*/
  • physigmund_foid
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-03-05
  • จำนวนเรื่อง : 33
  • จำนวนผู้ชม : 41425
  • จำนวนผู้โหวต : 32
  • ส่ง msg :
  • โหวต 32 คน
วันพุธ ที่ 23 มิถุนายน 2553
Posted by physigmund_foid , ผู้อ่าน : 1749 , 09:25:15 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง เพราะโง่จึงศรัทธาเซน

 

การสร้างศรัทธาเหมาะสำหรับกิจทางโลก

รวมใจคนจำนวนมากไม่ว่าจะพร้อมหรือไม่

แล้วนำพาไปทำกิจทางโลกได้ตามต้องการ

ดังนี้ ทางโลกจึงจำต้องสร้างศรัทธารวมใจคน

 

เซนไม่สร้างศรัทธาและไม่ต้องให้ใครมาศรัทธา

เพราะไม่ได้ประกอบกิจทางโลกที่เกี่ยวกับคนมาก

คนที่จะได้ถึงธรรม ถึงเซน เป็นเพียงคนกลุ่มน้อย

ดังนี้ จึงไม่มีความจำเป็นต้องสร้างหรือรักษาศรัทธา

 

เซนไม่สร้าง ไม่รักษาศรัทธา จึงไม่กลัวเสียศรัทธา

ใครจะศรัทธาหรือไม่ศรัทธา ล้วนไม่ใช่สาระสำคัญเลย

ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็ไม่เกี่ยวข้องกับการพ้นทุกข์เลย

ดังนี้ เมื่อถูกต่อว่า ถูกทำลายศรัทธา เซนกลับนิ่งเฉย

 

ดีสิ คนไม่ศรัทธาเรา ไม่ต้องมีใครมาวุ่นวาย

กรรมน้อย ชีวิตราบเรียบ ไม่มีภาระวุ่นวาย

ความสงบเกิดเอง เราก็เอาตัวรอดได้ง่าย

ดังนี้ ไม่ศรัทธากันก็ดีอยู่แล้ว ไม่น่ากังวลเลย

 

ถ้าไล่ศิษย์แล้ว ทำลายความศรัทธาของศิษย์แล้ว

ศิษย์คนนั้นยังอยู่ ยังโง่หลงเชื่ออยู่ แสดงว่าโง่ได้ที่

คนแบบนี้เองที่โง่พอที่จะเป็น “ศิษย์โง่มาเรียนเซน” ได้

คนแบบนี้เอง ที่ถูกคัดสรรให้เหลือเพียงหนึ่งเดียวตามธรรมชาติ

 

ยอดคนหนึ่งคนก็เพียงพอแล้วสำหรับเซน

ขี้หมาพันก้อน เยอะแยะเอาไปทำไม

เพชรเม็ดเล็กก้อนเดียวก็เพียงพอแล้ว

ยอดคน ก็สมกับยอดธรรม ไปจ่ายแจกมากทำไม?

 

 คนปัจจุบันโง่ไม่เป็น เป็นแต่ฉลาดอย่างเดียว

ไม่รู้จักใช้ความโง่ให้เป็นประโยชน์ ไม่เข้าใจคนโง่

ทั้งที่คนโง่เหล่านั้นเป็นคนส่วนใหญ่ของโลกใบนี้แท้ๆ

พวกเขาคิดว่าฉลาดแล้วที่หลอกคนโง่ให้ยอมจำนนได้

 

คนที่ยอมโง่ เพียงเพื่อที่จะเข้าใจวิถีของคนโง่

เขาย่อมรู้จักใช้ความโง่ และคนโง่ให้เป็นประโยชน์

เขาจึงครองใจคนโง่ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศได้

เพราะคนฉลาดเกินไปนั่นแหละ คนโง่ทั้งหลายจึงพากันไม่นิยม

 

ยอดคนปกครองคนทั่วหล้าได้ ต้องโง่ให้เป็น

ถ้าโง่ไม่เป็นก็เสียท่าแก่คนฉลาดเขาได้

โง่เป็นแล้ว คนฉลาดก็ไม่อาจเท่าทัน

เพราะคนฉลาดไม่เคยโง่นั่นเอง

 

...........................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง เห็นจิต จะเป็นจิตได้อย่างไร?

 

ศิษย์เซนดีใจบอกอาจารย์ว่าผมเห็นจิตแล้ว

อาจารย์เซนตอบว่า “เช่นนั้นมันก็ไม่ใช่จิต”

ถ้าเธอเห็นจิต แล้วมันจะเป็นจิตได้อย่างไร

แล้วที่ศิษย์โง่ไปเรียนเซนพบนั้นคืออะไร?

 

เธอเคยเห็นตัวเองบ้างไหม?

ไม่หรอก เธอเห็นแต่เงาตัวเองในกระจก

ไม่ก็เงาตัวเองที่ทอดไปตามพื้น

เธอเห็นจิต มันจะเป็นจิตได้อย่างไร?

 

นักดูจิต เห็นจิตเป็นไปด้วยอาการต่างๆ

จิตเกิด จิตดับ จากนั้นเป็นนี่อยู่เนืองๆ

เขาวนอยู่กับการดูจิต เกิดและดับไป

เหมือนคนที่ส่องกระจกดูตัวเองทั้งวัน

 

จิตคือมโนธาตุ เป็นธาตุรู้อยู่แล้ว

จิตเดิมแท้ประภัสสรอยู่แล้ว

จิตไม่มีกิเลสอยู่แล้ว

แล้วเธอไปดูจิตเพื่ออะไร?

 

กิเลสจรมาจรไป เกิดดับ ไม่จีรัง

ดุจเมฆลอยเลื่อนบดบังดวงจันทร์

สิ่งที่เห็นว่าเกิดดับ จรมาจรไปนั้นเอง

ที่นักดูจิต มองว่าเป็นจิต เห็นจิตแล้ว

 

ดังนี้ นักดูจิต จึงไม่เห็นว่าจิตเดิมแท้บริสุทธิ์อยู่แล้ว

เขาเฝ้ากังวลระวังและเคลือบแคลงว่าจิตจะไม่บริสุทธิ์

จึงนั่งเฝ้าดูจิต เฝ้าดูทั้งวัน เหมือนดูเมฆฉะนั้น

อาจารย์ใช้ให้ดูดวงจันทร์ แต่ศิษย์มัวนั่งดูเมฆ?

 

ดวงจันทร์บริสุทธิ์ผุดผ่องสว่างไสว

ดุจจิตเดิมแท้ประภัสสร บริสุทธิ์อยู่แล้ว

กิเลสมาจรชั่วคราว จรมาจรไป หาสาระอะไร?

กิเลสจรไป ดับไปชั่วคราว คือ “สุญตา” ดูดวงจันทร์สิ

 

โอ มันเป็นเช่นนั้นเอง ไม่ต้องกระทำอันใดแล้ว

จิตมันบริสุทธิ์อยู่เองแล้ว สรรพสิ่งเกิดดับเองอยู่แล้ว

เช่นนี้ จิตจึงปล่อยวางได้ทุกสิ่ง ไม่กระทำกรรมฐานใดๆ

สำเร็จธรรม เป็น “อเสขบุคคล” ผู้ไม่ต้องฝึกจิตอีก

 

พราหมณ์ยังเป็นผู้เจริญพรหมจรรย์วนอยู่กับการฝึกจิต

แต่พระอรหันต์ เป็น “อเสขบุคคล” ผู้ไม่กระทำแล้ว

เมื่อตรงสุญตาก็ตรงนิโรธ ตรงนิโรธก็ตรงนิพพาน

ปัญญาก็เห็นแจ้งชัดในสรรพสิ่งที่เป็นเช่นนั้นเอง

 

...........................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง เห็นแต่ธรรมบริสุทธิ์ นั่นแหละจิต?

 

อาจารย์เซนถามศิษย์ว่าเธอลองดูจิตสิ

ศิษย์โง่ตอบว่าไม่เห็นเลยอาจารย์

อาจารย์ถามต่อว่าแล้วเธอเห็นอะไร

ศิษย์ตอบ มีแต่ธรรมชาติอย่างนั้นเอง

 

อาจารย์ถามต่อว่าแล้วเธอยังมีอะไรต้องดูอีกไหม

ศิษย์ตอบว่าไม่รู้จะดูอะไรดี ก็เป็นอย่างนี้เหมือนๆ กัน

อาจารย์เซนยิ้มนิดๆ แล้วก็เลิกถาม เดินจากไป

ศิษย์โง่ก็เลิกเรียน เลิกฝึกจิต เท่านี้เอง

 

คนดูจิต เห็นจิตเป็นเช่นนั้น เป็นเช่นนี้

เพราะเขายังไม่เห็นจิตที่แท้จริง

ถ้าเธอเห็นจิต มันจะเป็นจิตได้อย่างไร

เหมือนเธอดูคนอื่นๆ แล้วทึกทักเอาว่าเป็นตัวเองฉะนั้น

 

คนเราเห็นตัวเองได้ไหม จิตจะเห็นตัวเองได้ไหม?

จิตเป็นธาตุรู้ เป็นผู้ดู แล้วจะดูตัวเองได้ไหม?

รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ สิ่งที่ถูกดู รูปไม่ใช่จิต

ดังนี้ สิ่งที่จิตรู้ คือ รู้รูป นั่นเอง

 

จิต เจตสิก รูป นิพพาน นั้นไม่เหมือนกัน

จิตเป็นตัวรู้ ไปรู้รูป, รู้นิพพาน มีเจตสิกเป็นเครื่องปรุง

รอให้เครื่องปรุงดับเองก่อน เจตสิกที่บดบังก็หายไป

ดังนี้ จิตจึงจะแยกแยะเห็นได้ว่าอะไรรูป อะไรนิพพาน

 

รูปไม่ใช่นิพพาน นิพพานไม่ใช่รูป

รูปยังมีภาวการณ์เกิดดับ ไม่เที่ยง

นิพพานพ้นจากการเกิดดับแล้ว

จิตรู้แจ้งชัดถึงอะไรเป็นรูปอะไรเป็นนิพพาน

 

จิตตรงต่อนิพพาน ไม่ใช่ตรงต่อรูป

จิตตรงต่อนิพพาน ไม่ใช่ตรงต่อเจตสิก

รูปจะเป็นอย่างไรก็ช่าง เป็นธรรมหมด อนิจจังหมด

เจตสิกจะเป็นอย่างไรก็ช่าง เป็นธรรมหมด อนิจจังหมด

 

จิตตรงต่อนิพพาน ไม่ต้องวนในรูปหรือเจตสิก

เจตสิกเหมือนเมฆลอยบดบังดวงจันทร์

รูปเหมือนดวงดาวต่างๆ บนฟ้า

ตรงต่อแสงสว่าง ตรงต่อนิพพานเลย

 

จิตประภัสสรบริสุทธิ์อยู่แล้วดั่งดวงจันทร์

ไม่ต้องสนใจเจตสิกหรือรูปที่ไม่เที่ยง

จิตตรงต่อนิพพานไม่วนในวัฏฏะ

เห็นแต่ธรรมบริสุทธิ์นั่นแหละจิต

 

...........................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง น้ำเสียก็บริสุทธิ์

 

ศิษย์โง่เห็นน้ำเสีย จึงบอกว่าน้ำไม่บริสุทธิ์

ศิษย์โง่เฝ้ามองดูขยะที่ปรุงแต่งลงในน้ำนั้น

แต่เขาไม่เคยสนใจน้ำที่บริสุทธิ์อยู่แล้วเลย

เพราะมัวสนใจ สีสันแห่งการปรุงแต่งนั้น

 

จิตบริสุทธิ์อยู่แล้ว ที่ไม่บริสุทธิ์ย่อมไม่ใช่จิต

เมื่อบริสุทธิ์อยู่แล้ว ก็ไม่มีความกังวลต้องไปดู

มันรู้เอง ทำหน้าที่เองตามธรรมชาติเองอยู่แล้ว

มีกิเลสจรมา เกิดทุกข์ รับกรรม นี่คือ ธรรมชาติ

 

ถ้าไม่มีกระบวนการเกิดกิเลส รับทุกข์ รับกรรม

จิตก็ไม่อาจนิพพานได้ เพราะผิดธรรมชาติ

วิบากเหมือนหนี้ ใช้ไม่หมด จะนิพพานได้หรือ?

ปล่อยให้จิตดำเนินไปตามธรรมชาติ คือ มรรคอยู่แล้ว

 

คนมีกรรม ต้องมีกิเลส กระชากไปรับกรรม

เมื่อฝึกจิตไม่ให้มีกิเลส กระบวนการชำระกรรมก็หยุดลง

วิบากกรรมไม่หมดสิ้น ยังไม่อาจเข้าถึงนิพพานได้

ดังนี้ การฝึกจิตนั่นแหละที่ขวางทางนิพพาน

 

ดุจดังไฟไหม้ฟืนยังไม่ทันหมด ก็รีบดับเสียก่อน

เชื้อฟืนยังไม่หมด วันหน้าก็ลุกขึ้นได้ใหม่อีก

กลับชื่นชมกันว่าน้ำเป็นของดี เพราะดับไฟได้

จึงไม่เห็นว่าไฟไหม้ถึงที่สุดแล้วก็ดับลงได้เอง

 

เมื่อเห็นกรรมฐานเป็นของดี ดุจเป็นน้ำดับไฟ

ก็เห็นกิเลสและทุกข์เป็นของไม่ดี ดุจไฟ

นี่ของดี นี่ของไม่ดี ตัวกูของกูก็เกิด

ทวิภาวะเกิดขึ้นแล้ว จะนิพพานได้อย่างไร?

 

น้ำเสีย คือ น้ำเสีย แต่น้ำก็ยังบริสุทธิ์อยู่ดี

น้ำยังคงเป็นน้ำ แม้ผสมอยู่กับสิ่งต่างๆ ก็ตาม

น้ำถูกสร้าง ถูกปรุง ถูกเรียกใหม่ว่า “น้ำเสีย”

ทั้งๆ ที่น้ำ ก็ยังคงเป็นน้ำบริสุทธิ์เช่นเดิม

 

จิตเดิมแท้ประภัสสร บริสุทธิ์อยู่แล้ว

มีกิเลสมาจรปรุงแต่งเป็นครั้งคราวไม่เที่ยง

จิตบริสุทธิ์ก็คือบริสุทธิ์ กิเลสก็คือกิเลส

น้ำบริสุทธิ์ก็คือบริสุทธิ์ ส่วนเสียก็คือส่วนเสีย

 

ดูกิเลสจรมาจรไป ไม่เที่ยงเพื่ออะไร?

สนใจอะไรกับขยะลอยไปมาในน้ำเล่า

ในเมื่อหิวน้ำ สนใจขยะในน้ำทำไมเล่า?

ดื่มน้ำในลำธารแล้ว หมาเน่าลอยมาก็ช่างมัน

 

...................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง ตรงนิพพาน ก็พอแล้ว

 

ขอนไม้ลอยตรงกลางลำน้ำได้ตลอด

ย่อมถึงทะเลในวันใดวันหนึ่งเอง

ยิ่งไปเร่ง ไปทำ ยิ่งเบี่ยงเบน

สุดท้าย ติดฝั่งซ้าย-ขวา

 

ตรงนิพพานให้ได้ก่อน ไม่ต้องละอะไร

ตรงนิพพานให้ได้ก่อน ไม่ต้องดับอะไร

ตรงนิพพานให้ได้ก่อน ไม่ต้องตัดอะไร

ตรงนิพพาน ก็พอแล้ว

 

ตรงนิพพานก็พอแล้ว วิบากกรรมจะชำระหมดเอง

เพราะไม่ก่อกรรมใหม่ จึงค่อยๆ หมดไปเอง

ไม่ต้องทำอะไร ยิ่งทำยิ่งเกิดกรรมใหม่

ไม่ต้องตัด ไม่ต้องดับ ไม่ต้องละ

 

ผู้อ่านธรรมพบว่าอะไรก็ไม่ใช่ อะไรก็ไม่เที่ยง

เขาจึงไปละ ไปตัด ไปดับ ไปวางเสีย

เหล่านี้ไม่ใช่ทางตรงนิพพานเลย

ไม่ต้องดับ ไม่ต้องละ ไม่ต้องตัด ตรงนิพพานก็ถึงเลย

 

การไปละ ไปตัด ไปดับ ทำให้เกิดการฝึกจิต

วนอยู่กับการฝึกจิต ทำให้เกิดภาวะ “พรหม”

ภาวะแห่งการอบรมจิตเสมอๆ คือ ภาวะพรหม

ภพพรหมจึงเกิดขึ้น ชาติใหม่จึงมี นี่ไม่นิพพาน

 

เห็นสัจธรรมตามจริงที่ว่าใดๆ ในโลกล้วนอนิจจัง

อะไรที่เกิดเอง ก็ล้วนดับไปเองทั้งสิ้น

จึงละวางทั้งการละ การดับ การตัด

ปล่อยให้กิเลสดับไปเอง อวิชชาสิ้นเอง

 

เรื่องของจิตนี้ เราไปเล่นกับมัน มันก็เล่นกับเรา

เราไปก่อกรรม พยายามกระทำมัน วิบากนั้นย้อนสู่เรา

เราเล่นกับมัน พยายามฝึกมัน มันก็เล่นกับเรา

แท้แล้ว มันไม่มีอะไรเลย จิตบริสุทธิ์อยู่แล้วเช่นนั้นเอง

 

คนดูกระจกมองตัวเอง ก็เห็นตัวเอง

เฝ้าดูอยู่เสมอว่ามีอะไรผิดปกติไหม

เหมือนคนดูจิต ฝึกจิต ไม่ยอมละวาง

เลิกดูเสีย มันก็เกิดดับไปเอง เป็นธรรมชาติอยู่แล้ว

 

กิเลสค่อยๆ ลดลงเอง ค่อยๆ ดับลงเอง

ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องฝึกอะไร

ใช้ชีวิตไปตามธรรมชาติสายกลาง

กิเลสก็ดับลงเองเป็นอนิจจังตามธรรมชาติ

 

...........................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง ตรงนิพพาน ก็ถึงเลย

 

ตรงสู่การดูจิต ก็ติดอยู่กับจิต

ตรงสู่การเจริญสติ ก็ติดอยู่กับสติ

ตรงสู่การทำสมาธิ ก็ติดอยู่กับสมาธิ

ตราบเท่าที่ไม่เห็นความดับไปเป็นอนิจจัง

 

นักปฏิบัติจิตที่ชำนาญไม่ผิดพลาด

ย่อมไม่เห็นอนิจจังในแนวทางของตน

เขาย่อมยึดแนวทางของตนว่าเป็นทางหลุดพ้น

แท้แล้วไม่มีทางหลุดพ้นอื่นใด นอกจากที่เป็นอยู่แล้ว

 

ทางหลุดพ้นมีอยู่แล้ว เป็นธรรมชาติ ไม่ต้องกระทำ

มนุษย์ผู้ขลาดเขลา ได้สร้างสรรค์วิธีการต่างๆ ขึ้น

มรรควิธีที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นนี้ ไม่ใช่ธรรมชาติเดิมแท้

เมื่อยึดถือในแนวทางของตน แล้วจะเห็นธรรมชาติเดิมแท้ได้อย่างไร

 

ผู้ปฏิบัติจิตด้วยวิธีการต่างๆ

ถูกวิธีการเหล่านั้นร้อยรัดเป็นบ่วงโซ่

ตราบเท่าที่บ่วงโซ่ไม่ถูกทำลายเสีย

เขาย่อมยึดถือกรรมฐานนั้นว่าเป็นสรณะ

 

ก็สรณะใดที่เป็นที่พึ่ง ที่ยึดเกาะได้เล่า?

เพราะสรรพสิ่งนั้นก็ไม่เที่ยง สรณะเที่ยงจะมาแต่ไหน

กรรมฐานใดๆ ก็มิอาจเป็นสรณะที่พึ่งพิงได้

จะบรรลุธรรม ต้องเห็นความดับไปของกรรมฐานก่อน

 

คนอ่อนแอหาที่พึ่งทางใจอยู่เนืองๆ

บ้างไปพึ่งพากรรมฐาน และวิชชาการฝึกจิตต่างๆ

คนกล้าหาญ เผชิญความจริงตามจริง ไม่มีแม้แต่กรรมฐาน

ยอมรับความไม่เที่ยงตามจริงได้ แล้วจะยึดกรรมฐานอีกทำไม?

 

สรรพสิ่งเกิดเอง ดับเอง เป็นไปตามธรรมชาติ

สิ่งนี้ไม่ต้องมีกรรมฐาน ไม่เกี่ยวเนื่องด้วยกรรมฐาน

หญิงบ้าไม่เคยฝึกจิต ไปพบพระพุทธเจ้าแล้วบรรลุธรรม

ก็หญิงบ้านั้นใช้กรรมฐานใดเล่าถึงบรรลุธรรม ย่อมหามีไม่

 

จิตตรงต่อการฝึกกรรมฐาน ก็ยึดติดกรรมฐาน

จิตตรงสู่นิพพาน คือ ความดับสนิทไปอย่างเดียว

สรรพสิ่งมีเกิดเอง ดับเองอยู่แล้ว ตลอดเวลา ทุกสถานที่

ดังนี้ ประตูนิพพานเปิดรับทุกสถานที่ ทุกเวลา

 

หลวงพ่อสดเคยติดนิมิต หลงนิมิต ผิดพลาด

แต่เพราะหลงจึงทุกข์ กรรมฐานพังหมด

สุดท้าย ก็พบว่า “หยุด คือ ตัวสำเร็จ”

คนเก่งกรรมฐาน ไม่พลาดเลย ย่อมไม่อาจบรรลุธรรม

 

................................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง พระเอกผู้รู้

 

ผู้กำกับสร้างตัวละคร ตัวตนหนึ่งขึ้นมา

ชื่อว่า “จิต” กำหนดให้เป็นพระเอกผู้รู้

กำหนดบทบาทว่าตัวรู้ต้องทำหน้าที่รู้

มีกิจนั้นกิจนี้ สร้างขึ้น ให้เป็นพระเอก

 

มโนธาตุ คือ ธาตุรู้ คือ จิตนั่นเอง

แม้ว่าจะเป็นธาตุรู้ แต่ก็ไม่เที่ยง

รู้มีเกิด มีดับไป เป็นธรรมดา

ไม่จำเป็นต้องรู้ตลอดเวลา

 

ผู้กำกับ กำหนดให้พระเอกเป็นผู้รู้

ตัวตนของตน ถูกสร้างขึ้นให้รับบทบาทใหม่

เดินอยู่ฝ่าย “ผู้รู้” อย่าเดินไปทาง “ไม่รู้”

เช่นนี้ ธรรมชาติถูกกระทำให้เหลือฝ่ายเดียว

 

รู้-ไม่รู้, เกิด-ดับ ทั้งสองอย่างนี้คือธรรมชาติ

กำหนดรู้ คือ กำหนดให้ธรรมชาติอยู่ฝ่ายเดียว

รู้ คือ สิ่งพึงประสงค์ ไม่รู้ คือ สิ่งไม่พึงประสงค์

ธรรมะซีกเดียวเช่นนี้ จะเป็นสัจธรรมได้อย่างไร?

 

รู้ก็ช่าง ไม่รู้ก็ช่าง เป็นธรรมชาติทั้งสิ้น

ไม่ต้องกำหนดให้รู้ ไม่ต้องกำหนดให้ไม่รู้

ธรรมชาติเกิดเองดับเองทั้งฝ่ายรู้และไม่รู้

พระเอกผู้รู้ ก็ไม่จำเป็น ละครไม่ต้องเล่นอีก

 

ตัวตนของตน ตัวใหม่ ถูกสร้างขึ้น

ได้ชื่อว่า “พระเอก” มีบทบาทเป็นผู้รู้

ผู้กำกับวนอยู่กับการกำหนดให้รู้อยู่เนืองๆ

ละครจึงต้องดำเนินต่อไป ไม่อาจดับตัวตนลงได้

 

ตัวตนของตน “ตัวผู้รู้” ถูกปรุงขึ้น สร้างขึ้น

ทั้งๆ ที่จิตก็รู้เองอยู่แล้วตามธรรมชาติ

เมื่อเป็นเช่นนี้ ยังจะต้องไปฝึกอีกทำไม

ปล่อยตามธรรมชาติ ให้ธรรมแสดงตัวเอง

 

ไม่ต้องมีผู้กำกับ ไม่ต้องมีนักแสดง

มีแต่ “ธรรมชาติเดิมแท้” แสดงตัวเอง

เป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ เกิดแล้วดับไป

ไม่เกี่ยว ไม่เนื่องด้วยกรรมวิธี, ใคร หรืออะไร

 

นักแสดงตัวใหม่ๆ มักถูกปรุงแต่งสร้างขึ้น

แต่ในธรรมชาตินั้นไม่จำเป็นต้องมีอีก

เพราะธรรมชาติมีเกิดดับอยู่ครบแล้ว

แล้วยังจะต้องมี “ผู้รู้” อีกทำไม?

 

............................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง เลิกเล่นคลื่น

 

น้ำเรียบนิ่งย่อมสะท้อนภาพตามจริง

น้ำที่มีคลื่นไหวอยู่ ย่อมแสดงภาพบิดเบือน

ผู้ยังโยนหินลงในน้ำ ไม่อาจเห็นภาพตามจริง

ผู้ไม่หยุดเล่นคลื่น ย่อมสร้างคลื่นใหม่ไม่หยุดหย่อน

 

ผู้เลิกโยนหินลงน้ำ ย่อมเห็นภาพจริงลางๆ

แม้ผลกระทบก่อนหน้ายังมีอยู่ คลื่นยังมีอยู่

แต่ก็พอเห็นภาพบ้างแล้ว อุปมาดั่งพระโสดาบัน

คลื่นยังมีอยู่เหมือนกิเลสฉะนั้น แต่เห็นนิพพานลางๆ แล้ว

 

คลื่นที่เกิดขึ้น ย่อมค่อยๆ ดับไปเองตามธรรมชาติ

ภาพที่ปรากฏย่อมค่อยๆ ตรงไปตรงมาได้เอง

เพราะไม่กระทำอันใดต่อแผ่นน้ำเรียบนิ่งอีก

ภาพจึงสะท้อนความจริงได้ไม่บิดเบือน

 

คนที่อยากเห็นภาพจริงแต่ไม่หยุดเล่นน้ำ

เห็นคลื่นรบกวนภาพสะท้อนก็พยายามหยุดคลื่น

ทว่า การกระทำของเขาเอง ที่สร้างคลื่นใหม่ไม่หยุด

เช่นนี้แล้ว จะเห็นภาพตามจริงได้อย่างไร?

 

เลิกยุ่งกับคลื่น ปล่อยมันไปตามธรรมชาติ

เห็นจริงตรงธรรมว่าไม่จำเป็นต้องกระทำอะไร

สรรพสิ่งก็เกิดเอง แล้วดับลงไปเองเช่นนั้น

กิเลสทั้งหลาย ไม่ต้องดับ มันก็ค่อยๆ ดับไปเอง

 

ยิ่งไปดับกิเลส เหมือนคนพยายามหยุดคลื่น

คลื่นลูกใหม่ๆ ก็เกิดขึ้นจากการกระทำของเราเอง

หยุดเสียได้ซึ่งการรบกวนธรรมชาติ

ภาพจริงค่อยปรากฏชัดไม่บิดเบือน

 

กิเลสเกิดขึ้น แล้วก็ดับเอง ถ้าไม่กระทำต่อ

ยิ่งไปบวกหรือลบต่อกิเลส ยิ่งไม่จบ

ยิ่งพยายามจับ พยายามดู ยิ่งมีใหญ่

ปล่อยไปตามธรรมชาติ แล้วมันก็ดับเอง

 

จิตตรงต่อนิพพาน คือ เห็นธรรมตามจริง

ว่าล้วนอนิจจัง เกิดเอง ดับเอง ไม่ต้องกระทำอะไร

ไม่ต้องเฝ้าดู ไม่ต้องระวัง ไม่ต้องคอยจับกิเลส

เลิกเล่นกับมัน มันก็เบื่อ หยุดเล่นกับเราไปเอง

 

ไปท้าตีท้าต่อยกับกิเลส มันก็เล่นกับเรา

เดี๋ยวเกิด เดี๋ยวดับ เล่นกันไม่หยุด

เราไปเฝ้าดูมัน มันก็เฝ้าแสดงให้เราดู

ไม่ยุ่งกับมันเสียได้ มันก็จะค่อยหายไปเอง

 

...........................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง เงินแท้กับทองปลอม

 

เงินแท้กับทองปลอมอะไรมีค่ามากกว่ากัน?

ผู้ทรงธรรมในผ้าขาวที่บรรลุมรรคผลแท้จริง

กับพระสงฆ์ห่มเหลืองผู้ไม่ได้บรรลุมรรคผลแท้จริง

บุคคลทั้งสองนี้ อย่างไรเป็นดั่งเงินแท้และทองปลอม?

 

ผู้ปรารถนานิพพาน ไม่จำเป็นต้องห่มเหลืองก็ได้

ถ้าเขาปฏิบัติไม่ถึงอรหันตผลแต่ได้อริยะขั้นต้น

ย่อมนับได้ว่าเป็นดั่ง “เงินแท้” ขาวบริสุทธิ์

แม้ได้อนาคามีห่มขาว ยังดีกว่าสงฆ์เทียม

 

ผู้ปรารถนานิพพาน ไม่จำเป็นต้องถึงอรหันตผลก็ได้

ถ้าเขาไม่ได้ห่มเหลือง แต่ได้บรรลุอริยะขั้นต้น

แม้ไม่ใช่ทอง แต่ก็ยังดีกว่าเป็น “ทองเทียม”

ผ้าเหลืองเทียม ย่อมไม่มีค่าเท่าผ้าขาวแท้

 

“เงินแท้” แม้ไม่ใช่สิ่งที่มีค่าสูงที่สุด

แต่เงินแท้ก็มีคุณค่าและคุณสมบัติในตัว

ย่อมสามารถทำกิจและสนองคุณเจ้าของได้

อุปมาดั่ง ฆราวาสห่มขาวผู้บรรลุมรรคผลแท้จริง

 

“ทองปลอม” สีเหลืองอร่ามงามตา

แต่ไม่มีคุณค่าไม่มีคุณสมบัติที่แท้จริงในตัว

ย่อมไม่อาจทำคุณที่แท้จริงได้ ทำได้เพียงหลอกตา

อุปมาดั่ง พระสงฆ์ผู้ห่มเหลืองแต่มิได้บรรลุมรรคผลแท้จริงใด

 

เงินแท้กับทองปลอมเมื่อวางคู่กัน

เงินแท้ย่อมไม่งดงามน่าหลงใหลเท่าทองปลอม

แต่เมื่อนำไปใช้งานตามคุณสมบัติแล้ว ผลย่อมตรงข้าม

เงินแท้ย่อมมีคุณสมบัติแท้จริง ทองปลอมกลับไม่อาจให้ผลได้จริง

 

ผู้ปฏิบัติธรรม ไม่จำเป็นต้องถึงอรหันต์

ผู้ปฏิบัติธรรม ไม่จำเป็นต้องห่มผ้าเหลือง

ขอเพียงตั้งใจปฏิบัติจริง ให้ได้มรรคผลจริง

ผู้ปฏิบัติธรรมห่มขวาย่อมทรงคุณค่าดุจเงินแท้

 

ทองปลอมเป็นที่นิยมมากเพราะราคาถูก

หลอกตาคนทำให้เจ้าของได้รับการชื่นชมทั่วไป

แต่ทองปลอมไม่อาจทำหน้าที่เป็นทองที่แท้จริงได้

เมื่อเสื่อมคุณ เสื่อมสภาพ ความไม่แท้จริงปรากฏ ย่อมอับอาย

 

เงินแท้แม้ไม่ได้รับความนิยมเท่าทองปลอม

แต่สามารถทำหน้าที่ของเงินได้อย่างแท้จริง

เมื่อถูกทดสอบและใช้งานจริงแล้วไม่เสื่อมสภาพ

เงินแท้ แม้ไม่งามเหมือนทอง แต่ก็เป็นเงินแท้เช่นนั้นเอง

 

...........................................................................................



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
เจ้าทึ่ม วันที่ : 28/06/2010 เวลา : 11.32 น.

ขอบคุณที่ตอบจ้า
แต่ก็ช่างมันเถอะ
ไว้วันหลังเราค่อยคุยเรื่องนี้ดีกว่า

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
physigmund_foid วันที่ : 26/06/2010 เวลา : 09.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buddhabath

มโนธาตุมีลักษณะเป็นธาตุรู้ ก็คือ จิตนี่เอง
ธรรมธาตุ มีลักษณะไม่เที่ยง เกิดดับ คือ ธาตุแท้แห่งสรรพสิ่ง
มโนวิญญาณธาตุ คือ ธาตุผสมระหว่าง มโนธาตุ
กับวิญญาณธาตุ การรู้เกิดได้ด้วยอำนาจแห่งมโนธาตุนั้น
ทว่า เมื่อมีวิญญาณธาตุมาผสม ทำให้การรู้ไม่บริสุทธิ์
เพราะเหตุว่าวิญญาณธาตุปรุงแต่งทำให้การรู้ไม่บริสุทธิ์นี้
วิญญาณธาตุ จึงได้อีกชื่อว่า "วิญญาณขันธ์" ในฐานะ
ผู้ปรุงแต่งธรรม


ผู้รู้ด้วยวิญญาณยังรู้ไม่แท้
ผู้รู้ด้วยจิต จึงเห็นได้อย่างบริสุทธิ์ผุดผ่อง
ดังนี้ เมื่อเท่าทันวิญญาณขันธ์อันเป็นเครื่องปรุงแต่งแล้ว
จิตรู้โดยไม่อิงเครื่องปรุง จิตจึงเห็นธรรมธาตุ คือ เห็นธรรม
ตามจริง ว่า "ใดๆ ในโลก ล้วนอนิจจัง" เท่านี้เอง เป็นเช่นนั้นเอง

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
เจ้าทึ่ม วันที่ : 25/06/2010 เวลา : 09.42 น.

ขอเจ้าทึ่มเสือกนิดนะ
ธาตุที่เกี่ยวกับ "มโน" มี 3 ชนิดล่ะตัวเอง
พระพุทธเจ้าก็พูดเหมือนกันนะ

"มโนธาตุ"
"ธรรมธาตุ"
"มโนวิญญาณธาตุ"

ตัวไหนกันนะที่ "รู้" ?

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
BATTY วันที่ : 23/06/2010 เวลา : 09.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/DIVING

ขอบคุณครับ เภสัชกรอุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน