความเลวร้ายนั้นยังมี‘ขั้นกว่า’เสมอ) ฉะนั้น ถ้าคิดจะเดินเข้ามาในระบบการคัดสรรนี้แล้ว ก็จงดุ่มเดินไปตามกติกาของเขาโดยสงบ แม้เราจะเห็นว่ามันบ๊องๆไปบ้างก็ตาม ปลอบใจตัวเองไปก่อนเถิดว่าระบบอะไรก็ตามถ้าไม่เอาอิสลามเข้ามาจัดการ มันก็ย่อมมีสภาพโอละเห่-โอละพ่อเช่นนี้แล

 

-  เรื่องการสอบคงแนะนำอะไรไม่ทัน แล้ว แต่ขอใส่ไว้เล็ก ๆ น้อย ๆ เผื่อน้อง  ๆ รุ่นต่อไปหลงเข้ามาอ่าน โดยรวม ๆ ก็ไม่มีอะไรมาก อ่านพวกหนังสือติวสอบทั่ว ๆ ไปนั่นแหละ แต่ไม่ต้องซีเรียส หักโหม คนนี้มีความเชื่ออย่างหนึ่งว่าข้อสอบของประเทศนี้นั้น ‘ความรู้’ ไม่สำคัญเท่ากับ ‘การทำข้อสอบเป็น’ (มันฟังดูแย่ แต่คือความจริงที่ยังนึกไม่ออกเหมือนกันว่าเราจะทำอะไรได้บ้างเพื่อแก้ไข) คือรู้ว่าข้อสอบจะออกตรงไหน คำถามแบบนี้ผู้ถามต้องการให้ตอบประมาณใด  ฯลฯ ฉะนั้น ก็อย่าไปอะไรกับมันมากเลย เตรียมเท่าที่ไหว ประมาณตัวเอง และจัดเวลาให้ดี ที่ต้องซีเรียสหน่อยก็คือการทำอิบาดะฮฺและขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺนั่น แหละ มันเป็นอาวุธลับที่เฉพาะเราเท่านั้นที่มี ต่อให้อ่านหนังสือไปมากเท่าไหร่ คนอื่นเขาก็อ่านเหมือนกัน แต่การขอดุอาอฺนั้นมีแต่มุสลิมเท่านั้นที่ทำได้ ว่าแล้วก็อย่าลืมลับอาวุธให้คมในทุกสนามสอบล่ะ

 

- การเลือกคณะเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้การสอบ ต่อให้สอบได้คะแนนไม่ค่อยน่าพอใจ แต่ถ้าเลือกคณะเป็นหน่อยก็ยังมีลุ้นได้เสมอ ซึ่งเรื่องนี้อาจต้องไปขอคำปรึกษาจากพี่ ๆ ที่เขาพอจะมีประสบการณ์ประกอบการตัดสินใจ อย่างไรก็ตามนั่นคงไม่สำคัญเท่ากับว่าคณะที่เราเลือกนั้น เอื้ออำนวยสำหรับอิสลามของเราหรือเปล่า การสอบไม่ติดไม่ใช่เรื่องน่าอะอูซุบิลละฮฺมากไปกว่าการสอบติดในที่ ๆ จะทำให้เราสูญเสียอิสลามไป ดังนั้นจึงควรตรวจสอบรายละเอียดของแต่ละคณะที่เลือกให้แน่ชัดว่ามีอะไรน่าขน ลุกหรือเปล่า เช่น บางคณะมีวิชาบังคับที่ต้องชุดว่ายน้ำเรียน บางคณะที่ต้องเลิกดึกเป็นประจำและถูกผูกขาดการเข้าเรียนโดยนักศึกษาเพศชายไป เสียค่อนคณะก็น่าจะเป็นที่พึงหลีกเลี่ยงสำหรับมุสลิมะฮฺ ฯลฯ  ข้อมูล แบบนี้จะได้มาก็จากการสอบถามจากพี่ ๆ ที่อยู่ตามคณะในมหาวิทยาลัยที่เราสนใจ แต่ละมหาวิทยาลัยก็จะมีบางสิ่งแตกต่างกันแม้จะเป็นคณะเดียวกัน และแต่ละคณะก็จะมีบางอย่างแตกต่างกันถึงแม้จะอยู่ในมหาวิทยาลัยเดียวกัน ไม่สามารถพูดเหมารวมไปได้ทั้งหมด สิ่งสำคัญที่สุดในขั้นตอนนี้ก็คือการละหมาดอิสติคอเราะอฺ ให้ผู้ทรงรอบรู้ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ทั้งรายละเอียดที่ปรากฏชัดและที่ซ่อนเร้นจากทุกสายตาช่วยเลือกสิ่งที่ดีที่ สุดให้กับเรา อินชาอัลลอฮฺ

 

- ช่วงแรก ๆ ของการเริ่มต้นชีวิตเฟรชชี่เป็นช่วงอันตราย ขอจัดระดับไว้ที่สีแดงเพื่อบ่งบอกความวิกฤติ นอกจากมันจะเป็นช่วงเวลาแห่งวัฒนธรรมสุดติงต๊องที่เรียกกันว่า ‘รับน้อง’ แล้ว ยังเป็นช่วงปรับตัวอย่างสำคัญของเหล่าเฟรชชี่ ทั้งในเรื่องเรียน เรื่องเพื่อน และเรื่องการมีชีวิตอยู่ในมหาวิทยาลัย ข้อแนะนำอันดับแรก ๆ คือขอดุอาอฺและมองหาชมรมมุสลิม (บางที่ ชมรมฯอาจกระโจนเข้าหาเราเองโดยไม่ต้องมองหา กรณีนี้ก็ช่วยตอบรับสัมพันธไมตรีจากเขาด้วยความเอื้ออารีด้วยนะจ๊ะ) มีปัญหาอะไรหนักอกหนักใจ มีกิจกรรมอะไรที่คิดว่ามันไม่เหมาะควรกับมุสลิม ให้นำไปโยนไว้ที่ชมรมฯก่อน เชื่ออย่างค่อนข้างมั่นใจว่าพี่ๆในชมรมฯเกือบทุกที่จะต้องพยายามหาทางช่วย น้องๆอย่างเต็มที่แน่นอน อินชาอัลลอฮฺ

 

- ในส่วนของการรับน้อง ต้องบอกก่อนว่าทั้งรูปแบบและความเคร่งครัดนั้นค่อนข้างจะขึ้นอยู่กับคณะและ มหาวิทยาลัยที่เราสังกัดมาก ๆ มันจึงเป็นการยากที่จะพูดถึงโดยรวมๆ เพราะแต่ละที่ แต่ละแห่งก็มีรายละเอียดแตกต่างกันมากอยู่ แต่ถ้าจะต้องพูดในภาพรวมจริงๆ ก็คิดว่ากิจกรรมส่วนใหญ่ในการรับน้อง โดยเฉพาะในห้องเชียร์นั้นเป็นอะไรที่สุ่มเสี่ยงกับมุสลิมและพึงหลีกเลี่ยง ทั้งนั้นแหละ ซึ่งในปฏิบัติการหนีห้องเชียร์นี้ตัวเองคิดว่าในอันดับแรกควรเริ่มต้นที่การ อธิบายนะ ชี้แจงให้ผู้รับผิดชอบฟังตามเหตุและผลว่าทำไมเราถึงเข้าร่วมไม่ได้ มีเสียงดนตรี ติดเวลาละหมาด ต้องถูกเนื้อตัวชาย-หญิงอะไรก็ว่าไป ขอให้เชื่อไว้อย่างเลยว่า ถ้าเราเป็นมุสลิมที่ยืนหยัดในหลักการอย่างจริงจังแล้ว บรรดาผู้ปฏิเสธเขาจะเกรงเรา เราไม่ต้องกลัวไม่ต้องเกรงเขาเลย นี่พูดอย่างคนที่อายุเลยวัยปีสี่มาแล้วด้วย คือพวกกิจกรรมห้องเชียร์นั้น อายุสูงสุดของผู้รับผิดชอบก็คือรุ่นปีสี่ ซึ่งที่จริงแล้วก็อายุมากกว่าเฟรชชี่แค่ราวๆ3-4ปี เด็กพวกนี้ไม่ได้มีอำนาจหรือบทบาทอะไรน่ากลัวอย่างที่น้องเฟรชชี่กังวลเลย พวกเขาเป็นแค่เด็กมหา’ลัยที่อายุมากกว่าเราไม่กี่ปี มีความรับผิดชอบมากมายในชีวิตที่ยังเอาตัวไม่ค่อยจะรอด และหลายคนก็ยังมีตัวเลข ในใบเกรดให้เครียดเกือบตายเมื่อออกไปนอกห้องเชียร์ เด็กพวกนี้ไม่อาจและไม่กล้าพอจะรับผิดชอบกับความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับ ความเชื่อ กับศาสนา ที่เป็นประเด็นละเอียดอ่อนแม้ในสังคมทั่วไปหรอก เชื่อเถอะ ฉะนั้นถ้าเรายืนหยัด เข้มแข็ง และไม่กลัว เขาก็จะไม่กล้ามาต่อต้านอะไรเรามากหรอก อย่างไรก็ตามถ้าอธิบายแล้วไม่เข้าใจ ไม่รับฟัง ก็แนะนำให้หนีเสียให้รู้แล้วรู้รอด ยังไม่เคยเห็นใครต้องออกจากมหา’ลัยเพราะไม่เข้า กิจกรรมห้องเชียร์สักคน

แต่นั่นแหละ เราก็อาจต้องมีดีในตัวระดับหนึ่ง เพื่อพร้อมเผชิญกับมาตรการทางสังคมที่อาจเป็นผลลัพธ์จากการไม่เข้าห้อง เชียร์ เช่น บางที่ที่ป่วยหนักๆหน่อย เพื่อน ๆ อาจบอยคอตเรา หรือในกรณีธรรมดา เราก็อาจรู้จักเพื่อนช้ากว่าคนอื่นๆ ซึ่งนั่นไม่ใช่ปัญหาเลย ถ้าเรามีดีอยู่ในตัวเองถึงระดับที่ไม่ต้องง้อใครมาก ....‘มีดี’นี่หมายรวม ได้ทั้งมีดีด้านการเรียน(ซึ่งจะทำให้คนอื่นเข้ามาหาเราเอง) มีความสันโดษที่พร้อมจะอยู่คนเดียวได้ถ้าถูกบอยคอต และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง...มีอัลลอฮฺผู้ซึ่งไม่เคยทอดทิ้งให้บ่าวผู้จงรักภักดี ต้องอยู่ลำพัง

 

- กิจกรรมอื่น ๆ ในมหา’ลัยก็จะมีอีกหลายอย่างที่สุ่มเสี่ยงต่ออิสลามของเรา เช่น การเก็บเงินรุ่น(ซึ่งขยันเก็บกันยิ่งกว่าขยันเรียน)ไปทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยกิจกรรมนั้นมีอะไรหลายอย่างขัดกับศาสนาเรา อาทิไปกินเลี้ยงหรือจัดค่ายที่มีของมึนเมาร่วมด้วย ไปทำบุญทางศาสนา ไปจัดนิทรรศการบูชาเจว็ด ฯลฯ ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ ขอแนะนำให้ใช้หลัก “เข้มแข็งที่สุดในเรื่องที่ต้องแข็ง อ่อนโยนที่สุดในเรื่องที่อ่อนได้” คืออะไรที่เราทำไม่ได้ก็บอกเขาไปเลยว่าทำไม่ได้ ชี้แจงเหตุผลกับเขาดี ๆ ถ้าไม่ฟังก็ช่าง เรายังต้องยืนหยัดในสิ่งที่เราเชื่อ แม้ว่าจะเจอกับอะไรก็ตาม แต่ในเรื่องที่เราทำได้ เราก็จะช่วยเหลือเขาอย่างดีที่สุด อย่างเรื่องเก็บเงิน กิจกรรมไหนที่มันน่ากลัวเราก็ไม่จ่าย แต่กิจกรรมไหนที่มันเคลียร์ว่าทำได้เราก็อาจจ่ายมากกว่าคนอื่น ทบส่วนที่เราไม่ได้จ่ายในกิจกรรมสุ่มเสี่ยงไปด้วย เรื่องอื่น ๆ ก็เหมือนกัน ตรงไหนเป็นจุดยืนต้องแข็งและแสดงให้เห็นโดยทั่วกันว่าเราจะไม่อ่อน แต่ตรงไหนที่เราอ่อนได้ เช่น แสดงความมีน้ำใจในเรื่องทั่ว ๆ ไปของชีวิตประจำวัน เราก็จะอ่อนโยนอย่างที่สุด

 

- การทำงานชมรมมุสลิมยังคงเป็นอีกหนึ่งงานของชีวิตนิสิตนักศึกษาที่ไม่น่าทอด ทิ้งหากว่าไม่จำเป็นจริง ๆ รายละเอียดเรื่องนี้มีเยอะแยะมากมาย ซึ่งเคยมีพี่น้องนำเสนอบ้างแล้วตามช่องทางต่างๆ และอันที่จริงมันเป็นเรื่องที่ต้องเข้าไปเผชิญเป็นประสบการณ์ตรงด้วยตัวเอง นั่นแหละถึงจะดี

 

- สิ่งสำคัญอีกอย่างในชีวิต ‘มหา’ลัย’ คือการ เลือกคบเพื่อน ซึ่งขอยืนยันเลยว่าไม่มีเพื่อนที่ไหน ที่เราสามารถจะไว้ใจ-สนิทใจได้เท่าเพื่อน เท่าพี่น้องในอิสลามอีกแล้ว ดังนั้นเพื่อนและพี่น้องในชมรมมุสลิมฯจึงเป็นบุคคลแรก ๆ ที่เราควรผูกโยงเข้ามาในชีวิตนิสิตนักศึกษาอันแสนสั้น ส่วนเพื่อนในคณะนั้น อย่างไรเสียก็จำเป็นจะต้องผูกมิตรไว้ทั้งด้วยเหตุผลด้านการใช้ชีวิตในมหา’ลัย และการดะอฺวะฮฺ  ซึ่งเราก็ต้องเลือกเหมือนกัน เพราะเด็กเดี๋ยวนี้น่ากลัวอยู่ เห็นอายุน้อย ๆ แต่อาจผ่านโลกในมุมหยาบกร้านมายิ่งกว่าผู้ใหญ่หลาย ๆคน และเด็ก ๆ เหล่านี้ บางคนก็ไม่เคยหยุดยั้งที่จะดึงคนรอบตัวของตนให้เข้าไปสัมผัสโลกมุมกร้านนั้น เสียด้วย อย่างหนึ่งที่น่าจะช่วยได้นอกจากการขอดุอาอฺก็คือการแสดงให้เห็นโดยทั่วกัน ว่าเราเป็นคนแบบไหน เพราะคนที่เป็นแนวคล้าย ๆ เราก็จะเลือกและถูกเลือกมาคบหากับเราเอง อินชาอัลลอฮฺ มันค่อนข้างเป็นไปได้ยากที่เด็กติดเที่ยว ชอบโดดเรียน จะมาเอาเด็กเรียนไปเป็นเพื่อน คนแบบไหนก็มักชอบที่จะอยู่ร่วมกับคนแบบเดียวกัน

 

- เรื่องชาย-หญิงในสังคมมหา’ลัยอันปะปนคงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องพัดผ่านเข้ามาในชีวิต นิสิตนักศึกษาบ้างอย่างยากจะเลี่ยง เคสส่วนมากแล้วเรื่องระหว่างเรากับชนต่างศาสนิกเพศตรงข้ามจะเป็นเรื่องการ วางตัวและขอบเขตการใช้ชีวิตร่วมกันมากกว่า ส่วนเรื่องความรู้สึก something special นั้นมักจะเกิดระหว่างมุสลิมด้วยกันในการทำงาน ชมรมฯ หรืออื่นๆ  ไม่ค่อยมีเคสที่มุสลิมไปมี something special กับชนต่างศาสนิกนะ (ถ้ามีก็ไม่ใช่คนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของบทความนี้ล่ะ อินชาอัลลอฮฺ)

ในกรณีแรก ที่ดีที่สุดคือการวางตัวไปตั้งแต่แรกเริ่มเข้าเลยว่าเรามีขอบเขตอย่างนี้ ๆ นะ เราไม่คุยเล่นกับคนต่างเพศ ไม่โดนตัว ไม่นั่งใกล้  ไม่อยู่ ตามลำพัง ไม่บลาบลาบลา คนต่างเพศในคณะหรือที่เรียนด้วยกันเขาจะเข้าใจได้เองโดยแทบไม่ต้องพูดเลย ว่ากับคนนี้ เขาจะปฏิบัติได้เท่านี้ (แต่ถ้าเราไม่ได้ ‘แสดง’ ไปตั้งแต่แรก ไม่ว่าจะเพราะลืมตัวหรืออะไรก็ตาม ก็คงต้องอาศัยการ ‘พูด’ กับเขาตรง ๆ แหละ)  การ แสดงขอบเขตของตัวเองให้ชัดเจนนี้เราเรียกกันเล่นๆในหมู่เพื่อนฝูงว่า ‘การแผ่อาณาเขต’ คือแสดงอาณาเขตของเราให้ ประจักษ์ชัดแก่มนุษยชาติร่วมมหา’ลัย แล้วพวกเขาก็จะรับรู้และไม่ล่วงเกินอาณาเขตของเรา อินชาอัลลอฮฺ (กรณีนี้ร่วมถึงขอบเขตระหว่างเรากับพวกลักเพศด้วย)

ส่วนกรณีที่สองคือเรื่องความรู้สึกฟิตนะฮฺ (วุ่นวาย-วุ่นวายมากๆ)ระหว่างเรากับมุสลิมเพศตรงข้าม  ที่จริง ก็มีพี่น้องนำเสนอไปพอสมควรแล้ว แนะนำสั้น ๆ ก็คือ ‘ป้องกัน’โดยการทำกิจกรรมทั้งหมดให้สอด คล้องกับหลักการของอัลลอฮฺ และ ‘แก้ไข’ โดยการหันหน้าเข้าหาอัลลอฮฺ เท่านั้นเอง นอกจากนั้นแล้ว จากประสบการณ์ ส่วนตัว...‘ความไม่ว่าง’ ทั้งด้านภาระหน้าที่การเรียน-การงาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง...ด้านความรู้สึก ที่เจ็บปวดกับชีวิตมากมายเวิ่นเว้อจนไม่สามารถจะบรรจุความรู้สึกอื่นใส่ลงไป ในชีวิตได้แล้ว ก็สามารถช่วยให้ความรู้สึก something special นี้ ไม่อาจมาแหยมชีวิตในรั้วมหา’ลัยของ เราได้เหมือนกัน อินชาอัลลอฮฺ

 

- เรื่องสุดท้ายที่จะพูด (เพราะมันชักจะยาวเกินไปแล้ว) คือเรื่องการเรียนและความรู้ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลัก(รึเปล่า?) ของการเข้ามาใช้ชีวิตในมหา’ลัยของผองเรา  อยากจะแยกพูดระหว่าง ‘การเรียน’ และ ‘ความ รู้’(ที่มีประโยชน์) เพราะถึงแม้ทั้งสองคำจะคาบเกี่ยวจนเกือบจะเป็นเหมือนสิ่งเดียวกัน แต่มันก็ไม่เหมือนกันไปซะทีเดียว โดยเฉพาะในมหา’ลัย ที่ไม่ใช่มุสลิม ‘การเรียน’....หลาย ครั้ง...ก็ไม่ได้นำไปสู่‘ความรู้’ และ‘ความรู้’...หลาย ครั้ง...ก็ไม่ได้มาจาก‘การเรียน’(ในห้องเรียน)

                เอาเรื่องการเรียนก่อนนะ ที่จริงมันก็พูดภาพรวมยากอยู่ เพราะแต่ละคณะ แต่ละมหา’ลัยก็แตกต่างกันอีก คงต้องบอกก่อนล่ะมั้งว่าประสบการณ์ตรงของคนนี้นั้นคือการเรียนในคณะทางสาย ศิลป์ เป็นคณะทางภาษา(แต่เลือกเอกค่อนข้างจะไปทางสังคมซะมาก) ในมหา’ลัยแห่งหนึ่งที่คนในประเทศนี้เขามักต่อท้ายว่า‘ยอดนิยม’  ฉะนั้นข้อมูลหลาย ๆ อย่างก็จะมาจากแบ็คกราวนด์ตรงนี้ อย่างแรกที่สำคัญสำหรับการเรียนในมหา’ลัยคือการวางแผน เริ่มต้นตั้งแต่การวางแผนเลือกเอกที่เรียน ยังไงก็ยังแนะนำให้เลือกเอกที่เราอยากเรียนจริง ๆ หากเอกนั้นไม่มีอะไรสุ่มเสี่ยงต่อความเป็นมุสลิมของเรา คือมันจะมีทฤษฎีบางบทอยู่ที่บอกเลือกเรียนตามความต้องการของสังคม(หรือใน หมู่เฮานักทำงานก็ต้องบอกว่า ‘ตามความต้องการของ ประชาชาติ’)  แต่ตัวเองมองว่าที่จริง ประชาชาตินี้มันก็ยังต้องการ ‘คนจริง’ ในทุกสาขานั่นแหละ ที่สำคัญการเรียนในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบมันเป็นเรื่องเลวร้ายสำหรับคนเรียน ที่คนคิดทฤษฎีไม่มาร่วมรับรู้หรอก  (ขนาดตัวเองเรียนในสิ่งที่ ชอบ แต่ในบรรยากาศที่เกลียดชัง ยังเกือบตาย เลวร้ายไร้คำบรรยาย) ยกเว้นว่าเราเองก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร หรือเป็นคนที่เรียนอะไรก็ได้ อย่างนั้นก็แล้วแต่จิตศรัทธาละกัน จากนั้นก็ต้องวางแผนการเรียน ยอมรับว่าตัวเองเป็นคนโดดเรียนบ่อย-บ่อยมาก แต่ไม่เคยโดดเรียนอย่างไร้การวางแผน คือตอนต้นภาคการศึกษาจะเอาคอร์เซเลบัสของแต่ละวิชามากางดูเลยว่าวิชาไหนมี เช็คชื่อ วิชาไหนไม่มี(มักจะเป็นวิชาที่เข้าห้องเรียนอีกทีก็ตอนสอบกลางภาคเลย - _ - ) วิชาไหนมีคะแนนเข้าห้อง วิชาไหนปล่อยฟรี และเนื่องจากคอร์สเซเลบัสของม.ที่เรียนค่อนข้างละเอียด มีระบุเลยว่าคาบนี้จะสอนเรื่องนั้นเรื่องนี้ เราก็เลือกเข้าเรียนเฉพาะคาบที่เราสนใจเนื้อหา ส่วนคาบที่ไม่สนก็ไปหาอ่านเอาจากห้องสมุด กำลังจะบอกว่าการเรียนในมหา’ลัยนั้น ถ้าเราเรียน‘เป็น’ ทำข้อสอบ‘เป็น’ และ ที่สำคัญคือขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺสม่ำเสมอแล้วล่ะก็ การเอาตัวรอดเรื่องการเรียนไม่ใช่งานหนักเลย อินชาอัลลอฮฺ  แต่ ก็อย่างที่บอก...นี่ก็พูดจากประสบการณ์ตรงของตัวเอง คณะอื่นในมหา’ลัยอื่นอาจมีบริบทแตกต่างไป ก็ต้องลองวางแผนดู

                ในส่วน ‘ความรู้’(ย้ำอีกทีว่า...ที่มีประโยชน์ )นั้น ตัวเองรู้สึกว่ามันเป็นเป้าหมายหลักของการเข้าไปเรียนในมหา’ลัยของใครหลาย ๆ คน แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงประเด็นนี้อย่างเฉพาะเจาะจงเท่าไหร่ พูดอย่างไม่มีอคติแล้ว...เรื่องความรู้ ไม่ว่าจะผ่านบุคลากรหรือรวมถึงช่องทางและบริการต่างๆที่จะได้มาซึ่งความรู้ นั้นน่าจะเป็นเรื่องแรกและอาจเรื่องเดียวที่ตัวเองเห็นด้วยกับคนส่วนมากว่า มหา’ลัยมีชื่อนั้นมีเหนือกว่ามหา’ลัยทั่วไป (ย้ำว่าตัวความรู้ และที่มานะ ไม่ใช่ตัวเด็ก) ก็พูดจากที่ฟังพี่น้องม.อื่นบอกเล่ามาเปรียบเทียบด้วยน่ะ คือบุคลากรในม.ที่ตัวเองเคยเจอ เอาล่ะ เรื่องความรู้คงต้องยกให้เขาไว้ เพราะผ่านการคัดกรองอะไรกันมาจนได้คนที่เขาเชื่อว่าเป็นเกรดต้น ๆ ของประเทศ แต่เรื่องที่ตัวเองค่อนข้างนับถือ คือการเปิดกว้างทางความรู้ของเขา ไม่รู้นะ อันนี้พูดเฉพาะจากที่ตัวเองเจอ อาจารย์ส่วนมากจะเน้นสอนแบบอภิปราย-โต้แย้ง มากกว่าเลคเชอร์ลูกเดียวโดยไม่ให้นักเรียนแสดงความเห็น ทั้งเขาก็ไม่มายด์ด้วยว่าเราจะต้องคิดเหมือนเขา แต่ขอให้ใส่เหตุผลที่มาของความคิดเราให้ชัดเจนมีที่มาที่ไปแล้วกัน เคยเข้าไปสอบวิชาประวัติศาสตร์อเมริกา โดยทั้งข้อสอบมีแต่คำบริภาษอเมริกา ทั้งจิกกัดบ้าง และตรงไปตรงมาบ้าง แต่คะแนนก็ออกมาโอเคเลย อัล-ฮัมดุลิลละฮฺ อีกอย่างก็คือระบบห้องสมุดของเขา เป็นอะไรที่น่าประทับใจ อาจเป็นเพราะตัวเองมาจากโรงเรียนเล็ก ๆ ที่ไม่มีการจัดการห้องสมุดอย่างเป็นระบบด้วยแหละ เลยค่อนข้างตื่นตา ไม่ใช่แค่หนังสือเยอะ-เยอะมาก แต่เขามีการจัดการค่อนข้างดี มีการแยกย่อยห้องสมุดออกไปตามคณะต่างๆ ที่จะเจาะข้อมูลตามแขนงที่เปิดสอนอยู่ในคณะนั้น ๆ และมีหอสมุดใหญ่ของส่วนกลาง มีบริการค้นหนังสือเก่า หนังสือจากห้องสมุดต่างประเทศ และอีกมากมาย ทั้งยังมีมุมอ่านหนังสือหลายแบบซึ่งรวมถึงโต๊ะส่วนตัวที่มีบล็อกสายตาเราจาก ภายนอกหลบมุมอยู่อย่างน่าหลงใหลให้เลือกจับจองและจับเจ่าอยู่ได้ทั้งวันโดย ไร้ใครกวน นี่คือตัวอย่างที่บอกว่าความรู้ในมหา’ลัย ไม่ได้มาจากในห้องเรียนเท่านั้น (ดังนั้นคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในห้องสมุดมากกว่าในห้องเรียนก็อาจมีความรู้ได้ เหมือนกัน อย่าดูถูกไป) อีกอย่างหนึ่งที่ไม่อยากให้พี่น้องนิสิตนักศึกษาคนใดมองผ่าน คือการเรียนรู้ผ่านชีวิตคนรอบตัวเรา โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนความรู้กันระหว่างพี่น้องมุสลิมร่วมมหา’ลัย ตัวเองจะชอบมากเวลาที่พี่น้องมุสลิมะฮฺในชมรมเปิดประเด็นพูดถึงเรื่องใด เรื่องหนึ่ง แล้วคนที่เรียนทางวิทย์ฯก็เอาความรู้ที่ตัวเองเรียนมาอธิบาย ขณะที่คนเรียนทางศิลป์ก็เอาสิ่งที่ตัวเองเรียนมาแสดงความเห็นประกอบ โดยทั้งหมดนั้นขมวดปมกลับเข้าหาอิสลามได้ทุกอย่างและทุกครั้ง นอกจากนั้นในชมรมมุสลิมฯก็ยังมีโปรแกรมความรู้หลาย ๆ อย่างที่น้อง ๆ อาจเข้าไปร่วมให้และรับได้ เช่นการฮะละเกาะฮฺกุรอ่านประจำสัปดาห์ หรือแม้แต่การพูดคุยกันในเรื่องศาสนาตามโอกาสต่างๆที่พบเจอกัน ทั้งหมดนี้ตัวเองนับเป็น ‘ความรู้’ ในรั้วมหา’ลัยที่อยากให้น้อง ๆ ได้ขวนขวายแสวงหาทั้งสิ้น แม้ว่ามันจะไม่ได้อยู่ในห้องเรียนก็ตาม

 

ก็ขอจบห้วงการระลึกถึงช่วงเวลาสั้น ๆ ในรั้วมหา’ลัย ไว้แต่เท่านี้ พี่น้องท่านใดที่เคยผ่านหรือกำลังมีชีวิตอยู่ในรั้วที่ทั้งหวานล้นและขม เหลือนี้ มีอะไรอื่น ๆ เพิ่มเติมก็เชิญแลกเปลี่ยนกันได้เต็มที่ เผื่อจะเป็นประโยชน์แก่พี่น้องท่านอื่นๆ...ก่อนที่การเติบโตขึ้นไปทุกวันจะ ทำให้เราลืมมันลงไปทุกที...

http://pee-nu-d.spaces.live.com/default.aspx?wa=wsignin1.0&sa=671764139





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

ปัจจุบันคุณนับถือศาสนาอะไร
อิสลาม
1914 คน
พุทธ
317 คน
คริสต์
37 คน
ซิกส์
2 คน
ฮินดู
4 คน
อื่นๆ
5 คน

  โหวต 2279 คน