*/
  • physigmund_foid
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-03-05
  • จำนวนเรื่อง : 33
  • จำนวนผู้ชม : 42755
  • จำนวนผู้โหวต : 32
  • ส่ง msg :
  • โหวต 32 คน
วันพฤหัสบดี ที่ 16 กันยายน 2553
Posted by physigmund_foid , ผู้อ่าน : 1522 , 09:16:09 น.  
หมวด : ส่งการบ้านครู

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง จิตประภัสสร

 

จิตแต่ดั้งเดิมแท้แล้วนั้นประภัสสรบริสุทธิ์

แต่จิตยังไม่รู้แจ้งในนิพพาน จึงยังไม่บรรลุอรหันต์

มีความหลงไปด้วยอุปทานว่าเจตสิกและรูปเป็นตัวกูของกู

แม้มนุษย์ทุกคนมีจิตที่บริสุทธิ์ แต่คนที่มีจิตบริสุทธิ์ก็โง่ได้ไม่ใช่หรือ?

 

ดังนี้ จิตเดิมแท้บริสุทธิ์และเป็นธาตุรู้

แต่เพราะมีอวิชชาคือความไม่รู้แจ้งถึงที่สุด

คือ ไม่รู้แจ้งในนิพพานคือความหลุดพ้นจากการเกิดดับ

จึงอุปทานว่าเจตสิกและรูปเป็นตัวกูของกูแล้วก่อกรรมเกิดชาติภพ

 

เมื่อเกิดอวิชชาหลงทางแล้วอุปทานในรูปและเจตสิกนั้น

คือ หลงไปในรูป, รส, กลิ่น, เสียง, สัมผัสกายและใจ

เกิดวิญญาณขันธ์ปรุงแต่งขึ้นในอายตนะทั้งหกนั้น

ทำให้การรับรู้ไม่ตรงตามจริงเพราะถูกแต่งแต้ม

 

ก็เพราะมีอวิชชาจึงมีอุปทาน

เพราะมีอุปทานจึงมีวิญญาณ

เพราะมีวิญญาณจึงมีชาติภพ

เพราะมีชาติภพจึงไม่นิพพาน

 

เมื่อแจ้งในนิพพานแล้วก็สิ้นอวิชชา ความหลงดับไป

ความยึดถือว่ารูปและเจตสิกเป็นตัวตนก็สิ้นไป

จิตไม่ถูกเจตสิกและรูปขวางกั้นนิพพาน

ย่อมเห็นแจ้งชัดในนิพพานนั้น

 

จิตเดิมแท้ประภัสสรบริสุทธิ์

แต่เจตสิกไม่บริสุทธิ์มีกิเลสอยู่

จิตไม่รู้ก็ยึดเอาว่าเจตสิกเป็นตัวกูของกู

จึงหลงไปว่ามีจิตกิเลส, โลภ, โกรธ, หลง

 

จิตเดิมแท้ประภัสสร แต่ไม่รู้แจ้งในนิพพาน

ไปรับรู้ในเจตสิกและรูปอันไม่เที่ยงแทน

จิตไม่รู้ก็ยึดเอาว่าเป็นตัวตนอันเที่ยง

จึงหลงไปในรูปและเจตสิกนำพา

 

พยายามเอากิเลสออก, ดับกิเลส, ตัด, ละวาง

การฝึกจิตมากก็เกิดอีก เพราะไม่เชื่อว่าจิตบริสุทธิ์แล้ว

เพราะความหลงไปว่ากิเลสคือของจิต กิเลสเป็นจิต ตัวกูของกู

กระจกใสแล้วไม่ต้องเช็ด จิตบริสุทธิ์อยู่แล้ว จะฝึกให้เป็นอะไรอีกเล่า?

 

จิตมันบริสุทธิ์อยู่แล้ว แต่ศิษย์โง่นั้นยังโง่อยู่

ไม่ต้องฝึกจิตก็ทำนิพพานให้แจ้งได้เลย มัวโง่อยู่ทำไม

เมื่อเจตสิกและรูปที่บดบังนั้นดับลงไปเองก็เข้าสู่ภาวะสุญตา

เห็นสัจธรรมปรากฏตามจริง วิปัสสนาญาณฉับพลัน บรรลุธรรมทันที

 

........................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง อาสวักขยญาณ

 

อาสวักขยญาณนั้นไม่ต้องฝึกจิต

ใช้เพียงขณิกสมาธิก็ถึงได้

ซึ่งเกิดได้ขณะทำงานต่างๆ

จึงไม่ต้องฝึกจิตเพื่ออาสวักขยญาณ

 

ญาณหยั่งรู้อื่นๆ ต้องฝึกจิตจึงรู้ได้

สัพพัญญูญาณ, อตีตังคญาณ, อนาคตังสญาณ

ต้องใช้สมาธิขั้นสูงคืออัปปนาสมาธิขึ้นไป

การฝึกจิตใช้ในญาณหยั่งรู้เหล่านี้

 

มีบางท่านที่อินทรีย์ห้าย่อหย่อน

สมาธิสั้นคุยอยู่จิตก็ฟุ้งไปทางอื่น

ฟังอยู่ก็เผลอเหม่อลอยขาดสติ

คนแบบนี้ต้องฝึกจิตปรับอินทรีย์

 

คนปกติทำงานได้ดีและเรียนได้จบ

ไม่ค่อยมีปัญญาเรื่องอินทรีย์ห้า

จึงไม่ต้องฝึกจิตก็ถึงอาสวักขยญาณได้

ส่วนคนที่อินทรีย์ย่อหย่อนต้องฝึกเล็กน้อย

 

ฝึกเพื่อปรับอินทรีย์ไม่ใช่ฝึกให้เก่งกาจ

พออินทรีย์ใช้ได้แล้วก็หยุดฝึกจิต

ลัดตัดตรงสู่นิพพานเลยไม่ต้องแช่

ยิ่งแช่อิ่มวนอยู่ในการฝึกจิต ยิ่งไม่ไปไหน

 

คนบ้าไปพบพระพุทธเจ้าก็บรรลุธรรมได้

นางทาสไม่เคยฝึกจิตก็บรรลุธรรมได้

นางคณิกาไม่เคยฝึกจิตก็บรรลุธรรมได้

เพราะอาสวักขยญาณใช้เพียงขณิกสมาธิ

 

ไม่ได้ห้ามการฝึกจิตถ้าปรารถนาญาณอื่นๆ

แต่ถ้าจะทำนิพพานให้แจ้ง ไม่ต้องฝึกจิต

ละกรรมฐาน, ละการฝึก ปล่อยตามธรรมชาติ

สัจธรรมปรากฏแสดงตัวเอง เมื่อไม่ถูกบดบัง

 

จิตจึงไม่ต้องฝึกเพื่อให้เห็นสัจธรรม

ไม่ต้องฝึกให้จิตเป็นอย่างนั้นอย่างนี้

ไม่ต้องฝึกให้จิตว่าง, มีสติ, มีสมาธิ

แต่มีสติ, มีสมาธิ แล้วว่างเองตามธรรมชาติ

 

จิตรับรู้สภาวะธรรมชาติว่าไม่ต้องกระทำ

สรรพสิ่งก็เกิดเองแล้วดับเองลงไป

อนิจจังทุกสิ่ง โดยไม่ต้องกระทำ

จึงละวางแล้วตรงต่อนิพพาน

 

...............................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง จิตเป็นธาตุบริสุทธิ์

 

ธาตุมีมากมายจำแนกใหญ่ๆ ได้เจ็ดชนิด

ธาตุดิน, น้ำ, ลม, ไฟ, อากาส รวมกันเป็นสังขาร

สังขารเป็นเครื่องปรุงแต่ง จึงเรียกได้อีกว่า “สังขารขันธ์”

ดิน, น้ำ, ลม, ไฟ, อากาส เมื่อรวมกันแล้ว กลายเป็นสังขารขันธ์ด้วย

 

วิญญาณธาตุเป็นธาตุตัวที่หกที่ไม่บริสุทธิ์

ไม่ต้องรวมกับธาตุใด ก็ปรุงแต่งจิตได้

ประสานกันอยู่เรียกว่าจิตวิญญาณ

จึงมีอีกชื่อว่า “วิญญาณขันธ์”

 

จิตมีอีกชื่อว่ามโนธาตุ

เพราะเป็นธาตุรู้ เพราะบริสุทธิ์

จิตจึงไม่อยู่ในขันธ์ห้าเหมือนดั่งวิญญาณ

สังขารและวิญญาณหยั่งรู้ไม่บริสุทธิ์ อยู่ในขันธ์ห้า

 

จิตไม่อยู่ในขันธ์ห้า ไม่ใช่เครื่องปรุงแต่ง

จิตเป็นธาตุรู้ที่บริสุทธิ์อยู่แล้วในตัวเอง

ขาดแต่ถูกขันธ์ห้าบดบังปรุงแต่ง

จึงไม่รู้แจ้งถึงที่สุดคือนิพพาน

 

เพราะไม่รู้แจ้งในนิพพานจึงหลงทาง

เพราะหลงทางจึงก่อกรรมสร้างชาติภพ

เพราะสร้างชาติและภพจึงหมุนเวียนไปในวัฏฏะ

มีอาการเกิดขึ้น, ตั้งอยู่ และดับไปไม่มีที่สิ้นสุด

 

วิญญาณขันธ์เป็นธาตุที่มีกิเลสปนอยู่

เมื่อประสานกับจิตจนแยกไม่ออก

จิตจึงหลงอุปทานไปว่าตนมีกิเลส

คิดว่าจิตมีกิเลส กิเลสเป็นของจิต

 

การพยายามดับกิเลสหรือพยายามดูกิเลส

ดูแล้วอุปทานไปว่าจิตมีกิเลส กิเลสเป็นของจิต

ไม่เห็นแจ้งว่ากิเลสไม่ใช่ตัวตนของตนอยู่แล้ว

จิตเป็นธาตุรู้ที่บริสุทธิ์อยู่แล้ว กิเลสแค่มาจร

 

จึงเป็นการพยายามที่ไม่ใช่สัมมาวายามะ

คือพยายามไปดับกิเลส, ตัดกิเลส ฯลฯ

คือพยายามไปฝึกจิตด้วยวิธีนั้นวิธีนี้

ไม่ได้พยายามทำนิพพานให้แจ้ง

 

การพยายามทำนิพพานให้แจ้ง คือ สัมมาวายามะ

การพยายามอย่างอื่นไม่นับได้ว่าสัมมาวายามะ

เมื่อบรรลุโสดาบันยังไม่ได้สัมมาวายามะ

ก็หลงทางไปฝึกจิตเพื่อดับกิเลสอยู่

 

......................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง จิตรู้ไม่ถึงที่สุด

 

มโนธาตุเป็นธาตุเดียวที่รับรู้ธรรมได้

ธาตุชนิดอื่นๆ ไม่อาจรับรู้ได้เลย

มโนธาตุนั้นบริสุทธิ์อยู่แล้ว

มโนธาตุก็คือจิตนั่นเอง

 

มโนธาตุบริสุทธิ์และเอียดไร้กิเลส

แต่วิญญาณธาตุนั้นมีกิเลสผสม

เมื่ออยู่ด้วยกันแยกแยะยาก

เป็นมโนวิญญาณธาตุ

 

ด้วยมโนธาตุถูกห่อหุ้มด้วยวิญญาณธาตุอย่างนี้

ด้วยวิญญาณธาตุมีกิเลสปะปนจึงไม่บริสุทธิ์

ทำให้มโนวิญญาณธาตุหรือจิตวิญญาณ

รับรู้ธรรมได้แต่ไม่บริสุทธิ์ตรงไปตรงมา

 

ด้วยวิญญาณธาตุเป็นเครื่องปรุงแต่งอย่างนี้

จึงได้อีกชื่อว่าเป็นขันธ์ หรือ “วิญญาณขันธ์”

ด้วยมโนธาตุไม่ใช่เครื่องปรุงแต่งจึงไม่ใช่ขันธ์

ขันธ์ห้าดับลงชั่วคราว จิตจึงเห็นธรรมตามจริง

 

รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ

เครื่องปรุงแต่งจิตเหล่านี้บดบังสัจธรรม

มีอาการเกิดและดับไปตามหลักอนิจจัง

เมื่อดับลงทั้งห้าประการ ไม่มีอะไรบดบัง

 

ธรรมะเปลือยเปล่าไม่ถูกห่อหุ้มก็ปรากฏ

สัจธรรมแสดงตัวเองไม่ถูกบดบังอีก

จิตจึงรู้แจ้งถึงที่สุดของสรรพสิ่ง

ว่าใดๆ นั้นไม่เที่ยง อย่างอื่นไม่มี

 

จิตเห็นอย่างนี้จึงเบื่อหน่ายในมายาภาพ

รู้ถึงความหลงในมายาภาพที่เกิดดับนั้น

จิตละออกจากความหลงด้วยปัญญาได้

จิตตรงต่อนิพพาน ทำนิพพานให้แจ้งได้

 

แท้แล้วนิพพานไม่มีอะไรเลย

ไม่มีอะไรเลยให้ยึดถือนั่นแหละนิพพาน

จึงไม่ต้องพุ่งพาจิตไปหานิพพานทางไหน เพราะไม่มี

จิตละออกจากความยึดมั่นสรรพสิ่งที่ไม่เที่ยง นี่แหละตรงนิพพาน

 

จิต, เจตสิก, รูป, นิพพาน นั้นต่างกัน

จิตเป็นธาตุรู้แต่รู้ไม่ถึงที่สุดแต่แรก

จิตไปรับรู้เอาเจตสิกและรูปก่อน

เมื่อรู้ถึงที่สุดก็รู้แจ้งในนิพพาน

 

......................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง รู้อยู่แล้วแต่แคลงใจ

 

วิจิกิจฉา ไม่ใช่ความไม่รู้

แต่รู้อยู่แล้วยังลังเลไม่แน่ใจ

เมื่อมั่นใจในสิ่งที่ตนก็รู้อยู่แล้วนั้นได้

จึงตัด “วิจิกิจฉาสังโยชน์” ได้ พร้อมจะบรรลุโสดาบัน

 

การบรรลุโสดาบันไม่ใช่ดับความไม่รู้

แต่รู้อยู่แล้ว ยังมีความลังเลสงสัย

มาทำให้หมดความลังเลสงสัย

จึงบรรลุธรรมขั้นโสดาบันได้

 

จิตรู้อยู่แล้ว ไม่ใช่ไม่รู้

เพราะสุญตาเกิดขึ้นบ่อยๆ เองตามธรรมชาติ

สัจธรรม คือ ความไม่เที่ยง เกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา

จิตคนเราทุกคน จึงรู้อยู่เองแล้วไม่เวลาใด สถานที่ใด ก็ที่หนึ่ง

 

ทว่า เรายังไม่ความลังเลสงสัยว่าอาจไม่จริงมั้ง

สิ่งนั้นอาจยังดำรง ยังอยู่ต่อไป ยังไม่ดับดอก

เช่นนี้ ด้วยอำนาจแห่งวิจิกิจฉานั้นนั่นเอง

ความหลงจึงค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ

 

ความไม่รู้แจ้งถึงที่สุดคือนิพพาน เรียกว่าอวิชชา

อวิชชาเรียกอีกอย่างว่าความหลง

เพราะไม่รู้ถึงที่สุดจึงหลง

รู้แต่ธรรมที่ไม่สุด

 

รู้ให้ถึงสุดๆ จะได้หมดความลังเลสงสัย

รู้อยู่แล้ว แต่ให้มันถึงที่สุดไปเลย

ก็จะหมด “วิจิกิจฉา” ไปเอง

พร้อมจะได้โสดาบัน

 

รู้อยู่แล้วแต่ยังลังเลไม่แน่ใจในอนิจจัง

อนิจจังปรากฏเองทุกที่ทุกเวลาอยู่แล้ว

จริงทุกที่ ทุกเวลา เพราะเป็นสัจธรรม

เพียงแต่กรรมนำกิเลสมาจรบดบังไว้

 

คนมาพบพระพุทธเจ้าไม่ใช่เพราะไม่รู้

แต่ทุกข์อยู่จึงมาพบเพื่อจะดับทุกข์

หรือรู้อยู่แล้วแต่ยังมีความสงสัย

นี่คือ บัวเหล่าที่โผล่พ้นนำแล้ว

 

ไม่ใช่ทำความไม่รู้ ให้เป็นความรู้

แต่ทำให้ความลังเลสงสัยหมดไป

ทั้งๆ ที่ตนเองก็รู้อยู่แล้วไม่ต่างกัน

ดังนี้ ความ “รู้หรือไม่รู้” ก็ไม่สำคัญ

 

......................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง อย่าเพียรจม

 

อย่าเพียรจม จงเพียรชอบ

เพียรจมคือความเพียรที่ไม่มีที่สิ้นสุด

ความเพียรชอบคือความเพียรไปสู่ความสิ้นสุด

เมื่อได้ความเพียรชอบแล้ว ย่อมบรรลุสกิทาคามีได้

 

การเพียรทำกรรมฐานที่ไม่ทำให้แจ้งในนิพพาน

ยังจัดว่าเป็นความเพียรจม ไม่ใช่เพียรชอบ

เพราะจมปลัก, วนอยู่, แช่อิ่มในกรรมฐาน

จึงไม่เกิดปัญญาจะทำนิพพานให้แจ้ง

 

อย่าเพียรจม อย่าแช่อิ่ม อย่าวนอยู่

ออกมาเถิด หลุดออกมา พ้นออกมา

อยู่ในความเพียรชอบตรงสู่ความพ้น

ตรงสู่ความสิ้นสุด ความจบ ความดับ

 

เกิดปัญญารู้ได้ว่าไม่ควรที่จะเพียรจม

ควรเพียรไปสู่ความสิ้นสุด หลุดพ้น

คือ อาการของผู้บรรลุสกิทาคามี

ย่อมมี “สัมมาวายามะ” อย่างนี้

 

พระโสดาบันไม่สนใจที่จะละกิเลส

สกิทาคามีมรรค จะมีอาการยื้อกับกิเลส

เมื่อบรรลุสกิทาคามีผลแล้ว จะไม่ยื้อกับกิเลส

เพราะมีความเพียรชอบ จดจ่อตรงความดับอย่างเดียว

 

เพียรตรงสู่ความดับคือความเพียรชอบ

เพียรที่จะเข้าสู่สุญตาสภาวะ

จดจ่อรอจังหวะนั้นอยู่

รอแต่ความดับนั้น

 

สติไม่เท่าทันอาการดับเพราะไม่มีสัมมาสติ

เมื่อมีสัมมาสติเท่าทันความดับเมื่อใดจะได้อนาคามี

ยังไม่ได้ทำนิพพานให้แจ้งอย่างแท้จริง แต่ใกล้เข้าไปทุกที

ความดับสนิทนั้นเอง สุญตานั้นเอง ที่ตรงต่อนิโรธ ตรงต่อนิพพาน

 

จะบรรลุธรรมให้ได้ ไม่ต้องสนใจอย่างอื่น

ตรงสู่ความดับสนิทอย่างเดียวก็ตรงนิพพานแล้ว

อะไรก็ได้ ธรรมใดก็ได้ ใช้เป็นบาทฐานในการพิจารณา

ธรรมนั้นดับสนิทไปเมื่อใด ก็ตรงต่อนิพพานเมื่อนั้น

 

ตรงต่อนิพพานดุจนักยิงธนูเล็งเป้าแม่นยำแล้ว

ก็ปล่อยวางทั้งหมดให้เป็นไปตามธรรมชาติ

พิจารณาธรรม ชำแรกปริศนา ขบให้แตก

ดุจลูกธนูวิ่งผ่านอากาศตรงสู่เป้าฉะนั้น

 

......................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง จิตเท่าทันความดับ

 

“สัมมาสติ” นั้นคือ จิตไวเท่าทันต่อความดับ

สติที่ไม่ไวเท่าทันความดับไม่ใช่สัมมาสติ

เมื่อมีสัมมาสติแล้วย่อมไวต่อสุญตาด้วย

เพราะสุญตานั้นเกิดหลังความดับสนิท

 

พระสกิทาคามีได้สัมมาวายามะแล้ว

จึงเพียรทำนิพพานให้แจ้งไม่มัวไปทำอย่างอื่น

เมื่อสติไวเท่าทันต่ออาการดับสนิท เห็นสุญตาได้ทัน

คือ “สัมมาสติ” ได้เกิดขึ้นแล้ว ย่อมบรรลุอนาคามีผล

 

เพราะสติไวเท่าทันอาการดับ

เพียงรู้ถึงกิเลสก็ดับทันที

ไม่ทันก่อตัวเกิดกรรม

นี่คือ “สัมมาสติ”

 

เพราะสัมมาสติว่องไวเท่าทันกิเลส

กิเลสเกิดแล้วดับไปเองทันที

กิเลสมีก็เหมือนไม่มี

นี่คืออนาคามี

 

กิเลสไม่มีแล้วอย่างแท้จริงจึงสำเร็จอรหันต์

กิเลสยังมีอยู่ แต่มีก็เหมือนไม่มีคืออนาคามี

กิเลสยื้อกับจิตอยู่ เป็นอาการของสกิทาคามี

กิเลสมีแล้วเกิดกรรม ไม่ยื้อเลยคือโสดาบัน

 

จิตว่องไวต่อความดับ ไม่ตรงต่ออย่างอื่น

ตรงต่อความดับคือตรงต่อสุญตา, นิโรธ, นิพพาน

ชำแรกธรรมจากสุญตาไปนิโรธ ก็ตรงต่อนิพพาน

ตรงอย่างเดียวดุจธนูที่เล็งไว้ดีแล้วก็ปล่อยสาย

 

สติระลึกรู้อาการต่างๆ แต่ยังไม่ไวต่อการดับ

ยังไม่นับเป็นสัมมาสติ แต่เป็นสติธรรมดา

การฝึกวิปัสสนาใดที่ไม่ตรงต่อการดับ

จัดเป็นเพียงสมถะกรรมฐานเท่านั้น

 

ตรงต่อความดับไปโดยอาศัยธรรมใดเป็นหมายรู้

เช่น ใช้นิมิตที่เจริญอยู่เป็นหมายหยั่งรู้เท่าทันความดับ

ก็นับได้ว่าเป็นวิปัสสนากรรมฐานได้เหมือนกัน

แต่อาจยังไม่เกิด “วิปัสสนาญาณ” ก็ได้

 

จะเกิดวิปัสสนาญาณได้ ต้องอาศัยการขบปริศนา

ไม่พิจารณาธรรมเลย เหมือนคนเล็งธนูแล้วไม่ยิง

แม้ตรงต่อความดับแต่ไม่พิจารณาคือเล็งไม่ปล่อย

เมื่อตรงต่อความดับแล้ว ก็ปล่อยเลย พิจารณาเลย

 

......................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง จิตปล่อยกรรมฐาน

 

จิตปล่อยวางกรรมฐานแล้วสมาธิยังมีเอง

คือ “สัมมาสมาธิ” ของอรหันตมรรค

เหมือนคนเล็งธนูแล้วปล่อยสาย

ธนูย่อมดำเนินไปยังเป้าหมาย

 

ผู้เล็งธนูแล้วไม่ยอมปล่อยสายธนู

อุปมาดังผู้ฝึกกรรมฐานแล้วไม่ยอมปล่อยวางกรรมฐาน

จึงไม่ทราบว่าสมาธินั้นสามารถเกิดเอง ดับเองได้ตามธรรมชาติ

จึงยังยึดติดอยู่กับกรรมฐาน ไม่อาจบรรลุอรหันตผล

 

จิตปล่อยกรรมฐานแล้วมีสมาธิได้เอง

สมาธิเกิดและดับเองตามธรรมชาติ

ปล่อยวางกรรมฐานหลังความดับ

“สัมมาสมาธิ” เกิดได้ฉับพลัน

 

จิตไวเท่าทันความดับของกรรมฐาน

เกิดสติระลึกได้ว่ากรรมฐานก็ไม่เที่ยง

ทว่า สมาธิกับยังมีอยู่แม้กรรมฐานดับไป

เช่น นิมิตดับไปแล้ว แต่สมาธิก็ยังมีอยู่ได้เอง

 

สติระลึกได้เท่าทันความดับ

รู้ว่าแม้แต่กรรมฐานก็ไม่เที่ยง บรรลุอนาคามี

จิตพิจารณาต่อไปอีกพบว่าแม้แต่สมาธิก็เกิดเองดับเอง

สมาธิหรือกรรมฐานใดๆ ก็ไม่เที่ยง จึงปล่อยวางทั้งหมด

 

เมื่อปล่อยวางทั้งหมดแล้ว จึงเห็นสรรพสิ่งไม่เที่ยง

                          เกิดเองดับเอง ไม่เว้นแม้แต่กิเลสและกรรมฐาน

ดังนี้จึงบรรลุอรหันต์ ทำนิพพานให้แจ้งได้

 สัมมาสติ, สัมมาสมาธิ เกิดขึ้นแบบนี้

 

สัมมาสมาธิเกิดขึ้นเมื่อจิตปล่อยวางแม้กรรมฐาน

ถ้ายังยึดกรรมฐานอยู่ “สัมมาสมาธิ” ไม่อาจเกิดได้

ยังเป็น “สมาธิกำหนด”, “สมาธิสร้าง”, “สมาธิรักษา” อยู่

สมาธิที่ไม่ปล่อยวางแบบนั้น จึงยังไม่ใช่สัมมาสมาธิ

 

สัมมาสมาธิ ก็คือ “เซน”

เซนคือสมาธิธรรมชาติ เกิดเองดับเอง

สัมมาสมาธิ ไม่ใช่ทั้งรูปฌานและอรูปฌาน

ไม่ต้องสร้างให้เกิด กำหนดจิต หรือรักษาสภาวะไว้

 

มีกิจใดก็ไปทำเสีย ไม่มัวมานั่งทำอะไรอยู่

มีผ้าให้ทอก็ไปทอ สมาธิจะเกิดได้เองขณะนั้น

สติปัฏฐานสี่เกิดได้เอง ไม่ใช่ของให้ยึดมั่นแช่นาน

ลัดตัดตรงสู่ความดับ พิจารณาอนิจจัง บรรลุธรรมฉับพลัน

 

......................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง ญาณบารมีสี่ขั้น

 

ญาณบารมีนั้นเป็นผลของการบำเพ็ญบารมี

ผู้บำเพ็ญบารมีพึงฝึกญาณบารมีทั้งสี่ขั้น

ผู้ไม่บำเพ็ญบารมีไม่พึงศึกษาอย่างนี้

ญาณบารมีสี่ขั้นเป็นโพธิสัตว์มรรค

 

มหายาน คือ ทางลัดบรรลุธรรมเร็ว

ตันตระยาน คือ การเก็บตัวฝึกญาณขั้นสูงอื่นๆ

วัชระยาน คือ การฝึกการปรับตัวเข้ากับทุกสถานการณ์

เซน คือ การบรรลุพุทธสภาวะ หรือยูไล ตรัสรู้ได้ด้วยตนเอง

 

มหายาน คือ การทำให้ได้อาสวักขยญาณเร็วๆ

ตันตระยาน คือ การฝึกจิตขั้นสูงให้ได้ญาณรู้อื่นๆ สูงขึ้นต่อไป

วัชระยาน คือ การฝึกการปรับตัวอยู่ร่วมโลก ไม่มีใครบังอาจทำลายได้

เซน คือ การฝึกตรัสรู้ได้เอง ไม่มีใครสอน ไม่มีครูบอก ก็หยั่งรู้ธรรมเองได้

 

พระโพธิสัตว์ผู้บำเพ็ญญาณบารมี พึงดำเนินไปในญาณบารมีทั้งสี่ขั้น

พระโพธิสัตว์บารมีอ่อน พึงเรียนรู้ให้ได้มหายาน คือ บรรลุธรรมให้ได้ก่อน

พระโพธิสัตว์บารมีกลาง พึงเลือกเรียนรู้ตันตระยานหรือวัชระยานก่อนก็ได้

พระโพธิสัตว์บารมีแก่ พึงเรียนรู้ญาณตรัสรู้ด้วยตนเอง คือ เซน นั่นเอง

 

เมื่อมหายานเสื่อมลงก็กลายเป็นนิกาย

ไม่ทราบความเข้าใจแท้จริงถึงเป้าหมายการปฏิบัติ

มุ่งเน้นแต่การบำเพ็ญบารมี ช่วยเหลือคน แต่ไม่ทำนิพพานให้แจ้ง

จึงเดินหลงทาง คนยิ่งมากยิ่งหลง แม้อยากช่วยคน แต่เริ่มต้นก็ผิดทางแล้ว

 

เมื่อตันตระยานเสื่อมลง จากหลักการก็กลับกลายเป็นนิกาย

ไม่ทราบความเข้าใจแท้จริง มีแต่กระพี้คือวิชาไสยศาสตร์

มุ่งเน้นแต่การมีฤทธิ์เดช อวิชชาทั้งหลาย ไม่เกิดญาณ

หลบซ่อนตัวอยู่ในที่ลับ แต่กลับแอบทำการณ์ลับ

 

เมื่อวัชระยานเสื่อมลงก็กลายเป็นนิกาย

ไม่ทราบความเข้าใจแท้จริง มีแต่การธุดงค์หาลาภ

บ้างก็จรเรื่อยไป เพราะชอบเที่ยวเอาสนุก ไม่รู้เป้าหมายการฝึก

กลายเป็นพระธุดงค์เอาลาภ, เอาความสนุกในการท่องเที่ยวไปฉะนั้น

 

ญาณบารมีทั้งสี่ขั้นนี้ พระโพธิสัตว์พึงเจริญ

ผู้ไม่พึงเจริญคือผู้บรรลุธรรมเป็น “อรหันตสาวก”

เพราะบรรลุธรรมแล้วหยุดฝึกเป็นอเสขบุคคลผู้หยุดฝึก

ไม่ต้องฝึกหรือบำเพ็ญอีก ชำระวิบากกรรมหมดก็เข้านิพพาน

 

พระอรหันตสาวกใดบรรลุธรรมแล้วไม่หยุดฝึก

จิตของเขาย่อมก้าวล่วงเลยขอบเขตแห่งนิพพานนั้น

เข้าสู่ “โพธิสัตว์มรรค” และสามารถกลับมาเวียนว่ายตายเกิดได้

แม้บรรลุธรรมแล้ว แต่ไม่หยุดก่อกรรม-บำเพ็ญบารมี ก็ไม่อาจเข้านิพพาน

 

......................................จบ.................................



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน