*/
  • physigmund_foid
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-03-05
  • จำนวนเรื่อง : 33
  • จำนวนผู้ชม : 42971
  • จำนวนผู้โหวต : 32
  • ส่ง msg :
  • โหวต 32 คน
วันพุธ ที่ 2 มิถุนายน 2553
Posted by physigmund_foid , ผู้อ่าน : 456 , 08:35:22 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง ไม่ต้องดูจิต

ไม่ต้องดูจิต ยิ่งดูจิต ยิ่งเป็นมายา

วิ่งจับไล่ภาพมายา เหมือนคนบ้าวิ่งไล่เงา

คนปกติ มีเงาตามตัวเป็นปกติ

จิตเกิดดับเป็นปกติ ไม่ต้องดูจิต

ปล่อยจิตให้ดำเนินไปตามธรรมชาติ

จิตเกิดเองดับเอง ดับไป ดับไป จนหมด

เมื่อดับสนิทหมดเองแล้ว เข้าวิปัสสนาญาณฉับพลัน

นิโรธ ย่อมถึงได้ในฉับพลันนั้น โดยไม่ต้องดูจิต

มือกระบี่ตาดีผู้มีสายตาว่องไว

ย่อมทราบทุกกระบวนท่าของศัตรู

เขาตาดีจึงมองทุกกระบวนท่า เห็นด้วยตา

จึงต่อสู้ไปมา ท่าต่อท่า ไม่จบสิ้น

มือกระบี่ตาบอดผู้มีใจเป็นทิพย์

ย่อมไม่ทราบว่าศัตรูใช้กระบวนท่าอะไร

เขาตาบอดจึงไม่ได้ดู แต่รู้ด้วยใจ

ฉับพลันที่ศัตรูหมดท่า ก็พิชิตทันที

คนดูจิต จิตก็ดูคน เหมือนเงาในกระจก

คนดูจิต เล่นกับมายาภาพ เหมือนเล่นเงาตัวเอง

ดูจิต จิตยิ่งเป็นภายาภาพให้ดู

เห็นความเกิดดับไม่จบสิ้น ยังไม่ใช่นิพพาน

ยิ่งดูจิต จิตยิ่งเกิด จิตยิ่งดับ

เกิดและดับเป็นวัฏฏะ ไม่ใช่นิพพาน

ปล่อยตามธรรมชาติ จิตดับสนิทเอง

ไม่เกิด ไม่ดับ พ้นวัฏฏะ ตรงนิพพาน

จิตไม่ต้องดู มันจะเป็นอะไรก็ช่าง

จิตไม่ต้องดู เพราะอะไรก็ธรรมทั้งนั้น

จิตไม่ต้องดู เพราะถึงที่สุดก็ดับทั้งสิ้น

จิตไม่ต้องดู ดับหมดสิ้นประหารกิเลสฉับพลัน

ศัตรูใช้กระบวนท่าก็อะไรก็ช่าง

กระบวนท่าอะไรก็ไม่ต้องดู

ยิ่งดูยิ่งตอบโต้ ท่าต่อท่าไม่จบสิ้น

ปล่อยให้มันดับเอง ดับเมื่อไรประหารกิเลสเมื่อนั้น

ศัตรูมีท่า เราไม่มีท่าดุจอากาศธาตุ

จิตมีสารพัดมายา เราไม่มีมายาดุจอากาศธาตุ

เราไม่มีท่า ไม่มีมายา จึงไม่ต้องสนใจมายา

สิ้นสุดแห่งมายาภาพ คือ จุดประหารกิเลส

.............................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง ไม่ต้องทำจิตว่าง

ไม่ต้องทำจิตว่าง

ถ้าจะว่าง มันก็ว่างของมันเอง

เป็นว่างโดยธรรมชาติ เกิดดับเอง

ไม่ใช่ว่างเพราะไปทำ มนุษย์ปรุงแต่ง

ยิ่งปรุงแต่ง ยิ่งพยายามทำให้ว่าง ยิ่งไม่ว่าง

เกิดภาวะแกว่งไปมาในทวิภาวะ ว่าง-ไม่ว่าง

ยิ่งทำจิตว่าง ยิ่งเป็นเป้านิ่ง สารพัดสิ่งเข้าปรุง

ว่าง ไม่ว่าง เกิดแล้วดับ ตามสัจธรรม

ไม่ต้องทำจิตว่าง

ยิ่งทำจิตว่าง ความไม่ว่างยิ่งเข้ามา

ก่อเกิดหยาง หยินก็เกิดด้วย

เมื่อพยายามทำความว่าง ความไม่ว่างก็เกิดด้วย

ไม่ต้องทำจิตว่าง

ไปทำจิตว่างให้เกิด ก็ไม่พ้นความดับของจิตว่าง

จิตว่างเกิดแล้ว ก็ต้องดับตามธรรมชาติ

จิตว่างนั้นเลยเกิดดับ เป็น “วัฏฏะ” ไม่นิพพาน

ไม่ต้องทำจิตว่าง

เพราะทำจิตว่างแล้ว เกิดวัฏฏะแห่งความว่าง-ไม่ว่าง

ไม่ต้องทำจิตว่าง จิตจึงตรงนิพพาน

ความว่างถ้าจะเกิด ก็เกิดเอง ดับเอง

เมื่อปล่อยให้ความว่างเกิดเอง ดับเองอย่างนี้

จิตเห็นตรงว่าสรรพสิ่งเกิดเองดับเองอย่างนี้

จิตก็ตรงนิพพาน จิตย่อมหลุดพ้นวัฏฏะ

เพราะไม่ไปสร้าง ไปทำ ไปก่อเกิดอะไรนั่นเอง

การทำงานด้วยจิตว่าง ไม่ต้องทำจิตว่าง

ทำงานไปตามธรรมชาติ จิตว่างเกิดเอง

จิตว่างเกิดขึ้นเอง ก็ดับลงไปเอง ไม่เที่ยง

ไม่ต้องยึดจิตว่าง ไม่ต้องว่างตลอดก็ได้

เมื่อจิตว่างไร้การปรุงแต่งเองแล้ว

ยกจิตขึ้นพิจารณาสภาวะนั้นๆ ฉับพลัน

ย่อมเห็นแจ้งตรงนิพพานฉับพลัน

คือ นิโรธฉับพลันนั้นเอง

นี่คือ จิตว่างเองไม่ได้ทำจิตว่าง

ยิ่งทำจิตว่าง จิตยิ่งไม่ว่าง

ยิ่งไม่ทำจิตว่างหรือไม่ว่าง ก็ดับไปเองง่ายๆ

ไม่ต้องทำจิตว่าง จิตก็ว่างได้ไม่ต้องทำ

.............................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง ไร้โลกียะ ก็ไร้โลกุตระ

การพยายามเข้าสู่โลกุตระ

สร้าง, ทำ, กำหนด ฯลฯ

เหล่านี้ คือ การปรุงแต่ง

ไม่อาจเข้าถึงได้แท้จริง

ที่สุดของโลกียะ คือ โลกุตระ

การเข้าสู่โลกุตระ คือ การทำโลกียะให้สุดที่

เมื่อสุดที่ของโลกียะแล้วย่อมหาโลกียะไม่ได้อีก

ดังนี้ ที่เหลือก็มีแต่โลกุตระแต่อย่างเดียว

การพยายามทำให้เป็นโลกุตระนั้น ไม่เป็นธรรมชาติ

บ้างพยายามทำตัวให้เหมือนพระอรหันต์

บ้างพยายามกำหนดจิตให้ว่างไร้ตลอดเวลา

แต่การสร้างทำนั้น ไม่ใช่ธรรมชาติที่แท้จริง

การพยายามทำสมาธิ นั้นไม่เป็นธรรมชาติ

การพยายามถือศีล นั้นไม่เป็นธรรมชาติ

การพยายามทำความดี นั้นไม่เป็นธรรมชาติ

คนมีกิเลสเป็นธรรมชาติ จงใช้กิเลสให้สุดที่จะใช้

กิเลสและทุกข์ เป็นเหตุปัจจัยให้แก่กัน

เพราะมีกิเลสและทุกข์ จึงรู้ชัดถึง “สมุทัย”

เมื่อพรางกิเลสและทุกข์ไว้ ก็มองไม่เห็น “สมุทัย”

จงปล่อยให้กิเลสและทุกข์พาไปตรงทางอริยสัจสี่

คนที่ทุกข์เพราะตนเองมีกิเลส จึงรู้สมุทัยชัด

รู้ชัดว่าตนเองแน่ละเป็นสาเหตุแห่งทุกข์

รู้ชัดว่ากิเลสของตนนี่ละ นำทุกข์มาให้

คนแบบนี้ ถึงจะพร้อมบรรลุธรรมแท้จริง

ขี้เหล้าที่จมอยู่ในกองทุกข์ บรรลุธรรมง่ายกว่าฤษี

ฤษีเพลิดเพลินในฌานสมาบัติ ยากออกจากภาวะนั้น

ขี้เหล้าที่จมอยู่ในกองทุกข์ อยากหลุดพ้นอยู่ตลอดเวลา

สัตว์โลกที่ยังมีสุขอยู่ จึงบรรลุยากกว่าที่ตกทุกข์อยู่

“ธรรมะอำพราง” คือ ความขี้ขลาดของผู้ปฏิบัติธรรม

ไปปฏิบัติธรรมเพื่ออำพรางกิเลสและความทุกข์ในตน

อำพรางกิเลสและความทุกข์ที่ตนมีอยู่ชั่วขณะ

นี่เรียกว่า “ธรรมะอำพรางธรรมะ”

ธรรมะย่อมไม่อาจก่อกำเนิดธรรมะ

อธรรมต่างหากที่ก่อให้เกิดธรรมะ

ที่สุดแห่งอธรรม หาอธรรมไม่ได้อีก

นั่นแหละ “ธรรมะ” จึงก่อเกิด

.................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง ไร้ปรัชญา ไร้นิกาย

จิตดำเนินไปจนถึงจุดดับสูญ ย่อมว่างเอง

จิตไม่ได้นำความว่างมาใส่ มาห่อหุ้ม

จิตไม่ได้นำความไร้มาปรุง ให้ไร้

ความว่างไร้ เกิดเองเป็นธรรมชาติ

ปรัชญา คือ หลักการและแนวคิด

ปรัชญา ยังไม่ใช่ธรรมชาติที่เกิดเอง

ปรัชญา เกิดเพราะการคิดการนึกเอา

พรรณนาความว่างไร้ นั้นเป็นปรัชญา

ความว่างไร้ที่เป็นปรัชญา ไม่ใช่เซน

เป็นแค่ปรัชญาที่สร้างขึ้นเพื่อเลียนแบบ

แต่สภาวะว่างไร้แบบปรัชญา ไม่ได้เกิดเอง

เป็นเพียงการจินตนาการถึงความว่างไร้

กองไฟที่ไหม้ถึงที่สุด ก็ดับเอง คือ เซน

น้ำที่ไหลจากที่หนึ่ง จนแห้งหมดเอง คือ เซน

รถที่วิ่งถึงที่สุด ไม่มีถนนวิ่งอีก คือ เซน

แต่ความว่างไร้ ไม่ใช่เซน

มี และ ไร้ เป็นของคู่

มีก่อเกิดไร้ ไร้ก่อเกิดมี

มี ไม่ใช่เซน ไร้ก็ไม่ใช่เซน

ที่สุดของมี หามีไม่ ที่สุดของไร้ หาไร้ไม่ คือ เซน

ว่าง และ ไม่ว่าง เป็นของคู่

เกิดและดับสลับกันไป ไม่เที่ยง

ว่าง ไม่ใช่เซน ไม่ว่าง ก็ไม่ใช่เซน

ว่างถึงที่สุด หาว่างไม่ ไม่ว่างถึงที่สุด ไม่ว่างก็หาไม่ คือ เซน

เกิด และ ดับ เป็นของคู่

สิ่งใดเกิด ย่อมต้องดับ ไม่ใช่เซน

เกิดและดับ เป็นวัฏฏะ ไม่หลุดพ้นวัฏฏะ

เกิดสุดเกิด หาเกิดไม่ได้ ดับสุดดับ หาดับไม่เจอ คือ เซน

เซนมีอยู่ในทุกสรรพสิ่ง ปรากฏแล้วแต่คนไม่ค่อยเห็น

อะไรก็ล้วนมีเซนได้ แต่ไม่ค่อยมีคนมอง

เซน ถูกห่อหุ้มด้วยปรัชญา และความเป็นนิกาย

เซน ที่เป็นธรรมชาติในทุกสรรพสิ่งนั้น คนไม่สนใจ

ปรัชญาย่อมไพเราะ น่าชื่นชม สนเท่ห์

นิกายย่อมยิ่งใหญ่ น่าศรัทธา ชวนเข้า

เซน ไม่ใช่ปรัชญา ไม่มีลัทธิและนิกาย

ก็ธรรมชาติเป็นปรัชญาหรือ? ธรรมชาติต้องอยู่ในนิกายหรือ?

........................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง ไร้ปิดบัง ไร้อำพราง

ปล่อยให้กิเลสและทุกข์แสดงตัวอย่างเป็นธรรมชาติ

นี่คือ การเริ่มต้นปฏิบัติธรรมคือทำให้เป็นธรรมชาติ

คนเราย่อมมีกิเลสและทุกข์เป็นเบื้องต้น เป็นธรรมดา

เรายอมรับความเป็นธรรมดานี้ว่าเป็น “ธรรมะ” หรือไม่

การพยายามกดข่มและอำพรางกิเลสและทุกข์ไว้

ไม่ใช่การปฏิบัติตรงทางธรรมะ ไม่เป็นธรรมชาติ

ธรรมชาติของปุถุชนย่อมมีกิเลสและทุกข์เป็นธรรมดา

ยอมรับตัวเองที่เป็นธรรมดานั้นก่อนว่าคือ “ธรรมะ”

ปล่อยให้กิเลสและทุกข์นำพาไปให้ถึงที่สุดก่อน

อย่าเพิ่งกลัว อย่าเพิ่งเอาธรรมะไม่แท้มาห่อหุ้ม

อย่าเพิ่งไปอ่านธรรมะมาพูดมากมายทั้งที่ยังไม่มีธรรมในตน

จนเป็นอย่างที่เป็นตามธรรมชาติ ธรรมดาของสัตว์โลก

เมื่อตนเองเป็นธรรมชาติ ธรรมะ ธรรมดาของสัตว์โลกแล้ว

ย่อมเห็นตนเอง ในฐานะที่ตรงไปตรงมา ไม่มีปิดบังอำพราง

เห็นตนเองชัดว่าเต็มไปด้วยกิเลสและทุกข์ ตรงไปตรงมา

เห็นชัดอย่างนี้ เรียกว่า เห็นธรรมชาติอย่างเป็นธรรมชาติ

คนที่เอาธรรมะของคนอื่นมาอำพรางตัว

เอาธรรมะในหนังสือมาห่อหุ้มตัว

เอาธรรมะจากการปฏิบัติที่ยังไม่แจ้ง มาครองตัว

เหล่านี้ ไม่ได้ปฏิบัติธรรมะ เพราะไม่เป็นธรรมชาติ

จงยอมรับธรรมชาติของตนเอง ว่ามีกิเลสและมีทุกข์

จงใช้กิเลสและทุกข์ไปตามธรรมชาติให้ถึงที่สุด

ถึงที่สุดแล้ว ย่อมไม่มีอีก นั่นแหละธรรมะ

ไม่ได้เกิดจากการสร้าง, ทำ, ปรุงแต่งแต่อย่างใดเลย

เถื่อน, ดิบ, ถ่อย, สถุล ฯลฯ ก็ล้วนเป็นธรรมะ

เป็นธรรมดา ธรรมชาติดิบเดิมแท้ของมนุษย์

ไม่มีการสร้าง, ทำ, กำหนด, เสแสร้งใดๆ

เป็นการเดินตรงสู่ธรรมะอย่างลัดสั้นที่สุด

 การพยายามสร้าง, ทำ, กำหนด, เจริญ ฯลฯ

ยังไม่ได้เป็นธรรมะ ไม่ได้เป็นธรรมดา ไม่ใช่ธรรมชาติ

สิ่งดีงามที่เกิดขึ้นนั้น ล้วนไม่ได้เกิดจากธรรมชาติแท้จริง

แต่เกิดจากการสร้าง, ทำ, กำหนด, เจริญ ฯลฯ

เมื่อเป็นธรรมชาติอย่างที่สุด ก็ทุกข์อย่างที่สุด

จงกล้าหาญและพร้อมที่จะเห็นสัจธรรมในข้อนี้

ยืดอกรับอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาให้ถึงที่สุด

ธรรมะอันบริสุทธิ์แท้จริงย่อมใกล้เข้ามา ทุกทีๆ

....................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง ไร้รูป ไร้นาม

แยกรูป แยกนาม จึงก่อเกิดรูป-นาม

เมื่อรูปนามเกิดแล้ว ก็ดับไป เป็นวัฏฏะ

วัฏฏะวนเวียนอยู่ ไม่จบสิ้น ไม่นิพพาน

เช่นนี้ จึงไม่ตรงนิพพานทั้งรูปและนาม

นักสร้าง สร้างรูป สร้างนาม ไว้ดูเล่น

เหมือนคนสร้างกระจกส่องกระจก

เอาเงากระจกมาสะท้อนกระจก

มายาภาพซ้อนมายาภาพกลับไปมา

นี่รูป นั่นนาม เกิดดับ วนไปในวัฏฏะ

วันทั้งวัน วนอยู่ในความเพียรจม

เกิดดับ เป็นวัฏฏะ ไม่จบสิ้น ไม่นิพพาน

จิตถูกพาวนในวัฏฏะ ไม่ตรงนิพพาน

นักสร้างรูป สร้างนาม สร้างมาเล่นกัน

ให้ฝ่ายหนึ่งถูกดู อีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ดู

จิตสร้างมายาภาพดูกันทั้งวัน ไม่ได้อะไร

เพียรจมในเกิดดับอยู่ จะตรงนิพพานได้อย่างไร

ไร้รูป ไม่ใช่ทำลายรูป ไม่ใช่สร้างรูป

แต่ไร้การสร้าง, รักษา หรือทำลายรูป

เมื่อไม่สร้างรูป รูปก็ไม่เกิด ดับก็ไม่ต้อง

รูปไม่เกิด รูปก็ไม่ดับ ไม่เกิดไม่ดับ ตรงนิพพาน

ไร้นาม ไม่ใช่ทำลายนาม ไม่ใช่สร้างนาม

แต่ไร้การสร้าง, รักษา หรือทำลายนาม

เมื่อไม่สร้างนาม นามก็ไม่เกิด ดับก็ไม่ต้อง

นามไม่เกิด นามก็ไม่ดับ ไม่เกิดไม่ดับ ตรงนิพพาน

ไร้รูป ไร้นาม ไม่ใช่ไม่มีอะไรเลย

แต่ไม่สร้างให้อะไร เป็นรูป อะไรเป็นนาม

อะไรก็ช่าง ไม่ใส่ความเป็นรูป-นามเสีย

รูปนามก็ไม่เกิด นี่จึงว่าไร้รูปไร้นาม

ไร้รูป ไร้นาม แต่สรรพสิ่งก็เป็นเช่นนั้นเอง

สรรพสิ่งไม่ถูกเรากำหนดให้เป็นรูปหรือนาม

สรรพสิ่งไม่ถูกเราสร้างให้เป็นรูปหรือนาม

เมื่อเป็นเช่นนั้นเองแล้ว ก็ไม่เกิด ไม่ดับ

ไม่ก่อเกิด ไม่สร้าง จึงไม่ต้องดับ

เมื่อไม่เกิดไม่ดับ ก็ไม่วนในวัฏฏะ

เมื่อไม่วนในวัฏฏะ จึงตรงนิพพาน

ไร้รูป ไร้นาม ตรงนิพพานอย่างนี้

.............................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง เป็นเช่นนั้นเอง

อะไรๆ ล้วนเป็นเช่นนั้นเอง

ไม่ต้องปรุงเติม ไม่ต้องแต่งเสริมเพิ่ม

ไม่ต้องอธิบาย ไร้เหตุ ไร้ผล ไม่ต้องสร้างเหตุผล

ล้วนเป็นเช่นนั้นเอง คือทางลัดตรงนิพพาน

เมื่ออธิบาย สิ่งที่อธิบายก็ขวางนิพพาน

น้อมจิตไปเพื่ออธิบายอะไร จิตก็ติดในเรื่องนั้น

ให้ความสำคัญกับอะไร ขยายความอะไร ก็ติดตรงนั้น

ขอนไม้ที่ไหลออกทะเล เพราะไม่ติดอะไร ทั้งฝั่งซ้ายและขวา

ไม่ติดทั้งฝั่งซ้ายและขวา คือ ไม่ติดโลก ไม่ติดธรรม

ไม่ติดทางโลก ไม่หลงโลกีย์ ไม่ก่อเวรกรรม

ไม่ติดทางธรรม ไม่หลงวนในกรรมฐาน ในไตรปิฎก ฯลฯ

ไม่ติดทั้งทางโลกทางธรรม ตรงนิพพานอย่างเดียว

ตรงนิพพานอย่างเดียว ไม่เร่ง ไม่รีบร้อน

ดุจเต่าเดินตรงไปข้างหน้าอย่างช้าๆ แต่ไม่หลงทาง

กระต่ายวิ่งเร็วแต่ออกนอกทางไปนอนเสียก่อน

ดังนี้ เดินตรงแม้ช้าก็ถึงเร็วกว่าใจร้อนแต่ออกนอกทาง

ตรงนิพพานอย่างเดียว คือ เป็นเช่นนั้นเอง

ไม่ปรุงแต่งเป็นอย่างอื่น จึงไม่มีเพิ่ม มีแต่ดับไปๆ

เมื่อดับไปเองถึงที่สุดไม่มีส่วนเหลือ ก็ตรงนิพพานอย่างเดียว

ดังนี้ เป็นเช่นนั้นเอง ไม่ปรุงเพิ่ม จึงเร็วลัดที่สุด

ยิ่งไม่เป็นเช่นนั้น ยิ่งไปอธิบาย ยิ่งออกนอกทาง

เพลิดเพลินอยู่กับเรื่องราวต่างๆ ข้างทาง

เพราะไปให้ความสำคัญกับของข้างทาง

ดังนี้ จึงออกนอกทาง ไม่ตรงนิพพาน

ดังนี้ อะไรก็ช่าง ล้วนเป็นเช่นนั้นเอง ไม่ต้องใส่ใจ

เมื่อไม่ใส่ใจแล้ว ก็หมดความสำคัญ ดับไปเอง

ดับเองไปทีละส่วน จนไม่มีส่วนเหลือให้ดับ

จิตตรงนิพพาน ไม่มีเกิด ไม่มีดับอีก

เป็นเช่นนั้นเอง จึงลัดสั้นตรงนิพพานที่สุด

ยิ่งอธิบายเพิ่ม ยิ่งเรียนรู้มาก ยิ่งไปไกล

ยิ่งออกนอกทางไปไกล ยิ่งห่างนิพพาน

ลัดสั้นตัดตรงเข้านิพพาน เป็นเช่นนั้นเอง

สรรพสิ่งหลอมรวมเป็นหนึ่งอยู่แล้วฉับพลัน

ด้วยอาการเป็นเช่นนั้นเอง เช่นกันทั้งหมด

ความเป็นเช่นนั้นเองจึงไม่ใช่ตัวตนของใคร

เพราะเป็นเช่นนั้นเอง เหมือนกันทั้งหมดดังนี้

.............................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง ไร้เช่นนั้นเอง

อะไรก็ช่างเถิด ไร้เช่นนั้นเอง

ไร้การปรุงแต่ง เป็นเช่นนั้นเอง

ไม่เป็นอะไร อย่างที่ใจคิดว่าเป็น

เป็นเช่นนั้นเอง ไร้เช่นนั้นเอง

เป็นนั่นเป็นนี่ เพราะไม่ไร้เช่นนั้นเอง

สรรพสิ่งถูกปรุงแต่งให้เกิดด้วยจิต

เมื่อเกิด ก็มีดับ วนเวียนเป็นวัฏฏะ

ไร้เช่นนั้นเอง จึงไม่เป็นอะไร เช่นนั้นเอง

ใจสร้างให้สรรพสิ่งเป็นนั่นนี่

ใจสร้างให้เกิด เมื่อมีเกิดก็มีดับ

วนเวียนเป็นวัฏฏะ เพราะเป็นตามใจคิด

ไม่เป็นไปตามใจคิด คือ “ไร้เช่นนั้นเอง”

เป็นเช่นนั้นเอง จึงไร้เช่นนั้นเอง

เพราะไม่ถูกสร้างให้เป็นอย่างใจคิด

จึงไร้เช่นนั้นเอง ไม่เกิด ก็ไม่ต้องดับ

ไร้การสร้างให้เป็น เป็นเช่นนั้นเอง

เป็นเช่นนั้นเอง เมื่อใจสร้างให้เป็น

เป็นเช่นนั้นเอง ก็จะไม่ไร้อีกต่อไป

ก่อเกิดสิ่งใหม่ๆ ตามใจสร้าง ไม่หลุดพ้น

เช่นนั้นเอง ไร้เป็นอะไร จึงหลุดพ้นได้

เป็นเช่นนั้นเอง ใจไม่สร้างให้เป็น

จึงไร้เช่นนั้นเอง เป็นเช่นนั้นเอง

เป็นเช่นนั้นเองแล้ว จึงไร้ไปเอง

ไม่มีเกิดอะไรใหม่ จึงไม่ต้องดับ

ไม่เกิด ไม่ดับ ไร้เช่นนั้นเอง ตรงนิพพาน

ไร้เช่นนั้นเอง เป็นเช่นนั้นเอง ไม่เกิด ไม่ดับ

เป็นเช่นนั้นเอง ไม่เป็นอย่างอื่น ไร้การปรุงเพิ่ม

ไม่มีการปรุงเพิ่ม ไม่เกิด ก็ไม่ต้องดับ ไร้เช่นนั้นเอง

ไม่มีการสร้างอะไรให้เป็นอะไร

ก็ไม่มีอะไรก่อเกิดเป็นอะไร

ก็ไร้การก่อเกิด ไร้เช่นนั้นเอง

ไม่เกิด ก็ไม่ต้องดับ ตรงนิพพาน เช่นนั้นเอง

เป็นเช่นนั้นเอง ไม่ได้สร้างให้เป็นอะไร

เป็นเช่นนั้นเอง จึงไร้ไปเช่นนั้นเอง

ไม่เกิดอะไรใหม่ ก็ไม่ต้องดับอะไรอีก

ไร้เช่นนั้นเอง ไม่เกิด ไม่ดับ นิพพาน

.............................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง ธรรมไร้จำกัด

อะไรก็ช่างเถิด ธรรมหมด

อะไรก็ช่างเถิด ดับหมด

อะไรก็ช่างเถิด หลอมรวมหมด

หลอมรวมไว้ในธรรมจนดับหมด

ยิ่งไปให้ความสำคัญ นี่ นั่น ยิ่งเป็นภาระ

ให้ความสำคัญกับอะไร สิ่งนั้นกลายเป็นมายา

หลอกหลอนเกิด-ดับ ให้คอยดู คอยกำหนดไม่สิ้น

ลมหายใจ, พุทธโธ, สติ, จิต ฯลฯ ก็อะไรก็ช่าง ธรรมหมด ดับหมด

ไม่ธรรมหมด ก็ไม่หมดธรรม ธรรมไม่ดับ ธรรมก็ไม่เกิด

อะไรก็ธรรมหมด อะไรก็ดับหมด ธรรมดับหมด ธรรมเกิด

อะไรก็ช่าง ไม่ต้องไปให้ความสำคัญ ปล่อยไป ให้ดับหมด

ดับหมดเองอย่างเป็นธรรมชาติ นี่แหละ ธรรมไร้จำกัด

ไม่ต้องไปใสใจ ไม่ต้องไปสนใจ ธรรมหมด

ยิ่งสนใจอะไร ยิ่งคับแคบ มีธรรมเท่านั้น

มีธรรม ก็ต้องมีอธรรม เกิดคู่กันเป็นทวิภาวะ

ดูจิต จิตเป็นธรรม อย่างอื่นกลายเป็นอธรรม

ไม่ดูจิต ไม่ดูอะไร อะไรก็ธรรมหมด ธรรมไร้จำกัด

ธรรมไร้จำกัด ดับหมด ธรรมเกิดไร้จำกัด

ยิ่งไปจำกัดธรรม ธรรมยิ่งคับแคบ

จำกัดให้ดูนั่นดูนี่ กำหนดนั่น กำหนดนี่

อะไรก็ธรรม อะไรก็ดับ ธรรมไร้จำกัด

ธรรมจำกัด ไปจำกัดให้ดู, ฝึก, กำหนด ในรูปแบบนั้นๆ

ธรรมจำกัด จึงมีศัตรูเป็นอธรรมจำกัด ต่อสู้กัน

เกิด-ดับไม่จบสิ้น เป็นวัฏฏะ ไม่ตรงนิพพาน

ธรรมไร้จำกัด อะไรก็ธรรม อะไรก็ดับ

เมื่อไปทำจำกัด จำกัดให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้

จึงเป็นธรรมจำกัด ไม่ใช่ธรรมไร้ประมาณ

จึงคับแคบ ไม่อาจถึงที่สุดแห่งสรรพสิ่งได้

อะไรก็ช่างเถิด ธรรมหมด ดับหมด

อะไรก็ช่างเถิด ไม่ต้องไปกำหนด จำกัด

ยิ่งไปกำหนด ไปจำกัด ธรรมยิ่งคับแคบ

ธรรมไม่คับแคบ ไร้ประมาณ คือ ธรรมไร้จำกัด

อะไรก็ธรรม เพราะไม่ทำ ธรรมเป็นเอง

อะไรก็ธรรม อะไรก็ไม่ทำ เกิดเอง จึงดับเอง

อะไรก็ธรรม อะไรก็ไม่จำกัด ธรรมจึงไม่จำกัด

ธรรมไร้จำกัด ล้วนเกิดเอง ดับเอง เป็นเช่นนี้เอง

.............................................................................



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
เจ้าทึ่ม วันที่ : 02/06/2010 เวลา : 16.34 น.
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=atarimae8

เราคือม้าทรง
ม้าทรงก็คือเรา
เราก็คือเรา
ม้าทรงก็คือม้าทรง

เราคือเบื้องบน
เบื้องบนก็คือเรา
เราก็คือเรา
เบื้องบนก็คือเบื้องบน

เมื่อเรายังมีอุปทานอยู่
เราย่อมลิขิตชีวิตตนเอง
หากยอมให้ผู้อื่นมาลิขิต
เราจะเอาอุปทานไว้ทำไม

เมื่อเราสิ้นอุปทาน
ธรรมก็เป็นธรรม

ปรารถนาในพระนิพพานของเพื่อนรักเป็นอย่างยิ่ง

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
จ่าจินต์ วันที่ : 02/06/2010 เวลา : 11.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jawee
@..จ่าจินต์...ตำรวจบ้าบุญ..เล่ม 2...คลอดแล้วครับ..พิมพ์จำนวนจำกัด..@

เข้ามาอ่าน..
แล้วจะกลับไปอ่านที่บ้านอีกรอบครับผม..

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน