*/
  • physigmund_foid
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-03-05
  • จำนวนเรื่อง : 33
  • จำนวนผู้ชม : 41374
  • จำนวนผู้โหวต : 32
  • ส่ง msg :
  • โหวต 32 คน
วันจันทร์ ที่ 14 มิถุนายน 2553
Posted by physigmund_foid , ผู้อ่าน : 1665 , 08:54:44 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง ความศรัทธาอยู่นอกนิพพาน

.

ผู้มีทุกข์ดิ้นรนหาทางดับทุกข์ได้ คือ ชาวพุทธ

ผู้สร้างศรัทธารวบรวมใจคนได้ คือ ชาวพราหมณ์

ชาวพุทธไม่ได้สร้างศรัทธา แต่มาเพื่อปลดทุกข์ของตน

ชาวพราหมณ์มาเพื่อสร้างศรัทธา รักษาไว้ ไม่ให้ใครทำลาย

.

เมื่อมีการสร้างศรัทธา ก็ต้องมีการรักษาศรัทธาไว้

เกรงกลัวว่าจะมีคนทำลายศรัทธาที่ตนมีอยู่

เมื่อมีคนทำลายศรัทธานั้น ตนก็ทุกข์ใจ

เพราะไม่ใช่ชาวพุทธ จึงยังดับทุกข์ไม่ได้

.

วัดและสถานธรรมหลายแห่งมีคนศรัทธามาก

เพราะเป็นนักสร้างศรัทธา เป็นชาวพราหมณ์

แต่พวกเขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับทุกข์และการดับทุกข์

แม้คนมีทุกข์ในวัด ก็ไม่สนใจ ปล่อยให้ฆ่าตัวตายไปเงียบๆ

.

สนใจแต่การรักษาศรัทธา การปิดข่าว ไม่สนใจแก้ทุกข์ให้คน

นี่จึงกล่าวว่าไม่ใช่ชาวพุทธ เป็นชาวพราหมณ์

เพราะสนใจแต่เรื่องการสร้างศรัทธาและรักษาศรัทธา

แต่ไม่สนใจเรื่องการดับทุกข์ให้ผู้มีทุกข์

.

วัดบางวัดถูกโจมตีและทำลายศรัทธา

ก็เพียรพยายามแก้ข่าว กู้หน้า ปิดเรื่อง

เพื่อไม่ให้ศรัทธานั้นถูกทำลายลงไป

เพื่อไม่ให้สูญเสียไปซึ่งลาภสักการะ

.

ความน่าศรัทธาจึงอยู่นอกพุทธศาสนา

พระพุทธศาสนาไม่ต้องสร้างศรัทธา

จึงไม่ต้องรักษาศรัทธาให้ดำรงไว้

จึงไม่ต้องกลัวว่าจะถูกทำลายศรัทธา

.

นางจิญจมารวิกาใส่ร้ายพระพุทธเจ้า

เพื่อทำลายชื่อเสียงและความน่าศรัทธาของท่าน

 แต่พระองค์ไม่แก้ตัวเลยแม้แต่น้อย จนพระสาวกคิดว่าเป็นความจริง

เพราะท่านไม่ได้สนใจเรื่องความน่าศรัทธาเลยแม้แต่น้อย

.

พระอานนท์เห็นพราหมณ์แห่ขบวนช้างแต่งเครื่องทรงขาวงาม

ท่านเห็นแล้วน่าศรัทธาเลื่อมใส จึงขอให้พระพุทธเจ้าทำบ้าง

แต่พระพุทธเจ้าปฏิเสธ เพราะไม่สนใจเรื่องการสร้างความศรัทธา

แล้วความศรัทธานั้นเกิดมาจากที่ใด ทั้งที่ท่านไม่เคยสร้างขึ้นมาเลย?

.

คนนอกพุทธศาสนาย่อมมีศรัทธา ย่อมสร้างศรัทธา

แต่เมื่อเข้าสู่พุทธศาสนาอย่างแท้จริงแล้ว

เขาย่อมตรงสู่การดับทุกข์ของตนเอง

ศรัทธาหรือไม่ศรัทธา ไม่สำคัญเท่า “สิ้นทุกข์”

...........................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง เข้าใจธรรมคือหลงธรรม

.

ผู้ฟังธรรมแล้วเข้าใจธรรม คือ หลงธรรม

หลงว่าสิ่งที่ตนเข้าใจนั้นคือสัจธรรมแท้

จึงเอาสิ่งที่ได้ยินได้ฟังไปอธิบายต่อ

แต่เขากลับไม่มีความคิดเห็นชอบของตนเลย

.

ศิษย์โง่ไปเรียนเซน อาจารย์ให้อธิบายธรรม

ศิษย์โง่ไม่อาจอธิบายได้ ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร

อาจารย์เซนกล่าวว่า เธอเข้าถึงธรรมนั้นๆ แล้ว

ส่วนคนที่อธิบายได้มากมาย อาจารย์กลับปฏิเสธว่าไม่ถึงธรรม

.

เพราะเหตุว่าสัจธรรมแก่นแท้ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยการเข้าใจ

แต่เข้าถึงได้ด้วย “จิตสู่จิต” และ “ธรรมสู่ธรรม”

จิตเข้าถึง เป็นหนึ่งเดียวกับธรรม ไม่อาจอธิบาย

ดังนี้ จึงไม่เข้าใจ ไม่อาจอธิบายสัจธรรมนั้นได้

.

หลุดพ้นเหนือความเข้าใจหรือไม่เข้าใจ

เข้าใจก็ไม่ใช่ ไม่เข้าใจก็ไม่เชิง

ทั้ง “เข้าใจ” และ “ไม่เข้าใจ” ล้วนไม่เข้าถึงธรรม

เข้าถึงธรรมแล้วเหมือนเข้าใจแต่เหมือนไม่เข้าใจ

.

สุดท้าย ก็เลยไม่รู้จะอธิบายอย่างไร

บ้างก็แสดงแต่ความคิดเห็นชอบของตน

อาจารย์ตรวจเช็คจากความคิดเห็นว่าตรงนิพพานไหม

มีความคิดเห็นส่วนตนตรงต่อนิพพาน นี่คือ ปัญญา เกิดแล้ว

.

ศิษย์โง่เรียนเซน ไม่มีใครอธิบายธรรมได้สักคน

บ้างก็อุปมาเปรียบเปรยเป็นบทกลอนปริศนาธรรม

บ้างก็แสดงความคิดเห็นสนทนากับผู้ซักถาม

บ้างก็ไม่อธิบายอะไร แต่แสดงได้ด้วยการกระทำ

.

ผู้ที่เข้าใจธรรม คือ ผู้ที่หลงธรรม

คือ หลงตัวเองว่าตนเข้าใจธรรมแล้ว

หลงตัวเองว่าตนเป็นผู้มีปัญญาแล้ว

หลงตัวเองว่าตนได้บรรลุมรรคผลแล้ว

.

ไฟที่ดับสนิทลงแล้วจะแสดงได้อีกอย่างไร

สิ่งที่พอเห็นได้คือการแสดงหลักฐานที่เหลืออยู่

อันอาจารย์เซนย่อมทราบดีว่าหลักฐานนั้นมีอะไรบ้าง

แม้ศิษย์อธิบายธรรมไม่ได้ แต่อาจารย์ก็ทราบได้ว่าบรรลุจริงหรือไม่

.

คนหลงธรรม หลงตัวเองว่าเข้าใจธรรมมีมากมาย

พวกเขาแสดงตัวว่าเป็นครูสอนธรรมให้คนมากมาย

แต่พวกเขายังไม่เข้าใจธรรมที่เหนือสมมุติบัญญัติ

เขาจึงอธิบายได้แต่ “สมมุติธรรม” เท่านั้นเอง

........................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง อธิบายธรรมคือลวงโลก

.

สัจธรรมะแก่นแท้เหนือสมมุติบัญญัติ

ภาษามนุษย์เป็นสมมุติบัญญัติ

ภาษาที่มนุษย์ใช้ไม่อาจอธิบายธรรมได้

ผู้แอบอ้างว่าเทศน์ธรรม คือ “คนลวงโลก”

.

ธรรมะแสดงไม่ได้ด้วยการใช้ภาษา

ธรรมะแสดงได้ด้วยสิ่งที่เป็นอยู่เช่นนั้นเอง

การคิด, การพูด, การกระทำ อย่างเป็นธรรมชาติ คือ ธรรมะ

ส่วนสิ่งที่พูดออกมานั้น ล้วนเป็นเป็น “ความคิดเห็น” ทั้งสิ้น

.

ผู้แอบอ้างว่ากำลังเผยแพร่ธรรมะจากพระโอษฐ์คือคนลวงโลก

ผู้แอบอ้างว่ากำลังแสดงธรรมคือคนลวงโลก

ผู้แอบอ้างว่าตนอธิบายธรรมได้คือคนหลอกตัวเอง

ก็เพราะ “สัจธรรม” แก่นแท้นั้น ไม่อาจอธิบายได้ด้วยภาษาใดๆ

.

ผู้เข้าถึงธรรมแล้วหรือพระอรหันตเจ้าก็ดีมิอาจแสดงธรรมได้

ท่านทำได้เพียงแสดงความคิดเห็นอันชอบเท่านั้น

ความคิดเห็นของท่านล้วนตรงต่อนิพพาน

และน้อมนำจิตผู้ฟังให้ขบปริศนาเพื่อเข้าถึงธรรม

.

ธรรมะเป็นสิ่งที่ต้องเข้าถึงด้วยจิตของตนเอง

คือ “จิตสู่จิต” และ “ธรรมสู่ธรรม” เท่านั้น

มิอาจสื่อผ่านภาษามนุษย์ใดๆ ได้เลย

เมื่อมีสิ่งสื่อแทนเมื่อใด สัจธรรมก็ถูกปรุงแต่งเมื่อนั้น

.

ดังนั้น ผู้อธิบายสัจธรรมได้ คือ ผู้ลวงโลก

พระอรหันต์ที่แท้ย่อมไม่แสดงว่าตนมีธรรม

แต่แสดงให้เห็นว่าสัจธรรมย่อมมีอยู่ทุกที่

และตนแสดงได้เพียงความคิดเห็นเท่านั้น

.

คนลวงโลกมีอยู่มากมายในโลกนี้

พวกเขาแสดงตนว่าเป็นผู้มีธรรม

เป็นผู้อธิบายธรรมให้คนเข้าใจได้

แต่เขาเองยังไม่เข้าใจว่าสัจธรรมนั้นเหนือสมมุติบัญญัติ

.

เราใช้สมมุติบัญญัติเพื่อแสดงความคิดเห็น

อันน้อมนำจิตผู้ฟังให้ตรงไปยังนิพพาน คือ สัมมาทิฐิ

อาศัยภาษาสื่อเพื่อให้คนขบคิดตีปริศนาธรรมเอง คือ สัมมาวาจา

ดังนี้ ใครในโลกเล่าที่จะอธิบายสัจธรรมให้เราเข้าใจได้

.

ถ้าผู้ฟังมิได้ขบคิดพิจารณาตีปริศนาธรรมให้แจ้ง

เข้าถึงได้ด้วยตนเองแบบ จิตสู่จิต ธรรมสู่ธรรม

อาศัยว่าฟังสมมุติบัญญัติทางภาษาแล้วเข้าใจ

คนเหล่านี้ นับว่าหลอกตัวเองแล้วยังลวงโลกอีก

.

...........................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง สอนธรรมะคือสอนธรรมมั่ว

.

ธรรมะเป็นเช่นนั้นอยู่เองแล้ว ไม่เป็นอื่น

เราต้องสอนปลาให้ว่ายน้ำ สอนนกให้บินด้วยหรือ?

ในเมื่อสรรพสิ่งเป็นธรรมชาติของมันอยู่เองแล้ว

ผู้ยังมัวสอนธรรมะอยู่คือผู้สอนธรรมมั่ว

.

โลกย่อมเต็มไปด้วยการกระทบกระทั่ง (ทุกขัง)

อาจารย์เซนกระทบกระทั่งกับลูกศิษย์

เพื่อให้จิตตรงสู่สัจธรรมด้วยตนเอง

ลูกศิษย์ก็เป็นธรรม แล้วยังจะสอนธรรมอีกทำไม

.

เราต้องสอนก้อนหินให้เป็นก้อนหินหรือ?

หรือเราจะสอนก้อนหินให้เป็นอย่างอื่น?

ในเมื่อสรรพสิ่งเป็นธรรมชาติอยู่เองแล้ว

สอนธรรมะ ก็คือ สอนธรรมมั่ว 

.

ธรรมะสอนไม่ได้ ธรรมะไม่จำเป็นต้องสอน

ผู้สอนธรรมะ นั่นแหละคือ ผู้ปรุงแต่งธรรมะ

ธรรมะมีอยู่เองแล้ว แสดงตัวอยู่แล้วทุกขณะ

แล้วยังจะต้องแสดง ยังจะต้องสอนกันอีกทำไม

.

สอนธรรมะ คือ สอนธรรมมั่ว มั่วให้ธรรมชาติถูกปรุงแต่ง

ผู้ไปเรียนธรรมะ ถูกปรุงแต่งจากผู้สอนธรรมะ

รูปแบบต่างๆ ถูกสร้างขึ้น, กำหนดขึ้น แล้วครอบไว้

ธรรมชาติดั้งเดิมแท้ถูกครอบทับ ยากแก่การเปิดเผยตัว

.

ผู้สอนธรรมะ มีตัวตนของตน คือ “ตัวผู้สอน” อยู่

เพ่งด้วยตาทิพย์มักเห็นเป็นพรหมครอบขันธ์ห้าอยู่

ผู้เรียนธรรมะ มีตัวตนของตน คือ “ตัวผู้เรียน” อยู่

เพ่งด้วยตาทิพย์มักเห็นเป็นกุมารครอบขันธ์ห้าอยู่

.

ผู้สอนธรรมะ คือ ผู้สอนธรรมมั่วนั่นเอง

ผู้สอนธรรมะ มักตั้งตัว ปรุงแต่งตัวเองให้เป็นครู

ตัวครู คือ “อัตตา” ตัวตนของตนตัวใหม่

ที่ถูกสร้างขึ้น ปรุงแต่งขึ้น ไม่ใช่ธรรมชาติเดิมแท้

.

ผู้ไม่สอนธรรมะ แต่ดำเนินชีวิตไปอย่างเป็นธรรมชาติ

คือ ผู้เปิดเผยธรรมชาติเดิมแท้ออกอย่างไม่ปิดบังอำพราง

แต่ไม่อาจช่วยให้ใครได้เข้าถึงสัจธรรมได้ทั้งหมด

หากศิษย์โง่ไม่พึ่งตนเอง ก็ไม่อาจเข้าถึงธรรมได้

.

ธรรมชาติของแต่ละคนจะกระทบกระทั่งกันเองไปเรื่อยๆ

ทำให้จิตของคนแต่ละคนเข้าสู่ธรรมชาติเดิมแท้เรื่อยๆ

อาจารย์เซนมิได้สอนธรรม แต่อยู่ใกล้สภาวะธรรมชาติเดิมแท้ที่สุด

เมื่อศิษย์โง่มาถึงอาจารย์เซน จึงเข้าถึงธรรมได้ง่ายที่สุดนั่นเอง

.

...........................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง ปฏิบัติธรรมคือการเล่นกล

.

สัจธรรมเดิมแท้เป็นเช่นนั้นอยู่เองแล้ว

สิ่งที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นล้วนเป็นสิ่งปรุงแต่ง

แม้แต่รูปแบบการปฏิบัติธรรมต่างๆ ก็ปรุงแต่ง

สัจธรรมเดิมแท้ ไม่ปรุงแต่ง เป็นไปเองอย่างธรรมชาติ

.

การปฏิบัติธรรมคือการเล่นกลหลอกตัวเอง

เล่นกลว่าจิตของฉันเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้

เล่นกลว่าฉันได้สมาธิอย่างนั้น ได้สมาธิอย่างนี้

ยิ่งปฏิบัติธรรม ยิ่งหลอกตัวเอง ยิ่งปรุงแต่งไม่สิ้นสุด

.

“หยุดคือตัวสำเร็จ” หยุดปรุงแต่งธรรม

ปล่อยสรรพสิ่งให้เป็นไปตามธรรมชาติ

อะไรมันเกิด มันก็ดับลงเอง ไม่เที่ยงทั้งสิ้น

เช่นนี้แล้ว ยังต้องมาปฏิบัติอะไร ยังต้องดับอะไร

.

ไม่มีอะไรให้ปฏิบัติ ไม่มีอะไรให้ดับ

ก็สรรพสิ่งมันดับของมันเองแล้ว

เมื่อมันเกิดได้เอง ก็ต้องดับลงเอง

ยิ่งไปทำ ยิ่งปรุงแต่ง ยิ่งรบกวนธรรมชาติ

.

ยิ่งรบกวนธรรมชาติ ธรรมชาติเดิมแท้ไม่ปรากฏ

ย่อมเห็นแต่ธรรมชาติที่มนุษย์ปรุงขึ้น สร้างสรรค์ขึ้น

ไม่อาจเข้าถึงสัจธรรมเดิมแท้ได้ เพราะปรุงแต่งเรื่อยไป

ปล่อยสรรพสิ่งให้เป็นไปตามธรรมชาติ เห็นธรรมตามจริง

.

ย่อมเห็นสรรพสิ่งนั้น ล้วนเกิดเอง แล้วดับเองทั้งสิ้น

ย่อมมีจิตตรงต่ออนิจจังว่า สรรพสิ่งไม่เที่ยงหนอ

ย่อมมีจิตตรงต่อนิพพานว่า หยุดก่อกรรมเสียก็หยุดเกิด

เมื่อหยุดได้อย่างนี้ ปัญญาจึงเกิด มรรคแปดจึงแจ่มชัด

.

เมื่อมรรคแปดแจ่มชัด ย่อมปฏิบัติอย่างเป็นธรรมชาติ

ไม่ตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป ชำระกรรมหมดได้ในชาติเดียว

เช่นนี้แล้ว รับวิบากกรรมเก่าจนหมด เชื้อกรรมใหม่ไม่เพิ่มอีก

เชื้อเกิดย่อมมอดไหม้หมดไปเองอย่างเป็นธรรมชาติ

.

ยิ่งไปปฏิบัติธรรม ยิ่งเล่นกลหลอกตัวเอง

สนุกกับการเล่นกล เพราะหลงกลตัวเอง

เกิดอุปทานซ้อนอุปทาน ปรุงแต่งซ้อนธรรมชาติ

เช่นนี้แล้ว การเข้าถึงสัจธรรมยิ่งยากเข้าไปใหญ่

.

ปล่อยวางอย่างแท้จริง ปล่อยสรรพสิ่งไปตามธรรมชาติ

ย่อมเห็นชัดแจ้งเองว่าทุกสิ่งเกิดแล้วก็ดับไปเองทั้งสิ้น

เห็นความไม่เที่ยงอย่างนี้ เบื่อหน่ายจนหลุดพ้นจากวัฏฏะ

จิตก็ตรงต่อนิพพานได้โดยไม่ต้องกระทำอะไรเลย

...........................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง อะไรก็จริงอยู่แล้ว

.

สรรพสิ่งล้วนเป็นธรรมะ ธรรมชาติอยู่เองแล้ว

ดังนี้ ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรมะที่แท้จริง

สรรพสิ่งแสดงสัจธรรมความจริงอยู่เองแล้ว

ดังนี้ อะไรก็จริงอยู่แล้ว

.

ความจริง มีรูปแบบที่หลากหลาย

ความจริงอันเป็นแก่นแท้ของสรรพสิ่งเรียกว่า “สัจธรรม”

ความจริงอันเป็นเช่นนั้นเอง เรียกว่า “ธรรมชาติเดิมแท้”

ความจริงอันเกิดจากมนุษย์สร้างขึ้น เรียกว่า “สมมุติบัญญัติ”

.

ทั้งหลายทั้งปวงล้วนเป็นความจริง ที่แสดงในรูปแบบที่ต่างกัน

ดุจมายาภาพที่มีลีลาอันหลากหลาย สอดประสานกันไปมา

เมื่อเกิดความสับสนและเข้าใจผิด จึงเกิด “ความเท็จ” ขึ้น

ความเท็จมิใช่ธรรมชาติเดิมแท้ แต่เป็นผลจากจิตปรุงแต่ง

.

ความเท็จจึงเป็นสมมุติบัญญัติที่มนุษย์ปรุงแต่งขึ้น

ความเท็จมีหลากหลายรูปแบบตามระดับการปรุงแต่ง

ตั้งแต่การปรุงแต่งเล็กน้อย ไปจนถึงปรุงแต่งแบบขัดแย้ง

ไม่ว่าจะปรุงแต่งน้อยหรือมาก ก็ล้วนไม่ต่างกัน เพราะไม่จริงทั้งสิ้น

.

สิ่งที่มนุษย์ปรุงแต่งขึ้นเป็น ความจริงแบบสมมุติบัญญัติ

ไม่ใช่เป็นความจริงแท้ที่เรียกว่า “สัจธรรม” 

ดังนั้น บางคนจึงเรียกสิ่งนี้ว่า “ความเท็จ”

ดังนี้ ความจริงแบบนี้ จึงจัดว่าเป็นความเท็จ

.

หากจะกล่าวว่าสัจธรรมคือความจริงแท้

และสิ่งที่ไม่ใช่สัจธรรมคือความเท็จ

เมื่อสรรพสิ่งล้วนไม่เที่ยง ไม่จริงแท้

ดังนี้ อะไรก็เท็จทั้งสิ้น

.

ก็เพราะกำหนดว่าอย่างนี้คือความจริง

เหตุนี้ สิ่งที่ตรงกันข้ามจึงเป็นความเท็จ

ก็เพราะกำหนดว่าอย่างนี้คือความเท็จ

เหตุนี้ สิ่งที่ตรงกันข้ามก็คือความจริง

.

จริงๆ เท็จๆ เท็จๆ จริงๆ

จริงด้วยกำหนด เท็จด้วยตรงข้าม

ดับเหตุแห่งการกำหนดแล้ว

จริงก็ไม่มี เท็จก็หาไม่ได้

.

จริงสร้างเท็จ เท็จสร้างจริง

ถ้าจริงไม่มี เท็จก็ไม่เกิด

เกิดดับเป็นวัฏฏะ ไม่นิพพานทั้งจริงและเท็จ

ดังนี้ จะสนใจอะไรว่าจริงหรือเท็จเล่า?

...........................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง ใช่เลยทุกอย่าง

.

ใช่เลยทุกอย่าง มันใช่อยู่แล้ว ชัวร์ป้าบ ชัวร์ป้าบ

ก็สรรพสิ่งเป็นธรรมะ เป็นธรรมชาติในตัวของมันเอง

ก็ใช่อยู่แล้ว แล้วอะไรที่ไม่ใช่ละ

มันใช่เลย ใช่เลยทุกอย่าง

.

“ไม่ใช่” เกิดเมื่อจิตมีการปฏิเสธความจริง

“ไม่ใช่” เกิดเมื่อจิตมีการปฏิเสธธรรมชาติ

“ไม่ใช่” เกิดเมื่อมีการกำหนด “ใช่” ไว้ก่อน

“ไม่ใช่” เกิดเพราะสิ่งนั้นตรงข้ามกับคำว่า “ใช่”

.

ใช่เลยทุกอย่าง เพราะไม่ใช่อะไรอยู่แล้ว

ไม่ใช่อะไรอย่างอื่น ใช่หมดเลยทุกอย่าง

ใช่อยู่แล้ว เพราะไม่ใช่อะไรอย่างอื่นเลย

เพราะใช่อย่างนี้จึงไม่ใช่อย่างใดๆ เลย

.

อะไรก็ไม่ใช่ อะไรก็ล้วนไม่เที่ยง ใช่ไม่มี

ใช่แท้จริงหาที่ไหน ในเมื่อสรรพสิ่งไม่เที่ยง

ดังนี้ ไม่ใช่อะไรเลยสักอย่าง นี่ใช่อยู่เองแล้ว

ใช่แล้ว สรรพสิ่งไม่ใช่อะไรสักอย่างอยู่แล้ว

.

เมื่อกำหนดมาตรฐานขึ้นมาว่า “ใช่”

สิ่งที่ตรงกันข้ามก็จะกลายเป็น “ไม่ใช่”

ดังนี้ “ใช่” ก่อให้เกิด “ไม่ใช่”

และ “ไม่ใช่” ก่อให้เกิด “ใช่”

.

ใช่, ไม่ใช่ เกิดดับสลับกันเป็นวัฏฏะ

ไม่นิพพาน ไม่หลุดพ้นจากการเกิดดับ

วนอยู่ในความใช่หรือไม่ใช่ ย่อมไม่หลุดพ้น

เมื่อบุคคลพยายามกำหนดว่าอะไรใช่-ไม่ใช่

.

ใช่เลยทุกอย่าง ด้วยมีจิตเป็นบวก

ใช่เลยแบบนี้ ล้วนไม่ใช่

ใช่เลยทุกอย่าง แต่จิตเป็นกลาง

ใช่เลยแบบนี้ จึงมีความไม่ใช่อยู่ด้วย

.

ใช่เลยทุกอย่าง แต่ไม่ใช่ของเที่ยง

ใช่เลยอย่างนี้ ที่ไม่ใช่อย่างอื่น

ใช่เลยอย่างอื่น ล้วนไม่ใช่

ไม่ใช่อย่างนี้ ก็ใช่ทั้งนั้น

.

ใช่กระทบไม่ใช่ ไม่ใช่กระทบใช่

การกระทบกระทั่งกันเรียกว่า “ทุกขัง”

ที่สุดล้วนไม่เที่ยง อนิจจัง ดับทั้งคู่

ดับสนิททั้งคู่แล้ว “นิโรธ” ฉับพลัน

...........................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง ถูกของมัน ไม่ใช่ถูกของเรา

.

นี่คือสิ่งที่ถูกต้อง นี่คือสิ่งที่ผิด

เราถูกสอนให้จดจำกันมาอย่างนี้

แยกแยะถูก-ผิด, ดี-ชั่วตามคำสอน

ก็ถูกของมัน แต่ไม่ใช่ถูกของเรา

.

สรรพสิ่งเป็นธรรมชาติอยู่เองแล้ว

แล้วอะไรที่ผิดจากธรรมชาติหรือ?

ถูกอยู่แล้วทุกอย่าง ไม่มีอะไรผิด

ถูกนั้นมีอยู่แล้ว เราไม่ต้องไปเอามา

.

คนยึดความถูกต้อง ย่อมเอาความถูกมา

เอาความถูกต้องมาแบกไว้ เกาะไว้

ก็ในเมื่อสรรพสิ่งมันถูกของมันอยู่แล้ว

แล้วเราจะเอามันมาแบกไว้อีกทำไม?

.

ถูกของมัน ไม่ใช่ถูกของเรา

มันถูกของมัน ก็ปล่อยมันไว้อย่างนั้น

เราไม่ต้องไปแบกเอาความถูกต้องมาไว้ก็ได้

ในเมื่อสรรพสิ่งก็เป็นธรรมชาติ ถูกอยู่ในตัวแล้ว

.

เราแบกเอาความถูกต้องมาไว้จนหนัก

เมื่อเรากำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ มากมาย

นี่ถูกต้อง นี่ผิด เมื่อเทียบกับกฎนั้นกฎนี้

นี่เรียกว่า “เอาความถูกมาเป็นของเรา”

.

ถูกมันมีอยู่เองแล้ว ในทุกสิ่ง

จะหยิบมาใช้เมื่อไรก็ได้

แล้วจะแบกความถูกต้องไว้ทำไม

ในเมื่อสรรพสิ่งก็ถูกของมันอยู่เองแล้ว

.

เมื่อช่วยสัตว์ให้รอดจากความตาย

เธอก็ผิดที่ไม่ปล่อยให้เป็นไปตามกฎแห่งกรรม

เมื่อไม่ช่วยสัตว์ให้รอดจากความตาย

เธอก็ผิดที่ไม่มีความเมตตาช่วยเหลือสัตว์

.

นี่ถูก นั่นผิด คิดกันไป ทำกันไป

เหมือนละครฉากหนึ่ง ฉากหนึ่ง

ถูกมีอยู่เองแล้ว ผิดก็มีอยู่เองด้วย

ดังนี้ เหมือนอุปกรณ์ประดับฉาก ไม่ต้องเอามาแบกไว้

.

เมื่อมีถูก ก็มีผิดเกิดขึ้นมาควบคู่กัน

คนหยิบใช้ความถูก-ผิดเป็นอาวุธป้ายสีกัน

คนโง่แบกรับความถูกผิดไว้กับตัว

คนมีปัญญาหยิบใช้ความถูกผิดได้ตามสถานการณ์

...........................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง ไม่ต้องเข้าใจ

.

นักวิชาการทางศาสนาพยายามทำความเข้าใจ

นักปราชญ์ทางศาสนาพยายามทำความเข้าใจ

นักเรียนทางศาสนาพยายามทำความเข้าใจ

แต่ศิษย์โง่ไปเรียนเซน ไม่ต้องทำความเข้าใจ

.

พยายามทำความเข้าใจก็ไม่ถึงเสียที

ก็การพยายามทำความเข้าใจนั่นแหละที่ขวางไว้

ดับแล้ว ดับเลย ถึงเลย ไม่ต้องเข้าใจ ไม่ต้องอธิบาย

คนที่พยายามทำความเข้าใจ ยิ่งไม่เข้าถึงเซน

.

ไม่ต้องเข้าใจ แล้วจะเข้าใจเอง

ยิ่งพยายามเข้าใจ ยิ่งห่างใจจากความเข้าใจ

เพราะสิ่งที่สื่อได้นั้น ไม่ใช่สิ่งที่นำมาซึ่งความเข้าใจ

ความเข้าใจย่อมเกิดเองในตัวของผู้ที่เข้าถึงเซนเอง

.

ความเข้าใจ มิได้เกิดจากตัวกลางที่ใช้สื่อสาร

ความเข้าใจ เกิดเองจากตัวผู้ที่เข้าถึงเซน

แล้วเขาจึงอธิบายตามความคิดเห็นของเขาเอง

แม้ไม่ตรงกับสิ่งที่สื่อสารหรือสอนไป ก็ตรงเซนได้

.

พยายามทำความเข้าใจสิ่งที่สื่อสาร

เหมือนคนพยายามยิงภาพปลาในน้ำ

เขาผู้นั้นย่อมไม่อาจได้ปลาไปกิน

เพราะภาพของปลาในน้ำนั้น “หักเห” ได้

.

สื่อกลางที่ใช้สื่อสาร ล้วนหักเหความจริงได้ทั้งสิ้น

การทำความเข้าใจภาษาหรือสื่อกลางจึงเหมือนภาพปลาในน้ำ

ศิษย์โง่มาเรียนเซน มิได้ยิงภาพปลาที่หักเหในน้ำ

แต่เขายิงไปที่ตัวปลาที่อยู่ในน้ำได้อย่างแม่นยำ

.

ไม่ต้องเข้าใจ ยิ่งพยายามยิ่งเข้าใจผิด

จิตสู่จิต ธรรมสู่ธรรม ตรงเลย ไม่ผ่านสื่อกลาง

สื่อกลางเป็นเพียงเครื่องกระตุ้นนำทางจิต

แต่มิใช่เป้าหมายของจิตที่จะดำเนินไป

.

ไม่ต้องเข้าใจ ปล่อยให้จิตดำเนินไปตามวิถีธรรมชาติ

เกิดเอง ดับเอง จนดับสนิทหมดไม่เหลือเศษ

เมื่อนั้น “นิโรธ” ย่อมเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ

จากนั้น ปัญญาย่อมคลี่คลาย ความเข้าใจจึงเกิดตามมา

.

ความเข้าใจ ไม่ได้อยู่ที่ตัวกลางในการสื่อสาร

แต่อยู่ที่ตัวผู้ฟังเข้าถึงสัจธรรมด้วยตนเอง

เมื่อถึงจุดนั้นแล้ว เขาย่อมอธิบายได้เอง

ไม่ต้องเข้าใจ แต่เข้าถึงได้แล้วจะเข้าใจเอง

...........................................................................................



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
bepran วันที่ : 15/06/2010 เวลา : 01.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bepran

ยากนักที่จะเขียนออกมา แต่อีกทีก็ไม่ยาก ใครเคยพูดไว้เต๋าแท้ๆอธิบายไม่ได้อยู่แล้ว

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
physigmund_foid วันที่ : 14/06/2010 เวลา : 10.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buddhabath

ธรรม 84,000 ธรรมขันธ์ก็ล้วนอยู่นอก
เมื่ออยู่นอกตัว หรือต่อให้ผ่านประสาทรับรู้ก็ตาม
แต่ทั้งหลายทั้งปวงนั้น ก็มีธรรมแก่นแท้ซ่อนอยู่ข้างใน


ผู้อาศัยเอาของเหล่านี้ ชำแรกเข้าถึงแก่นแท้
จึงทะลวงผ่าน "สมมุติบัญญัติ" เข้าถึงสัจธรรมได้
ผู้ที่ไม่ทะลวงถึงแก่นแท้ อ่านแล้วเข้าใจ ก็ถือเอาเลย
ว่ามีธรรมแล้ว ดังนี้ แม้แต่ศรัทธาก็เป็นศรัทธาเทียมเท็จ


ดังนี้ ศรัทธา อาจไม่ใช่สัจธรรม
แต่ศรัทธาอันเป็นสัจธรรมแท้
ย่อมเกิดเอง ดับได้เองอยู่แล้ว
ผู้เข้าถึงธรรม ธรรม 84,000
ธรรมขันธ์นั้น ย่อมมีอยู่ในตัวเองแล้ว


แต่ผู้ไม่เข้าถึงธรรม ไปอ่านธรรม ซื้อตำรามา
ก็ยังนับเป็น "ของนอกพุทธศาสนา" อยู่ดี

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เจ้าทึ่ม วันที่ : 14/06/2010 เวลา : 09.41 น.

บทความชุด ไม่ต้องเข้าใจ ไม่ต้องศรัทธา นี้ดูมีธาตุไฟเยอะดีเนอะ เจ้าทึ่มชอบอยู่

"ความน่าศรัทธาอยู่นอกพุทธศาสนา" และศรัทธาก็จัดอยู่ใน "พละ ๕ (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) กำลังในการก้าวเดิน" ซะด้วย ๕๕๕๕๕๕๕

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน