• physigmund_foid
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-03-05
  • จำนวนเรื่อง : 33
  • จำนวนผู้ชม : 35931
  • จำนวนผู้โหวต : 27
  • ส่ง msg :
  • โหวต 27 คน
วันพฤหัสบดี ที่ 16 กันยายน 2553
Posted by physigmund_foid , ผู้อ่าน : 3273 , 09:18:48 น.  
หมวด : ส่งการบ้านครู

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง ปัญญาญาณ

 

พระอรหันต์ผู้พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาญาณย่อมสื่อสารธรรมได้ดี

ปฏิสัมภิทาญาณเป็นความสามารถพิเศษทางการสื่อสาร

ทำให้สื่อสารได้มีประสิทธิภาพ เทศนาธรรมเข้าใจง่าย

แต่พระอรหันต์ไม่ใช่จะมีปฏิสัมภิทาญาณกันหมด

 

ฝึกการสื่อสารผ่านภาษาต่างๆ ให้ชำนาญ

หลายภาษาแปลข้ามไปมาหรือภาษาเดียวให้แตกฉาน

ฝึกการสื่อสารโดยไม่ผ่านภาษา เช่น สื่อทางกริยาท่าทาง

การสื่อสารทั้งสองนี้ เป็นบาทฐานในการฝึกปฏิสัมภิทาญาณได้

 

ฝึกยืดหยุ่น, ประยุกต์, พลิกแพลงข้อธรรมต่างๆ

ใช้ธรรมะในตำรา กลายเป็นธรรมะในความเข้าใจของคนจริง

ทำให้เกิดการอธิบาย, ย่อ-ขยายความ, สาวโยงเชื่อมความธรรม

อ่านมาก, จำมาก, ฟังมาก เป็นพหูสูต คือ บาทฐานของปฏิสัมภิทาญาณ

 

ฝึกสนทนาธรรมแก้ไขความเข้าใจที่ผิดให้ถูกต้อง

ใช้อธรรมสร้างธรรมะ ยิ่งคนมีอธรรมมาก ธรรมะยิ่งมากด้วย

ต้องอาศัยคู่สนทนา เป้าหมายไม่ใช่เพื่อชนะ แต่เพื่อความเข้าใจร่วมกัน

แม้เอาชนะผู้อื่นได้ แต่จบลงด้วยความไม่เข้าใจกัน ก็ไม่อาจได้ปฏิสัมภิทาญาณ

 

ฝึกการพิจารณาธรรมจากสิ่งต่างๆ ง่ายๆ รอบตัว

เช่น ฝึกอุปมาเปรียบเปรยสิ่งหนึ่งไปสู่สิ่งหนึ่งที่พบเห็นบ่อยๆ

หรือเพ่งพิจารณาธรรมะจากธรรมชาติรอบตัว จนนำมาเป็นธรรมะได้

ธรรมะพรั่งพรูจากธรรมชาติเช่นนี้ เป็นบาทฐานในการฝึกปฏิสัมภิทาญาณ

 

การฝึกทั้งสี่นี้ เป็นเพียงบาทฐานของปฏิสัมภิทาญาณ

หากไม่ได้อาสวักขยญาณย่อมไม่อาจเกิดปฏิสัมภิทาญาณได้เลย

เมื่อไม่อาจบรรลุธรรมได้อย่างแท้จริง ย่อมเป็นได้แค่นกแก้วนกขุนทอง

พูดได้เก่ง, จำได้มาก, อธิบายได้ดี แต่ไม่มีความเข้าใจในสิ่งสื่อสารอย่างแท้จริง

 

หัวใจสำคัญอีกประการของปฏิสัมภิทาญาณคือญาณทัศนวิสุทธิ์

เมื่อมีญาณทัศนวิสุทธิ์แล้ว ย่อมสื่อสารสิ่งที่อ่านมาได้อย่างตรงไปตรงมา

ไม่ถูกบิดเบือน, ไม่ถูกปรุงแต่ง, ไม่ถูกความเข้าใจผิด ทำให้สื่อสารผิดออกไป

ญาณทัศนวิสุทธิ์ คือ ญาณใส, เหมือนแก้วใส, เหมือนน้ำสะอาด, เหมือนกระจกใส

 

 พระอรหันต์บางรูปบรรลุธรรมแล้วไม่อาจอธิบายธรรมได้

พระอรหันต์ผู้มีปฏิสัมภิทาญาณก็อธิบายธรรมไม่ได้

แต่ชำนาญในการสื่อสารแสดงความคิดเห็น

จึงช่วยให้ผู้อื่นบรรลุธรรมตามตนได้

 

พระอรหันต์ที่ไม่มีความสามารถทางการสื่อสาร

สามารถสื่อสารธรรมะผ่านทางจิตสู่จิตได้โดยตรง

เรียกว่าภาษามคธ ซึ่งสรรพสัตว์ล้วนเข้าใจได้ตรงกัน

ภาษามคธนี้แท้แล้วไม่อาจพูดได้ แต่สื่อได้ด้วยจิตสู่จิต

 

.................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง อภิญญาห้า

 

ผู้ปรารถนาจะสำเร็จอภิญญาห้า ถ้าไม่ฝึกจิต มีหรือจะได้?

อภิญญาห้าย่อมต้องใช้อัปปนาสมาธิเป็นบาทฐาน

ต่ำกว่าอัปปนาสมาธิก็ไม่ถึงอภิญญาห้าได้

ดังนี้ อยากได้อภิญญาก็ต้องฝึกจิต

 

ถ้าไม่ต้องการอภิญญาห้า ต้องการแค่พ้นทุกข์

แบบนี้ไม่ต้องฝึกจิตก็ได้อรหันต์ปัญญาวิมุติ

แต่ถ้าต้องการอภิญญาห้า ต้องฝึกจิตด้วย

ฝึกจิตให้ถึงอัปปนาสมาธิ คือ ได้ฌาน

 

อยากได้ตาทิพย์ ก็ต้องฝึกรูปฌาน

สร้างนิมิตจากธรรมชาติของจริง

หยิบเอามาเพ่งให้เกิดนิมิต

เพ่งจนกว่าตาทิพย์จะเปิด

 

อยากได้ญาณหยั่งรู้อดีตชาติ

ก็ต้องฝึกอรูปฌาน คือ กำหนดความว่างเป็นอารมณ์

ไร้เวลา ไร้สถานที่ ว่างหมด จากใดๆ ไรๆ ทั้งปวง

ออกจากภาวะว่างใช้นิมิตลงหยั่งเวลานั้นๆ

 

อยากรู้เรื่องยุคพระสุริโยทัย

เข้าฌานกำหนดความว่างเป็นอารมณ์ก่อน

พอไม่มีอะไร ใดๆ ขวางกั้นจิตหรือปรุงแต่งจิตแล้ว

ออกจากภาวะนั้น ให้น้อมจิตถามว่าทำไมท่านจึงต้องไปตาย

 

สอบทานกับผู้ที่สำเร็จ อตีตังคญาณ

ถ้าฝึกแล้วทดสอบบ่อยๆ แม่นยำแค่ไหน

ไม่ต้องถูกต้อง ๑๐๐% ก็ได้ อย่างน้อยถูกสัก ๗๕%

ก็สามารถใช้ญาณนี้ในการทำนายอดีตชาติของคนได้เช่นกัน

 

ญาณหยั่งรู้อนาคตก็ใช้วิธีเดียวกัน

ออกจากฌานลึกก็น้อมจิตไปยังเวลาเบื้องหน้า

ความจริงในอนาคตก็ค่อยปรากฏชัดขึ้นในรูปแบบต่างๆ

บ้างเป็นนิมิต บ้างเป็นลางสังหรณ์ บ้างคล้ายข้อมูลไหลเข้ามา

 

ญาณหยั่งรู้วาระจิตผู้อื่น

ต้องฝึกสติปัฏฐานสี่ดูจิตตัวเองให้ชำนาญ

แล้วน้อมจิตเพ่งไปยังผู้อื่นที่เราต้องการทราบวาระจิต

ก็ได้คำตอบปรากฏออกมาเอง เมื่อสติและสมาธิเท่าทันคนผู้นั้น

 

คนที่มีกำลังสติดี ไวต่อความคิดคนที่เปลี่ยนไปแต่ละขณะ

คนมีสมาธิลึก หยั่งลงลึกก้นบึ้งความคิดคนอื่นได้

ผลออกมาได้ข้อมูลในรูปแบบที่แตกต่างกัน

ซึ่งนับเป็นอภิญญาหยั่งรู้วาระจิตทั้งสิ้น

 

.................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง มโนมยิทธิ

 

มโนมยิทธิ แปลว่าฤทธิ์ทางใจ ไม่ใช่การถอดกายทิพย์

การถอดกายทิพย์หรือถอดจิตวิญญาณยังไม่นับเป็นมโนมยิทธิ

พวกมารและพราหมณ์ก็ถอดกายทิพย์ได้ แต่ยังไม่ใช่มโนมยิทธิ

แล้วมโนมยิทธิที่แท้จริงนั้น นับว่าสำเร็จได้อย่างไร

 

ใจมีฤทธิ์ แค่คิดก็ได้ดังใจแล้ว ไม่ต้องลงมือกระทำ

คือจุดเริ่มมโนมยิทธิ ไม่ต้องถอดกายทิพย์ก็ได้

อธิษฐานแล้วเกิดผลได้จริงคือใจมีฤทธิ์

นับเป็นมโนมยิทธิเมื่อใจคุมจิตได้

 

การฝึกมโนมยิทธิ ฝึกจากอธิษฐานบารมีก็ได้

อธิษฐานบารมีคือความตั้งใจแน่วแน่ให้สำเร็จผล

เมื่อตั้งใจแน่วแน่แล้วทำกิจการงานให้สำเร็จผลให้ได้

อย่าท้อแท้ อย่าปล่อยให้ล้มเหลวโดยไม่ลุกขึ้นสู้จนสำเร็จ

 

ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ใจก็มีฤทธิ์เอง แต่ยังไม่ใช่มโนมยิทธิ

พวกมารและพรหมก็สามารถมีใจที่มีฤทธิ์เช่นนี้ได้

จนเมื่อถึงระดับกำหนดใจคุมจิตวิญญาณได้

ใจจึงมีฤทธิ์มากพอเรียกว่ามโนมยิทธิ

 

จิตวิญญาณหรือเจตภูตออกจากร่างคนไปได้เอง

ถ้าควบคุมจิตวิญญาณตนเองยังไม่ได้ ยังไม่สำเร็จมโนมยิทธิ

ถ้าควบคุมจิตวิญญาณในกายสังขารตนเองได้ระดับหนึ่ง นับว่าสำเร็จ

เช่น กำหนดให้จิตวิญญาณของตนเอง ไปทำงานที่สวรรค์ ไปทำกิจที่นรกก็ได้

 

มโนมยิทธิมีกำลังไม่เท่ากัน ฝึกได้ไม่มีที่สิ้นสุด

จิตวิญญาณที่แรงและมีกำลังมาก คุมได้ยากจะแทรกเข้ากาย

และขับดันในร่างกายหลงทาง หรือออกจากร่างกายไปทำกรรมชั่ว

เมื่อเราควบคุมจิตวิญญาณที่มีกำลังสูงขึ้นได้เรื่อยๆ ก็มีฤทธิ์ทางใจสูงขึ้น

 

มนุษย์ทุกคนมีเจตภูตดูแลร่างกายทั้งสิ้น

เจตภูตคือจิตวิญญาณดวงนอกสุดในกายสังขารนั้น

สามารถเข้าออกจากกายสังขารได้เสมอเมื่อเราคิดเรื่องนอกตัว

ในไตรปิฎกก็บันทึกไว้ พระราชาผู้หนึ่งตื่นขึ้นมาพูดคุยกับเจตภูตตนเอง

 

ผู้มีมโนมยิทธิขั้นสูง สามารถคุมจิตผู้อื่นได้ด้วย

เช่น หลวงพ่อฤษีลิงดำ ดึงจิตวิญญาณลูกศิษย์ไปภพภูมิอื่น

ถ้าสำเร็จตาทิพย์หรือพระอินทร์ให้ยืมตาทิพย์ ก็จะเห็นนรกสวรรค์ได้

แม้ไม่สำเร็จมโนมยิทธิ แต่ก็เห็นนรกสวรรค์ได้ด้วยกำลังของอาจารย์ช่วย

 

แม้ไม่เห็นโลกทิพย์ เพราะไม่มีตาทิพย์

แต่ก็สำเร็จมโนมยิทธิได้ เพราะเป็นอภิญญาต่างชนิดกัน

กำหนดที่ใจ ให้จิตวิญญาณไปทำกิจต่างๆ ถ้าสำเร็จผลก็ได้มโนมยิทธิ

กำหนดใจเข้มแข็งให้กิจการใดๆ สำเร็จ แม้กายสังขารไม่กระทำ ก็บังเกิดผลได้

 

.................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง ธรรมกาย

 

ธรรมกาย คือ กายทิพย์ที่มีธรรม ใช้สอนธรรมได้

กายทิพย์ของคนเรามีมากกว่าหนึ่งกายในสังขารหนึ่งๆ

ซ้อนกันเป็นชั้นๆ เหมือนสวมเสื้อทับกัน แต่ละชั้นมักมีจิตหนึ่งดวง

ยกเว้นชั้นนอกสุด อาจไม่มีจิต มีแต่วิญญาณขันธ์ เรียกว่า “ครอบขันธ์”

 

คนที่ถูกครอบขันธ์ เช่น คนทรง

เทพหรือพรหมจะถอดกายทิพย์หรือวิญญาณขันธ์

มาครอบขันธ์ห้านั้น เพื่อควบคุมหรือขับดันให้ทำกิจการต่างๆ

คนผู้นั้นจะทำกิจได้เหมือนเทพพรหมองค์นั้นๆ แม้ไม่ใช่เทพพรหมองค์จริง

 

วิญญาณขันธ์หรือกายทิพย์ที่ครอบขันธ์ไม่มีจิต

เมื่อไม่มีจิต วิญญาณขันธ์จะทรงไม่ได้นาน จะค่อยๆ สลายไป

จากพลังรูปฌานกลายเป็นอรูปฌาน คือ สลายเป็นพลังปราณออกไป

เมื่อสลายหมดแล้ว อภิญญา, บารมี, ความสามารถ ของเทพพรหม ก็หายไปด้วย

 

คนที่ไม่ถูกครอบขันธ์ ก็มีกายทิพย์ได้หลายกายซ้อนกัน

แต่ละกายทิพย์จะมีจิตหนึ่งดวงประสานอยู่ เรียกว่า “จิตวิญญาณ”

จิตวิญญาณสามารถจรเข้าออกจากร่างกายได้ ไม่ใช่การถอดกายทิพย์

แต่จิตวิญญาณดวงในสุดจะไม่จรออกเพราะต้องประจำสังขาร ยกเว้นเมื่อตาย

 

จะฝึกธรรมกายแบบเปิดตาทิพย์หรือไม่เปิดตาทิพย์ก็ได้

ถ้าเปิดตาทิพย์ก่อนจะเพ่งไปในกายในกายตามหลักกายานุสติปัฏฐาน

คือ “กายในกาย” เพ่งกลางกายทิพย์ จะมีดวงแก้วประจำกายทิพย์นั้นๆ อยู่

จะพบกายทิพย์อีกกายอยู่ในดวงแก้วนั้น หรืออดีตชาติจะปรากฏออกมาในดวงแก้วนั้น

 

ถ้าไม่เปิดตาทิพย์ ก็ฝึกธรรมกายได้

ใช้หลักสติปัฏฐานสี่ คือ “จิตานุสติปัฏฐาน” 

ฝึกใจสัมผัสจิต ดูจิตในจิต หลายดวงที่ซ้อนกันอยู่

สติที่ละเอียดจะจำแนกได้ว่ามีจิตกี่ดวง มีลักษณะอย่างไร

 

จิตวิญญาณมีลักษณะเฉพาะตัวสังเกตได้

จิตวิญญาณเทพจะเป็นเทพ ไม่เป็นอย่างอื่น

แต่สังขารคนเป็นที่รวมของหลายจิตวิญญาณ

จึงมีการแสดงออกที่ระคนปนเป จึงเรียกว่า “คน”

 

ถ้าเข้าใจเอกลักษณ์เฉพาะตัวของจิตวิญญาณชนิดต่างๆ

ก็จำแนกจิตวิญญาณที่ซ้อนกันในกายสังขารตนได้

จากนั้น ก็บำเพ็ญบารมีในแบบนั้นๆ ให้สมบูรณ์

ก็จะสำเร็จธรรมขั้นสูง ทีละกาย ทีละกาย

 

เมื่อบำเพ็ญบารมีในกายโพธิสัตว์ครบสี่ชนิด

จะได้บารมีมากพอก็สำเร็จกายพุทธะหรือยูไลได้

มีลักษณะคล้ายพระพุทธเจ้า แต่ยอดเกศาไม่มีเปลวกนก

กายทิพย์นี้อยู่ในสุด เป็นพระพุทธะผู้สอนธรรม คือ “ธรรมกาย”

 

.................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง อิทธิวิธี

 

อิทธิวิธี คือ อภิญญาที่สามารถแสดงฤทธิ์ได้

มีหลายระดับตามการฝึกคือ จิต, วิญญาณ และสังขาร

เมื่อฝึกจนสามารถแสดงฤทธิ์ทางกายสังขารเป็นที่ประจักษ์ได้

จึงนับว่าสำเร็จ “อิทธิวิธี” เช่น เหาะให้คนพิสูจน์ดูได้ด้วยตาเปล่า

 

ฤทธิ์ระดับต่ำ มีฤทธิ์แต่ทางจิต

ฤทธิ์ระดับกลางได้ทั้งจิตและวิญญาณ

ฤทธิ์ระดับสูง ฝึกจนได้ถึงกายสังขารก็แสดงฤทธิ์ได้

ทั้งสามระดับนี้ นับว่าเป็นอิทธิฤทธิ์ แต่ยังไม่ใช่อิทธิวิธีทั้งหมด

 

การเหาะเหินเดินอากาศนั้น ไม่จำเป็นต้องเอาทั้งกายสังขารไป

ถ้าเหาะไปแต่จิตวิญญาณ ก็นับว่ามีฤทธิ์ แสดงฤทธิ์ได้

แต่ถ้าจะเอาทั้งกายสังขารไปด้วยต้องฝึกกายด้วย

ฝึกทั้งจิตวิญญาณและกาย ต้องฝึกถึงขั้นโยคะ

 

การฝึกแบบโยคะจะฝึกหนักและยาวนานเหมือนฤษี

เพื่อหลอมรวมทั้งจิตวิญญาณและกายให้ไปด้วยกันได้

เมื่อจิตวิญญาณมีฤทธิ์ ก็แสดงออกทางกายสังขารได้ด้วย

พวกฤษีจึงแสดงฤทธิ์ให้คนทั่วไปเห็นและเรียกศรัทธาคนได้มาก

 

พระพุทธเจ้า จึงไม่ทรงสรรเสริญให้ฝึกเพื่อเป้าหมายนี้

ทรงให้ลัดตัวตรง ทำนิพพานให้แจ้งให้ได้ก่อนจึงไม่หลงทาง

เพราะการฝึกทั้งจิตวิญญาณและกายสังขารนั้นต้องทุ่มเทเวลามาก

เพื่อแสดงฤทธิ์ให้ผู้อื่นเห็นเป็นประจักษ์ให้ได้ต้องใช้ฝึกสมาธิอย่างมากมาย

 

ทำได้ด้วยการฝึกธาตุและกสิณต่างๆ

การฝึกกสิณ ทำให้จิตวิญญาณมีฤทธิ์

การฝึกธาตุสี่ทำให้ร่างกายมีฤทธิ์ได้ด้วย

หรือฝึกฌานสี่ขึ้นไป แล้วอธิษฐานใช้ฤทธิ์

 

“อิทธิวิธี” นั้น เริ่มฝึกจากภายในออกไปสู่ภายนอก

ยิ่งกำหนดควบคุมธาตุภายนอกได้รัศมียาวไกลยิ่งมีฤทธิ์มาก

คือ การฝึกกำหนดหรือควบคุมธาตุสี่ในร่างกายของตนเองให้ได้ก่อน

แล้วจึงขยายขอบเขตการกำหนดด้วยพลังจิตให้ควบคุมธรรมชาติไกลออกไป

 

กำหนดธาตุและควบคุมธาตุต่างๆ

แปรเปลี่ยนจากธาตุหนึ่งไปธาตุหนึ่งได้ดังใจ

เช่น จากอากาศธาตุกำหนดให้เป็นปฐวีธาตุแล้วเหยียบขึ้นไป

หรือ จากธาตุน้ำ กำหนดให้เป็นปฐวีธาตุ แล้วเดินบนน้ำไปได้ไม่จม

 

นอกจากนี้ยังกำหนดธาตุในสิ่งต่างๆ ได้

หรือกำหนดธาตุในร่างกายของผู้อื่นได้ด้วย

เช่น คนไข้มีอาการธาตุไฟกำเริบ เป็นแผลร้อนใน

เพ่งแล้วกำหนดจิตให้ธาตุไฟลดลง หรือปรับธาตุให้สมดุล

 

.................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง สมาธิพรหมโลก

 

การฝึกฌานขั้นสูงหรืออัปปนาสมาธิ

ย่อมยากมากเมื่อจิตไม่ใช่พรหม

ทำจิตให้ถึงพรหมก่อนค่อยฝึก

แล้วจะฝึกง่ายได้ดายมาก

 

จิตวิญญาณในกายสังขารคนมีหลายชนิด

ถ้าจิตวิญญาณดวงนอกสุดไม่ใช่พรหม

ต้องสร้างบุญบารมีให้ถึงพรหมก่อน

ก็สามารถฝึกสมาธิได้ง่ายดาย

 

สร้างบุญบารมีให้ได้พรหมนั้นไม่ยาก

บูชาเทพเจ้าฮินดูด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง

องค์ใดองค์หนึ่งเลือกเพียงหนึ่ง

บูชาจนจิตเกิดเป็นพรหมแล้ว

 

อาตมัน ก็ไม่แตกต่างจากปรมาตมัน

คือ จิตของเรา ก็ไม่ต่างจากจิตเทพเจ้านั้น

นี่คือ บำเพ็ญบารมีจนจิตเกิดใหม่ได้เป็นพรหม

พรหมมีหลายแบบ เช่น พรหม, ศิวะ, นาราย เป็นต้น

 

เมื่อได้กายแบบชาวพรหม กายใดกายหนึ่งแล้ว

จึงค่อยฝึกสมาธิ ก็จะฝึกสำเร็จได้ไม่ยากเลย

ถ้ายังไม่ได้ ไม่ควรฝึก เพราะจะทำให้ท้อ

แล้วเลิกฝึกไปในที่สุด เพราะล้มเหลว

 

การฝึกสมาธิขั้นสูงมีหลายวิธีทั้งรูปฌานและอรูปฌาน

รูปฌานคือ กำหนดรูปกุศลเป็นอารมณ์เข้าสู่ฌาน

อรูปฌานคือ กำหนดสิ่งที่ไม่มีรูปเข้าสู่ฌาน

เช่น ความว่าง, ภาวะเหนือความจำ ฯลฯ

 

หากเริ่มฝึกจากรูปฌานไปสู่อรูปฌานเองก็ได้

ไม่ต้องกำหนด ปล่อยให้จิตดิ่งลงฌานลึกไปเอง

ฌานก็เดินไปเองโดยไม่ยึดติดขั้นใดขั้นหนึ่ง ไม่ติดขัด

ยิ่งกำหนดเป็นขั้นๆ ไปยิ่งไปยาก เพราะติดขั้นนั้นๆ ไม่ไปไหน

 

ใช้นิมิตหมายต่างๆ เป็นเครื่องรวมจิตเบื้องต้น

เมื่อถึงฌานขั้นลึกแล้ว ค่อยฝึกสติให้ไวต่อแต่ละขั้น

เรียกว่าการฝึกวสี ซึ่งต้องเข้าใจลักษณะของฌานแต่ละขั้น

ฝึกโดยไม่กำหนดจิตจะไปได้ง่ายดาย ฝึกด้วยการกำหนดจะยาก

 

เคล็ดลับง่ายๆ คือ “ปล่อยให้ดับไปเอง”

อะไรก็ช่างที่ปรากฏอยู่ปล่อยให้ดับลงไปเอง

จิตจะละเอียดลงสู่ฌานลึกขึ้นเรื่อยๆ เป็นลำดับไป

ฝึกให้ถึงฌานลึกที่สุดก่อน แล้วจึงค่อยจำแนกขั้นฌาน

 

.................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง สมาธิสุขาวดี

 

สมาธิแบบสุขาวดีเป็นสมาธิของพระโพธิสัตว์

จึงไม่ปรากฏในคัมภีร์ของฝ่ายเถรวาท

และไม่อยู่ในกรรมฐานทั้งสี่สิบวิธี

แต่ก็มีบันทึกไว้ในมหายาน

 

พระพุทธเจ้าทรงสอนสมาธิแบบสุขาวดีด้วย

ครั้งแรกคือ “ธรรมจักร” ให้แก่ท่านอัญญาโกญทัญญะ

แต่คนส่วนใหญ่ไม่มีอินทรีย์หรือบารมีแก่กล้าพอที่จะฝึกได้

ท่านจึงเลือกสมาธิแบบพรหมโลกมาสอน คือ กรรมฐานสี่สิบวิธี

 

สมาธิแบบสุขาวดีเป็นสมาธิแบบเร็วลัด

เช่น การใช้ดอกบัวเพ่งเป็นอารมณ์กรรมฐาน

น้อมจิตตามดอกบัวบาน คือ เข้าสู่จิตเดิมแท้ประภัสสร

ย่อมสามารถบรรลุธรรม หลุดพ้นจากอาสวกิเลสได้ฉับพลัน

 

สมาธิแบบมหายานช่วยให้บรรลุธรรมได้เร็วลัด

ปรากฏในคัมภีร์ฝ่ายมหายานเป็นส่วนใหญ่

ผลลัพธ์ทำให้ได้ทั้งปัญญาและอภิญญา

ไม่แตกต่างจากกรรมฐานทั้งสี่สิบวิธี

 

สมาธิมีสองแบบ มาจากสองแหล่งใหญ่ๆ

คือ สมาธิแบบสุขาวดีและสมาธิแบบพรหมโลก

กรรมฐานทั้งสี่สิบวิธีส่วนใหญ่เป็นสมาธิแบบพรหมโลก

ยกเว้นสติปัฏฐานสี่และอนุสติสิบที่เป็นแบบของพระพุทธเจ้า

 

สมาธิแบบพรหมโลก ฝึกแล้วมักได้พรหมโลก

สมาธิแบบสุขาวดี ฝึกแล้วมักได้สุขาวดี

ยกเว้นว่าลัดตรงสู่นิพพานจึงนิพาน

สมาธิสองแบบนี้เป็นบาทฐานได้

 

สมาธิแบบสุขาวดีมีหลายแบบ

มีทั้งแบบที่มุ่งผลให้เกิดการบรรลุธรรม

และแบบที่กำหนดจิตไปเกิดยังสุขาวดีโลกธาตุ

สองแบบนี้แตกต่างกัน เป้าหมายต่างกัน ฝึกต่างกัน

 

สมาธิแบบเพ่งเสียง เป็นแบบสุขาวดี

ฝึกได้ด้วยการเพ่งเสียงต่างๆ ขณะหลับตา

ใช้เสียงที่เรียบนิ่งมีโทนเดียวเป็นอารมณ์ทำให้จิตเรียบนิ่ง

ฝึกถึงที่สุดเปิดหูทิพย์ ฟังเสียงทิพย์ และสื่อกับพระยูไลที่สุขาดีได้

 

สมาธิแบบหมุนจักระหรือสมาธิหมุนหรือธรรมจักร

เป็นสมาธิแบบสุขาวดี สามารถช่วยให้บรรลุธรรมได้เร็วลัด

ฝึกได้ด้วยการหมุนวนลมปราณภายในตามจักระสำคัญของร่างกาย

ทะลวงเปิดจักระให้เปิดโล่ง เชื่อมโยงพลังภายในกับพลังจักรวาลเป็นหนึ่งเดียว

 

.................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง วิปัสสนาญาณ

 

วิปัสสนาญาณ คือ ญาณที่เกิดจากวิปัสสนากรรมฐาน

วิปัสสนากรรมฐานคือ การเพ่งพิจารณาไตรลักษณ์

หรือภาวะจิตรวมศูนย์ตรงสู่ไตรลักษณ์ที่เกิดเอง

แต่ยังไม่หยั่งรู้ว่าใดๆ อย่างอื่นก็เหมือนกัน

 

เมื่อเจริญวิปัสสนากรรมฐานอยู่แต่ยังไม่เกิดวิปัสสนาญาณ

ย่อมเห็นความดับไป แต่ไม่เห็นแจ้งว่าใดๆ ก็เหมือนกัน

เมื่อเห็นสิ่งนี้ดับไปและใดๆ อย่างอื่นก็ล้วนเป็นเช่นนี้

คือลักษณะของวิปัสสนาญาณที่เกิดจากกรรมฐาน

 

เมื่อไม่ได้เจริญวิปัสสนากรรมฐานแต่มีสติเต็มรอบ

แล้วเห็นสิ่งหนึ่งดับไป จึงพิจารณาว่าใดๆ ย่อมเป็นเช่นนี้

คือ ไม่เที่ยง, เป็นทุกข์, ไม่ใช่ตัวตนของตน ไม่อาจยึดมั่นถือมั่นได้

คือ ลักษณะของวิปัสสนาญาณ ที่ไม่ได้เกิดจากกรรมฐาน เป็นบาทมูล

 

วิปัสสนาญาณย่อมสามารถเกิดได้ทั้งมีและไม่มีกรรมฐานก่อน

บางท่านเจริญสมถกรรมฐานแล้วลัดตรงสู่วิปัสสนาญาณก็มี

บางท่านเจริญวิปัสสนากรรมฐานแล้วจึงได้วิปัสสนาญาณ

แต่บ้างไม่ได้ทำกรรมฐานเลยแต่เกิดวิปัสสนาญาณก็มี

 

เซน มีวิธีเข้าถึงธรรมด้วยสมาธิที่เกิดเองดับเองตามธรรมชาติ

สุญตา คือ ภาวะที่ธรรมารมณ์ต่างๆ ดับหมดตามธรรมชาติ

เมื่อสุญตาเกิดขึ้นแล้วลัดตัดตรงสู่วิปัสสนาญาณทันที

ทำนิพพานให้แจ้ง เห็นสัจธรรมอันตรงไปตรงมาได้

 

“สุญตา” เป็นธรรมชาติที่เกิดเองดับเองอยู่เนืองๆ

เมื่อไม่ทุ่มกำลังใจเข้าวิปัสสนาญาณฉับพลัน

จึงปล่อยโอกาสทองให้ผ่านไปเสียเฉยๆ

เหมือนศัตรูเปิดช่องโหว่แล้วแต่ไม่ยิง

 

หัวใจแห่งการบรรลุธรรมจึงไม่ใช่กรรมฐานใดเลย

เพราะการบรรลุธรรมก็เกิดได้แม้ไม่มีกรรมฐาน

ดังนี้หัวใจของการบรรลุธรรมไม่ใช่กรรมฐาน

แต่เป็นสุญตาและวิปัสสนาญาณฉับพลัน

 

“วิปัสสนาญาณ” คือ การหยั่งรู้ถึงไตรลักษณ์ว่าเป็นสากล

เมื่อจิตเห็นแจ้งในภาวะดับสนิทแล้วเข้าใจว่าเป็นสากล

คือเข้าใจว่าใดๆ ในโลกล้วนมีสภาพเป็นไตรลักษณ์นี้

หรืออาจเรียกว่าญาณหยั่งรู้ภาวะสากลของสรรพสิ่ง

 

ผู้หญิงและผู้ชายเหมือนกันตรงที่เป็นมนุษย์

มนุษย์กับอมนุษย์เหมือนกันตรงที่เป็นสิ่งมีชีวิต

สิ่งมีชีวิตกับสิ่งไม่มีชีวิตเหมือนกันตรงที่จับต้องได้

สิ่งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้เหมือนกันตรงไหน?

 

.................................................................................

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง อาสวักขยญาณ

 

“อาสวักขยญาณ” คือญาณรู้ว่ากิเลสหมดสิ้นแล้ว

ไม่ต้องฝึกจิตอะไรเลยสามารถก็บรรลุธรรมได้

มนุษย์ทุกคนก็สามารถทำได้เท่าเทียมกัน

บรรลุอรหันต์โดยไม่ได้อภิญญาห้าก็ได้

 

ญาณหยั่งรู้ตัวอื่นๆ ที่ต่างไป มักต้องฝึกจิตด้วยสมาธิและสติขั้นสูง

เช่น สัพพัญญูญาณ, อตีตังคญาณ, อนาคตังสญาณ ฯลฯ

แต่ อาสวักขยญาณ ไม่ต้องฝึกเหมือนญาณเหล่านี้

อาสวักขยญาณเหมือนสัญชาติญาณของจิต

 

ดังนี้ พระอรหันต์ประเภทปัญญาวิมุติ

จึงบรรลุธรรมได้โดยไม่ต้องฝึกจิตใดเลย

วิปัสสนาญาณนั้นใช้เพียงขณิกสมาธิก็เพียงพอ

ซึ่งเป็นสมาธิที่เกิดขึ้นขณะทำงานของปุถุชนอยู่แล้ว

 

ดังนี้ จึงกล่าวว่าสติปัฏฐานสี่นั้นเกิดได้ขณะทอผ้า

หญิงทอผ้าพิจาณาอนิจจังก็บรรลุธรรมได้

สิ่งสำคัญไม่ใช่สติมากหรือสมาธิมาก

แต่อยู่ที่ตรงสู่สัจธรรมอย่างเดียว

 

ไม่ต้องไปฝึกจิตให้เป็นไปอย่างอื่น

จิตโดยธรรมชาติรับรู้สัจธรรมได้อยู่แล้ว

เพราะสัจธรรมเป็นความจริงที่ปรากฏทุกที่ทุกเวลา

จริงเสมอ ไม่ต้องหยั่งรู้ไปไกลถึงสวรรค์หรือนรก อดีตหรืออนาคต

 

ตรงนี้ ที่นี่ เดี๋ยวนี้ สัจธรรมก็ปรากฏแสดงตนอยู่แล้ว

ไม่ต้องไปหาที่ไหน เวลาอื่นใด ภพภูมิใดอีกเลย

บรรลุธรรมได้เลย ฉับพลัน ปัจจุบันทันด่วน

บรรลุธรรมแล้วไม่จำเป็นต้องนิพพานด้วย

 

บรรลุธรรมแล้วหากวิบากกรรมยังชำระไม่หมด

วิบากกรรมจะมาตัดรอนขวางกั้น ทำให้ไม่นิพพาน

เช่น พระอรหันต์ชินปัญจระ ท่านก็จุติไปยังภพพรหมโลก

บรรลุธรรมแล้ว ยังมีทางแยกไปว่าจะนิพพานหรือยังไม่นิพพาน

 

ผู้บรรลุธรรมย่อมเลือกทางเองได้

หากหมดแรงบำเพ็ญบารมีแล้วก็ลัดตรงนิพพาน

ถ้ามีกำลังบำเพ็ญต่อไป ก็เวียนว่ายตายเกิดต่อไปอีกได้

บรรลุธรรมแล้วบำเพ็ญบารมีต่อ นี่คือ วิถีของมหายานที่ไม่ใช่นิกาย

 

อาสวักขยญาณ ไม่ใช่เรื่องยาก เป็นของเรียบง่าย

ยิ่งฝึกมาก ยิ่งคิดว่ายาก ยิ่งทำให้ยาก กลับยิ่งยากใหญ่

เพราะกลายเป็นญาณหยั่งรู้อื่นๆ ที่ไม่ใช่อาสวักขยญาณแล้ว

สรรพสิ่งไม่เที่ยง กิเลสไม่ใช่สรรพสิ่งหรือ? กิเลสต้องทำให้สิ้นหรือ?

 

.........................................จบ.....................................



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
bepran วันที่ : 24/09/2010 เวลา : 00.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bepran

พระอรหันต์บางรูปบรรลุธรรมแล้วไม่อาจอธิบายธรรมได้


พระอรหันต์ผู้มีปฏิสัมภิทาญาณก็อธิบายธรรมไม่ได้



อันเนื่องจากธรรมะมีสมบูรณแล้วในมนุษย์ทุกผู้ ท่านอาจทำได้เพียงชี้นำ หรือ ชี้ทาง ในรูปของความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
physigmund_foid วันที่ : 16/09/2010 เวลา : 09.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buddhabath

เรียนเว็บมาสเตอร์

เนื่องจากข้าพเจ้าจะขอโพสกระทู้เป็นวันสุดท้าย ก็จะจบกิจการเขียนบทความที่ได้รับสื่อจากเบื้องอื่น อันเกิดจากสัจสัญญาที่ได้ให้ไว้กับเบื้องบนว่าจะช่วยกิจสี่ศาสนา คือ พุทธ, คริสต์, พราหมณ์, เต๋า นับจนถึงบัดนี้ เป็นเวลาร่วมสามปีเต็ม ตำราที่ประกอบด้วยอักษรมากมายอาจยังประโยชน์แก่บุคคลบางจำพวก แม้ไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่ยังหาประโยชน์ให้แก่ผู้มีใจกว้างและวิจารณญาณสูงได้บ้าง ด้วยกุลบุตรมหายานทั้งหลายย่อมไม่แคลงใจหรือปิดใจกั้นที่จะศึกษาพระสูตร แม้ว่าจะเป็นของเก่าหรือเขียนใหม่ก็ตาม แต่ย่อมให้ความสำคัญกับเนื้อหาธรรมในนั้นมากกว่า ส่วนข้าพเจ้าเมื่อจบกิจในนี้แล้ว คงเหลือเพียงคัมภีร์ไร้อักษร (อไทฺวตธรรม) ไม่มีอะไรจะเขียนอีก เพื่อจะได้ทำกิจอื่นต่อไป

แต่เนื่องจากได้ให้สัจสัญญาไว้กับทางเว็บมาสเตอร์ว่าจะโพส ในกระทู้หน้า “ศาสนา” ไม่เกินวันละ ๓ ชุด แต่เนื่องจากได้เขียนบทความไว้เกินกว่า ๓ ชุด ดังนั้น จึงขอโพสลงในหน้า “ส่งการบ้านครู” (ที่เหลือทั้งหมด) ซึ่งหน้านี้ไม่มีปัญหากระทบต่อผู้อื่น เมื่อข้าพเจ้าได้โพสแล้วจะไม่กลับมาย้ายที่บทความนั้นอีก เพราะจะจบกิจวันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้ว ที่เหลือแล้วแต่ท่านจะเห็นควรย้ายกระทู้จากห้อง “ส่งการบ้านครู” ไปยังหน้าที่ควรหรือไม่

ขอบคุณครับ
๑๖ ก.ย. ๒๕๕๓

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน