• ประภาพรรณ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : brainasia@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2018-09-18
  • จำนวนเรื่อง : 74
  • จำนวนผู้ชม : 17564
  • ส่ง msg :
  • โหวต 0 คน
OK Life
พลังความคิด ชีวิตเบิกบาน กับการเรียนรู้ที่ไม่หยุดนิ่ง ประสบการณ์และความท้าทาย เติมความหมายให้ชีวิต การทำงาน และการมีส่วนร่วมพัฒนาประเทศไทย
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/oklife
วันจันทร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563
Posted by ประภาพรรณ , ผู้อ่าน : 246 , 13:35:08 น.  
หมวด : วิทยาศาสตร์/ไอที

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน wullopp โหวตเรื่องนี้

 

        สามองค์กรผู้นำระบบเฮลท์แคร์และเฮลท์เทคของไทย ได้แก่  กระทรวงสาธารณสุข คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล  โดย ศูนย์การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานสุขภาพ (LogHealth) และ สมาคมการค้าเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการเทคโนโลยีรายใหม่ สนับสนุนโดย สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ลงนาม MOU ข้อตกลงความร่วมมือเดินหน้าเฟส 3 “โครงการศึกษาวิจัยเพื่อออกแบบและพัฒนาระบบโลจิสติกส์โครงสร้างพื้นฐานและระบบบูรณาการข้อมูลสารสนเทศและ Big Data ด้านสาธารณสุข”  ในงานสัมมนาวิชาการ Thailand Healthcare & HealthTech Transformation 2020  ภายใต้ธีม Healthcare Logistics & Big Data by Mahidol Engineering ณ ศูนย์การเรียนรู้  มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ซึ่งมีการจัดเสวนา  2 หัวข้อ เรื่อง วิศวกรรมโลจิสติกส์ กับการพัฒนาระบบสาธารณสุขไทยด้านบริหารจัดการคลังยาและเวชภัณฑ์ และเสวนา เรื่อง อนาคต Healthcare Startup กับระบบสาธารณสุขไทย

           ในพิธีการลงนาม MOU ข้อตกลงความร่วมมือ มีนายแพทย์ณรงค์ สายวงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และศาสตราจารย์ นายแพทย์บรรจง มไหสวริยะ รักษาการอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล  พร้อมด้วย ดร.พณชิต กิติปัญญางาม นายกสมาคมการค้าเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการเทคโนโลยีรายใหม่ รองรับภูมิทัศน์ใหม่ด้านการแพทย์-สุขภาพและโลกที่เปลี่ยนแปลง

 

ก้าวสู่ยุคดิจิทัล เฮลท์แคร์

            ศาสตราจารย์ นพ.บรรจง มไหสวริยะ รักษาการอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ความร่วมมือของ 3 องค์กร และภาคีพันธมิตรจะเป็นแรงพลังพัฒนาและขับเคลื่อนการบริหารจัดการดิจิทัลเฮลท์แคร์และเฮลท์เทคของไทย ด้วยนวัตกรรมควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากรซึ่งจเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำพาประชาชนคนไทยไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดี และเสริมสร้างความมั่นคงทางสุขภาพและเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายต่าง ๆ เช่น การเกิดโรคอุบัติใหม่และภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคต

รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า แม้ว่าประเทศไทยจะได้รับการจัดอันดับเป็นที่ 1 ของเอเซีย และอันดับ 6 ของโลกในด้านความมั่นคงทางสุขภาพ (Health Security) จากการสำรวจ 195 ประเทศ แต่ท่ามกลางภูมิทัศน์ใหม่ของคุณภาพชีวิตยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและการเกิดโรคอุบัติใหม่เชื้อไวรัสโคโรน่า2019 ก่อให้เกิดผลกระทบต่อวิถีชีวิตและธุรกิจอุตสาหกรรม ภารกิจโรงพยาบาลและการสาธารณสุขในประเทศไทยไม่เคยหยุดนิ่งที่จะพัฒนาความก้าวหน้า ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานนำไปสู่การบริหารจัดการและบริการที่มีคุณภาพแก่ประชาชน ดังนั้น“โครงการศึกษาวิจัยเพื่อออกแบบและพัฒนาระบบโลจิสติกส์โครงสร้างพื้นฐานและระบบบูรณาการข้อมูลสารสนเทศและ Big Data ด้านสาธารณสุขสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัลประเทศไทย” จะมีบทบาทสำคัญต่อประเทศ โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 3 เฟส (เฟสละ 1 ปี)

 

เฟสที่ 1  ระบบโลจิสติกส์และแสดงผลวิเคราะห์ด้านยา-เวชภัณฑ์

ทั้งนี้ศูนย์การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานสุขภาพ (LogHealth) คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เริ่มดำเนินการโครงการฯ เฟสที่ 1 ตั้งแต่ 9 กันยายน พ.ศ. 2559 ที่มาของการวิจัยเกิดจากคำถามวิจัยที่ว่ายาในประเทศไทยกระจายไปอยู่ที่ไหน (Track) ตรวจสอบย้อนกลับได้หรือไม่ (Traceability) รวบรวมข้อมูลประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างไร (Big Data) จำเป็นต้องมีการดำเนินการพัฒนาระบบที่สามารถเชื่อมโยงเข้ากับการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานสุขภาพทั้งระบบ เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลและแสดงผลการวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศด้านยาและเวชภัณฑ์ได้ และเกิดเป็นโครงสร้างทั้งระบบ

 

 

เฟสที่ 2 พัฒนาแผนแม่บทสารสนเทศสาธารณสุข

รศ.ดร.ดวงพรรณ ศฤงคารินทร์ หัวหน้าศูนย์การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานสุขภาพ (LogHealth) คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ปัจจุบันโครงการได้ดำเนินการระยะที่ 2 แล้วเสร็จ มีดังนี้ 1. งานวิจัยโครงการการพัฒนาแผนแม่บทระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารภาคสาธารณสุขของประเทศ ได้ข้อเสนอแนะและลำดับความสำคัญของการขับเคลื่อน eHealth ในองค์ประกอบทั้ง 3 ด้าน คือ การกำกับดูแล (Governance) การวางฐานราก (Foundations) การแก้ปัญหา (eHealth Solutions) และกิจกรรมขับเคลื่อน เป็นแนวทางการดำเนินนโยบายสาธารณะด้านระบบสุขภาพ

            2. งานวิจัยพัฒนาระบบฐานข้อมูลยาและจัดทำโปรแกรม บริหารและจัดทำข้อมูลยาสำหรับประชาชน (Patient Information Leaflet Management System : PILMS) แบ่งเป็นดำเนินการพัฒนา 3 ส่วนด้วยกัน คือ  2.1. การพัฒนาระบบฐานข้อมูลยาและเวชภัณฑ์ (National Medicinal Product Catalogue Database : NMPCD) ได้ดำเนินการพัฒนาฐานข้อมูลให้สามารถสะสมทุกรหัสยาได้มากกว่า 150,000 รายการ และในระยะที่ 2 สามารถผูกสัมพันธ์ยาเพื่อการค้นหารหัสยาได้ทั้งสิ้น 11 คู่ เป็นจำนวนมากกว่า 50,000 รายการ  2.2. การพัฒนาฐานโปรแกรมบริหารและจัดทำข้อมูลยาสำหรับประชาชน ได้ดำเนินการเพิ่มเติมข้อมูลยาสำหรับประชาชนจากเดิมได้ทำการสะสมรหัสไว้ 200 รายการ ในระยะที่ 2 ได้ดำเนินการเพิ่มเติม  53 รายการ รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 253 รายการ และ 2.3. โปรแกรมบริหารจัดการร้านยาได้พัฒนาเป็นโปรแกรมที่มีระบบการจัดการคลังสินค้าทั้งส่วนหน้าร้านและหลังร้าน โดยรองรับการจัดซื้อ การจัดการซัพพลายเออร์ การจัดการสินค้า การจัดตารางเวร และการจัดการผู้ใช้

            3. การพัฒนาโปรแกรมบริหารจัดการคลังยาและเวชภัณฑ์ให้กับโรงพยาบาล   หรือที่เรียกว่า the Material Management Information System (MMIS) ซึ่งจะช่วยทำให้การจัดการด้านโลจิสติกส์ยาและเวชภัณฑ์ในโรงพยาบาลมีประสิทธิภาพมากขึ้น ได้ดำเนินการขยายผลผู้ใช้ โดยมีโรงพยาบาลเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 18 แห่ง จัดทำคู่มือการใช้งาน MMIS และดำเนินการจัดทำมาตรฐานซอฟแวร์การบริหารจัดการคลังยาและเวชภัณฑ์

            4. ดำเนินการพัฒนาระบบต้นแบบสำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ (EDI) ระหว่างโรงพยาบาลและผู้จัดจำหน่ายยาและเวชภัณฑ์ ซึ่งจะช่วยในการติดต่อซื้อขายระหว่างโรงพยาบาลกับผู้จัดจำหน่ายได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

5. ระบบต้นแบบการติดตามและสอบกลับยาและเวชภัณฑ์ (Traceability) ที่ติดตามและสอบกลับได้ในระดับล็อตการผลิตจนถึงผู้ป่วยทั้งในระดับประเทศและจังหวัด

 

เดินหน้าเฟสที่ 3 เชื่อมต่อ BI และ Big Data สาธารณสุขของประเทศ

สำหรับการดำเนินงานในระยะที่ 3 กำลังดำเนินการวิจัยและพัฒนาระบบตามแผนงาน โดยมุ่งเป้าหมายยกระดับการสาธารณสุขของประเทศอย่างบูรณาการทั้งระบบ ตอบรับการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจยุคดิจิทัล ดังนี้  1) การพัฒนาระบบสารสนเทศเชิงลึกด้านยาและเวชภัณฑ์ของโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเพื่อสนับสนุนการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ทางยาและเวชภัณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข (Business Intelligence: BI) 2) การพัฒนาระบบฐานข้อมูลยาและเวชภัณฑ์เพื่อให้ครอบคลุมการใช้งานมากยิ่งขึ้น  3) พัฒนาระบบเชื่อมต่อโปรแกรมการบริหารจัดการคลังยาและเวชภัณฑ์ (Material Management Information System: MMIS) กับระบบ BI  4) ศึกษาวิจัยและออกแบบเพื่อพัฒนาระบบการจัดการคลังยาของโรงพยาบาลโดยผู้จัดจำหน่ายผ่านระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลสารสนเทศทางอิเล็กทรอนิกส์ด้านสาธารณสุข

 

ยกระดับความมั่นคงทางสุขภาพและสาธารณสุขไทย

            นายแพทย์ ณรงค์ สายวงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า โครงการนี้ หากดำเนินการสำเร็จจะส่งผลดีต่อระดับประเทศ ประชาชนและหลายภาคส่วนได้รับประโยชน์จากการนำระบบไปใช้ 6 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ 1.ด้านโรงพยาบาล ช่วยลดความแออัดในบริการ เพิ่มประสิทธิภาพของคลังยาและเวชภัณฑ์  ลดขั้นตอนในการทำงาน ลดข้อผิดพลาดในการทำงาน เนื่องจากมีระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ สามารถดึงข้อมูลการจัดการยาและเวชภัณฑ์ มาใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์ได้หลากหลาย เช่น การกระจายตัวของยาและเวชภัณฑ์ การวางแผนยุทธศาสตร์บริหารจัดการของโรงพยาบาล เป็นต้น 2.ผู้ปฏิบัติงานจริงในโรงพยาบาล ช่วยบริหารงานคงคลังและระบบจัดซื้อในโรงพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการทำงานซ้ำซ้อน 3. กระทรวงสาธารณสุข ได้รับข้อมูลที่แต่ละโรงพยาบาลทั่วประเทศต้องนำส่งรายงานสู่ส่วนกลางอย่างถูกต้อง และน่าเชื่อถือ ทั้งยังสามารถใช้ข้อมูลในการประกอบการตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูงได้อีกด้วย

          4.หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมบัญชีกลาง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา   ได้ระบบฐานข้อมูลยาและเวชภัณฑ์ในการใช้งาน  ซึ่งช่วยลดระยะเวลาและขั้นตอนในการแปลงรหัสยาจากรหัสใดรหัสหนึ่ง เป็นรหัสหนึ่ง เนื่องจากเมื่อป้อนรหัสใด ๆ เข้าไปแล้วจะปรากฏรหัสยาที่ต้องการ และสามารถนำไปใช้งานได้ทันที อีกทั้งสามารถติดตามตรวจสอบการเคลื่อนไหวของยาและเวชภัณฑ์ จากฐานข้อมูลเพื่อทำการวิเคราะห์และดำเนินการในด้านยุทธศาสตร์การพัฒนาสาธารณสุขต่อไป 5. ด้านประชาชน ได้รับบริการที่มีคุณภาพ รวดเร็ว ถูกต้อง แม่นยำและปลอดภัย มีความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) และสามารถเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพได้ทั่วถึง  6.ภาคเอกชนที่จัดหน่ายสินค้ายาและเวชภัณฑ์ สามารถการจัดจำหน่ายยาและเวชภัณฑ์ให้กับโรงพยาบาลทำได้รวดเร็ว ถูกต้องและแม่นยำมากขึ้น

 

___________________________________________

PR AGENCY   :  บ.เบรนเอเซีย คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (BrainAsia Communication)

TEL:  ประภาพรรณ 081-899-3599, สุวพัชร 086-341-6567, E-mail:   brainasiapr@gmail.com , www.brainasia.co.th




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กุมภาพันธ์ 2020 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29



[ Add to my favorite ] [ X ]