• ป.ป.ช.ภาคประชาชน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-03-26
  • จำนวนเรื่อง : 55
  • จำนวนผู้ชม : 136278
  • ส่ง msg :
  • โหวต 36 คน
ป.ป.ช.ภาคประชาชน
ป.ป.ช.ภาคประชาชน คือ องค์กรภาคประชาชนที่มีพันธกิจคู่ขนานกับหน่วยงานภาครัฐในการป้องกันแก้ไขปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/pacm
วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม 2552
Posted by ป.ป.ช.ภาคประชาชน , ผู้อ่าน : 1749 , 19:19:53 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ธาริต เพ็งดิษฐ์ - ภาพจากเว็บไซต์ ป.ป.ท.

หมายเหตุ : ท่ามกลางวิกฤตการเมืองอันตึงเครียดตลอดปี 2551 ผู้คนจำนวนไม่น้อยอาจไม่ได้ให้ความสนใจต่อการก่อเกิดของหน่วยงานใหม่ที่มีอำนาจหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในบ้านเมือง คือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท.ซึ่งเป็นองค์กรที่เกิดขึ้นตามนโยบายผ่องถ่ายภาระกิจอันหนักอึ้งจาก คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.เพื่อให้ ป.ป.ท.ทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตของข้าราชการ ระดับ 8 ลงไปจนถึงระดับท้องถิ่น ตลอดจนเจ้าหน้าที่ของรัฐ และองค์กรพิเศษต่างๆ

ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมา ป.ป.ท.อยู่ในช่วงก่อตั้งองค์กรและมีปัญหาเทคนิคด้านกฎหมาย จึงยังไม่มีผลงานปรากฏต่อสาธารณชน จนกระทั่งเริ่มมีผลงานเมื่อเร็วๆ นี้จาก "คดีซานติก้าผับ" และ "คดีเว็บไซต์หมิ่นเบื้องสูง"

ในช่วงที่การเมืองไทยถูกครอบงำด้วย "อำนาจสามานย์" นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า ป.ป.ท.อาจกลายเป็น "เครื่องมือทางการเมือง" ที่สามารถสร้างได้ทั้งผลงานในการจัดการ "ปลาซิว-ปลาสร้อย" และเป็นกลไกในการกำจัดหรือต่อรองกับ "แนวร่วมฝ่ายตรงข้าม" แต่เมื่อการเมืองพลิกผันเปลี่ยนขั้ว นักวิเคราะห์เริ่มมองว่า ป.ป.ท.อาจเป็นความหวังใหม่ของสังคมในการขจัด "มะเร็งร้ายที่เกาะกินชาติบ้านเมือง"

หลายคนเริ่มมีความคาดหวังว่า ป.ป.ท.จะเป็น "เสือตัวใหม่" ที่น่ากลัวของ "นักฉ้อราษฎร์บังหลวง" แต่ใดๆ ในโลกล้วนอนิจจัง ทั้งหมดทั้งปวงคงต้องเฝ้าจับตาติดตามบริบทของ ป.ป.ท.ต่อไปว่า องค์กรนี้จะกลายเป็น "เสือกระดาษ" หรือ "เพชรฆาตคนโกง"?

บทสัมภาษณ์เลขาธิการ ป.ป.ท.ต่อไปนี้ (จากเว็บไซต์ ป.ป.ท.) คงพอจะทำให้สังคมคาดหวัง หรือประเมินแนวโน้มได้ไม่มากก็น้อย

คณะทำงานสื่อสารสาธารณะ ป.ป.ช.ภาคประชาชน (20/03/2552)

ธาริต เพ็งดิษฐ์ - ภาพจากเว็บไซต์ ป.ป.ท.

เว็บไซต์เกี่ยวเนื่อง

สำนักงานคณะกรรมการคณะกรรมป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)
http://www.pacc.go.th/

สัมภาษณ์พิเศษ “ธาริต เพ็งดิษฐ์ ” เลขาธิการคณะกรรมป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) อดีตอัยการ และรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ ดี.เอส.ไอ.( D.S.I. )
      
ป.ป.ท. มีกำลังเพียง 265 คน แต่ต้องกับกำดูแลและตรวจสอบหลาย ๆ องค์กรทั่วประเทศถึง 4 ล้านคน จะเพียงพอหรือไม่ ?
  
ผมไม่อยากมองว่าเป็นข้อจำกัด หากปริมาณงานมากจนรับไม่ไหวก็คงจะขอ ก.พ. อนุมัติเพิ่มอัตราไว้เพื่อรับมือ แต่ถ้าเราทำงานแบบบูรณาการได้ เราจะบูรณาการกับหน่วยงานในกระทรวงยุติธรรม  
     
แต่กฎหมายฉบับนี้ได้เปิดความสำคัญคือ การสนธิกำลังหรือการบูรณาการ เช่น สมมุติว่าเกิดเรื่องร้องเรียน หรือจากการตรวจสอบพบการทุจริตที่ในพื้นที่หนึ่ง เราก็จะส่งกำลังไป 1 – 2 คน เพื่อเข้าไปประสานขอความร่วมมือกับหน่วยงานรับผิดชอบในพื้นที่ ซึ่งกฎหมายให้อำนาจไว้ชัดเจน เช่น อัยการจังหวัด ซึ่งคนของ ป.ป.ท. จะรับผิดชอบในการทำสำนวน เป็นเลขานุการ และทำงานภายใต้องคาพยพ กฎหมายให้ทำงานในลักษณะนี้เพื่อให้เกิดบูรณาการ จะเกิดสหวิชาชีพ และวิ่งต้นล้มคดีได้ยาก   
     
นอกจากนี้ กฎหมายยังกำหนดบทบาทของตัวแทนประชาชน เข้ามาร่วมในการไต่สวนป้องกันการทุจริต และมีค่าตอบแทนที่เหมาะสม ซึ่งการทำงานของ ป.ป.ท. จะคล้ายกับ ป.ป.ช. เพราะต้องการให้ระบบการตรวจสอบ และพิจารณาโทษอยู่ในมาตรฐานเดียวกัน ซึ่ง ป.ป.ช. ทำงานในรูปแบบคณะกรรมการ โดยมีการไต่สวน ส่วน ป.ป.ท. ก็ทำงานในรูปแบบคณะกรรมการรวม 7 คน มีเลขาธิการเป็นเลขานุการ แต่กฎหมาย ป.ป.ท.เปิดกว้างมากกว่า โดยให้ดึงภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม และตั้งผู้เชี่ยวชาญ หรือที่ปรึกษา สนธิกำลังกันได้มากยิ่งขึ้น จุดนี้คือจุดที่เราใช้แก้ปัญหาจุดอ่อนของ ป.ป.ช. ซึ่งในอดีตกรรมการ ป.ป.ช. จะต้องลงไปไต่สวนเองซึ่งข้อนี้เองที่ทำไม่ไหว แต่กฎหมายฉบับนี้ได้ยึดหยุ่น  
     
หน่วยงานใดบ้างที่อยู่ภายใต้กฎหมายของ ป.ป.ท. ?  

องค์กรของภาครัฐ ทั้งข้าราชพลเรือน ทหาร ตำรวจ ครู และเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ทั้งหมดกว่า 40 แห่ง รวมถึงเจ้าหน้าที่ข้าราชองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อบต., อบจ. ที่มี 9,000 กว่าแห่งทั่วประเทศ รวมทั้งกองทุนหมู่บ้าน กองทุนช่วยเหลือฟื้นฟูเกษตรกร อีกทั้งหน่วยงานพิเศษ เช่น องค์การมหาชน  
     
จำนวนคดีที่ได้รับโอนจาก ป.ป.ช. มีมากเท่าไร ?  

คดีจะมี 2 ส่วนก็คือ คดีที่โอนมาจาก ป.ป.ช. ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการเตรียมการที่จะโอนมาจาก ป.ป.ช. คาดว่ามีจะคดีที่โอนมาจำนวนกว่า 4,000 คดี และคดีที่มีอยู่ในมือของ ป.ป.ท. ซึ่งมาจากการร้องเรียนและที่เราลงไปสอบสวนเองอีกประมาณ 1,000 - 2,000 คดีเศษ รวมทั้งหมดแล้วน่าจะประมาณ 5,000 - 6,000 คดี   
     
ส่วนการจัดลำดับความสำคัญอย่างไร ที่คนน้อยแต่มีคดีเยอะ และเวลาจำกัด ?  

เทคนิคก็คือ คดีที่จะขาดอายุความ อันนี้จะต้องมาอันดับแรกเลย ต่อมาก็จะเป็นเรื่องที่กระทบต่อสังคมหรือประชาชนอย่างมาก เช่น ข้าราชการทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย เช่น การออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ ลักษณะนี้จะให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ ในการทำคดี  
     
ป.ป.ท. กำหนดให้เจ้าหน้ารัฐ ต้องเปิดเผยบัญชีมากน้อยแค่ไหน ?  

เบื้องต้น ผมจะดูประโยชน์และความเหมาะสมของงานกับการให้คุณและโทษเป็นหลัก ซึ่งข้อนี้คงจะต้องระดมความคิดเห็น ต้องรอบคอบ คนมีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนต้องช่วยกันทั้งประชาชน และให้สื่อมาช่วยคิดด้วยเพื่อให้เกิดความคิดที่ดีไว้เป็นแนวทางปฏิบัติต่อไป เช่น ตำรวจ เจ้าหน้ากรมสรรพกร ฯลฯ ใครทำหน้าที่อย่างไรควรกำหนดขอบเขตให้ชัดเจนขึ้น แม้จะเป็นระดับผู้น้อย ก็อาจจะต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินด้วย และเสนอบอร์ดเพื่อพิจารณาต่อไป  
     
ป.ป.ท. ไม่ใช่องค์กรอิสระ การเมืองอาจเข้ามาแทรกแซงได้ ?  

โดยระบบแล้ว ในฐานะที่ผมเป็นเลขาธิการ ป.ป.ท. ผมสั่งยุติคดีไม่ได้ เพราะเราต้องทำงานในรูปของคณะกรรมการ เ ราออกแบบไว้เหมือนกับ ป.ป.ช. ซึ่งมีระบบไต่สวน และมีระบบการทำงานที่คล้ายคลึงกันมาก แต่มีความยึดหยุ่นมากกว่า และในฐานะที่ผมเป็นกรรมาธิการด้วยก็มีความคาดหวังสูงมากเพื่อที่จะทำงานให้สัมฤทธิ์ผลตามกติกาที่ดี ซึ่งมีประชาชนได้มีส่วนร่วม  
     
องค์กรท้องถิ่นทั่วประเทศ กว่า 9,000 กว่าแห่ง จะดูแลได้ทั่วถึงอย่างไร ?  

สิ่งแรกที่ผมคิดคือ งานป้องกันจะต้องมาก่อน เราต้องทำความเข้าใจเพื่อช่วยกันปลุกพลังความคิด โดยเฉพาะผู้นำในองค์กรท้องถิ่น ซึ่งได้แก่ ฝ่ายทางการเมืองก็คือ นายก อบจ., นายก อบต. รวมถึงข้าราชการประจำก็คือ ปลัด อบต. และเทศบาลทั่วประเทศทั้ง 9,000 กว่าแห่ง เพื่อขอความร่วมมือกันและต้องช่วยกันกำกับดูแล และที่สำคัญมากอีกอย่างก็คือ เราต้องอาศัยสื่อสารมวลชนเพื่อช่วยในการเผยแพร่ข่าวสารและประชาสัมพันธ์ว่า “ การปราบปรามการทุจริต คือภารกิจของทุกภาคส่วนที่จะต้องร่วมมือกัน จึงจะสัมฤทธิผลได้ ” แต่วันนี้การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ไม่ได้เกิดขึ้นจากหน่วยงานของ ป.ป.ท. เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะความร่วมมือของทุกภาคส่วนจึงสำเร็จได้  
     
ในวาระการดำรงตำแหน่งของท่าน จะทำภารกิจได้มากน้อยเพียงใด ?  

โดยครบเทอมแล้วก็ 4 ปี ต่อได้อีกปีต่อปี เต็มที่ก็ 5 – 6 ปี ผมเองก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะอยู่ได้นานแค่ไหน แต่ที่ผมคิดไว้ก็คือ ผมจะทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด  
     
ที่มา : http://www.pacc.go.th/page_interview.php

ธาริต เพ็งดิษฐ์ - ภาพจากเว็บไซต์ ป.ป.ท.

ป.ป.ท.-เสือตัวใหม่

สัมภาษณ์ นายธาริต  เพ็งดิษฐ์ เลขาธิการ ป.ป.ท.

ระยะนี้มักปรากฏเป็นข่าวให้เห็นอยู่บ่อยๆว่า "ป.ป.ท." ซึ่งเป็นองค์กรใหม่ ได้เข้าไปทำคดีสำคัญอยู่หลายคดี ซึ่งรวมถึงคดีเพลิงไหม้ซานติก้าผับและคดีเว็บหมิ่นเบื้องสูงด้วย แต่ทว่ากลับมีน้อยคนนักที่รู้จักหน่วยงานแห่งนี้

"ธาริต เพ็งดิษฐ์" เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ให้สัมภาษณ์พิเศษ ถึงบทบาท อำนาจหน้าที่ รวมถึงการทำคดีสำคัญของ ป.ป.ท.

ถาม : บทบาทหน้าที่ของ ป.ป.ท.เป็นอย่างไร ?

ตอบ : ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริตต่อหน้าที่ โดยรูปแบบการทำงานจะมีลักษณะของการเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงและหากการสอบสวนพบว่า มีข้าราชการระดับสูงเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ป.ป.ท.จะรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นส่งให้ป.ป.ช.ดำเนินการ แต่ถ้าตรวจสอบแล้วพบว่ามีเพียงข้าราชการระดับล่างร่วมกันกระทำความผิด ป.ป.ท.ก็จะไต่สวนชี้มูลความผิด แล้วส่งเรื่องให้หน่วยงานต้นสังกัดลงโทษทางวินัย ส่วนความผิดทางอาญาก็จะส่งเรื่องให้อัยการยื่นฟ้องต่อศาล 

ถาม : มาตรฐานการทำงานของ ป.ป.ท.เทียบเคียงกับ ป.ป.ช.ได้หรือไม่ ?

ตอบ: กฎหมายวางวิธีการทำงานไว้เหมือนกันทั้งป.ป.ช.และป.ป.ท.โดยทำงานในรูปคณะกรรมการ (บอร์ด) โดย"บอร์ด"ทำงานเป็นอิสระ ไม่ขึ้นกับรัฐมนตรีหรือรัฐบาล

วิธีการทำงานของ ป.ป.ท.ไม่เหมือนการสอบสวนของตำรวจ โดยตำรวจจะใช้ระบบกล่าวหา รวบรวมหลักฐานสั่งฟ้องแล้วไปพิสูจน์ผิดถูกกันในศาล ส่วนป.ป.ท.มีรูปแบบการทำงานเป็นระบบไต่สวนคือ การรับฟังข้อมูลจากทั้งฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาและฝ่ายผู้กล่าวหา ทำให้มีหลักประกันสิทธิเสรีภาพ คนไม่ผิดไม่ควรถูกกลั่นแกล้ง ขณะที่คนผิดต้องถูกลงโทษ ในกรณีที่ป.ป.ท.มีมติชี้มูลความผิด หน่วยงานต้นสังกัดไม่สามารถตัดสินให้เป็นอย่างอื่น นอกจากดำเนินการลงโทษไปตามที่ป.ป.ท.ชี้มูล

ถาม : เข้าไปเกี่ยวข้องกับ "คดีซานติก้าผับ" ได้อย่างไร ?

ตอบ : นายกฯ มอบหมายให้กระทรวงยุติธรรมเข้าไปตรวจสอบ  รมว.ยุติธรรมจึงบูรณาการ 6 หน่วยงานเข้ามาร่วมกันทำงาน ได้แก่ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ดีเอสไอ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ป.ป.ท. ป.ป.ส.และ ป.ป.ง.ซึ่งการตรวจสอบพบเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับการอนุมัติก่อสร้าง การจัดเก็บภาษี ซึ่งเรื่องการไม่จัดเก็บภาษี เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะในกทม. มีสถานบริการคล้ายกับ "ซานติก้าผับ" เป็นร้อยแห่ง

หลังจากนี้จะเปิดโอกาสให้กระทรวงการคลังตรวจสอบข้อมูลสักระยะหนึ่ง และหากยังไม่ดำเนินการใดๆ ป.ป.ท.ก็จะเข้าไปตรวจสอบว่ามีการละเลยต่อหน้าที่หรือไม่และมีเจ้าหน้าที่ระดับใดต้องรับผิดชอบบ้าง เมื่อเกิดเหตุครึกโครมเช่นนี้ ป.ป.ท.คงนิ่งเฉยไม่ได้ เพราะ ป.ป.ท.ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อให้ทำหน้าที่ตรวจสอบ ซึ่งในการทำงานอาจสร้างความไม่พอใจให้กับหน่วยงานที่ได้รับผลกระทบบ้าง

ถาม: กรณี "ซานติก้าผับ" ถือเป็นคดีเปิดตัว ป.ป.ท.หรือไม่?

ตอบ : เป็นเหตุบังเอิญมากกว่า เพราะข่าวที่ออกมาในช่วงสัปดาห์แรกหลังเกิดเหตุเพลิงไหม้ ไม่มีอะไรผิดเลย ทุกขั้นตอนผ่านการอนุญาตถูกต้อง แต่นายกฯไม่เชื่อเช่นนั้น จึงมอบหมายให้กระทรวงยุติธรรมเข้าไปตรวจสอบ โดยการทำงานก็ไม่ได้ละเมิดสิทธิใดๆ เพียงแต่เข้าไปสอบถามว่า"ซานติก้าผับ" ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างหรือไม่และขออนุญาตก่อสร้างเป็นอาคารประเภทใด

จากนั้นหลักฐานก็ไหลเข้ามาเรื่อยๆว่า ทั้งสถาปนิกผู้ออกแบบและสถาปนิกผู้ควบคุมการก่อสร้าง ต่างก็ไม่รู้ว่าตัวเองเข้าไปมีรายชื่อในการขออนุญาตก่อสร้าง และเมื่อนำลายมือชื่อไปตรวจพิสูจน์ ผลที่ออกมาก็คือ มีการปลอมลายเซ็น ขณะที่บริษัทรับออกแบบก่อสร้างก็ปิดกิจการไปตั้งแต่ ปี2540 เป็น"บริษัทผี"ไปแล้ว แต่พอ ป.ป.ท.จะตรวจสอบลงลึก สำนักงานเขตวัฒนาก็เข้าแจ้งความว่า เอกสารประกอบการขอใบอนุญาตก่อสร้างสูญหายทั้งหมด

ส่วนในเรื่องการจัดเก็บภาษี เอกสารที่ป.ป.ท.พบระบุว่าไม่เคยมีการจัดเก็บภาษีป้าย ภาษีโรงเรือน ภาษีสรรพสามิต ตัวผู้ประกอบการผิดเต็มๆ ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐอาจต้องรับผิดหากพบว่าละเลยต่อหน้าที่ นอกจากนี้ยังพบว่าตำรวจแจ้งจับ "ซานติก้าผับ"ถึง 47 ครั้ง แต่กลับไม่สั่งปิดสถานบริการ ทั้งที่ประกาศคณะปฏิวัติที่ใช้กันมาตั้งแต่ปี 2501 ให้อำนาจเจ้าหน้าที่สั่งปิดสถานบริการที่กระทำผิดซ้ำซาก โดยใน จ.ปทุมธานี และ จ.นนทบุรี มีการสั่งปิดสถานบริการที่ทำผิดซ้ำ 4-5 ครั้ง แต่สำหรับ"ซานติก้าผับ จับถึง 47 ครั้งแต่กลับไม่สั่งปิด และเมื่อมีรายชื่อนายตำรวจเข้าไปถือหุ้นใน"ซานติก้าผับ" ก็ไม่มีการเข้าจับกุมอีกเลย ดังนั้น ป.ป.ท. จะเข้าไปดูถึงการทำงานของตำรวจด้วย

นอกจากนี้ในการเข้าให้ข้อมูลของสถาปนิกคนหนึ่ง ยังพบข้อมูลสำคัญที่อาจเชื่อมโยงไปถึงหลักฐานชิ้นสำคัญในขบวนการปลอมคำร้องขออนุญาตก่อสร้างอาคารหลายแห่งใน กทม. คือ พบรายชื่อผู้ที่เซ็นเป็นพยานซ้ำๆ กันในใบขออนุญาตก่อสร้างอาคารเกือบ 33 ครั้ง

ส่วนกรณี "เว็บหมิ่นเบื้องสูง" นั้น ป.ป.ท. กำลังจับตาความเคลื่อนไหวของเว็บที่เข้าข่าย ซึ่งเท่าที่พบตอนนี้มีประมาณ 2-3 เว็บและจะดำเนินการต่อไป

ถาม : ตอนนี้คดีอยู่ในมือ ป.ป.ท. มากน้อยแค่ไหน?

ตอบ : ขณะนี้มีการร้องเรียนให้ตรวจสอบการทุจริตของข้าราชการทั่วประเทศเข้ามายัง ป.ป.ท.กว่า 400 เรื่อง ซึ่งยังไม่นับรวมสำนวนคดีที่จะถูกโอนมาจากป.ป.ช.อีกกว่า 2,000 คดี

ที่มา : http://www.pacc.go.th/news_detail.php?id=10





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
พิราบดำ วันที่ : 20/03/2009 เวลา : 19.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pat-1
เมืองมะขามหวาน  

ขอบคุณ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

รู้ทันปัญหาปราสาทพระวิหาร

วิดีทัศน์นำการเสวนา (25/08/2552)

View All
<< มีนาคม 2009 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        



[ Add to my favorite ] [ X ]