*/
  • physigmund_foid
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-03-05
  • จำนวนเรื่อง : 33
  • จำนวนผู้ชม : 43027
  • จำนวนผู้โหวต : 32
  • ส่ง msg :
  • โหวต 32 คน
วันศุกร์ ที่ 11 มิถุนายน 2553
Posted by physigmund_foid , ผู้อ่าน : 808 , 09:19:13 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง ผู้มีธรรมนั่นแหละที่ไม่มีธรรม

 

สรรพสิ่งเป็นธรรมะ ธรรมชาติอยู่เองแล้ว

ไม่มีสิ่งใดที่ไม่ใช่ธรรม แล้วใครเล่าที่ไม่มีธรรม?

ในเมื่อทุกคนก็เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งอยู่แล้ว

มนุษย์ทุกคนทั้งดีและเลวก็ล้วนเป็นธรรมะในตัวอยู่เองแล้วทั้งสิ้น

 

ก็ “ผู้มีธรรม” นั่นแหละ ที่ไม่มีธรรม

ด้วยผู้มีธรรมนี้แหละ คือ สิ่งแปลกปลอม

คือ การปรุงแต่ง การแต่งตั้ง การยกย่อง

รวมกันเป็น “ผู้มีธรรม” นี้ จะเป็นธรรมชาติได้อย่างไร

 

ดังนี้ ตัวเขาเองก็เป็นธรรมะ ธรรมชาติ

แต่ความเป็นผู้มีธรรมนั่นแหละ ที่ไม่ใช่ธรรม

เป็นสิ่งปรุงแต่ง สมมุติ ขึ้นมาแต่ภายหลัง

คนหลงผู้มีธรรม จึงไม่พบธรรมในตัวเขาที่แท้จริง

 

ไปหาผู้มีธรรม คือ ไปหาสมมุติ ไม่ได้ไปหาธรรมชาติ

ไปหาธรรมชาติ สิ่งที่เขาเป็น อย่างที่เขาเป็น ธรรมชาติของเขา

ไม่จำเป็นต้องดูดี, น่าศรัทธา, น่าเลื่อมใส, จริยาวัตรงดงาม

เมื่อไม่ไปหาผู้มีธรรมอย่างนี้ จึงเรียกว่าไปหาธรรม

 

ไปหาคนทรง ทรงจิตวิญญาณมีธรรม

ไปหาคนทรง พบสมมุติเป็นคนทรง

แต่ไม่ยอมรับธรรมชาติแท้ที่เขาเป็น

จึงไม่เห็นธรรมชาติแท้ของเขานั้น

 

สรรพสิ่งล้วนเป็นธรรมชาติอยู่แล้วทั้งสิ้น

สัจธรรมย่อมมีปรากฏในสรรพสิ่งแล้วทั้งสิ้น

บุคคลแสวงหาผู้มีธรรม ได้พบแต่สมมุติ

เพราะจิตยังยึดว่าจะได้พบ “ผู้มีธรรม”

 

ธรรมชาติของมนุษย์ย่อมมีความหลากหลาย

เป็นตัวของเขาเอง ธรรมชาติแบบเขาเอง

น้ำก็แบบหนึ่ง, ลมก็แบบหนึ่ง, ไฟก็แบบหนึ่ง

จะให้ธรรมชาติเปลือกนอกเหมือนกันได้อย่างไร

 

สัจธรรมคือแก่นแท้ที่ซ่อนอยู่ภายในของสรรพสิ่งนั้น

ผู้ที่รู้แจ้งแล้วย่อมเห็นและเป็นอย่างเดียวกัน

แม้เปลือกนอกจะแตกต่างกันอย่างไรก็ตาม

สัจธรรมก็ยังคงเป็นสากล คือ สัจจริงเสมอ

 

นี่คือผู้สำเร็จธรรม นี่เป็นผู้ไม่สำเร็จธรรม

ด้วยจิตคิดอย่างนี้จึงไม่เห็นธรรมชาติแท้ของบุคคล

ดังนี้ แม้พบพระอรหันต์ก็ไม่อาจบรรลุธรรมได้

เพราะมองหาแต่ผู้มีธรรม แต่ไม่มองธรรมชาติอย่างเป็นจริง

 

.........................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง เซนกับขอนไม้ลอยน้ำ

 

ขอนไม้ลอยไปตามแม่น้ำ

หากติดฝั่งแม่น้ำ ซ้ายหรือขวา

ขอนไม้ที่ติดฝั่งแล้วย่อมดำเนินต่อไปไม่ได้

แล้วขอนไม้นั้น จะลอยน้ำออกสู่ทะเลได้อย่างไร

 

ขอนไม้ที่ลอยน้ำอยู่ไม่เข้าฝั่งซ้ายหรือขวา

ไม่นิยมขั้วบวกหรือลบ ดีหรือเลว ถูกหรือผิด

เป็นขอนไม้ที่ลอยอยู่แต่กลางสายน้ำเท่านั้น

แม้ไม่ได้ออกแรงอะไรเลย ย่อมออกสู่ทะเลได้

 

วิถีจิตก็เช่นเดียวกับขอนไม้นั้น

เพื่อไม่ติดทั้งฝั่งซ้ายและขวาแล้ว

คือ ดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติ

ให้วิบากกรรมทั้งดีและชั่วชำระไปเอง

 

จิตที่ดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติ

มีวิบากกรรมดีและชั่วขับดันชำระไป

ไม่ก่อกรรมออกแรงด้วยอุปทานต่างๆ

ย่อมดำเนินทางตรงไม่ติดฝั่งซ้ายและขวา

 

เมื่อขอนไม้ยังลอยอยู่ในน้ำไม่ออกสู่ทะเล

ย่อมไม่มั่นใจได้ว่าจะออกสู่ทะเลได้หรือไม่

เมื่อขอนไม้ลอยอยู่ปากอ่าวแล้ว จึงมั่นใจได้

ว่าตรงสู่ทางหลุดพ้น ออกสู่ทะเลแน่นอน

 

วิถีจิตก็เป็นเช่นนั้น เมื่อยังไม่เห็นทะเล ก็ไม่มั่นใจ

เมื่อยังไม่เข้าสู่ภาวะนิโรธได้ ก็ไม่ตรงนิพพาน

แม้เดินทางสายกลางมาโดยตลอดก็ตาม

ดังนี้ จึงต้องรอให้วิบากต่างๆ ที่บดบังหมดสิ้นไป

 

วิบากต่างๆ ที่บดบัง อุปมาดั่งคุ้มน้ำที่โค้งไปมา

เมื่อหมดสิ้นโค้งน้ำแล้ว มีแต่ทางน้ำทอดตรงสู่ทะเล

ย่อมเห็นทะเลอยู่ไกลๆ นั่นแหละ อุปมาคือ นิโรธ

จะถึงนิโรธได้ ต้องชำระวิบากกรรมที่บดบังให้หมดก่อน

 

สายน้ำที่ขับดันให้ขอนไม้ไหลไปนั้นอุปมาดั่งกิเลสและทุกข์

ที่คอยหนุนเนื่องเชื่อมโยงขับดันอยู่ตลอดเวลา

ขาดซึ่งกิเลสและทุกข์แล้ว จิตก็ไม่ตรงอริยสัจ

องค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้ มีอยู่เองแล้วตามธรรมชาติ

 

ปล่อยขอนไม้ให้ล่องลอยไปตามธรรมชาติ

ไม่ติดทั้งฝั่งซ้ายและขวาให้ได้ก่อน

จึงเป็นทางตรง สายกลางสู่ทางหลุดพ้น

ถึงวาระเมื่อใด พระรัตนตรัยย่อมปรากฏเอง

 

.........................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง เซนกับหยดน้ำบนใบบัว

 

หยดน้ำบนใบบัวกลิ้งไปมาหาเปียกไม่

ใบบัวไม่เปียกน้ำ น้ำเกาะใบบัวไม่ติด

สุดท้าย หยดน้ำนั้นก็กลิ้งออกไป

เซน ก็เหมือนหยดน้ำกับใบบัวนั้น

 

หยดน้ำปรับตัวเองไปตามสภาวะ

ใบบัวเป็นอย่างไร หยดน้ำก็ปรับตาม

แต่หยดน้ำมิได้ติดใบบัวแม้แต่น้อย

เหมือนกิเลสไม่ติดใจ ผู้เข้าถึงเซนฉะนั้น

 

เซนใช้กิเลสเป็นเครื่องมือ เป็นดั่งยาแก้พิษ

แต่กลับไม่ถูกพิษทำร้าย ไม่ได้รับภัยจากกิเลส

ดุจดั่ง ใบบัวไม่แปดเปื้อนด้วยหยดน้ำฉะนั้น

ดังนี้ เซน จึงเหมือนหยดน้ำกับใบบัว

 

จิตประภัสสร แม้มีกิเลสมาจรเป็นครั้งคราว

แต่กิเลสนั้นก็ไม่อาจงอกงามหรือติดใจได้อีก

เมื่อจรเข้ามา ก็จรออกไป ไม่อาจอยู่ได้ตลอดไป

ดุจ หยดน้ำที่ตกลงบนใบบัวไม่อาจยึดติดใบบัวได้ฉะนั้น

 

จิตวิญญาณที่มีกิเลสจรมาจรไปผ่านกายสังขาร

ดุจ หยดน้ำที่หยดลงใบบัว ไหลผ่านใบบัวฉะนั้น

หยดน้ำไม่อาจยึดติดใบบัวได้ สุดท้ายก็ไหลไป

จิตวิญญาณที่เข้ามาแทรกทั้งหลาย ก็เป็นเช่นหยดน้ำนั้น

 

จิตวิญญาณที่เข้าแทรกยั่วยุเราทั้งทางบวกและลบ

ให้เราคิด, กระทำ, สื่อสารในรูปแบบต่างๆ

เพื่อก่อธรรมารมณ์ให้เป็นกรรมสะสมที่มากพอ

เมื่อกรรมสะสมมากพอ จิตวิญญาณก็เข้าแทรกเราได้

 

ดุจ หยดน้ำบนใบบัวที่พยายามกลิ้งกลอกไปมา

เพื่อหาจุดอ่อนช่องว่างที่จะยึดเกาะบนใบบัวนั้น

เมื่อใบบัวไม่มีจุดเชื่อมต่อกับหยดน้ำ ย่อมไม่เปียก

จิตประภัสสร แม้มีจิตวิญญาณมาจรก็ไม่ติดกันฉะนี้

 

ผู้ฝึกจิตดีแล้ว มักมีจิตวิญญาณจรมาขออาศัย

จิตวิญญาณเหล่านั้นอาศัยบารมีธรรมเพื่อหลุดพ้น

บ้างเป็นเจ้ากรรมนายเวรเข้ามาขวางทางธรรม

เมื่อจิตเป็นดั่งใบบัว ย่อมไม่แปดเปื้อนหยดน้ำนั้น

 

หยดน้ำมากมายกลอกกลิ้งแพรวพราวบนใบบัว

จากหยดหนึ่งไปสู่หยดหนึ่ง ตามวาระแล้วจากไป

เมื่อใจเราเป็นดั่งใบบัว จิตวิญญาณก็ยึดติดร่างกายไม่ได้

จิตไม่ยึดกาย กายไม่ยึดจิต เหนือจิต เหนือกาย คือ “อธิจิต”

 

.........................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง เซนกับน้ำหยดลงหิน

 

หินเป็นของแข็ง น้ำเป็นของอ่อนหยุ่น

หินกระทบน้ำ น้ำยืดหยุ่นกลับคืนสภาพ

น้ำกระทบหิน นานวันหินยังต้องกร่อน

เซน ก็เป็นดั่งน้ำกระทบหยดลงหินนั้น

 

อาศัยทุกขัง คือ แรงกระทบกระทั่ง

นานวันเข้า จิตย่อมดำเนินตามมรรคา

สู่อริยสัจสี่ ทุกข์, สมุทัย, นิโรธ, มรรค

ดั่งสายน้ำหยดลงหินทุกวันๆ

 

หินเปรียบดั่งใจคนที่หยาบกระด้าง

แข็งทื่อด้วยความยึดมั่นในทิฐิของตน

น้ำเปรียบดั่งทุกขังที่เข้ากระทบทุกวี่วัน

ทุกขังนั่นแหละ คือ ธรรมะที่สอนใจ

 

เซนใช้ทุกขังเข้ากระทบใจคน

คนย่อมไม่พอใจเซนด้วยการฉะนี้

พูดแล้วไม่เข้าหู รู้สึกทุกข์รำคาญใจ

ด้วยเพราะเซนใช้น้ำเข้ากระทบหิน

 

จิตใจคนที่ไม่ถูกกระทบกระทั่งบ้างเลย

ย่อมไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ขึ้นได้

เอาแต่เช็ด แต่ลูบ ปลอบใจไปวันๆ

ไม่เรียนรู้ทุกขัง ย่อมไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

 

เซน เป็นดั่งน้ำหยดลงหินที่แข็งกระด้าง

หยดลงทีละหยด ทุกวันๆ อย่างต่อเนื่อง

กระทบใจคนที่หยาบกระด้างให้ค่อยกร่อน

ทำลายสักกายทิฐิของคนลงได้ด้วยธรรมธารา

 

เซน ที่เป็นดั่งค้อนทุบหิน ก็มีเช่นกัน

เมื่อหินกระทบค้อน ก็สะท้อนแรงกลับ

ย่อมบาดเจ็บกันทั้งคู่ สุดท้ายก็ต้องหยุด

หินไม่อาจถูกย่อยสลาย แต่จำต้องเลิกราเสียก่อน

 

อาจารย์สอนเซน ที่แข็งกร้าว ไม่อาจถ่ายทอดธรรมได้นาน

ศิษย์ที่ขาดความศรัทธาย่อมกระทำตอบโต้รุนแรง

แม้แต่อาจารย์เซนเองอาจได้รับภัยจากศิษย์นั้น

ดังนี้ อาจารย์เซนเป็นดั่งน้ำหยดลงหินพึงดี

 

น้ำหยดลงหิน ทุกวัน หินมันยังกร่อน

ผู้ถ่ายทอดธรรมแบบเซนเพียรพยายามสม่ำเสมอ

ใจคนที่แข็งกระด้าง ย่อมค่อยๆ สลายลงไปตามกาลเวลา

เซน จึงเป็นดังน้ำหยดลงหิน ด้วยประการฉะนี้

 

.........................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง เซนกับนักวาทะ

 

นักวาทะรู้จักใช้ภาษาอย่างช่ำชอง

จึงใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสร้างมายาภาพ

แต่เขาไม่ได้เรียนรู้การค้นพบสัจธรรม

ภาษาที่เขาสื่อสาร ล้วนเป็นแต่สมมุติบัญญัติ

 

นักวาทะมาอ่านเซน ก็พยายามเลียนแบบ

เขาฝึกใช้ภาษาในแบบเดียวกับเซน

จึงมีลีลาที่ฉวัดเฉวียน พลิกแพลงกลับกลอก

แต่แก่นแท้กลับหาสัจธรรมไม่ได้เลย

 

เซนไม่ใช่นักวาทะ ไม่เก่งภาษา

แต่จำเป็นต้องใช้ภาษาเพื่อสื่อสาร

สื่อถึงสัจธรรมที่ค้นพบด้วยตนเอง

อันยากแก่การอธิบายด้วยภาษา

 

การอธิบายของเซนจึงทำให้งุนงง

เนื่องจากไม่ชำนาญในการใช้ภาษา

กลายเป็นลีลาการใช้ภาษาแบบใหม่

นักวาทะเห็นเข้าจึงเข้ามาเลียนแบบ

 

ทำอย่างไรจึงจะแยกแยะเซนกันนักวาทะได้

เมื่อเราพบนักวาทะที่อ้างตัวว่าถ่ายทอดวิถีเซน

เราจะสามารถแยกแยะและเท่าทันหรือไม่

เนื่องจากนักวาทะเลียนแบบภาษาเซนได้เก่ง

 

นักภาษารู้จักแต่ใช้ภาษาแต่ไม่รู้วิธีค้นหาสัจธรรม

เซนเป็นผู้ค้นหาสัจธรรมและค้นพบสัจธรรมนั้น

ดังนี้ ในภาษาของเซนจึงมีแก่นแท้ซ่อนอยู่

แต่ในภาษาของนักวาทะกลับไม่มีแก่นสารใดเลย

 

ผู้บรรลุเซนย่อมเข้าใจถึงวิถีจิตอย่างดียิ่ง

ย่อมเข้าใจถึงมรรควิธีในการฝึกจิตดียิ่ง

ย่อมเข้าใจถึงมรรควิธีที่ไม่ต้องฝึกอะไรเลย

แต่นักวาทะไม่มีความเข้าใจเรื่องนี้อย่างแท้จริง

 

นักวาทะอ่านงานเขียนของเซนเพื่อเลียนแบบ

แล้วเขาได้เขียนวรรณกรรมแนวเซนขึ้น

ผู้คนคิดว่าเขาได้บรรลุเซนแล้ว แต่ไม่ใช่

นักวาทะ ย่อมแตกต่างจากอาจารย์เซน

 

อาจารย์เซนย่อมเข้าใจวิถีจิตดียิ่ง

ท่านอ่านวิถีจิตของศิษย์ได้อีกด้วย

จึงสามารถสอนจิตสู่จิตแก่ศิษย์ได้

แต่นักวาทะไม่สามารถทำได้เลย

 

.........................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง เซนกับนักมายากล

 

นักมายากล สามารถหลอกล่อผู้คนได้

อาศัยกลวิธีในการแสดงต่างๆ

ทำให้ผู้คนทึ่งตะลึงในการแสดงนั้น

ผู้ฟังได้ความสนุกสนานเพลิดเพลินกลับไป

 

เซน หลอกล่อผู้คนให้ออกจากการยึดติด

อาศัยกลวิธีการสื่อสารทั้งที่มีภาษาและไม่มี

ทำให้ศิษย์ทึ่งตะลึงในฉับพลันที่พร้อมอยู่นั้น

ศิษย์ได้ปัญญาสว่างไสวโผล่งออกมา ไม่ใช่ความสุข

 

เซนมีเปลือกนอกคล้ายดั่งนักมายากล

แต่จุดมุ่งหมายของเซนกับนักมายากลต่างกัน

เซนมีจุดมุ่งหมายให้ศิษย์ออกจากการยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดๆ

แต่นักมายากล มีจุดมุ่งหมายให้เกิดความบันเทิงเริงใจ

 

ผู้ศึกษาเซน เห็นเซนเป็นดั่งมายากล

เขาทึ่งตะลึงและนิยมชมชอบดังงานศิลป์

แต่เขาไม่อาจเข้าถึงเซนได้อย่างแท้จริง

เนื่องจากเห็นเซนเป็นดั่งนักมายากลเท่านั้น

 

อาจารย์เซนมากด้วยอุบายการหลอกล่อ

เพราะความจริงไม่อาจหยิบยื่นให้กันได้

จึงต้องหลอกล่อให้ศิษย์พบความจริงด้วยตนเอง

ดังนี้ อาจารย์เซนจึงเหมือนนักมายากล มากด้วยอุบายหลอกล่อ

 

อุบายหลอกล่อ ไม่ใช่สัจธรรมความจริง

แต่สามารถกระตุ้นให้ศิษย์เข้าถึงสัจธรรมได้

เนื่องเพราะสัจธรรม มิอาจหยิบยื่นให้แก่กันโดยตรง

มันย่อมมีเอง เกิดเอง และดับเอง ในสรรพสิ่งนั้น

 

มีใครคว้าเอาเปลวไฟหยิบยื่นให้ท่านได้หรือ?

สัจธรรมก็เป็นดั่งเปลวไฟนั้น ไม่อาจหยิบยื่นให้กันได้

เปลวไฟเป็นดั่งมายาภาพ เมื่อจุดก็สว่าง เมื่อดับก็มืด

ผู้ใดอยากเห็นเปลวไฟ เขาพึงจุดมันขึ้นมาด้วยตนเอง

 

นักมายากลผู้เล่นไฟ แสดงไฟให้คนดูได้

แต่เขาไม่สามารถทำให้คนดูจุดไฟแห่งปัญญาขึ้นเองได้

อาจารย์เซน แสดงไฟให้ศิษย์ดูและสอนให้จุดไฟแห่งปัญญาด้วยตนเอง

อาจารย์เซน จึงมีเปลือกนอก คล้ายนักมายากลผู้เล่นไฟนั้น

 

อาจารย์เซน เป็นดั่งนักมายากล ผู้เล่นไฟ

หลอกล่อให้ศิษย์รู้จักจุดเปลวไฟแห่งปัญญาขึ้น

อาจารย์จุดเปลวไฟหลอกล่อให้ศิษย์อึ้งตะลึง

แต่ไม่อาจหยิบยื่นเปลวไฟของตนให้แก่ศิษย์ได้

 

.........................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง เซนกับนักวิทยาศาสตร์

 

นักวิทยาศาสตร์ไม่เชื่อสิ่งใดก่อนจะเห็นผลการทดลอง

แต่เขาก็เชื่อใน “สมมุติฐาน” เบื้องต้นก่อนทดลอง

เชื่อ แต่ไม่ยึดมั่น เพื่อให้การทดลองเกิดขึ้นได้

เซนก็เหมือนนักวิทยาศาสตร์นั้น

 

นักวิทยาศาสตร์ทำความสะอาดเครื่องมือให้หมดจด

จากนั้นจึงตั้งสมมุติฐานแล้วดำเนินการทดลอง

เมื่อผลการทดลองออกมาชัดแจ้ง จึงเชื่อ

ในความเชื่อนั้นก็มีระดับความน่าเชื่อถือเป็นเปอร์เซ็นต์ด้วย

 

เซน ก็เป็นเหมือนนักวิทยาศาสตร์นั้น

แต่เซนใช้ “จิตประภัสสร” เป็นเครื่องมือทดลอง

ใช้ “ธรรมชาติเดิมแท้” เป็นสารตั้งต้นในการทดลอง

ใช้ “เวลาที่ดำเนินไป” เป็นตัวกระตุ้นกระบวนการทางธรรมชาติ

 

ธรรมชาติเดิมแท้ไม่ถูกรบกวนด้วยตัวแปรใดๆ

มีแต่เวลาที่ดำเนินไปข้างหน้าอย่างเดียวเท่านั้น

สุดท้าย ธรรมชาติเดิมแท้แสดงธรรมเปิดเผยตัวตน

เห็นการเกิด-ดับ สลับกัน เป็นไปอย่างนั้นเองตามธรรมชาติ

 

บทสรุปของเซน แตกต่างจากนักวิทยาศาสตร์

นักวิทยาศาสตร์สรุปตัวแปรต้น ตัวแปรตาม มีเหตุและผล

เซน มีบทสรุปที่ไม่เนื่องด้วยเหตุและผล ไม่มีตัวแปรต้นตัวแปรตาม

มีแต่สรรพสิ่งทั้งมวลเป็นธรรมชาติเดิมแท้ที่เกิดแล้วดับไปเองเท่านั้น

 

เซน มีกระบวนการเรียนรู้ไม่ต่างจากนักวิทยาศาสตร์

แต่มีสมมุติฐานแตกต่างไปจากนักวิทยาศาสตร์

การทดลองจึงออกมาแตกต่างกันด้วยเหตุนี้

เซน ทดลองเหมือนไม่ทดลอง ปล่อยไปตามธรรมชาติ

 

จิตประภัสสร เป็นเครื่องมือศึกษาธรรมชาติเดิมแท้

เมื่อใดมีกิเลสมาจร ก็บดบังธรรมชาติเดิมแท้ได้

เมื่อกิเลสดับสูญลงชั่วคราวนั้น คือ โอกาส

การพิจารณาธรรมตามจริงก็เกิดในฉับพลัน

 

การทดลองของเซนจึงเกิดได้ทุกที่ ทุกเวลา

ไม่จำกัดอยู่ในห้องทดลองหรือช่วงเวลาใดๆ

เซน อาศัยจังหวะ “สุญตา” เป็นสำคัญ

ถึงจังหวะเมื่อใดพิจารณาธรรมเมื่อนั้น

 

เมื่อจิตประภัสสรไม่มีกิเลสมาจรแล้ว

ประดุจดั่งเครื่องมือทดลองที่สะอาด

ผลการทดลองที่ออกมาย่อมน่าเชื่อถือ

เซน เหมือนนักวิทยาศาสตร์ด้วยประการฉะนี้

 

.........................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง เซนกับพนักงานสอน

 

พนักงานสอนมีหน้าที่สอน

เมื่อสอนเสร็จก็จะได้เงินเดือน

ผู้มาเรียนได้ผลหรือไม่ ไม่สำคัญ

พนักงานสอนก็มีหน้าที่สอนไป

 

พนักงานสอนต่างจากครูบาอาจารย์

พวกเขาขาดจิตที่ต้องการให้ศิษย์มีปัญญา

เขาไม่สนว่าศิษย์จะมีปัญญามากขึ้นหรือไม่

เขาสนใจแต่ว่าเขาได้ทำหน้าที่ที่ได้รับการจ้างมาแล้ว

 

พนักงานสอนเป็นได้แต่ลูกจ้างคนหนึ่ง

เขาไม่อาจควรได้รับการยกย่องว่าเป็นครู

ด้วยเพราะขาดจิตวิญญาณของความเป็นครู

ทำหน้าที่ตามระบบไปวันๆ เช้าชามเย็นชาม

 

ครูเป็นผู้มีใจหนักแน่นอดทนต่อลูกศิษย์

เพื่อให้ศิษย์ได้มีปัญญาแจ้งอย่างแท้จริง

ครูหนักแน่นอดทนต่อศิษย์ที่ไม่มีปัญญา

เพื่อทำให้ศิษย์นั้นมีปัญญาสว่างไสวขึ้น

 

เซน ย่อมแตกต่างจากพนักงานสอน

เนื่องจากมิได้กระทำเพราะถูกจ้างให้สอน

แต่กระทำไปเองอย่างเป็นธรรมชาติ

ไม่มีตำแหน่งว่าเป็นครูบาอาจารย์

 

เพื่อให้มวลสัตว์ที่พร้อมแก่เวลาได้เกิดปัญญา

อาจารย์เซน จึงต้องถ่ายทอดโดยไร้ตำแหน่ง

ไม่มีคนจ้าง ไม่มีเงินเดือน ไม่มีรายได้อะไร

ไม่มีค่าครู ไม่มีเงินทำบุญ ไม่มีแม้กิจนิมนต์

 

พนักงานสอน คือ ผู้ทำงานด้วยการถูกจ้าง

เมื่อเขาจ้างให้ไปสวดมนต์ตามบ้านก็รับไป

เมื่อเขาจ้างให้ไปเทศน์ที่ไหนก็รับกิจไป

นี่ล้วนเรียกว่า “พนักงานสอน” ทั้งสิ้น

 

รับจ้างสวดมนต์, รับจ้างเทศน์, รับจ้างสอนธรรม

นี่คือ “กิจหลัก” ของพนักงานสอนทั้งหลาย

พวกเขาอยู่ได้ด้วยกิจเหล่านี้นั่นเอง

นับว่าห่มเหลืองนั้นเป็น “อาชีพ” หนึ่ง

 

วรรณะพราหมณ์ย่อมมีกิจอย่างนี้เป็นอาชีพ

เซนไม่มีกิจอย่างนี้แล้ว แต่อยู่ได้เองตามบุญบารมี

อยู่ไปตามมีตามเกิด แล้วแต่ว่าจะอยู่ได้ถึงไหน

เซน จึงไม่ใช่พนักงานสอนหรือพนักงานห่มผ้าเหลือง

 

.........................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง ธรรมในธรรม กับ ธรรมในอธรรม

 

ธรรมในธรรม คือ การทำธรรมให้แจ้ง

อาจารย์ถ่ายทอดธรรมให้ศิษย์

ศิษย์ทำธรรมนั้นให้แจ้ง

คือ พิจารณาธรรมในธรรม

 

ธรรมในอธรรม คือ การทำอธรรมให้แจ้ง

ไม่มีครูบาอาจารย์ผู้ถ่ายทอดธรรม

มีแต่มารที่ครอบงำและขัดขวาง

เมื่อผ่านได้ด้วยตนเอง คือ “พุทธสภาวะ”

 

สาวก ย่อม กระทำ “ธรรมในธรรม”

พุทธะ ย่อม กระทำ “ธรรมในอธรรม”

นี่คือ ความแตกต่างของสองวิถี

เซน คือ วิถีแห่งพุทธสภาวะไม่ใช่สาวก

 

พุทธะ คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานได้ด้วยตนเอง

ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ แต่ไม่ใช่เมื่อไรก็ได้

จำต้องสร้างเหตุปัจจัยต่างๆ พร้อมมูลก่อน

เรียกว่า “บารมีเก่าพร้อม” อินทรีย์สมดุล

 

ดังนั้น เซน ไม่อาจถ่ายทอดได้เรื่อยเปื่อย

ถ่ายทอดได้จำกัดเฉพาะผู้ที่มีบารมีพร้อมมูล

เนื่องจากเป็นการเข้าสู่ธรรมแบบพุทธสภาวะ

มิได้เข้าสู่ธรรมแบบอรหันตสาวกทั่วไป

 

อรหันตสาวก ย่อมได้รับการสอนธรรมจากอาจารย์

เซน ถ่ายทอดโดยไม่ถ่ายทอด เพื่อให้ศิษย์แจ้งเอง

นอกเสียจากศิษย์หมดกำลัง ไปไม่ถึงจึงค่อยช่วย

เมื่อนั้น ศิษย์บรรลุฉับพลันได้ แต่ถ่ายทอดเซนไม่ได้

 

ดังนี้ ผู้ได้บรรลุธรรมด้วยอาจารย์เซน

มิใช่จะว่าเป็นอาจารย์เซนด้วยได้

ท่านตั๊กม้อจึงต้องหาผู้สืบทอด

มิใช่ศิษย์ทุกคนจะสืบทอดได้

 

ผู้อาศัยธรรมผู้อื่นเพื่อให้แจ้งธรรม ยังไม่ถึงเซนแท้

เขาย่อมได้อย่างมากเพียง “อรหันตสาวก”

ไม่อาจเข้าถึงพุทธสภาวะ รู้แจ้งได้เอง

แม้บรรลุธรรมแต่มิอาจบรรลุเซน 

 

ธรรมในอธรรม คือ ธรรมะนอกตำรา

แม้ในฝ่ายอธรรมก็มีธรรมะเป็นแก่นแท้

เพราะสรรพสิ่งล้วนเป็นธรรมชาติอยู่เองแล้ว

ผู้เข้าถึงธรรมในอธรรมได้ จึงจะตรัสรู้ได้ด้วยตนเอง

 

.........................................................................................



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
physigmund_foid วันที่ : 11/06/2010 เวลา : 12.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buddhabath

เหนือเหตุ พ้นผล


ก็ดับที่เหตุแล้ว ผลจะเกิดได้อีกอย่างไร?
ก็เหตุนั้นได้ดับสนิทลงแล้ว จะเกิดผลได้อย่างไร?


ธรรมที่เหนือเหตุ พ้นผลนั่นแหละ จึงพ้นการเกิด-ดับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน