• physigmund_foid
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-03-05
  • จำนวนเรื่อง : 33
  • จำนวนผู้ชม : 35931
  • จำนวนผู้โหวต : 27
  • ส่ง msg :
  • โหวต 27 คน
วันพฤหัสบดี ที่ 16 กันยายน 2553
Posted by physigmund_foid , ผู้อ่าน : 3096 , 09:17:26 น.  
หมวด : ส่งการบ้านครู

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง เหนือรู้ พ้นไม่รู้

 

รู้หรือไม่รู้ ก็ไม่ต่างกัน เคยเป็นไหม?

ไม่ว่ารู้หรือไม่รู้ ก็ทำเหมือนกัน

ผลออกมาก็เหมือนกันได้

ภาวะนี้เรียกว่า เหนือรู้

 

เหนืออวิชชา คือ เหนือความไม่รู้

ความไม่รู้ ไม่อาจครอบงำได้

เพราะรู้ จึงดับความไม่รู้ได้

เรียกว่าเหนือความไม่รู้

 

พ้นแล้วจากอวิชชาคือความไม่รู้

พ้นแล้วจากพุทธะคือตัวตนผู้รู้

หลุดพ้นแล้วทั้งสองส่วน

จึงหลุดพ้นแท้จริง

 

ติดความไม่รู้ ย่อมถูกอวิชชาบดบัง

ติดตัวตนผู้รู้ ย่อมไม่นิพพาน

ทำกิจใดต้องรู้ไปหมด

เรียกว่าติดพุทธะ

 

ไม่รู้ก็ทำกิจได้ รู้ก็ทำกิจได้ ทั้งสิ้น

รู้หรือไม่รู้ไม่อาจครอบงำเหนือได้

หลุดพ้นจากการยึดติด ทั้งสองส่วน

คือทั้งอวิชชาและพุทธะที่ตรงข้ามกัน

 

คนเราไม่จำเป็นต้องรู้ทั้งหมด

และไม่จำเป็นต้องถูกความไม่รู้ครอบงำ

ผู้ที่ฝึกตนได้ถึงขั้นนี้คือเหนือรู้และเหนือไม่รู้

ย่อมใช้ความรู้และความไม่รู้ ได้ดุจแขนซ้ายขวา

 

คนที่จมอยู่ในความไม่รู้ ไม่อาจใช้ความรู้แจ้งได้

ผู้ติดอยู่กับพุทธะผู้รู้ ก็ไม่อาจใช้ความไม่รู้ได้

คนสองประเภทนี้ ก็ล้วนติดอยู่กันคนละฝั่ง

ย่อมไม่อาจตลอดลอดฝั่งถึงนิพพานได้

 

อวิชชา คือ ความไม่รู้ ไม่ใช่นิพพาน

เมื่อถูกความไม่รู้ครอบงำ ย่อมไม่นิพพาน

หลุดพ้นเสียจากอำนาจแห่งความไม่รู้เหล่านั้น

จึงกล่าวได้ว่าอยู่เหนือความไม่รู้ได้อย่างแท้จริง

 

มโนธาตุ คือ ธาตุรู้ ไม่ใช่นิพพาน

เมื่อติดยึดธาตุรู้ ก็ไม่นิพพาน

ตรงต่อนิพพานต้องไม่ติดรู้

ละวางได้แม้แต่มโนธาตุ

 

...........................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง เหนือสังขาร พ้นวิญญาณ

 

เหนือสังขาร คือ สามารถใช้สังขารใดก็ได้

จิตวิญญาณในร่างกายเราจรไปได้

แล้วแทรกเข้าในสังขารผู้อื่น

เพื่อใช้งานสังขารนั้นๆ

 

เหนือวิญญาณ คือ สามารถใช้จิตวิญญาณได้

จิตวิญญาณในร่างของเราจรออกไปได้

แล้วทำงานต่างๆ ได้โดยกายไม่ไป

นี่จึงเรียกว่า “เหนือจิตวิญญาณ”

 

เหนือสังขาร เหนือวิญญาณ พิสดารแท้

กายสังขารผู้อื่นก็เหมือนสังขารของเรา

กายสังขารของเรา เหมือนไม่ใช่เรา

มีจิตวิญญาณผู้อื่นเข้ามาใช้ได้ด้วย

 

เหนือสังขาร คือ แม้ไม่มีสังขารก็ทำกิจได้

ไม่มีสังขารใดๆ มาเป็นกรอบขีดขั้นอำนาจแห่งเรา

สังขารอื่นก็ดำเนินไปด้วยอำนาจแห่งธรรมเหนือสังขาร

แม้สังขารของเราแตกตายไป ก็ไม่มีปัญหา เพราะเหนือแล้ว

 

จิตวิญญาณมีอำนาจและปัญญาต่างกัน

เรามีจิตวิญญาณในกายจำกัด ทำงานอยู่

เหนือวิญญาณ คือ นำวิญญาณมาสู่ร่างได้

ทำให้ใช้งานจิตวิญญาณเหล่านั้นในร่างตนได้

 

เมื่อต้องการความสามารถในแบบพรหม

ในกายสังขารไม่มีวิญญาณพรหมอยู่

ก็สามารถนำเข้ามาในกายได้

เรียกว่าเหนือวิญญาณ

 

เมื่อต้องการสังขารใดให้ทำงานแก่เรา

ใช้จิตวิญญาณออกไปแทรกเข้าในกายสังขารนั้น

ก็สามารถใช้ร่างนั้นทำกิจที่เราต้องกายได้ตามประสงค์

เหนือขีดจำกัดของสังขารอย่างนี้ จึงเรียกว่า “เหนือสังขาร”

 

เหนือสังขาร เพราะไม่ยึดมั่นในสังขารแล้ว

เหนือวิญญาณเพราะไม่ยึดมั่นแม้แต่จิตวิญญาณ

ยอมถวายได้แม้สังขารและจิตวิญญาณแก่พุทธะนั้น

บุญบารมีย่อมน้อมนำให้เหนือสังขาร เหนือวิญญาณใดๆ

 

กุลบุตร กุลธิดาใดได้บำเพ็ญถึงขั้นนี้

ย่อมอิสระท่องเที่ยวไปในสามภพ

ด้วยเหนือสังขารและวิญญาณ

แม้สามภพยังต้องเกรงใจ

 

..............................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง เหนือนาม พ้นรูป

 

บ้างนิยมฝึกแยกรูปแยกนาม

ดูรูปดูนาม ฝึกไปไม่จบสิ้น

วนอยู่แต่ในเรื่องรูปนาม

แต่ก็ยังไม่เกิดปัญญา

 

นามคือฝั่งผู้รู้, รูปคือฝั่งที่ถูกรู้

เมื่อมีตัวผู้รู้ ก็มีตัวผู้ที่ถูกรู้ตามมา

เมื่อหยินสร้างหยาง หยางก็สร้างหยิน

ก่อเกิดอย่างนี้ ย่อมไม่ดับสนิท ไม่นิพพาน

 

เหนือนาม คือ เหนือฝั่งผู้รู้

เหนือจิต เหนือเจตสิก เหนือวิญญาณ

จิตผู้รู้ เจตสิกผู้บดบัง วิญญาณผู้แต่งเสริม

สามสิ่งนี้ ไม่อาจเหนือได้ พ้นแล้ว เหนือขึ้นไปแล้ว

 

เหนือรูป คือ เหนือฝั่งที่ถูกรู้

 เหนือรูปธรรมใดๆ ที่ปรากฏผ่านอายตนะ

รูป, รส, กลิ่น, เสียง, สัมผัสโผฏฐัพพะ, ธรรมารมณ์

สิ่งเหล่านี้ไม่อาจเหนือได้ พ้นแล้ว เหนือขึ้นไปแล้ว ดุจบัวพ้นน้ำ

 

เหนือนาม ย่อมไม่หลงความรู้ภายในตน

เหนือรูป ย่อมไม่หลงความรู้ ในธรรมรอบตน

 เหนือทั้งรูปและนาม ย่อมไม่หลงทั้งในและนอก

โคจรอยู่ได้ทั้งในและนอก ไม่ติดทั้งในและนอกดังนี้

 

เหนือนาม ย่อมไม่ถูกนามธรรมหลอกหลอนครอบงำ

พ้นแล้ว หลุดแล้วเสียจากพันธนาการในตัวเอง

จึงไม่จำกัด ไม่คับแคบอยู่ในภายในตน

นามธรรมใด จิตหรือผู้รู้ก็ไม่สำคัญ

 

เหนือรูป ย่อมไม่ถูกรูปหลอกหลอน ครอบงำ กำหนด

พ้นแล้ว หลุดแล้วจากพันธนาการ เป็นอิสระ

ไม่จำกัด ไม่คับแคบในรูปธรรมใดๆ

รูปธรรมใด ก็ล้วนอยู่ในกำมือ

 

เหนือนาม เหนือรูป พ้นจากรูปนาม

ไม่ต้องวนอยู่กับการดูรูปนาม

เพราะพ้นแล้ว อิสระแล้ว

ไม่ต้องระวังกังวลอีก

 

ผู้ไม่พ้นเสียจากรูปนาม ย่อมเพียรจมอยู่

เขาย่อมวนอยู่ แช่อยู่ ดองอยู่ในรูปนามนั้น

ไม่อาจทำนิพพานให้แจ้ง พรหมจรรย์ให้สิ้นได้

ตกอยู่ในอำนาจของรูปนามนั้น ไม่อาจหลุดพ้นได้

 

.............................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง เหนืออารมณ์ พ้นรู้สึก

 

ผู้ตกอยู่ใต้อำนาจแห่งอารมณ์ความรู้สึก

ย่อมถูกอารมณ์ความรู้สึกพัดพาไปโดยง่าย

ไม่เป็นอิสระได้ ไม่เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง

แม้จะคิดว่าเป็นตัวของตัวเองแล้ว ที่ปล่อยใจตามอารมณ์

 

ผู้อยู่เหนืออารมณ์ พ้นแล้วจากความรู้สึก

หาใช่ว่าไม่มีอารมณ์หรือความรู้สึกไม่

แต่มีอยู่ในระดับที่ไม่อยู่เหนือตน

ดังลมพัดพาแต่ไม่ใช่พายุ

 

อารมณ์รัก, ชัง, โกรธ, เกลียด ฯลฯ

มันย่อมเป็นนายเมื่อเราน้อมยอมรับมัน

ความเป็นทาสย่อมเกิดขึ้นแก่เราในทันที

ดังนี้ จึงควรอยู่เหนืออารมณ์และความรู้สึก

 

ผัสสะและเวทนาคือที่มาของอารมณ์และความรู้สึก

ดุจลมที่พัดทำให้ใบไม้ไหวไปตามมันฉะนั้น

เมื่อเราไหลตามกระแสอารมณ์ไปแล้ว

อารมณ์ก็ควบคุมเราเป็นทาสมัน

 

ผัสสะและเวทนาย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา

ผู้อยู่เหนืออารมณ์และความรู้สึกแล้ว

ย่อมไม่ตกเป็นทาสของสิ่งเหล่านี้

ย่อมมีผัสสะและเวทนาอันปกติ

 

ผู้มีผัสสะและเวทนาอันไหลไป

มิได้อยู่ในครรลอง ตามปกติ

ดุจใบไม้ที่หลุดตามแรงลม

เพราะขาดรากยึดฉะนั้น

 

บุคคลผู้มีปัญญาแจ้งชัดถึงที่สุดแห่งธรรม

ย่อมมีปัญญาเป็นรากเหง้าพื้นฐาน

ดุจหญ้าที่มีรากหยั่งลงในดินลึก

ไม่หลุดลอยตามแรงลมพัด

 

ผัสสะและเวทนามิใช่ปัญหา แต่เป็นเพียงธรรม

ปัญหาอยู่ที่บุคคลไหลไปตามผัสสะและเวทนา

เมื่อบุคคลไม่ไหลไปตามผัสสะและเวทนาแล้ว

ย่อมเป็นผู้มีผัสสะและเวทนาอันปกติเป็นธรรม

 

บุคคลผู้มีผัสสะและเวทนา อันปกติเป็นธรรม

เป็นผู้ที่อยู่เหนืออารมณ์ พ้นความรู้สึกแล้ว

ย่อมมีอารมณ์และความรู้สึกได้ตามปกติ

และมีผัสสะและเวทนาที่ไม่ก่อชาติภพ

 

...............................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง เหนือตัณหา พ้นอุปทาน

 

เหนือตัณหา คือ เหนือกว่าความอยาก

คือ เหนือกว่าทั้งความอยากและไม่อยาก

ทั้งภาวะตัณหา และวิภาวะตัณหาใดๆ ทั้งมวล

เหนือแล้วจากความอยากและไม่อยากได้ทั้งสองส่วน

 

เหนืออุปทาน คือ เหนือกว่าความยึดมั่นถือมั่น

ยึดก็ได้ ไม่ยึดก็ได้ แต่ไม่ตกอยู่ใต้ภาวะยึดและไม่ยึด

เรียกว่าเหนืออุปทาน คือ พ้นแล้วจากทั้งภาวะยึดและไม่ยึด

ย่อมใช้หรือไม่ใช้ความยึดและไม่ยึดเป็นบริวารได้ดังปรารถนา

 

เหนือตัณหา เหนืออุปทาน ย่อมพ้นแล้ว

คือ อยากก็ได้ ไม่อยากก็ได้ มันไม่เหนือเรา

คือ จะยึดก็ได้ ไม่ยึดก็ได้ มันไม่ใช่นายเหนือเรา

เราใช้มันเป็นเหมือนเครื่องมือหนึ่ง เราไม่ใช่ทาสมัน

 

คนที่ไม่หลุดพ้นจากตัณหา ย่อมเป็นทาสแห่งตัณหา

ตัณหาคือความทะยานอยาก ย่อมกำหนดบงการเขาไป

ดุจนายผู้ขี่ม้า นั่งแล้วขับม้าให้โลดแล่นไปตามใจตนฉะนั้น

เมื่อตัณหาครอบงำบุคคลได้ เขากลายเป็นม้าให้ตัณหานั้นขี่

 

คนที่ไม่หลุดพ้นจากอุปทาน ย่อมเป็นทาสแห่งอุปทาน

อุปทาน คือ ความยึดมั่นถือมั่นตัวตนของตนไว้

สิ่งนี้ย่อมครอบงำดุจนายผู้ขี่ลาโง่ฉะนั้น

อุปทานเป็นคนขี่ลา ผู้ยึดเป็นลา

 

ผู้ตกอยู่ใต้อำนาจแห่งตัณหา อุปทาน ย่อมเป็นทาส

เขาเสียแล้วซึ่งอิสรภาพ ไม่อาจทำได้ดังใจอิสระ

เขาย่อมถูกตัณหาและอุปทานขับเคลื่อนขี่ไป

เพราะตกอยู่ใต้อำนาจตัณหาและอุปทานนั้น

 

เหนือตัณหา ย่อมใช้ความอยากและไม่อยากเป็นบริวารได้

เมื่อหลุดพ้นแล้ว ไม่จำเป็นต้องพุ่งตรงสู่นิพพาน

หันกลับมาขี่ตัณหา เป็นดั่งม้าศึกก็ได้

เรียกว่า “ผู้อยู่เหนือตัณหา”

 

เหนืออุปทาน ย่อมใช้ความยึดมั่นของคนให้เป็นบริวารได้

เมื่อหลุดพ้นแล้ว ไม่จำเป็นต้องตรงสู่นิพพาน

หันกลับมาขี่อุปทาน เป็นดั่งลาโง่ก็ได้

เรียกว่า “ผู้อยู่เหนืออุปทาน”

 

ผู้หลุดพ้นแล้วจากอำนาจแห่งตัณหาและอุปทาน

ถึงพระนิพพานแล้วมีกำลังหวนกลับมาได้

คือ พุทธะหรือยูไลผู้อยู่เหนือมนุษย์

ชาวคริสต์เรียกเขาว่า “พระเจ้า”

 

....................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง เหนือชาติ พ้นภพ

 

เหนือกาลเวลา คือ เหนือชาติ

เหนือสถานที่ใดๆ คือ เหนือภพ

เหนือชาติ เหนือภพ พ้นทั้งหมด

จริงทุกที่ ทุกเวลา คือ “สัจธรรม”

 

เหนือกาลเวลา เหนือสถานที่

เป็นไปได้ทุกที่ ทุกเวลา

ไม่จำกัดด้วยมิติใดๆ

เป็นไปได้ทั้งหมด

 

เหนือกาลเวลา หยั่งไปได้ทั้งอดีตและอนาคต

ไม่มีขอบเขตแห่งเวลามากั้นขวางไว้ได้

ชาตินี้ หรือชาติหน้า หรืออดีตชาติ

ทั้งสามกาลนี้ไม่อาจเหนือได้

 

เหนือสถานที่ เหนือทุกภพภูมิใดๆ

ไปได้ทุกภพภูมิที่สถานที่

หยั่งรู้ได้ทุกภพภูมิ

นี่คือเหนือภพ

 

ไม่ติดสถานที่ ไม่ติดในภพภูมิใดๆ ทั้งสามภพ

นรก, มนุษย์, สวรรค์ไม่สำคัญเหนือได้

อยู่ได้ทุกที่ เป็นไปได้ทุกที่ทุกภพ

นี่คือ เหนือภพเหนือสถานที่

 

ไม่ติดภพ ไม่ติดภาวะ ทั้งสุขและทุกข์

ไม่ติดภาวะใดๆ อย่างนี้ จึงเหนือได้

ไม่ว่าภาวะใดๆ ก็ไม่อาจเหนือได้

หลุดพ้นจากทุกภาวะทั้งหมด

 

โลกมนุษย์ คือ นรก คือ สวรรค์ ก็ได้

เนื่องจากไม่ยึดติดในภพภูมิใดๆ

ย่อมเป็นไปได้ทั้งสามภพ

นี่คืออำนาจเหนือภพ

 

อดีต, ปัจจุบัน, อนาคต ก็เป็นไปได้

เอาอนาคตมาไว้ในปัจจุบันก็ได้

เอาอดีตมาไว้ในปัจจุบัน ก็ได้

นี่คือ อำนาจเหนือกาลเวลา

 

สลับปรับเปลี่ยนเหนือหยั่งคาด

ไม่อาจคาดเดาได้ด้วยเวลาสถานที่

ศาสตร์แห่งความเหนือกว่าด้วยมิติทั้งมวล

เหนือกว่า “สัมพัทธภาพ” ไม่จำกัดด้วยสิ่งใดๆ

 

...........................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง เหนือชรา พ้นมรณะ

 

เหนือชรา คือ ไม่แก่ชราหรือจะแก่ชราก็ได้

บางครั้งดูคล้ายคนอาวุโส บางครั้งกลับกลายเป็นเด็ก

ใช้ความเป็นอาวุโสและเยาว์วัยให้เกิดประโยชน์ตามสมัย

ผู้ฝึกตนให้เหนือกว่าความชราได้ดังนี้ จึงเรียกว่า “เหนือชรา”

 

เหนือมรณะ คือ ไม่ตายตามอายุขัยก็ได้ ยืดอายุได้

จะตายเลยก็ได้ จะยังไม่ตายก็ได้ ตามใจต้องการ

ใช้อายุขัยได้ตามใจปรารถนาและเห็นว่าสมควร

ผู้ฝึกตนเหนือความตายได้คือ “เหนือมรณะ”

 

เหนือชรา เหนือมรณะ ไม่ยึดติดทั้งสองส่วน

คือ ไม่ยึดติดในอายุว่าจะแก่หรือเด็กก็ได้

คือ ไม่ยึดติดว่าอายุขัยจะยาวหรือสั้น

ได้อย่างนี้จึงเหนือชราเหนือมรณะ

 

เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าจะปรินิพพานแต่ยังไม่ละสังขารนั้น

พระอานนท์สงสัยว่าเหตุใดผิวพรรณท่านอ่อนเยาว์

ทั้งที่อายุท่านล่วงเลยมาได้ถึง ๘๐ พรรษาแล้ว

นี่คือ หลักฐานว่า “เหนือชรา” นั้นมีอยู่จริง

 

เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าทรงจะปรินิพพาน

ได้กล่าวว่าถ้าจะอยู่หนึ่งกัปก็สามารถทำได้

แต่เพราะพระอานนท์มิได้ทูลขอให้ทรงยืดอายุไว้

นี่คือ หลักฐานว่า “เหนือมรณะ” นั้นมีอยู่จริง ฝึกได้จริง

 

เต๋า เพียรบำเพ็ญทั้งกายและจิต

ส่วนจิตให้บริสุทธิ์ เกิดปัญญารู้แจ้ง

ส่วนกายให้แข็งแรงไม่แก่ชรา อายุยืนยาว

“เหนือชรา เหนือมรณะ” ย่อมเป็นเป้าหมายของเต๋าด้วย

 

เหนือชรา เหนือมรณะ สามารถฝึกให้สำเร็จได้จริง

เป็นวิชชาที่เหนือกว่าวิชชาอื่นใดในโลก อย่างหนึ่ง

บุคคลเรียนรู้ พิสูจน์ได้ด้วยตนเอง สำเร็จได้ด้วยตน

จะเรียกว่าวิชชา “เฒ่าทารก” หรืออะไร ก็ไม่สำคัญ

 

พระลามะทิเบตบางรูป เมื่อตายลงร่างจะกลายเป็นเด็ก

หดสั้นลง และมีผิวพรรณที่ดูอ่อนเยาว์ราวกับเด็กทารก

นี่คือเหนือชรา เหนือมรณะ ศาสตร์ลี้ลับที่ปรากฏทั่วไป

ทั้งในอินเดีย จีนและทิเบต ล้วนสามารถฝึกให้สำเร็จได้

 

เหนือชรา เหนือมรณะ ย่อมไม่ติดทั้งสองส่วน

ไม่ติดในชรา ไม่ติดว่าอายุจะเท่าใด แก่ได้ เด็กได้

ไม่ติดในมรณะ ไม่ติดว่าจะอายุยืนหรือไม่ ตายเมื่อไรก็ได้

ผู้ฝึกจิตได้อย่างนี้จึงสำเร็จวิชชาสุดยอด คือ “เหนือชรา เหนือมรณะ”

 

..........................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง เหนือเหตุ พ้นผล

 

ฝรั่งชอบคิดว่าพุทธศาสนามีเหตุผล

แท้แล้วเขาอุปทานเพราะศึกษาไม่ลึกซึ้ง

จึงไม่ทราบว่าเรื่องเหตุผลนั้น ไม่ใช่ที่สุดแห่งธรรม

จากนั้น ก็ตีความเอาตามเหตุผลต่างๆ นานา เป็นนักวิชาการ

 

พระพุทธศาสนามีเหตุผลในธรรมเบื้องตื้น

เรื่องว่า “ปฏิจจสมุปบาท” ซึ่งไม่มีในผู้สำเร็จธรรม

เมื่อไม่มีซึ่งอวิชชาแล้ว กระบวนการเหตุผลทั้งหลายก็ดับลง

ก็ในเมื่อเหตุทั้งหลายดับสนิทลงแล้ว ผลจะเกิดขึ้นได้อีกอย่างไร?

 

พระพุทธศาสนาไม่ได้สอนให้อ้างเหตุอ้างผล

ไม่สอนให้ใช้เหตุผลเพื่อหักล้างหรือพิสูจน์กัน

แต่สอนให้ดับที่เหตุ ดังนี้ ผลก็ดับสนิทลงด้วย

โดยผู้ปฏิบัติพึงรู้ได้ด้วยตนก็จะเข้าใจด้วยตนเอง

 

คนที่ชอบอ้างเหตุผล เพราะยังค้างคาใจ

ยังต้องการคำอธิบาย ยังไม่วางใจในธรรม

ยังไม่ละวาง ปล่อยทุกอย่างไปตามธรรมชาติ

เขาจึงต้องการเหตุผลและคำอธิบายต่างๆ นานา

 

เมื่อบุคคลวางใจในธรรมสิ้นวิจิกิจฉาแล้ว

เขาย่อมไม่ระแวงแคลงใจในธรรมชาติใดๆ

ที่เกิดขึ้น, ตั้งอยู่ ดับไป เขาย่อมไม่หาเหตุผล

เพราะเข้าใจว่าสรรพสิ่งล้วนเป็นเช่นนั้นเองอยู่แล้ว

 

เมื่อบุคคลไม่วางใจในธรรมมีวิจิกิจฉาอยู่

เขาย่อมระแวงเคลือบแคลงใจในธรรมชาติต่างๆ

ที่เกิดขึ้น, ตั้งอยู่และดับไป ด้วยการหาเหตุผลอธิบาย

เพราะไม่ยอมรับสัจธรรมความจริงว่าสรรพสิ่งเป็นเช่นนั้นเอง

 

คนที่ไม่มีเหตุผล คือ คนที่เอาแต่อารมณ์

คนแบบนี้ไม่ใช่คนที่อยู่เหนือเหตุ พ้นผลได้

แต่เป็นคนที่สารวนยึดติดอยู่กับอารมณ์ตนเอง

คนไม่มีเหตุผล ก็หาใช่ผู้อยู่เหนือเหตุ พ้นผลไม่

 

คนที่ยึดมั่นแต่เหตุผล ไม่เข้าใจเรื่องอารมณ์

คนแบบนี้ ไม่อาจอยู่เหนือเหตุ พ้นผลได้

แต่เป็นคนที่ยึดวนอยู่กับการมีเหตุผล

ย่อมไม่ต่างกันกับคนไม่มีเหตุผล

 

ผู้อยู่เหนือเหตุ พ้นผล ย่อมไม่ติดอยู่ในอารมณ์

ผู้ติดในอารมณ์ย่อมไม่พ้นบ่วงแห่งอารมณ์

เขาย่อมเป็นทาสของธรรมารมณ์ต่างๆ

ถูกอารมณ์ต่างๆ พัดพาไปไร้จุดยืน

 

.............................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง เหนือพุทธะ พ้นธรรมะ

 

พุทธะ คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

คำว่าจิตคือพุทธะ คือ จิตเป็นผู้รู้

บางคนจำเป็นต้องรู้ จึงจะทำกิจได้

บ้างเหนือรู้ เหนือพุทธะ รู้ก็ได้ ไม่รู้ก็ได้

 

“พุทธะ” คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยตนเอง

เมื่อทำกิจพุทธะสิ้นแล้ว แม้แต่ภาวะพุทธะก็ไม่มี

กิจจบแล้ว พุทธะก็จบด้วย ดังนี้ จึงจะเข้านิพานได้

ถ้ายังมีความเป็นพุทธะอยู่ ติดรู้อยู่ ก็ยังทำกิจรู้ต่อไป

 

เหนือพุทธะ คือ เหนือผู้รู้ เหนือตัวรู้ ไม่รู้ก็ได้

ทำโดยไม่รู้ แต่กลับเป็นผลได้อย่างน่าอัศจรรย์

บ้างว่าเป็นความบังเอิญ บ้างว่าเป็นโชคช่วย ฯลฯ

แต่ใครจะทราบบ้างว่านี่คือภาวะเป็นหนึ่งเดียวกับธรรม

 

ตัวผู้รู้ก็ตัวหนึ่ง ตัวถูกรู้ก็ตัวหนึ่ง

แยกออกจากกัน เป็นรูปและนาม

ตัวผู้รู้เรียกว่าพุทธะ ตัวที่ถูกรู้คือธรรมะ

พุทธะและธรรมะแยกกัน ย่อมไม่พ้นอัตตา

 

เมื่อใดที่พุทธะและธรรมะรวมกัน

รวมลงใน สังฆะ คือ สงฆ์ผู้นั้นได้

ย่อมทำให้กลายเป็น “เอกรัตนตรัย”

คือพระรัตนตรัยทั้งสามเป็นหนึ่งเดียว

 

ตรีเอกานุภาพในพุทธศาสนา

คือ หลักสามประการรวมหนึ่ง

แล้วด้วยแก้วสามประการดังนี้

ได้แก่พุทธะ, ธรรมะและสังฆะ

 

พุทธะ ไม่แยกจากธรรมะ

ไม่แยกตัวผู้รู้ ออกจากสิ่งที่ถูกรู้

ธรรมะ ไม่แยกออกจากสังฆะ

ไม่แยกธรรมะออกจากตัวสงฆ์นั้น

 

ธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์อยู่ในตัวมนุษย์แล้ว

ดังนี้ใน สังฆะ นั้นย่อมปรากฏมีธรรมะได้ทั้งสิ้น

อีกทั้งพุทธะ ย่อมมีอยู่ในสังฆะผู้ตื่นรู้นั้นแล้ว

ดังนี้จึงสิ้นตัวตนในพุทธะ, ธรรมะและสังฆะ

 

คำว่าเหนือพุทธะ คือ เอกรัตนตรัย

หลักตรีเอกานุภาพของพุทธศาสนา

คือการหลอมรวมพระรัตนตรัยทั้งสาม

เป็นหนึ่งเดียว ไม่แยกเป็นตัวฉันตัวเธอ

 

......................................จบ..................................



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
physigmund_foid วันที่ : 16/09/2010 เวลา : 09.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buddhabath

เรียนเว็บมาสเตอร์

เนื่องจากข้าพเจ้าจะขอโพสกระทู้เป็นวันสุดท้าย ก็จะจบกิจการเขียนบทความที่ได้รับสื่อจากเบื้องอื่น อันเกิดจากสัจสัญญาที่ได้ให้ไว้กับเบื้องบนว่าจะช่วยกิจสี่ศาสนา คือ พุทธ, คริสต์, พราหมณ์, เต๋า นับจนถึงบัดนี้ เป็นเวลาร่วมสามปีเต็ม ตำราที่ประกอบด้วยอักษรมากมายอาจยังประโยชน์แก่บุคคลบางจำพวก แม้ไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่ยังหาประโยชน์ให้แก่ผู้มีใจกว้างและวิจารณญาณสูงได้บ้าง ด้วยกุลบุตรมหายานทั้งหลายย่อมไม่แคลงใจหรือปิดใจกั้นที่จะศึกษาพระสูตร แม้ว่าจะเป็นของเก่าหรือเขียนใหม่ก็ตาม แต่ย่อมให้ความสำคัญกับเนื้อหาธรรมในนั้นมากกว่า ส่วนข้าพเจ้าเมื่อจบกิจในนี้แล้ว คงเหลือเพียงคัมภีร์ไร้อักษร (อไทฺวตธรรม) ไม่มีอะไรจะเขียนอีก เพื่อจะได้ทำกิจอื่นต่อไป

แต่เนื่องจากได้ให้สัจสัญญาไว้กับทางเว็บมาสเตอร์ว่าจะโพส ในกระทู้หน้า “ศาสนา” ไม่เกินวันละ ๓ ชุด แต่เนื่องจากได้เขียนบทความไว้เกินกว่า ๓ ชุด ดังนั้น จึงขอโพสลงในหน้า “ส่งการบ้านครู” (ที่เหลือทั้งหมด) ซึ่งหน้านี้ไม่มีปัญหากระทบต่อผู้อื่น เมื่อข้าพเจ้าได้โพสแล้วจะไม่กลับมาย้ายที่บทความนั้นอีก เพราะจะจบกิจวันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้ว ที่เหลือแล้วแต่ท่านจะเห็นควรย้ายกระทู้จากห้อง “ส่งการบ้านครู” ไปยังหน้าที่ควรหรือไม่

ขอบคุณครับ
๑๖ ก.ย. ๒๕๕๓

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน