*/
  • physigmund_foid
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-03-05
  • จำนวนเรื่อง : 33
  • จำนวนผู้ชม : 41690
  • จำนวนผู้โหวต : 32
  • ส่ง msg :
  • โหวต 32 คน
วันจันทร์ ที่ 21 มิถุนายน 2553
Posted by physigmund_foid , ผู้อ่าน : 1890 , 08:37:05 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง ธรรมนั่นแหละขวางสัจธรรม

 

ไปเข้าวัด ปฏิบัติธรรม กินเจ รับธรรม

เที่ยวตะลอนไป ทริปแล้ว ทริปเล่า

ร้อยคน พันคน หมื่นคน เหมือนกัน

ล้วนไม่อาจได้บรรลุสัจธรรม

 

ก็ธรรมนั่นแหละที่ขวางสัจธรรม

อ่านมาก รู้มาก ฟังมาก มีธรรมมาก

เลยไม่ดับ ไม่สูญ ไม่จบ ไม่สิ้นเสียที

สมมุติธรรมก่อเกิดไม่มีที่สิ้นสุดได้

 

ยิ่งไปปฏิบัติธรรม ยิ่งไปเพิ่มสมมุติธรรม

สมมุติมากขึ้น มากขึ้น ขวางสัจธรรม

ยิ่งปฏิบัติธรรมยิ่งห่างไกลสัจธรรม

เพราะธรรมนั่นแหละที่ขวางสัจธรรม

 

ธรรมะหรือธรรมมาร ธรรมะหรืออธรรม?

ยิ่งเข้าหายิ่งเพลิดเพลิน ยิ่งห่างไกล

ยิ่งปฏิบัติยิ่งหาที่สิ้นสุดไม่ได้ จบไม่ลง

ธรรมแบบนี้เป็นธรรมะหรือธรรมมาร?

 

ไปรับธรรม ไปฟังอนุตรธรรม ไม่จบสิ้น

หาที่สุดไม่ได้ หาที่จบไม่ลง หาที่หยุดไม่เป็น

เพลิดเพลินไป เคลิ้มไป สถานที่สวยงาม อาหารเจอร่อย

ยิ่งปฏิบัติธรรม ยิ่งไม่ได้ธรรม ยิ่งห่างไกลธรรม

 

ธรรมนั่นแหละที่ควรโล๊ะทิ้ง

ยิ่งมีธรรม เกาะธรรม ปฏิบัติธรรม ยิ่งไม่ได้อะไร

โล๊ะออกไปทั้งธรรมะและอธรรม

เซทเป็นศูนย์ ปรับฐานให้เรียบ

 

ธรรมก็ขวางสัจธรรม อธรรมของขวางสัจธรรม

ไม่ต้องเอาทั้งธรรมะและอธรรม

ปล่อยไปตามธรรมชาติ เห็นตามธรรมจริง

ไม่ทำ ไม่รบกวนธรรมชาติ ให้ธรรมแสดงตัวเอง

 

คนชอบทำ ชอบรบกวนธรรมชาติ

คนชอบธรรม ปฏิบัติธรรมกลบธรรมชาติ

ธรรมชาติเดิมแท้ไม่อาจแสดงตัวได้ตามจริง

เกิดขึ้น, ตั้งอยู่, ดับไปเองทั้งสิ้น แต่ถูกการกระทำขวางไว้

 

ธรรมก็ช่าง อธรรมก็ช่าง ปล่อยไปตามธรรมชาติ

ธรรมชาติแสดงตัวเอง เกิดแล้วดับไป เหมือนกัน

ผู้ดูไม่ได้กระทำการรบกวนธรรมชาติ เห็นธรรมตามจริง

ธรรมะและอธรรม ย่อมไม่อาจขวางสัจธรรมได้

 

.......................................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง อธรรมสร้างธรรม

 

หากเหตุไม่ดับ สิ่งที่เกิดนั้นเป็นแค่ปัจจัย

เหตุต้องดับลงก่อน ผลจึงเกิดได้

ผลเกิดได้ ด้วยเหตุดับลง

นี่คือ หลักอิทัปปัจจัยตา

 

ฝนจะเกิดได้ ต้องให้เมฆสลายตัวดับลง

เมฆเป็นเหตุต้นของฝนที่เกิดขึ้นนั้น

ถ้าเมฆไม่สลายตัวลง เกิดฝนไม่ได้

ส่วนองค์ประกอบอื่นๆ เป็นแค่ปัจจัย

 

ปัจจัยคือเครื่องปรุงประกอบขณะเกิดผล

ปัจจัยไม่ใช่ทั้งเหตุและผล แต่ช่วยการเกิดและดับ

ปัจจัยมีทั้งที่เป็นปัจจัยเร่งและปัจจัยหน่วง

เหตุปัจจัยและผลนั้นเป็นคนละส่วนกัน

 

สรรพสิ่งมีสิ่งตรงข้ามคู่กันเสมอ

เรียกว่า “ทวีภาวะ” หรือ “หยิน-หยาง”

หยินก่อเกิดหยาง หยางก่อเกิดหยิน

หยินหยางเป็นเหตุผล เกิดดับสลับกัน

 

จะให้ขาวเกิด ต้องเริ่มจากดำ

เมื่อหมดสิ้นดำแล้วจึงเกิดขาว

จะให้ดำเกิด ต้องเริ่มจากขาว

เมื่อหมดสิ้นขาวแล้วจึงมีแต่ดำ

 

ธรรมจึงไม่อาจก่อเกิดจากธรรม

ดุจดังขาวย่อมต้องเกิดจากดำฉะนั้น

ธรรมก่อเกิดได้จากอธรรมดับลง

เมื่ออธรรมดับลงหมดแล้วจึงเกิดธรรม

 

การเกิดที่มาจากการดับ เป็นไปตามธรรมชาติ

การเกิดที่ไม่ได้มาจากการดับ เป็นการสร้างสรรค์ของมนุษย์

ธรรมะที่เกิดจากธรรมะ ไม่มีการดับ เป็นธรรมะปรุงแต่ง

ธรรมะที่เกิดจากอธรรม ดับสิ้นลงไป จึงเป็นธรรมชาติเดิมแท้

 

ไปเอาธรรมมาปฏิบัติ ไม่มีทางเกิดธรรม

ได้แต่สมมุติธรรม และธรรมปรุงแต่ง

ปล่อยให้อธรรมเผาผลาญตัวเองจนดับสิ้น

จึงก่อเกิดธรรมแท้อย่างเป็นธรรมชาติ

 

ยิ่งไม่ปฏิบัติธรรม ยิ่งใกล้เข้าสู่ธรรมแท้

ยิ่งปฏิบัติธรรม ยิ่งได้แต่สมมุติธรรม

ปฏิบัติธรรมคือไม่ทำ ปล่อยให้ดับไปตามธรรมชาติ

อธรรมถูกเผาผลาญไปเองจนสิ้น ธรรมะย่อมเกิดจากอธรรม

 

.......................................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง กิเลสก่อทุกข์ ทุกข์ก่อธรรม

 

กิเลสนั่นแหละของดี เอามาใช้ให้มากๆ

ใช้เพื่อทำกิจ ใช้เพื่ออยู่ร่วมกับชาวโลก

ใช้เพื่อสนองความต้องการของตนเอง

ยิ่งใช้ก็ยิ่งทุกข์ ยิ่งทุกข์ยิ่งเห็นโลกชัดเจน

 

ทุกข์นั่นแหละของดี เอามาใช้ให้มากๆ

ใช้เพื่อเผาอัตตา ใช้เพื่อกำราบความถือตัวถือตน

ใช้ทุกข์เพื่อให้เข็ดหลาบกับการเวียนว่ายตายเกิด

ยิ่งใช้ก็ยิ่งเบื่อ ยิ่งใช้ก็ยิ่งวอดวาย เห็นตัวเองชัดเจน

 

ใช้กิเลสก่อทุกข์ ใช้ทุกข์ก่อธรรม

ไม่ต้องเอาธรรมะใดๆ มาปรุงแต่ง

กิเลสและทุกข์อย่างเดียว จนสิ้นไป

สัจธรรมจริงแท้ย่อมปรากฏไร้มลทิน

 

ยิ่งหลบซ่อนกิเลส ยิ่งห่างไกลธรรม

กิเลสถูกเก็บกด ซ่อนไว้ ไม่แสดงตัว

อำนาจของกิเลสยิ่งอยู่ในที่มืดยิ่งมากขึ้น

ยิ่งไม่เอากิเลสออกมาใช้ ยิ่งเพลี่ยงพล้ำต่อกิเลส

 

ยิ่งหลบเลี่ยงทุกข์ ยิ่งห่างไกลธรรม

ทุกข์ถูกเก็บกด ซ่อนไว้ ไม่แสดงตัว

อำนาจของทุกข์ยิ่งมากขึ้นเมื่ออยู่ในที่มืด

ยิ่งไม่เอาทุกข์ออกมาใช้ ยิ่งเพลี่ยงพล้ำต่อทุกข์

 

เอากิเลสมาก่อทุกข์ เอาทุกข์มาก่อธรรม

ดุจเอาขยะมาเผา เอาไฟมาใช้ส่องสว่าง

 ขยะก็เหมือนกิเลส ส่วนไฟก็เหมือนทุกข์

เผาขยะทุกวัน ส่องสว่างทุกวัน หมดไปๆ

 

ขยะค่อยๆ ลดจำนวนลง หมดไปเรื่อยๆ

ไฟก็ส่องสว่างเนืองๆ เห็นโลกแจ้งชัด

เผาขยะทางใจ ส่องความจริงแห่งชีวิต

ประจำอยู่อย่างนี้ จนหมดสิ้นขยะทางใจ

 

ไฟสำเร็จรูปที่เขามีขายอยู่แล้วไม่ต้องใช้

มัวแต่ใช้ไฟของคนอื่น ก็เคยชินกับไฟสำเร็จรูป

เมื่อชินกับไฟสำเร็จรูป ก็ไม่คิดเผาขยะทางใจ

ขยะทางใจของตนเอง ก็เก็บหมักหมมเอาไว้อย่างนั้น

 

ใช้ธรรมะสำเร็จรูปของคนอื่นมาชำระใจ

กิเลสไม่มีทางหมดสิ้น เพราะชินกับการพึ่งผู้อื่น

กล้าหาญเอากิเลสของตนออกมาใช้ให้หมดสิ้น

จึงเรียนรู้ที่จะมี “ไฟ” ใช้ส่องสว่างของตนเอง

 

.......................................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง ฝึกล้มคือฝึกยืน

 

เด็กน้อยฝึกยืนแข็งแรงได้ด้วยการฝึกล้ม

เมื่อล้มบ่อยครั้งขึ้น จึงเรียนรู้การยืนที่มั่นคง

เด็กที่ไม่กล้าล้มเลย ย่อมไม่อาจยืนได้

หากมัวเกาะราวอยู่ไม่ยอมฝึกล้ม

 

ผู้ปฏิบัติธรรม อาศัยธรรมเป็นราวเกาะไว้

พวกเขากลัวที่จะล้มหากไม่มีธรรมให้เกาะ

พวกเขาเกาะธรรมไว้ตลอด ไม่ยอมฝึกล้ม

ดังนี้ จึงกลายเป็นเด็กที่ยืนด้วยลำแข้งตนเองไม่ได้

 

พึ่งตนเอง ยืนด้วยลำแข้งตัวเอง ต้องฝึกล้ม

ล้มบ่อยๆ คือ การอบรมอินทรีย์ บำเพ็ญบารมี

อินทรีย์และบารมีก้าวไปเองไม่ต้องปฏิบัติธรรม

จนถึงที่สุดแห่งกระบวนการ ก็ยืนได้ด้วยลำแข้งตนเอง

 

ไม่ยอมล้มเลย อินทรีย์ไม่กล้าแกร่ง บารมีอ่อนด้อย

อย่างนี้แล้วไม่อาจบรรลุธรรม ไม่อาจยืนได้เอง

จึงอาศัยการปฏิบัติธรรมไม่จบสิ้นเกาะเอาไว้

กลายเป็นเด็กไม่กล้าหกล้ม จึงยืนเองไม่เป็น

 

จะยืนได้ด้วยตนเอง ต้องฝึกล้ม

ฝึกล้มคือการฝึกยืนด้วยตนเอง

ฝึกจิตแบบฝึกล้ม ไม่ต้องปฏิบัติธรรม

ยิ่งปฏิบัติธรรม ยิ่งยึดเกาะธรรม ไม่กล้าล้ม

 

เมื่อล้มแล้วหาทางลุกขึ้นยืนเองให้ได้

ก็จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้ ไม่ต้องพึ่งพาใคร

ยืนหยัดบนลำแข้งของตนเองได้อย่างแท้จริง

คนที่ยังไม่เคยล้มเลยนั่นแหละ ยังไม่เติบโตอย่างแท้จริง

 

การฝึกล้มไม่ใช่การเจตนาทำให้ตนเองล้ม

แต่เป็นการทำกิจอย่างเป็นธรรมชาติ

แล้วปล่อยให้สรรพสิ่งดำเนินไปเอง

เมื่อล้มลงเอง ก็ฝึกที่จะยืนขึ้นใหม่เอง

 

เอากิเลสมาใช้, ทุกข์มาเตือนใจ, เอาความล้มเหลวมาฝึกตน

ไม่มีแบบฝึก ไม่มีรูปแบบ ไม่มีกรรมฐานใดๆ

มีแต่สัจธรรมความจริง เกิดดับ ไปตามธรรมชาติเองล้วนๆ

เช่นนี้แล้ว จึงไม่ยึดติดในกรรมฐาน ตรงสัจธรรมอย่างเดียว

 

คนมีทุกข์, คนมีกิเลส ไปฝึกกรรมฐาน

เมื่อกิเลสและทุกข์ดับชั่วคราว จึงยึดมั่นในกรรมฐานนั้น

ไม่เห็นสัจธรรมความจริง แต่เห็นดีเห็นงามในกรรมฐานนั้น

ติดกรรมฐาน ไม่เห็นธรรมตามจริง กลายเป็นพราหมณ์ไป

 

.......................................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง ล้มเหลวคือครู

 

ครูสอนธรรมะที่ดีที่สุด คือ ความล้มเหลว

ยิ่งล้มเหลวยิ่งลดละสักกายทิฐิลงได้

ยิ่งสำเร็จยิ่งหลงตัวเอง ยิ่งเกิดอัตตา

ยิ่งล้มเหลวหลายครั้ง การเรียนรู้ยิ่งมาก

 

ครูสอนธรรมะที่ดีที่สุด ไม่ใช่ใครอื่น

ใครอื่นไม่อาจหยิบยื่นธรรมะให้ใครได้

ธรรมะเป็นปัจจัตตัง ย่อมเกิดเอง รู้เอง

อธิบายไม่ได้ สอนไม่ได้ หยิบยื่นให้กันไม่ได้

 

ยิ่งกิเลสมาก ทุกข์มาก ล้มเหลวมาก นั่นแหละใกล้ธรรมมาก

ถ้าบารมีพร้อม อินทรีย์ห้ากล้าแกร่ง ไม่ฆ่าตัวตายไปก่อน

โอกาสทองแห่งการบรรลุธรรมจะมีสูงมาก

ปัจจัยสามประการนี้เอื้อให้เกิดการบรรลุธรรม

 

ยิ่งหลบซ่อนกิเลสและทุกข์ ยิ่งทำบุญหนุนให้สำเร็จ ยิ่งห่างไกลธรรม

กิเลสก็ยังมี ทุกข์ก็ยังมี สำเร็จเนืองๆ ไม่เคยละความถือตัวตนของตน

ปัจจัยสามประการนี้ คนนิยมสร้างให้เกิดแก่ตนมาก

จึงไม่อาจบรรลุธรรม ได้แต่พึ่งพาผู้ช่วยให้สำเร็จ

 

ทำบุญหนุนให้ธุรกิจของตนประสบความสำเร็จ

เข้าวัดนั่งสมาธิเพื่อหลบหนีความทุกข์ใจ

ปฏิบัติธรรมเพื่อเอากิเลสไปซ่อนไว้

สามประการนี้ ยิ่งทำให้ไกลธรรมมากขึ้น

 

ต้องกล้าหาญที่จะล้มเหลว เอาความล้มเหลวมาเป็นครู

ต้องกล้าหาญที่จะใช้กิเลส เอากิเลสมาเป็นพลังขับดัน

ต้องกล้าหาญที่จะทุกข์ เอาทุกข์มาเป็นเครื่องเตือนตน

ผู้กล้าอย่างนี้ จึงจะได้พบสัจธรรมความจริง

 

คนจริง กล้าหาญจริง จึงได้พบสัจธรรมความจริง

คนขี้ขลาด กลัวกิเลส, กลัวทุกข์, กลัวล้มเหลว

ขี้ขลาดอย่างนี้ ไม่มีทางพบธรรมด้วยตนเอง

เหมือนคนไข้ที่ไม่กล้าผ่าตัดรักษาโรคให้หายขาดฉะนั้น

 

กิเลส, ทุกข์, ล้มเหลว เริ่มจากทีละน้อย

มีกิเลสแล้วล้มเหลวแล้วทุกข์ให้บ่อยๆ

นี่คือการฝึกฝนให้ชินกับสัจธรรม

อินทรีย์และบารมีย่อมกล้าแกร่งขึ้น

 

เมื่อมีกิเลส, ทุกข์และล้มเหลวอย่างถึงที่สุด

คือกระบวนการเผาผลาญโลกธรรมแปด

ถึงที่สุดของโลกียะแล้ว โลกุตระจะเข้าเอง

กิเลส, ทุกข์และความล้มเหลว ย่อมดับสิ้นไปถาวร

 

.......................................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง สรรพธรรมคือตำรา

 

สรรพสิ่งอันเกิดเองดับเองตามธรรมชาติ

คือตำราธรรมะอันบริสุทธิ์ไม่ถูกปรุงแต่ง

ธรรมะในตำราที่ถูกมนุษย์แต่งขึ้น

ไม่บริสุทธิ์เท่าธรรมชาติแห่งสรรพสิ่ง

 

สรรพสิ่งตามธรรมชาติคือตำราอันบริสุทธิ์

มีอยู่เองแล้ว ไร้ประมาณ ไร้จำกัด

ธรรมะในตำรา ล้วนจำกัด คับแคบ

สรรพธรรมเป็นตำราก่อปัญญาไร้ประมาณ

 

คน, สัตว์, สิ่งของ, ต้นไม้, อากาศ

เป็นสรรพธรรมรอบตัว คือ ตำรา

อ่านคน, สัตว์, สิ่งของ, ต้นไม้, อากาศ

คือ อ่านตำราที่ไร้ประมาณ ไร้จำกัด

 

ธรรมะในตำรา แบ่งหมวดหมู่ตามความเหมาะสม

บ้างหมวดเหมาะสมกับบางสถานการณ์กับบางคน

สรรพธรรมนอกตำรา ปรับอย่างเหมาะสมตามสถานการณ์

เกิดขึ้นในเวลาที่เหมาะสม ดับไปในเวลาที่เหมาะสม

 

สรรพธรรมนอกตำรา จึงใหม่และทันสมัยที่สุด

ตำราล้วนมีความเก่าและล้าหลังไม่ทันสมัย

แต่สรรพธรรมนอกตำรา ไม่เคยล้าสมัย

มันมีชีวิต เกิดดับเท่าทันตามยุคสมัย

 

กุลบุตรใดปรับตัวตามสรรพธรรมได้กลมกลืน

เรียนรู้และเข้าใจสรรพธรรมอย่างไม่ปฏิเสธ

เขาย่อมได้รับข้อมูลที่ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา

จึงเป็นคนทันสมัยไม่มีทางตกยุคเลย

 

พวกล้าหลังเอาแต่อ้างอิงตำรา

ถกเถียงกันด้วยหลักปรัชญาต่างๆ

ย่อมคับแคบแต่ในความรู้เฉพาะส่วนตน

ย่อมปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ไม่ทันท่วงที

 

โลกเปลี่ยนแปลงไปทุกขณะ ตำราใดหรือจะก้าวทัน?

ก็ตำราเขียนจากการสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงของโลก

ตำราจึงก้าวตามหลังโลกดุจสุนัขเดินตามเจ้าของฉะนั้น

ผู้อาศัยตำราจึงเป็นผู้ล้าหลัง เดินตามหลังโลกต่อไป

 

สรรพธรรมคือตำราที่เหมาะสมกับทุกสถานการณ์

กุลบุตรใด มีกิจใดควรทำ สรรพธรรมจักปรากฏ

แสดงต่อกุลบุตรนั้นเฉพาะหน้า เฉพาะเรื่องที่ควร

ดังนี้ แม้ผู้ไม่มีปัญญา ก็เหมือนมีปัญญาไร้ประมาณ

 

.......................................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง ทุกที่คือโรงเรียน

 

ทุกที่คือบ้าน ทุกที่คือวัด ทุกที่คือโรงเรียน

ทุกที่คือ บวร บ้าน, วัด, โรงเรียน

ผสมผสานกันอยู่เองแล้วในตัว

ดังนี้ ที่ใดก็ได้ ไม่เกี่ยวเนื่องด้วยสถานที่

 

ทุกที่คือบ้าน ด้วยกุลบุตรเป็นผู้ไม่ยึดที่อาศัย

เป็นผู้จรร่อนเร่ไปที่ใดก็ได้ พักที่ใดก็ได้

เป็นผู้ไม่ต้องจรร่อนเร่ไป เมื่อไม่มีกิจต้องไป

ดังนี้ ธุดงควัตร ใจไม่ยึดที่ กายอยู่ที่ใดก็ได้

 

ทุกที่คือวัด เพราะปฏิบัติธรรมได้ทุกที่

เป็นผู้เห็นธรรมในทุกที่ จึงทำได้ทุกที่

เป็นผู้ไม่ต้องทำทุกที่ เพราะเห็นธรรมทุกที่

ดังนี้ สับปายะ ในทุกที่ เพราะเห็นธรรมในทุกที่

 

ทุกที่คือโรงเรียน เพราะเรียนรู้ได้ทุกที่

เป็นผู้เรียนรู้ได้ทุกที่ จึงไม่ต้องเข้าแต่โรงเรียน

เป็นผู้ไม่ต้องเรียนทุกที่ เพราะสำเร็จแล้วทุกสถานที่

ดังนี้ พุทธศาสนามีในทุกที่ เพราะเห็นตามจริงในทุกที่

 

  เมื่อไม่ยึดติดที่อาศัย ก็เป็นบ้านได้ทุกที่

เมื่อไม่ยึดติดที่ปฏิบัติธรรม ก็เป็นวัดได้ทุกที่

เมื่อไม่ยึดติดที่เรียนรู้ ก็เป็นโรงเรียนได้ทุกที่

ไม่ยึดติดในสามประการนี้ บวร ย่อมเกิดได้ทุกที่

 

ผู้สร้างบ้าน ย่อมเสียเวลาเก็บเงินทองยาวนาน

ผู้สร้างวัด ย่อมเสียเวลาเรี่ยไรเงินชาวบ้าน

ผู้สร้างโรงเรียน ย่อมเสียเวลาบริหารจัดการ

ผู้ใช้ทุกสถานที่เป็นบ้าน, วัด, โรงเรียน ไม่เสียเวลาเปล่าเลย

 

ปรับตัวตามสถานที่ตามสถานการณ์อันควร

สถานที่ใด ควรกอปรกิจใด พึงกอปรกิจนั้น

บางทีเป็นบ้าน, บางทีเป็นวัด, บางทีเป็นโรงเรียน

บางทีแค่อาศัย, บางทีปฏิบัติธรรม, บางทีเรียนรู้

 

เวลาเปลี่ยนไป คนเปลี่ยนไป สถานที่คงเดิม

เหตุปัจจัยเปลี่ยนแปลง กิจก็เปลี่ยนแปลงตาม

ปรับเปลี่ยนตามสภาวะแห่งปัจจัยต่างๆ

จากกิจหนึ่งเกิดดับไปสู่อีกกิจหนึ่ง

 

ทุกที่คือบ้าน, ทุกที่คือวัด, ทุกที่คือโรงเรียน

สถานที่พร้อมมูลอยู่แล้วขาดแต่กุลบุตร

แม้ไม่ยึดติดในสถานที่ ย่อมเข้าถึงได้ทุกที่

ธรรมะย่อมก่อเกิด ไม่เกี่ยวเนื่องด้วยสถานที่

 

.......................................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง เซนไร้เหตุผล

 

คนมีเหตุผล เก่งใช้เหตุผล ย่อมไม่ถึงเซน

คนดีแต่ใช้อารมณ์ ก็ไม่ถึงเซนเช่นกัน

ทั้งเหตุผลหรืออารมณ์ ไม่ช่วยให้ถึงเซน

ออกจากอารมณ์และเหตุผลก่อนจึงมาเรียนเซน

 

คนฉลาดมัวแต่อธิบายเชิงตรรกะ เหตุและผล

เมื่อเหตุนี้มี เหตุนี้จึงเกิด เมื่อผลนี้มี ผลนี้จึงเกิด

แต่เซนกล่าวถึงการดับเสียแล้วซึ่งเหตุและผล

เมื่อดับแล้วยังจะมีเหตุผลใดมากล่าวได้อีกเล่า?

 

คนเหลี่ยมจัดนิยมใช้อารมณ์โน้มน้าวใจคน

เมื่อคนชอบจึงยอมรับ เมื่อคนไม่ชอบก็ปฏิเสธ

แต่เซนกล่าวถึงภาวะหลังจากอารมณ์ดับแล้ว

เมื่ออารมณ์ดับไปแล้ว ยังจะอธิบายอะไรได้อีกเล่า?

 

เมื่อสมมุติทั้งปวงดับไป จักหาสมมุติได้อธิบายได้

เซนกล่าวถึงภาวะ การดับไปของสมมุติทั้งปวงนั้น

ภาวะหลังการดับไปของสมมุติทั้งหลาย คือ เซน

ดังนี้แล้ว จักหาเหตุผลหรืออารมณ์ใดอธิบายได้เล่า

 

เมื่อเหตุยังเกิดอยู่ เหตุก็ยังดับลงได้

เมื่อเหตุดับลงแล้ว ผลย่อมเกิดตามมา

การเกิดดับของเหตุและผลเป็นวัฏฏะอย่างนี้

เหตุและผลจึงไม่หลุดพ้น ไม่ใช่เรื่องนิพพาน

 

เหนือเหตุ พ้นผล ด้วยดับเสียแล้วซึ่งเหตุและผล

ดับเสียแล้วซึ่งทุกข์และกิเลส ทั้งเหตุและผล

นิโรธฉับพลันอย่างนี้ จึงไม่อาจอธิบายได้

หากยังอธิบายได้ด้วยเหตุผล ย่อมยังไม่ถึงนิโรธ

 

บุคคลเดินตามอริยมรรค ทุกข์, สมุทัย, นิโรธ, มรรค

ครบองค์สมบูรณ์แล้วจึงนับได้ว่าเป็นอริยบุคคล

ผู้บรรลุธรรมนอกพุทธศาสนาไม่เดินตามนี้

แม้ปัญญาบารมีมากรู้ถึงนิพพาน แต่ไม่นับเป็นอริยบุคคล

 

เซียนเต๋าอยู่นอกพระพุทธศาสนา ก็รู้ถึงนิพพานได้

แต่ยังไม่นิพพาน เพราะยังไม่บรรลุเป็นอริยบุคคล

ปัญญามีพร้อมแล้วที่จะรอลงมาตรัสรู้เป็นพระปัจเจกฯ

การบรรลุธรรมของเซียน จึงไม่ใช่การบรรลุอริยบุคคล

 

เซียนเต๋าเข้าถึงนิโรธได้เอง จึงไม่ถูกทำลายสักกายทิฐิ

นิโรธเกิดได้ แต่ไม่ใช่อริยมรรค เพราะยังเหลือสักกายทิฐิ

พระอริยบุคคลทั้งหลายล้วนผ่านนิโรธและสิ้นสักกายทิฐิ

ดับสนิททั้งเหตุและผลแล้ว เข้าถึงเซนได้เช่นกัน

 

.......................................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง ไม่โง่อย่าเรียนเซน

 

สุภาษิตว่าไว้ “ศิษย์โง่ไปเรียนเซน”

ศิษย์ไม่โง่ ฝึกได้ ปฏิบัติได้ ไม่ต้องเรียนเซน

คนที่จะเรียนเซนได้ ล้วนโง่มาก่อนทั้งนั้น

จริงดังสุภาษิตว่า “ศิษย์โง่มาเรียนเซน”

 

ไม่โง่อย่าเรียนเซน โง่แล้วจึงมาเรียนเซน

ฉลาดแล้วไม่ถูกหลอกล่อด้วยอุบาย

เรียนเซนก็ไม่ได้มรรคผลอันใด

ดังนี้จึงว่า “ไม่โง่อย่ามาเรียนเซน”

 

ศิษย์ไม่โง่ สอนอะไรก็ฝึกได้ ปฏิบัติได้ ครูชอบ

ไปได้ดีกับการเรียนการสอนอย่างมีระบบ

พอขาดระบบ ก็เหมือนว่าวสายขาด

ศิษย์ไม่โง่เรียนเซนแล้วอันตราย

 

ศิษย์โง่ สอนอะไรก็ทำไม่ได้ ฝึกไม่ได้ ยากเย็น

ครูเขาด่าเขาว่า เรียนแล้วเรียนอีกไม่จบเสียที

 เพื่อนล้อ เพื่อนหลอก ก็ถูกเขาหลอกเอาได้

ศิษย์โง่แบบนี้ จึงเรียนเซนได้มรรคได้ผล

 

บอกให้ศิษย์ฉลาดโดดหน้าผา มันไม่โดด

เพราะมันฉลาดเกินไป เรียนเซนไม่ได้

บอกศิษย์โง่ให้โดดหน้าผา มันก็โง่โดดเสียจริงๆ

แท้แล้วเป็นอุบายของอาจารย์สอนโดยไม่สอน

 

อาจารย์เซนย่อมรู้อย่างแจ้งชัดถึงอินทรีย์ของศิษย์

แม้สั่งให้ศิษย์ทำสิ่งใด ย่อมทราบกำลังความสามารถ

ดังนั้น แม้เป็นคำสั่งที่โง่เง่า ก็เหมาะสมกับศิษย์โง่

ศิษย์โง่แบบนี้ จึงจะสำเร็จเซนได้ในที่สุด

 

ศิษย์โง่ ครูที่ไหนก็สอนไม่ได้แล้ว

เพราะครูไม่มีบุญบารมีพอที่จะสอนได้

สอนศิษย์เท่าไรก็รู้สึกว่าศิษย์โง่เหลือเกิน

เพราะไม่ทราบศักยภาพที่ซ่อนลึกเฉพาะตัวของศิษย์

 

อาจารย์เซนเล็งเห็นศักยภาพที่ซ่อนลึกนั้น

ท่านมีวิธีดึงเอาศักยภาพที่ซ่อนอยู่ออกมา

ด้วยวิธีการอันประหลาดเกินที่จะอธิบาย

จึงต้องอาศัยศิษย์ที่โง่พอที่จะทดลองปฏิบัติ

 

ศิษย์ฉลาดเก่งที่จะเรียนรู้สิ่งภายนอก

แต่ภายในไม่มีความพิเศษซ่อนอยู่

เพราะไม่มีดีในตัว จึงรับเอาแต่ของนอกตัว

 ดังนี้ จึงกล่าวว่า “ศิษย์ไม่โง่ อย่าเรียนเซน”

 

.......................................................................................................



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
physigmund_foid วันที่ : 21/06/2010 เวลา : 09.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buddhabath

เซนไม่ได้เหมาะกับคนทุกคน


คนที่เรียนอะไรก็ไม่ได้ ล้มเหลวหลายครั้ง
โดนด่าว่าโง่เง่าบ่อยๆ แต่ก็ยังไม่ละความพยายาม
แบบนี้เข้าขั้น "ศิษย์โง่ ให้มาเรียนเซนเสีย" จะหายโง่


ส่วนคนประเภทอื่นๆ ที่ไม่เข้าข่ายศิษย์โง่ ไม่ควรเรียนเซน

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน