(((((ป้ากะปู่... ป้าไม่อยู่ปู่เข้าWeb)))))
“ป้ากะปู่กู้อีจู้ ” ไดอารี่ เปื้อนหมึก ..นอกประวัติศาสตร์และกาลเวลา.. สงบนิ่งกับอณู...ทุกสรรพสิ่งอันดีงาม... ...ตลอดไป... .
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/pakapoo
วันศุกร์ ที่ 25 พฤษภาคม 2550
Posted by ป้าไม่อยู่ปู่เข้าเวบ , ผู้อ่าน : 7950 , 11:47:23 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

วันศุกร์ ที่ 25 พฤษภาคม 2550
Posted by ป้าไม่อยู่ปู่เข้าเวบ , ผู้อ่าน : 5 , 08:01:03 น.  



                                                

<><><><><><><><><><><><><><><><><><><><><><><><><><><><><><>< />
พลังใจ

                             แต่งโดย :  ตี้/กรรมาชน

                   ขับร้อง/บรรเลง: ดุริยางคศิลป์ ม.มหิดล

กรุณาเลื่อนลง ไปด้านล่าง 1หน้า มีข้อความต่อ.............อีก


ตุลาลัย: ปูมชีวิต 'ตี้ กรรมาชน OSK87' ปูมประวัติศาสตร์ 'ซ้ายมหิดล' คนสวนกุหลาบ

คนเดือนตุลา “ตี้ กรรมาชน OSK87” เสียชีวิตแล้ว
โดย เดลินิวส์, คมชัดลึก, กรุงเทพธุรกิจ และ ผู้จัดการออนไลน์

ข่าวนักเพลงเพื่อชีวิต "ตี้ กรรมาชน" หรือ กิติพงษ์ บุญประสิทธิ์ ส.ก.16977 OSK87 เข้าสวนฯปี 2511 [บุตรของคุณพ่อเอนก บุญประสิทธิ์ ส.ก.9069 เข้าสวนฯปี 2485] ล้มป่วยด้วยอาการเส้นเลือดในสมองโป่งพองแล้วแตก อาการถึงขั้นโคม่าจนเสียชีวิต ทำให้ "คนเดือนตุลา" รู้สึกช็อกกับข่าวร้ายที่มาถึงก่อนวาระแห่งการรำลึกเดือนประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชน

คืนวันเสาร์ที่ 24 กันยายน 2548 (วันมหิดล) ณ โรงแรมรัตนโกสินทร์ "ตี้ กรรมาชน" หนึ่งในศิษย์เก่าสวนกุหลาบฯอย่างน้อยสามคนที่เป็นสมาชิกของวงดนตรีชื่อดัง "กรรมาชน" ในช่วงเหตุการณ์เดือนตุลาคม ทั้งปี พ.ศ.2516 และ 2519 และเพื่อนพ้องกำลังร้องเพลงอยู่บนเวที ในงานพบปะสังสรรค์ของมิตรสหายเขตงานจังหวัดน่าน ไม่ได้เป็นการแสดงเนื่องในงานวันมหิดลแต่เป็นการนัดประชุมเตรียมการเกี่ยวกับการสร้างอนุสรณ์สถานวีรชนประชาชน จู่ๆ "ตี้" ก็เกิดอาการปวดหัวอย่างรุนแรง ล้มตัวลงนอนแล้วอาเจียน เพื่อนๆจึงนำตัวส่งโรงพยาบาลศิริราช

ยื้อยุดฉุดชีวิตกันมานานกว่าสัปดาห์ ในที่สุดคนเพลงเพื่อชีวิตชื่อดัง “ตี้ กรรมาชน” (กิติพงษ์ บุญประสิทธิ์ OSK87) ก็ได้จบชีวิตลงแล้วในช่วงเวลาประมาณ 12.10 น.ที่ผ่านมาของวานนี้ ( 2 ตุลาคม 2548 ) ท่ามกลางความเศร้าเสียใจของภรรยา ลูกๆ และเพื่อนสนิทที่มาดูแลอย่างใกล้ชิด

พี่ตี้เสียชีวิตด้วยวัย 50 ปี ปัจจุบันเขามีอาชีพเป็น เภสัชกร ประจำ รพ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ตี้แต่งงานกับ นิตยา บุญประสิทธิ์ หรือ 'นิต กรรมาชน' โฆษกประจำวงกรรมาชนนั่นเอง มีบุตร 2 คน

โดยไม่มีใครคาดคิดและคาดฝันว่า การร้องเพลงคืนนั้นจะเป็นภารกิจสุดท้ายของ "นักรบวัฒนธรรม" ที่สืบต่อมาจากการต่อสู้เพื่ออุดมการ เพื่อประชาชนตั้งแต่หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

ฉะนั้น ปูมชีวิตของ "ตี้-กิติพงษ์ บุญประสิทธิ์ OSK87" ย่อมแยกไม่ออกจากปูมประวัติศาสตร์ของขบวนการ "มหิดลเพื่อประชาชน" ในอดีต

ในรูปขบวนการต่อสู้ของนักศึกษามหิดลสมัยนั้น นอกจากแนวรบด้านการเมือง ที่มีองค์การนักศึกษา เป็นหัวหอกในการเคลื่อนไหวร่วมกับกรรมกร ชาวนา และเพื่อนนักศึกษาต่างสถาบัน แนวรบด้านวัฒนธรรม ก็เป็นสัญลักษณ์การต่อสู้ที่โดดเด่นที่สุดในยุคนั้น

นั่นคือ การจัดตั้งวงดนตรีชื่อ "กรรมาชน" โดยมีจุดเริ่มต้นที่สมาชิกชมรมดนตรีสากลของมหาวิทยาลัย ในเบื้องต้นสมาชิกวงกรรมาชน ประกอบด้วย จิ้น-กุลศักดิ์ เรืองคงเกียรติ์ ,นพพร ยศฐา, ตี้ กิติพงษ์ บุญประสิทธิ์, หมู พลศิลป์ ศิวีระมงคล OSK87 (มือกีตาร์คอร์ดผู้ซึ่งมีความละเอียดเป็นเลิศ), ปู่ ปรีดา จินดานนท์OSK87 (เสียชีวิตแล้ว, อดีตจิ๊กโก๋กางเกงขาบานหลุดก้นผู้เป็นผู้ดูแลควบคุมระบบเสียงให้น่าฟัง), และเพื่อนปี ๑ มหิดลที่เรียนรวมกันยังไม่แยกคณะชัดเจน ทั้ง แพทย์รามา ศิริราช ทันตแพทย์ เภสัช และวิทยาศาสตร์) โดยจะไปแยกคณะอีกทีตามคะแนนสอบรวมในปี ๒

ตอนหลังมีนักศึกษาต่างสถาบันเข้ามาร่วมด้วย อาทิ นิตยา โพธิคามบำรุง หรือ "นิด กรรมาชน" (ภรรยาของตี้ กรรมาชน) จาก วค.บ้านสมเด็จฯ , "มด" วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ จากธรรมศาสตร์ ฯลฯ

ในการขับเคลื่อนอันคึกคักของ "วงกรรมาชน" เวลานั้น มีสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล ภายใต้การนำของ นพ.เหวง โตจิราการ (ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตย) ในฐานะนายกสโมสรฯให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

พร้อมกับการหนุนช่วยของพรรคแนวร่วมมหิดล ที่มี นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช OSK87 (เลขาธิการนายกรัฐมนตรี) เป็นเลขาธิการพรรค ซึ่ง "หมอมิ้ง" ยังเป็นเพื่อนนักเรียนสวนกุหลาบรุ่นเดียวกันกับ "ตี้-กิติพงษ์"

วงกรรมาชนเปิดการแสดงต่อสาธารณะครั้งแรกในงานครบรอบ 1 ปี 14 ตุลาคม ที่หอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์ และหลังจากนั้นอีก 1 ปี วงกรรมาชนก็กลายเป็นวงดนตรีของประชาชน ที่มีชื่อเสียงไม่แพ้วงคาราวาน

นอกจากการแสดงสดตามสถานที่ต่างๆทั่วประเทศ กรรมาชนได้ทำแผ่นเสียงซิงเกิล 3 เพลง คือ กรรมาชน, ข้าวคอยฝน และคนกับควาย

ต่อมา ได้ทำคาสเซ็ทเทปอีก 2 ชุด โดยชุดแรกมีเพลง กรรมาชน, ฆาตรกร, โลกที่สาม ,ชาวนารำพึง เป็นต้น ส่วนชุดที่ 2 นำผลงานของจิตร ภูมิศักดิ์ และเพลงในขบวนปฏิวัติมาร้อง โดยเงินรายได้จากการจำหน่าย ก็บริจาคให้กับการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมทั้งหมด

วงดนตรีกรรมาชน ได้ทำหน้าที่เป็นทัพหน้าของประชาชน จนนาทีสุดท้ายของการล้อมปราบนักศึกษา 6 ตุลาคม 2519 จากนั้น ก็ต้องสลายวง สมาชิกบางส่วนต้องเดินทางขึ้นสู่ภูเขา

ปัจจุบัน "ตี้ กิติพงษ์" อดีตสมาชิกกรรมาชน ยังคงสืบสานบทเพลงแห่งการต่อสู้เรื่อยมา จนถึงวันที่ล้มลงบนเวทีเมื่อคืนวันเสาร์ที่ 24 กันยายน

เมื่อวันที่เขานอนหายใจรวยรินอยู่ในห้องไอซียู เพื่อนมิตรต่างเดินทางไปเยี่ยมกันเนืองแน่น รวมถึงเพื่อน-พี่ชาวมหิดลเพื่อประชาธิปไตย ทั้งในซีกรัฐบาล และองค์กรภาคประชาชน ก็ไม่ทิ้งให้เขาต้องเจ็บไข้อยู่อย่างเดียวดาย

แม้นาทีนี้ "ตี้" จะร้องเพลงไม่ได้ แต่เสียงเพลง "เพื่อมวลชน" ยังกังวานก้องอยู่ในหัวใจเพื่อนมิตรตลอดไป!

นิตผู้เป็นภรรยาเตรียมใจไว้ล่วงหน้าแล้ว บอกว่าตี้เสียชีวิตตอนเวลา 12.10 น.วันที่ 2 ตุลาคม 2548 ที่ผ่านมา ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีอาการดีขึ้นเพราะตั้งแต่ช่วงหัวเข่าลงไปมีการรับรู้พอถูกกระตุ้น แต่เนื่องจากอาการแทรกซ้อนหลายอย่าง อาทิ น้ำท่วมปอด ไตไม่ทำงาน มีน้ำคั่งในสมอง ทำให้สมองไม่สั่งการ จึงทำให้เสียชีวิต

“การเสียชีวิตครั้งนี้ของพี่ตี้ก็รู้สึกว่าอยากให้เป็นประโยชน์เพื่อเป็นกรณีศึกษาเกี่ยวกับการรับผู้ป่วยฉุกเฉินของโรงพยาบาลว่าน่าจะมีการปรับปรุงถึงขั้นตอนการรับผู้ป่วยเร่งด่วนให้มีมาตรฐานมากกว่านี้ ซึ่งถือว่าประสบการณ์คราวนี้ไม่ค่อยดีนัก เพราะกระบวนต่างๆ ล่าช้าทำให้อาการยิ่งทรุดลง เพราะถ้าได้รับการช่วยเหลือแบบทันท่วงทีน่าจะดีกว่านี้”


สำหรับพิธีรดน้ำศพพี่ตี้ กรรมาชน ได้จัดขึ้น เมื่อเวลา 16.00 น. เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2548 ที่ศาลาการเปรียญ วัดสุวรรณดาราราม ราชวรวิหาร ต.หอรัตนชัย อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมีบรรดาเหล่าศิลปิน อาทิ "หมู" พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ มงคล อุทก หรือ หว่อง คาราวาน กุลศักดิ์ เรืองคงเกียรติ หรือ จิ้น หัวหน้าวงกรรมาชน สุเทพ ปานอำพันธ์ หรือ สุเทพ โฮป มาร่วมงานด้วย

ส่วนบริเวณด้านหน้าของศาลาการเปรียญ ก็ได้มีการจัดนิทรรศการ ผลงานของพี่ตี้ และเตรียมเวทีอุปกรณ์การแสดงของศิลปินต่างๆ ที่จะมาทำการแสดงทุกคืน

คุณพ่อเอนก บุญประสิทธิ์ ส.ก.9069 เข้าสวนฯปี 2485 คุณพ่อของตี้ บอกว่าสำหรับงานศพอยากฝากไปถึงเพื่อนฝูงและผู้ที่เคารพซึ่งจะมาร่วมงานว่า ของดรับพวงหรีด และใครที่มางานศพ ขอให้แต่งตัวตามสบาย ส่วนใครจะช่วยงานศพเงินทุกบาทจะมอบให้กับโครงการ "เรียนรู้คู่บ้านเกิด" เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ ของพี่ตี้ ที่วางไว้ และหลังจากสวดพระอภิธรรมครบ 7 วัน จึงจะทำการฌาปนกิจ

Webmaster ของ http://mdiskonline.thaiddns.com/ ได้เล่าสู่กันฟังโดยย่อ ดังนี้...
เวลาประมาณ 19.00 น. พี่ตี้มีอาการปวดหัวอย่างมาก ผ่านการปฐมพยาบาลโดยทีมแพทย์(ที่ว่าทีมเพราะอยู่กันหลายคน)ที่ร่วมอยู่ในงานช่วยกันดูแลและให้นอนพัก
เวลาประมาณ 21.00 น. พี่ตี้อาเจียร คุณหมอเช้า หมอเล็ก คุณนิค และคุณภราดร จึงรีบนำส่งโรงพยาบาลศิริราชที่อยู่ใกล้ที่สุด ถึงโรงพยาบาลหมอตรวจวัดมีความดันสูง
เวลาประมาณ 22.00 น. งานเลี้ยงเลิก เพื่อนๆเตรียมเดินทางไปเยี่ยมที่ศิริราช ก่อนไปโทรติดต่อคุณหมอเช้า ได้ความว่าความดันเริ่มลดลง อาการดีขึ้น ขณะนั้นที่ศิริราชมีคนป่วยมาก ไม่อยากให้เพื่อนไปกันมาก หมอจะทำงานไม่สดวก พวกเราจึงแยกย้ายกันกลับบ้าน
เวลาประมาณ 23.00 น.ผมและหมอเข็มส่งลูกและเพื่อนถึงบ้านแล้วก็รีบขับรถไปที่ศิริราช เมื่อถึงที่ รพ. 23.30 มีคุณนิคหมอเช้าและหมอเล็กกำลังประสานกับหมอเวรของรพ. และเล่าว่าเมื่อสักครู่ขณะนอนพักอยู่ คนป่วยทลึงตัวลุกขึ้นมาแล้วก็อาเจียรออก เป็นอาการที่ไม่ดีและมีความดันสูงขึ้น และโทรติดต่อหมอคนอื่นๆที่รู้จักในเรื่องเกี่ยวกับสมอง
24.00 น.หมอเฉพาะโรคเกี่ยวกับทางสมองมาตรวจ และโทรศัพท์รายงานหรือปรึกษาหมอในทีมของเขา และลงความเห็นให้ไปเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง
01.00 น.หมอได้ส่งคนป่วยเข้าไปยังห้องเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง ขณะนั้นคุณหมอธานินทร์และเพื่อนร่วมงานอีก 2 ท่านจากรพ.อยุธยาก็มาถึง 01.30 น.ภายหลังได้ดูฟิมล์เอ็กซเรย์ ทราบว่ามีเลือดคลั่งอยู่ในโพลงสมอง สาเหตุจากเส้นเลือดแตก คุณหมอธานินทร์ ก็ได้โทรปรึกษาเพื่อนหมอที่เชี่ยวชาญด้านสมอง และแนะนำคุณนิคให้สู้ อย่าท้อถอย ส่วนทางแพทย์ศิริราชมีหมอทางสมองมาเพิ่มอีก 1 คน ปรึกษากันแล้ว ก็เตรียมส่งเข้าห้องผ่าตัด เจาะรูกระโหลกเพื่อระบายเลือดที่ค้างอยู่ให้ออกได้ ต้องเข็นคนป่วยจากตึกผู้ป่วยนอกไปผ่าตัดที่ตึกสยามมินทร์ ห่างประมาณ 200 เมตร
02.30 น. คุณหมอเช้า-หมอเล็ก กลับก่อน ตอนนั้นมีเพื่อนจากรพ.อยุธยามาเพิ่มอีก 1 คน
02.45 น. เข้าห้องผ่าตัด พวกเราก็นั่งรอกันอยู่หน้าห้องผ่าตัด 0
4.00 น. ออกจากห้องผ่าตัด เห็นมีเลือดไหลออกทางท่อยางที่ต่อไว้ หมอส่งคนป่วยกลับไปที่ห้องฉุกเฉินของตึกอุบัติเหตุ พวกเราเข้าไม่ได้ หมอบอกมาเยี่ยมได้เฉพาะเวลา 11.00 - 12.00 น. และเวลา 17.00 - 18.00 น.
28/9/05 เวลา19.00 ตอนนี้พี่ตี้อาการทรงตัว ทางแพทย์ร.พ.ศิริราช ลงความเห็นว่า ไม่มีโอกาสรักษา เพราะว่าสมองส่วนการควบคุมความเคลื่อนไหว ถูกทำลายลง อยู่โดยใช้เครื่องช่วยหายใจ รอลูกชายกลับคืนนี้ เวลา 24.00 น. หลังจากนั้นจะเคลื่อนย้ายพี่ตี้กลับ ร.พ.พระนครศรีอยุธยา ขอให้เพื่อน พี่ น้อง ช่วยส่งพลังจิต กำลังใจ ใช้บทสวดแผ่เมตตาเพ่งไปที่สมองส่วนหน้า ของพี่ตี้ ให้สามารถทำงานได้ ตอนนี้ใช้การแพทย์ทางเลือกรักษาอยู่ พร้อมกับการให้ยากระตุ้นช่วย และใช้พลังจิตช่วยอีกทาง ทางพระได้เสนอให้หาญาติ พี่น้อง เพื่อนฝูง ตั้งแต่ 9 คนขึ้นไป บวชพระเพื่อให้พี่ตี้ฟื้น ขอขอบคุณ เพื่อนฝูง มิตรสหายที่ได้ให้กำลังใจพี่ตี้ จาก นิตยา บุญประสิทธิ์ (นิด กรรมาชน) 


บทเพลงของตี้ทั้งในฐานของกรรมาชนรวมถึงที่ทำงานเดี่ยวมีมากมายซึ่งนอกจากจะเป็นบทเพลงแห่งการต่อสู้แล้วยังเป็นเพลงที่ให้กำลังใจกับมวลชนได้เป็นอย่างดี อาทิ อัลบั้ม "ถนนดนตรี" ที่มีเพลงอย่าง พลังใจ, ระบำรวงข้าว, จันทร์เสี้ยวเกี่ยวดาว ฯลฯ รวมทั้งงานในอัลบั้มอย่าง "บทเพลงแลกข้าว" ที่นำเอาเด็กๆ ในโรงเรียนสุนทรวิทยามาร้อง ติดตามอ่านต่อได้ที่..........http://www.thaioctober.com

"เพลงพลังใจ"
ดังสายลมที่พัดผ่านลานป่า พาใบไม้พลัดถิ่น
ดังสายน้ำที่ไหลรินพัดพา นำดวงใจฉันมาใกล้เธอ
ความหวังดีที่เธอให้สังคม ฉันชื่นชมเธอเสมอ
เพื่อพี่น้องผู้ที่ยากไร้ รวมดวงใจของเราฟันฝ่า

คำร้อง/ทำนอง/ขับร้อง โดย กิติพงษ์ บุญประสิทธิ์ (ตี้กรรมาชน)

.......................................


เพลงบินหลา ฉบับนี้พี่นิต ภรรยาเป็นคนร้องครับ ฝากเกร็ดเพลงไว้สักนิดที่นี่ละกัน

เนื้อร้อง:
บินหลา บินหลา บินลอยมาเล่นลม ชื่นชมธรรมชาติ อันพิลาศสะอาดตา ต้นยางยืนทนง อวดทรวดทรงมิยอมให้ข่ม ต้านทานแรงลม ไม่เคยพรั่นภัยพาล
บินหลา บินหลา บินลอยมาไปแห่งใด โพยภัยทุรชาติ มาพิฆาตเลือดสาดแดง หมู่โจรครองเมืองเรืองอำนาจพิฆาตเธอสิ้น หมู่มารใจทมิฬกินเลือดเรามวลประชา
บินหลา บินหลา บินคืนมากู้เสรี แผ่นพื้นปฐพี ไม่ยอมให้ใครครอบครอง
solo....
**บินหลา บินหลา ชาวใต้มาร่วมพลัง ด้วยใจมุ่งหวังอธิปไตยของไทยกลับคืน จับปืนยืนทนง สู้อาจองมิยอมให้ข่ม บินหลาเริงลมสู่สังคมอุดมการ**

เกร็ดเพลง:
เพลง "บินหลา" เป็นอีกบทเพลงหนึ่งที่ จิ้น กรรมาชน แต่งทำนองขึ้นจากเค้าโครงทำนองเพลงพื้นบ้านมุสลิมที่เขาได้ยินจากชาวบ้านทางปักษ์ใต้ เมื่อครั้งที่เขาและวงกรรมาชน ยกวงไปแสดงให้กำลังใจการต่อสู้กรณีปราบปรามผู้นำชาวมุสลิมที่จังหวัดปัตตานี เมื่อประมาณต้นปี พ.ศ. 2519 ก่อนเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม ไม่นาน ก่อนการจัดตั้งหน่วยศิลป์ 82 ที่เขตชายแดน ลาว-จีนในช่วงประมาณเดือน มิถุนายน พ.ศ. 2520 จิ้นได้มีโอกาสพบกับวิสา คัญทัพ นักกลอนเจ้าของวรรคทอง "... เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนต้องเป็นใหญ่ในแผ่นดิน" ทั้งสองจึงได้มีโอกาสร่วมกันแต่งเพลงเป็นครั้งแรก โดยจิ้น นำทำนองที่เขียนขึ้นให้วิสา คัญทัพ ใส่เนื้อร้อง ในช่วงนั้น จิระนันท์ พิตรปรีชา (สหายใบไม้) (กวีซีไรท์)ได้เขียนบทความเผยแพร่ โดยใช้นามปากกา "บินหลา นาตรัง" (บินหลา เป็นภาษาปักษ์ใต้ แปลว่า นกกางเขนในภาษากลาง) วิสา คัญทัพ ชอบคำ ๆ นี้ เพราะได้คุยกับจิระนันท์ "นกบินหลา เป็นนกป่า มันต้องอยู่อย่างเสรี ถ้าเอามันมาเลี้ยงไว้ในกรงมันจะตาย..." จิระนันท์ ให้อรรถาธิบายถึงเหตุผลที่เธอใช้นามปากกาว่า "บินหลา นาตรัง" วิสา คัญทัพ จึงใส่เนื้อร้อง จนเกิดเป็นเพลง "บินหลา" และได้ถูกบันทึกเสียง เผยแพร่ทางวิทยุคลื่นสั้น โดยในครั้งนั้น นิตยา บุญประสิทธิ์ (สหายน้อง) ภรรยาของ กิติพงษ์ บุญประสิทธิ์ (สหายแดง) เป็นผู้ขับร้อง จิ้นเป็นคนเป่าขลุ่ย, วิสา คัญทัพ เล่นกีร์ตาร์คอร์ด, ตี้ เป็นคนร้องเสียงประสาน และ "สหายศร" (ฯพณฯ อดิศร เพียงเกศ) เป็นมือเบส นับเป็นเพลงฮิตอีกเพลงหนึ่งของคนป่าในยุคนั้น... โดยหารู้ไม่ว่า ในเมือง... วงดนตรีโฟลค์ซองวงหนึ่ง ได้แอบทำการก็อปปี้เพลงนี้มาทั้งดุ้นไม่ว่าเนื้อร้องและทำนอง จะเปลี่ยนแต่เนื้อร้องบ้างก็เพียงไม่กี่ท่อน แล้วนำมาขับร้องจนสร้างชื่อเสียงโด่งดัง สร้างความร่ำรวยให้กับตนเองอย่างไร้ยางอาย และวงดนตรีวงนี้อีกเช่นกัน ที่ขโมยเพลง "ความแค้นของแม่" ของน้าหงา คาราวาน (สหายพันตา) เอามาบันทึกเทปขาย โดยไร้สำนึกรับผิดชอบต่อเจ้าของผลงาน จนกระทั่งเมื่อ "ป่าแตก" สหายทั้งหลายทะยอยกลับคืนสู่เมือง ความจริงก็ปรากฎ... ................. เพลง "บินหลา" ที่ท่านได้ฟังในอัลบัม "ตุลาลัย" นี้ เป็นเพลง "บินหลา" ต้นฉบับ Original 100% ทั้งเนื้อร้อง ทำนอง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักร้อง นิตยา บุญประสิทธิ์ หรือ นิต กรรมาชน

"กิติพงษ์ บุญประสิทธิ์" หรือ "ตี้" (สหายแดง) เป็นหนึ่งในสมาชิกของวงดนตรีเพื่อชีวิต "กรรมาชน" ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2516 ที่มีเหตุการณ์ทางการเมืองกระทั่งทำให้นักศึกษาและประชาชนลุกขึ้นมาร่วมกันขับไล่เผด็จการกลายเป็นประวัติศาสตร์

“พี่ตี้เป็นคนพูดน้อย น่ารัก ยิ้มแย้มแจ่มใส แกเป็นคนที่ให้ความช่วยเหลือเพื่อนๆ มาตลอด ในหมู่เพื่อนๆ เราจะรู้จักกันดีว่าใครก็แล้วแต่ที่ไปขอความช่วยเหลือพี่ตี้ไม่มีทางที่แกจะทิ้งเพื่อน แม้กระทั่งแกไปเป็นเภสัชกรอยู่ที่อยุธยาแต่แกก็ยังเหมือนเดิม เป็นที่รักของเพื่อนๆ ทุกครั้งที่มีงานการกุศล เล่นดนตรีเที่ยงคืน ค่อนคืน ยังไงพี่ตี้แกไม่เคยปฏิเสธเลย”..."สุรชัย"ในฐานะของรุ่นน้องที่สนิทกับตี้เผย

“หน้าที่รับผิดชอบที่พวกผม บรรดาเพื่อนๆ ต้องสานต่อกันต่อไปคือ สมัยที่พี่ตี้เข้าป่าไปนั้นพี่ตี้มีเพื่อนอยู่ในสนามรบเป็นพวกม้ง ชาวเขาเยอะมาก พอพี่ตี้ออกจากป่ามาได้ก็สบายขึ้น พอแกสบายแกก็ไปรับลูกๆ หลานชาวม้งเพื่อนแกตอนอยู่ในป่ามาเลี้ยง ส่งให้เรียนหนังสือ เป็น 100 คนเลยนะ ซึ่งตรงนี้เราคงต้องช่วยเหลือกันต่อไป ถือว่าพี่ตี้แกรับภาระตรงนี้มาหนักมากแล้ว ทีนี้ก็เป็นหน้าที่ของพวกผมที่ต้องสานต่อให้แก”

บทเพลงของตี้ทั้งในฐานของกรรมาชนรวมถึงที่ทำงานเดี่ยวมีมากมายซึ่งนอกจากจะเป็นบทเพลงแห่งการต่อสู้แล้วยังเป็นเพลงที่ให้กำลังใจกับมวลชนได้เป็นอย่างดี อาทิ อัลบั้ม "ถนนดนตรี" ที่มีเพลงอย่าง พลังใจ, ระบำรวงข้าว, จันทร์เสี้ยวเกี่ยวดาว ฯลฯ รวมทั้งงานในอัลบั้มอย่าง "บทเพลงแลกข้าว" ที่นำเอาเด็กๆ ในโรงเรียนสุนทรวิทยามาร้อง

"พี่ตี้เป็นคนที่เข้มแข็งมาก ไม่เคยป่วยกระเสาะกระแสะพอมาเป็นแบบนี้รู้สึกตกใจ ในหมู่เพื่อนๆ ยกให้แกเป็นฮีโร่อยู่แล้วเพราะแกเป็นผู้ชายเต็มร้อยจริงๆ เล่นดนตรีนานแค่ไหนพี่ตี้ก็กระชุ่มกระชวยอยู่ตลอดไม่นึกว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้”

ศิลปินร่วมงาน6ต.ค.2548 พี่ตี้กรรมาชน

เมื่อ เวลา 16.30 น. วันที่ 5 ต.ค. 2548 ที่ศาลาธรรมสังเวช ภายในวัดสุวรรณดาราราม ต.หอรัตนไชย จ.พระนครศรีอยุธยา นางนิตยา บุญประสิทธิ์ ภรรยานายกิติพงษ์ บุญประสิทธิ์ หรือตี้ กรรมาชน เปิดเผยว่าในวันที่ 6 ต.ค. ซึ่งเป็นวันที่คนเดือนตุลา จะระลึกถึงเรื่องราวและเหตุการณ์เดือนตุลา โดยในช่วงเช้าตั้งแต่เวลา 07.00 น. จะได้มีการถวายภัตตาหารเช้า อุทิศส่วนกุศลให้กับวีรชนเดือนตุลา และตี้ กรรมาชน จากนั้นจะมีการจัดการเสวนาเรื่องตี้ กรรมาชนกับ 6 ตุลา โดยจะมีกลุ่มเพื่อน ม.มหิดล นำโดยนายแพทย์เหวง โตจิราการ กลุ่ม เพื่อน ม.ธรรมศาสตร์ กลุ่มเพื่อนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แนวร่วมอาชีวะแห่งประเทศไทย และแนวร่วมประชาชนแห่งประเทศไทย ในช่วงค่ำก็จะมีมินิคอนเสิร์ตเพื่อร่วมกันกล่อม ตี้ กรรมาชน โดยหงา คาราวาน พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ วงโฮป และครอบครัว วงกรรมาชนครบวง เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ และศิลปินอีกมากมายในวงการเพลงเพื่อชีวิต

ประวัติวง “กรรมาชน”

เพื่อลบรอยคราบน้ำตาประชาราษฎร์ สักพันชาติจักสู้ม้วยด้วยหฤหรรษ์
แม้นชีพใหม่มีเหมือนหวังอีกครั้งครัน จักน้อมพลีชีพนั้นเพื่อมวลชน


บทกวีนี้ในช่วงปีพ.ศ. ๒๕๑๖-๒๕๑๙ มักจะได้ยินเสียงโฆษกหนุ่มนักศึกษาผิวขาวผมยาวกล่าวก่อนที่สมาชิกในวงจะเริ่มบรรเลงท่วงทำนองของเพลง“เพื่อมวลชน” ซึ่งขึ้นต้นเนื้อเพลงว่า

"ถ้าหากฉันเกิดเป็นนกที่โผบินติดปีกบินไปให้ไกลไกลแสนไกล จะขอเป็นนกพิราบขาวเพื่อชี้นำชาวประชาสู่เสรี”

อันถือว่าเป็นเพลงที่แรก จิ้น/กรรมาชน และนพพร ยศถา ได้ร่วมกันประพันธ์ขึ้น อันเป็นเพลงที่กล่าวได้ว่าตรงกับความรู้สึกมากที่สุดของพวกเราในขณะนั้น

“กรรมาชน”เป็นวงดนตรีเพื่อชีวิตที่ก่อเกิดจากนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล ในช่วงปลายปี พ.ศ. ๒๕๑๖ มีเหตุการณ์ทางการเมืองที่นักศึกษาประชาชนลุกขึ้นมาร่วมกันขับไล่เผด็จการทหารได้สำเร็จ อันเป็นประวัติศาสตร์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ที่ยิ่งใหญ่

หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นได้ก่อให้เกิดผลสะเทือนในหมู่นักศึกษาและประชาชนมากมาย ช่วงนั้นผมและเพื่อนๆยังเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ ๑ เรียก ม.๑(เป็นนักศึกษาปี ๑ ที่เรียนรวมกันยังไม่แยกคณะชัดเจน ทั้ง แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัช และวิทยาศาสตร์) โดยจะไปแยกคณะอีกทีตามคะแนนสอบรวมในปี ๒ ในช่วงนั้นมีวงดนตรีเพื่อชีวิตต่างมหาวิทยาลัยได้ก่อเกิดขึ้นมาก่อนหน้าแล้ว ที่จำได้ก็มีวง “คาราวาน”และ”ไดอะเลคตริก”พวกเราเป็นกลุ่มเพื่อนๆที่มักจะแวะเวียนไปฝึกซ้อมดนตรีที่ชมรมดนตรีของมหาวิทยาลัย อยู่ก่อนแล้ว โดยบางกลุ่มเล่นเพลงสตริง แต่ผมถนัดเล่นเพลงลูกทุ่ง มีครั้งหนึ่งจำได้ว่าเป็นงานรับน้องใหม่ของมหาวิทยาลัย ซึ่งจัดขึ้นใต้ตึกฟิสิกส์ข้างสระน้ำ (อยู่ติดกับโรงพยาบาลรามา) คุณจิ้น(กุลศักดิ์ เรืองคงเกียรติ) ได้มาเตี้ยมกันก่อนขึ้นเวทีว่าจะเล่นเพลง คนกับควาย และเพลงเปิบข้าว สองเพลงเพื่อให้เพื่อนๆนักศึกษาได้ฟังจากความมีทักษะทางดนตรีของจิ้น(ชื่อนี้ได้มาจากการที่เขาเคยเป็นมือแซกโซโฟนของวง “ดิ อิมเมจิ้น” ซึ่งเป็นวงสตริงชื่อดังวงหนึ่งในขณะนั้น)ทำให้การผสมผสานเสียงดนตรีเป็นไปอย่างเร่าร้อนโดยใช้เครื่องดนตรีไฟฟ้าเล่นในแนวอาร์ดร็อกจึงสามารถตรึงอารมน์นักศึกษาทุกคนได้เป็นอย่างมาก ประกอบกับเนื้อหาของเพลงที่กระแทกแดกดันชวนให้คิด และในยุคนั้นงานรับน้องหรืองานทั่วๆไปของมหาวิทยาลัยมหิดลส่วนใหญ่จเป็นวงดนตรีประเภทลีลาสรำวงเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่น่าเชื่อว่าการแสดงในครั้งนั้นจะสะกดและตรึงตรานักศึกษาแทบทุกคน และส่งผลให้เกิดการรวมตัวขึ้นเป็นวงอย่างจริงจังในชื่อ”กรรมาชน”ในเวลาต่อมา

นักดนตรีและนักร้องตลอดจนผู้ร่วมกิจกรรมของวงกรรมาชนในช่วงแรกได้แก่ จิ้น(กุลศักดิ์ เรืองคงเกียรติ) หัวหน้าวงและมือคีย์บอร์ดผู้มีความเร่าร้อนรุนแรงจนบางทีเพื่อนๆตามอารมณ์ไม่ทัน , นพ(นพพร ยศถา)ผู้ซึ่งเป็นผู้ชี้นำด้านความคิดทางการเมืองและเขียนบทกวีและแต่งเพลง แต่ตนเองร้องเพลงไม่เป็น ปัจจุบันเสียชีวิตแล้วที่เขตชายแดนกัมพูชา บัติ (สมบัติ ศรีสุขอัยกา) มือกลองผู้มีกำลังวังชาชาวเป็นชาวอยุธยาแต่มักจะมีแนวคิแปลกๆ , เริญ (จำเริญ วัฒนศรีสิน)มือเบสยามยาก บุรุษซึ่งใจเย็นเป็นน้ำแข็งแต่ลุ่มลึกในปรัชญา , อี๊ด (พงษ์สันต์ ทองเนียม) มือเบสแพทย์ทหารที่มีรอยยิ้มพิฆาตใจสาว บื๋อ(บุญลือ วงศ์ท้าว) แพทย์ทหารอีกคนเป็นได้ทั้งโฆษกและนักร้องที่เพื่อนๆรัก เตี้ย(วิโรจน์ สิงห์อุตสาหะ) มือเบสและกลองยามยากอีกคนผู้รักความเป็นธรรม , อ๊อด(พิชัย สุธาประดิษฐ์)โฆษกผิวขาวผมยาวประบ่าชาวใต้ที่มีบทกวีมาฝากให้แฟนเพลง หมู OSK87 (พลศิลป์ ศิวีระมงคล) มือกีตาร์คอร์ดผู้ซึ่งมีความละเอียดเป็นเลิศ , ปู่ OSK87 (ปรีดา จินดานนท์) จิ๊กโก๋กางเกงขาบานหลุดก้นผู้เป็นผู้ดูแลควบคุมระบบเสียงให้น่าฟังซึ่งเสียชีวิตไปก่อนหน้านี้แล้ว , นิด(มาลี แสงมณี)สาวร่างเล็กแต่ใจแกร่ง นักศึกษาด้านกายภาพบำบัด ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น ด.ร. อมร ทวีศักดิ์เป็นสาวนักร้องหญิงคนเดียวของวง"กรรมาชน"ในช่วงนั้น และเป็นผู้ร้องเพลง"เพื่อมวลชน"ที่รู้จักดี นพ(นพพร ยศถา)บุรุษนิ่งเงียบที่มีความคิดที่ล้ำลึก เป็นที่ปรึกษาทางด้านความคิดให้เพื่อนๆ ผู้มากมายปัญหาอยู่เสมอ ตี้ OSK87 (กิติพงษ์ บุญประสิทธิ์) นักร้องและมือแอคคอร์ดเดี้ยนหนุ่มที่เสรีกว่าเพื่อน นอกจากนี้ก็ยังมี จอก ผู้ขับร้องเพลงเจ้าพระยาฮาเฮในเทปกรรมาชนชุดที่ ๑ และ หมอแก่ผู้ที่เป็นเสมือนผู้จัดการด้านวางแผนจัดจำหน่ายเทปให้กับวง

จากการที่วงกรรมาชนได้รับการต้อนรับจากเพื่อนนักศึกษาอย่างดีประกอบกับมีพี่(อาทิหมอเหวง หมอหงวน)ที่ให้ความสนับสนุนทั้งในด้านความคิดและเครื่องไม้เครื่องมือ ทำให้วงกรรมาชนยิ่งมีกำลังใจและก่อเป็นวงดนตรีที่มีศักยภาพได้ในเวลาต่อมา ในช่วงแรกยังไม่มีเพลงที่แต่งเองของวงมากนัก ก็อาศัยเพลงที่วงดนตรีรุ่นพี่เช่น คาราวานหรือไดอะเลคตริกแต่งโดยนำมาเรียบเรียงใหม่เป็นสไตล์ของตัวเอง ต่อมาก็ค่อยๆสร้างบทเพลงของตนเองมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผลงานของ จิ้น เช่นเพลง กรรมาชน,แสง,กูจะปฏิวัติ,อินโดจีน,สลัมและเพื่อมวลชน เพลงนี้นิด-มาลี(ปัจจุบันชื่ออมร)เป็นคนขับร้องคนแรกที่ขับร้องได้อย่างไพเราะจับใจ นอกจากนั้นก็เป็นเพลงที่รุ่นเก่าๆได้ประพันธ์ไว้ เช่น คนกับควาย(สมคิด สิงสง),เปิบข้าว,แสงดาวแห่งศรัทธา,เสียงเพรียกจากมาตุภูมิ(จิตร ภูมิศักดิ์),หาบเร่(วงไดอะเลคตริก)ชาวนารำพึง(สมบัติ) ช่วงนั้นพวกเรามีการใช้ชีวิตรวมหมู่ที่ดีมากโดยนอนรวมกันอยู่บนชั้นหกตึกฟิสิกส์ซึ่งเป็นห้องเก็บเครื่องดนตรีของวง ห้องน้ำก็ เป็นห้องทดลองทางชีวภาพซึ่งอยู่ติดกับห้องดนตรี เวลาจะเดินเข้าห้องน้ำต้องผ่านกรงของสัตว์ทดลองหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นลิง กระต่าย หนู จนบางครั้งพวกเรายังสงสัยว่าไม่แน่อาจจะติดเชื้อหรือสารเคมีจากสัตว์ทดลองเหล่านี้ก็ได้ทำให้เรามีความบ้ามากกว่าปกติเพลงสลัมที่จิ้นแต่งทำนองมาก่อนก็มาช่วยกันต่อเติมเนื้อร้องกันในห้องแห่งนี้

ในช่วงปี ๒๕๑๗ กรรมาชนตระเวนเล่นดนตรีแทบไม่มีวันพัก ไม่ว่าจะเป็นงานของนักศึกษาตามมหาวิทยาลัยต่างๆหรืองานประท้วงของกรรมกร ประมาณปี ๒๕๑๘ เล่นในงานชุมนุมรวมพลังและการต่อสู้ของกรรมกรสาขาต่างๆเพิ่มมากขึ้น ที่จำได้มี งานประท้วงของสหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย ที่สนามหลวง (กรรมาชนได้มีโอกาสรู้จักกับวงดนตรีต่างมหาวิทยาลัย เช่นวง”ต้นกล้า”และ”กงล้อ”และกลุ่มละคอนตะวันเพลิง ก็ในช่วงนี้เอง นอกจากนี้ยังแสดงในการประท้วงการขึ้นค่ารถเมล์ตลอดจนการประท้วงของกรรมกรโรงงานต่างๆ และช่วงนี้เองที่เสมือนเป็นการหล่อหลอมพวกเราให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพราะนอกจากจะเป็นการแสดงดนตรีตามปกติแล้วยังต้องระมัดระวังไม่ให้ถูกทำร้ายจากฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าจะเป็นการตะโกนด่า , ขว้างปา ,ยิงปืน หรือโยนระเบิดใส่ เพราะในช่วงนั้นกลุ่มพลังประชาชนถูกคุกคามอย่างหนักโดยปราศจากการเหลียวแลของเจ้าหน้าที่โดยอำนาจรัฐ

ช่วงนี้วงกรรมาชนมีโอกาสได้รู้จักกับเพื่อนต่างสถาบันมากขึ้น เราจึงได้สมาชิกต่างสถาบันเข้ามาร่วม ได้แก่ นิต(นิตยา โพธิคามบำรุง)สาวนักไฮปาร์คจากศูนย์ครู มาร่วมเป็นทั้งโฆษกและนักร้อง , มด(วนิดา ตันติศรีพิทักษ์)นักกิจกรรมจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แอ๊ด , ไหม , วา จากศูนย์นักเรียน และมือเทคนิกที่มาช่วยควบคุมเครื่องเสียงจากศูนย์ครูอีกคน คือ หนู(พิทักษ์ เรืองรังสี)ผู้ซึ่งถือว่าการยิ้มและหัวเราะไม่ต้องซื้อหาพวกเขาเหล่านี้ล้วนเป็นเพื่อนต่างสถาบัน แต่ด้วยเหตุที่มีอุดมการณ์ร่วมที่ต้องการรับใช้สังคมและประชาชนส่วนใหญ่ผู้ยากไร้ ทั้งทนไม่ได้กับการเห็นความอยุติธรรมต่างๆ ทำให้สมารถมาร่วมงานกันได้อย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย ช่วงนั้นไม่ว่าจะมีการต่อสู้ที่ไหนจะต้องมีการติดต่อให้พวกเราไปแสดงและพวกเราจะพยายามไปให้ได้มากที่สุดเพื่อไปให้กำลังใจพวกเขา การต่อสู้ของกรรมกรบางแห่งยืดเยื้อบางครั้งอาจเป็นเดือนๆไปๆมาๆพวกเราเลยไปกินนอนที่นั่นเลยเรียกว่าอยู่กันคุ้นเคยเสมือนญาติสนิท เช่นที่โรงงานที่อ้อมน้อย ฮาร่า โมวเลม สแตนดาร์ดการ์เม้นท์ เช้าขึ้นมาก็ตื่นไปเรียนหนังสือ ตกเย็นก็กลับมาร่วมประท้วงต่อ บางครั้งมีการยืมตัวกันระหว่างนักดนตรีกับนักละคอน รวมทั้งต้องหัดเล่นตลกด้วยเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด

การเดินสายต่างจังหวัด ในช่วงปิดเทอมใหญ่ วงกรรมชาชนจะมีแผนเดินทางไปแสดงต่างจังหวัดครั้งละหลายๆวัน โดยครั้งแรกเราได้ไปทางภาคเหนือ เริ่มต้นที่เชียงใหม่ การไปก็ประสานกับศูนย์นักศึกษาภาคเหนือ การเดินทางก็ใช้รถเชฟโรเลตรุ่นเก๋ากึก ที่มีผู้ใจดีบริจาคให้ศูนย์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(หลัง ๑๔ ต.ค.๑๖)เป็นรถกระบะเปิดประทุน(เอ้ยเปิดท้าย)สีขาวหม่นคันใหญ่มากเกือบเท่ารถหกล้อเสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มฟังน่ากลัว แต่ความแข็งแกร่งปลอดภัยไม่ต้องห่วง(เคยผ่านการพิสูจน์กับรถทัวร์ประจำทางมาแล้ว) ดูสภาพไม่น่าจะไปถึงเชียงใหม่แต่ด้วยโชเฟอร์ของเราซึ่งเป็นนักศึกษาอาชีวะเรียนที่ช่างกลพระรามหก ชื่อ สรยุทธ์ ทำให้ค่อยซ่อมค่อยไปจนภาระกิจลุล่วงไปได้ เราขนทั้งเครื่องเสียงเครื่องดนตรีตลอดจนเครื่องปั่นไฟไปเองทั้งหมด เมือ่ประสานงานกันได้ก็เริ่มตระเวนแสดง(แหมทำยังกับวงลูกทุ่งดังงั้นแหละ นี่ถ้าเขาจ้างไปเล่นคงรวยแย่) เปิดฉากที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก่อน นักศึกษาให้ความสนใจจนแน่นหอประชุม พวกเราช่วงนั้นก็แต่งตัวตามสมัย คือกางเกงยีนส์เสื้อยืดคลุมด้วยเสื้อเขียวแบบทหาร อีกทั้งหน้าตาผมเผ้าก็ค่อนข้างรกรุงรังแถมบางคนไว้หนวด ทำให้น้องนักศึกษาบางส่วนไม่กล้าเข้ามาชมการแสดงจากมหาวิทยาลัยเราก็เข้าแสดงตามหมู่บ้านต่างๆ เท่าที่จำได้มีหมู่บ้านของพ่อหลวงอินถา สีบุญเรือง(ประธานสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ภาคเหนือ)ซึ่งต่อมาถูกลอบสังหารเสียชีวิต และหมู่บ้านแกนนสมาชิกสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ภาคเหนือทั้งหมด โดยมีนักศึกษาเชียงใหม่รุ่นพี่ชาวอิสลามชื่อ พี่บัง เป็นผู้ประสานและนำทาง มีพี่สถาพร ศรีสัจจังเป็นที่ปรึกษา ช่วงนั้นกรรมมาชนไปตระเวนแสดงที่เชียงใหม่อย่างน้อย ๒ ครั้ง ทั้งแสดงพักกับชาวบ้าน เกี่ยข้าว พูดคุยแลกเปลี่ยน และจากการที่ได้ใกล้ชิดกับชาวบ้านยิ่งทำให้เห็นปัญหาต่างๆของชาวบ้านมากขึ้น ประเพณีต่างๆของชาวบ้านเราก็ได้มาพบเห็นที่นี่ เช่นวันนั้นเป็นวันลอยกระทงพอดี พอช่วงกลางคืนชาวบ้านจะถือกระทงมายืนรวมกลุ่มกันในวัด พอกลุ่มใหญ่พอสมควรก็จะทำการแห่ไปลอยที่ริมแม่น้ำพร้อมกัน ใครมาไม่ทันกลุ่มนี้ก็รอไปรอบต่อไป ดูน่ารักและเป็นกันเองดีมากนี่แหละคือวัฒนธรรมชาวบ้านอันทรงคุณค่า

มีครั้งหนึ่งที่วงกรรมาชนได้ไปแสดงที่เมืองพร้าว พบแพทย์รุ่นพี่ที่มีอุดมการณ์สูงและทุ่มเทให้กับงานพัฒนาอย่างเอาจริงเอาจัง หลังจากการตระเวนแสดงเราได้ทั้งกำลังใจและบทเรียนในการเคลื่อนไหวเป็นอย่างดีหลังจากขึ้นภาคเหนือแล้วกรรมาชนมีโครงการล่องใต้ในปีถัดมา(ประมาณปี ๒๕๑๙) คราวนี้เรามีวงดนตรีไทยเดิม “ต้นกล้า”ซึ่งนำโดย ป่อง(รังสิต จงฌานสิตโธ) , ป้อม(นิธินันท์ ยอแสงรัตน์) ร่วมเดินทางไปด้วย อ้อ! ช่วงนี้เนื่องจากกรรมาชนมีงานแสดงมากขึ้น ทำให้ต้องเลือกรับเป็นบางงาน ทำความลำบากใจให้ทั้งพวกเราและผู้ที่มาติดต่อ

เราจึงไปชวนนักศึกษารุ่นน้องซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาคณะสาธารณสุขมาร่วม โดยมีโครงการแยกเป็น ๒ วงเพื่อให้รับงนได้ทัน น้องที่มาร่วมใหม่ได้แก่ หมี , อาดิษฐ์ , ป๊อก , ริน และ เฉา(เสียชีวิตแล้วที่บริเวณป่าเขาเขตแดนกัมพูชา)แต่เอาไปเอามาก็เป็นการรวมเป็นวงใหญ่ขึ้นเท่านั้น ไม่สามารถแยกเป็น ๒ วงได้ตามวัตถุประสงค์

พูดเรื่องล่องใต้ต่อ: การเดินทางของพวกเราในครั้งนั้นเราเดินทางโดยรถไฟ โดยอาศัยขนเครื่องดนตรีขึ้นตู้สัมภาระ ส่วนพวกเรานั่งนอนกันแถวบันไดประตู จอดสถานีทีก็ตื่นขึ้นแล้วลุกเปิดทางให้ผู้โดยสารขึ้นลง พอรถวิ่งก็ขอตัวลงนอนใหม่ ดังนั้นจึงถือว่าแทบไม่ได้นอนกันทั้งคืน เราไปลงกันที่สถานีช่องช้าง จังหวัดสุราษฎร์ธานี จากนั้นก็เดินทางต่อโดยรถยนต์เข้าไปยังหมู่บ้าน(จุดที่เขาประสานให้พวกเราไปแสดง) ทีแรกก็นึกสงสัยเหมือนกันว่าทำไมชาวบ้านที่นี่ถึงดูสุขุมลุ่มลึกแปลกๆ เราอยากพูดถึเหตุผลที่พวกเขาลำบากยากแค้นและปลุกให้เขาว่าต้องต่อสู้ แต่พวกเขากลับอมยิ้มเหมือนว่าเห็นว่าเราไร้เดียงสาแต่พอก่อนการแสดงเล็กน้อยมี ปาฐกฐาของผู้นำชาวบ้านขึ้นมากล่าวบนเวที โดยร่ายยาวประมาณ ๑ ชั่วโมงเห็นจะได้ ซึ่งเนื้อหาที่พูดนั้นอัดแน่นไปด้วยเนื้อหาและความชัดเจนในแนวทางการต่อสู้ ทำให้พวกเราพากันตั้งใจฟังอย่างอ้าปากค้างก็ว่าได้ และก็ถึงบางอ้อว่าที่แท้พวกชาวบ้านที่นี่ไม่ธรรมดา ซึ่งพวกเขาอยู่ในที่ๆพวกเราไม่ควรได้พบ หากเขาให้เกียรติพวกเราเหลือเกิน เขาชี้ไปบนภูเขาสูงบอกเป็นนัยว่าอยากเชิญชวนพวกเราไปเที่ยว คืนนั้นพวกเราพากันนอนไม่หลับทั้งคืน เฝ้าแต่พูดคุยสอบถามถึงชีวิตความเป็นอยู่ข้างบน ความยากลำบากไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง การกินอยู่ และการดำเนินชีวิตโดยทั่วไปกระบวนการหล่อหลอมทางความคิด พวกเราจะเข้าไปเที่ยวได้เมื่อไหร่?ฯลฯ โดยที่ไม่คาดคิดเลยว่าในที่สุดพวกเราก็ถูกขับไสไปจนได้หลังช่วงเหตุการณ์นองเลือด๖ตุลาคม๒๕๑๙

พอรุ่งเช้าพวกเราตื่นขึ้นมาซ้อมบทเพลงแลกเปลี่ยนกับชาวบ้าน และถือโอกาสต่อเพลงปฏิวัติที่พวกเราแกะเนื้อร้องจากสถานีวิทยุ ส.ป.ท.ไม่ค่อยชัด กำลังเพลิดเพลินอยู่ในห้องเรียนของโรงเรียนที่เราพักนอนเมื่อคืน ขณะที่กำลังม่วนชื่นอยู่กับการร้องเพลงปฏิวัติอยู่นั้นพลันมีปากกระบอกปืนM16ยื่นออกมาทางหน้าต่างจิ้มเข้ามาที่ข้างแก้มของผมเข้าพอดีพร้อมกับการปรากฎกายของทหารเป็นหมวดโดยอาวุธประจำกายครบครันทุกคน ทำให้พวกเราหลายคนพากันหน้าซีดเป็นไก่ต้ม พวกทหารพากันสำรวจพื้นที่และสอบถามพวกเราอยู่สักพักก็พากันถอยกลับไป หลังจากพวกทหารหายลับไปพวกชาวบ้านก็เข้ามาปลอบขวัญพวกเราและเล่าให้ฟังว่า เป็นเหตุการณ์ปกติทางพวกเขารู้อยู่ก่อนแล้วว่าจะเข้ามาแต่พวกเขาไม่บอกพวกเราล่วงหน้าโดยกลัวว่าพวกเราจะไม่กล้ามาแสดง สรุปว่าพวกชาวบ้านรู้มาก่อนและสามารถควบคุมสถานการณ์ได้อยู่แล้ว เฮ้อ! โล่งอกไปทีเหตุการณ์ในครั้งทำให้พวกเราหลายคนสับสนว่าเอ เราอยู่ในประเทศไหนกันแน่ และหมู่บ้านนี้มีความเป็นมาอย่างไร

หลังจากเราเดินทางออกจากที่นั่นพวกเราก็เดินทางต่อลงใต้ไปแสดงดนตรีอีกหลายแห่งผ่าน นครศรีธรรมราช ไล่ไปจนถึงยะลา ที่นี่เราได้รู้จักภาษายะวี ได้กินน้ำบูดู ได้หลับนอนโดยใช้โสร่งแทนผ้าห่มคลุมกาย ได้เดินทางไปแสนดงในป่าจริงๆ บางแห่งแทบไม่มหมู่บ้านให้เห็น บ้านคนก็แทบไม่มี ไม่มีไฟฟ้า แถมยังมีแมลงหลากชนิดหลากพันธุ์ ทั้งกัดทั้งบินวนที่หน้ารบกวนขณะที่พวกเรากำลังแสดง ดังนั้นนักดนตรีจำต้องมีความสามารถพิเศษ นั่นคือทั้งเล่นและต้องคอยไล่ปัดแมลง เช่น ป่อง-ต้นกล้า ต้องสีซอด้วยมือข้างเดียว ผมก็ต้องร้องเพลงพร้อมกับเอามือป้องปากกันแมลงเข้า อากาศที่นี่ก็ชื้นแฉะแต่ออกอบอ้าวในช่วงหัวค่ำและหนาวเย็นในช่วงดึก ที่ทางใต้เขาเรียกว่า “ควน” กว่าการแสดงจะเข้าที่เข้าทางก็เล่นกันจนดึก คืนนั้นหลังการแสดงพวกเราได้ลิ้มรสแมลงเม่าคั่วไฟเป็นครั้งแรก ขั้นแรกชาวบ้านจะเอากะละมังใบเขื่องใส่น้ำแล้วนำไปตั้งไว้ใกล้ๆแสงตะเกียง สักพักแมลงเม่าจะบินตกลงไปเป็นสาย คืนนั้นพวกเราเลยได้กินแมลงเม่าคั่วไฟกันจนอิ่มแปร้ที่หมู่บ้านนี้เองที่กรรมาชนได้ท่วงทำนองเพลงพื้นบ้านชื่อ “เอ็นด๋ง” จนขณะเรานั่งรถไฟเดินทางกลับ เราก็พากันฮัมท่วงทำนองเพลงนี้เพื่อความทรงจำอันดี

จนหลังจากนั้นอีกประมาณปีเศษ หลังเหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ส่วนหนึ่งของกรรมาชน คือจิ้น นิต และผม ได้เดินทางเข้าป่าเขาและได้พบกับวิสา คัญทัพ ที่สำนัก A 30 เราจึงช่วยกันแต่งเติมเนื้อเพลงจนเกิดเป็นเพลง “บินหลา”ขึ้นมาช่วงที่พวกเราเดินทางกลับจากภาคใต้ การต่อสู้ทางการเมืองในช่วงนั้นแหลมคมและรุนแรงมาก พวกที่พยายามฟื้นระบอบเผด็จการพยายามสร้างสถานะการณ์ให้เกิดความวุ่นวายแล้วโทษว่าเป็นการกระทำของนักศึกษา โดยพยายามตั้งกลุ่มทางการเมืองมาชนหลายกลุ่ม อาทิ กระทิงแดง นวพล ให้ต่อต้านขบวนนักศึกษาโดยใช้ความรุนแรง(ตามนโยบายแบ่งแยกแล้วปกครอง) ไม่ว่าจะมีการเคลื่อนไหวต่อสู้ที่ไหนจะต้องมีความรุนแรงและมีผู้บาดเจ็บล้มตายตลอด มีครั้งหนึ่งที่ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยร่วมกับแนวร่วมประชาชนเดินขบวนไปประท้วงสถานฑูตสหรัฐอเมริกา ในวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๑๙ ขบวนเดินจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ผ่านมาทางถนนหลานหลวง ขณะที่ขบวนผ่านมาที่บริเวณสยามสแควร์ มีเสียงตูมดังสนั่นเนื่องจากมีระเบิดโยนลงมาจากอาคารสูงบริเวณนั้น หลังจากเสียงระเบิดปรากฎว่ามีพวกเราบาดเจ็บและล้มตายกันไปหลายคน หมู OSK87 (พลศิลป์)สมาชิกคนหนึ่งของวง ได้ช่วยอุ้มพาคนเจ็บส่งโรงพยาบาลจนเนื้อตัวเต็มไปด้วยด้วยเลือด อย่างไรก็ตามพวกเราก็พากันเคลื่อนขบวนต่อและไปปักหลักอยู่หน้าสถานฑูตอเมริกาจนได้

ณ.ที่ตรงนั้นเราตั้งเวทีบนหลังคารถหกล้อ มีการไฮปาร์คสลับกับการเล่นดนตรี โดยมีวัตถุประสงค์ในการไล่ฐานทัพของอเมริกาให้ออกไปให้พ้นแผ่นดินไทย การประท้วงยืดเยื้อสลับพูดสลับเพลงกันไปมาจนถึงเช้า ผู้คนที่อยู่กันมากมายไม่ยอมถอยหนี แต่วัฒนธรรมในการต่อสู้หรือฟังเพลงเพื่อชีวิตในยุคนั้นจะไม่มีการลุกขึ้นมาดิ้นหรือเต้นประกอบเพลงเหมือนปัจจุบัน ผู้คนจะนั่งฟังเพื่อซึมซับเนื้อหาของเพลงอย่างตั้งใจ

วงกรรมาชนจะเป็นวงที่ยืนพื้นในการประท้วงที่ยืดเยื้อจริงๆ เพราะสมารถอยู่โยงได้ ยามใดขาดคนไฮปาร์ค หรือ ยามดึกดื่นจนผู้คนพากันอ่อนเพลียแล้ว วงกรรมาชนจะต้องเป็นผู้ปลุกเร้าวิญญาณแห่งการต่อสู้ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นเสียงปืนหรือเสียงระเบิดพวกเราแทบจะชาชินกับมันไปแล้ว จึงไม่น่าแปลกเลยว่าช่วงที่ประชาชนนักศึกษาถูกล้อมปราบและถูกยิงกระหน่ำในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในช่วงประมาณ ตี ๒ ถึง ๖ โมงเช้าของวันที่ ๖ ตุลาคมทั้งนิตยาและผมนอนหลับไหลอยู่ข้างๆเวทีท่ามกลางเสียงปืนและเสียงระเบิดนั่นเอง

วงกรรมาชนมีการบันทึกเทปครั้งแรก ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๑๗ หน้าปกจะเป็นรูปหน้าผู้หญิงชาวบ้านมีผ้าโพกศีรษะมีลักษณะครุ่นคิด ชุดนี้มีเพลง กรรมาชน , คนกับควายข้ายคอยฝน, เปิบข้าว , เพื่อมวลชน , กูจะปฏิวัติ , ชาวนารำพึง , แสง , เจ้าพระยาฮาเฮสู้ไม่ถอย , มาร์ชประชาชนเดิน ช่วงนั้นเทปคาสเสทท์ยังเป็นของใหม่สำหรับบ้านเรา ไม่น่าเชื่อว่าเทปผลิตขายไม่ทันรายได้จากเทปเราใช้สำหรับเคลื่อนไหวและสนับสนุนการต่อสู้ของประชาชนวงกรรมาชนมีการบันทึกเทปครั้งที่ ๒ ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ชุดนี้มีเพลง อินโดจีน,รักชาติ , ใช้ของไทย , โปสเตอร์ , เสียงเพรียกจากมาตุภูมิ , รำวงเมย์เดย์ , บ้านเกิดเมืองนอน , ศักดิ์ศรีแรงงาน และวงกรรมาชน มีการบันทึกเทปชุดที่ ๓ ในเวลาไร่เรี่ยกัน ชุดนี้ส่วนใหญ่เป็นเพลงมาร์ชซึ่งเป็นผลงานของ จิตร ภูมิศักดิ์

เหตูการณ์ประทับใจ๑.ที่หอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์ วันนั้นขณะแสดง อยู่ดีๆเครื่องแอมป์ตัวหนึ่งเกิดระเบิดขึ้นการแสดงต้องหยุดชะงักลง มีผู้ชมคนหนึ่งตะโกนว่าช่วยกันบริจาคซื้อแอมป์ใหม่ให้กรรมาชน แล้วก็เปิดหมวกเดินรับกันเดี๋ยวนั้นเลย ไม่ถึง ๑๐ นาทีเราก็มีเงินพอที่จะซื้อปู่(ปรีดา OSK87)และหนู(พิทักษ์)รีบนั่งแทกซี่ไปบ้านหม้อแล้วกลับมาพร้อมกับแอมป์ตัวใหม่ผู้ชมก็ไม่หนีรอจนกระทั่งเราสามารถเปิดการแสดงต่อได้

๒.ที่ท้องสนามหลวง วันนั้นเป็นการรวมพลังรณรงค์ให้ใช้สินค้าไทย ปรากฎว่าฝนตกหนัก(ต้องเข้าใจก่อนว่าเครื่องเสียง ยุคนั้นไม่มีมิกซ์) ผู้ชมที่อยู่ไกลๆก็ฟังจากเสียงฮอลล์ที่พ่วงไปเท่านั้น ผู้คนเต็มลานท้องสนามหลวงแทบไม่มีที่ยืนพวกเราที่แสดงบนเวทีถูกไฟฟ้าดูดกันทุกคนเพราะเป็นเครื่องดนตรีไฟฟ้าทั้งหมด แต่มวลชนไม่ยอมถอย บอกให้เล่นต่อ พวกเราก็ลุยกันอย่างไม่กลัวจำได้ว่าเวลาจิ้นรูดคีย์บอร์ดแต่ละครั้งมีน้ำฝนสาดกระจายออกจากแป้นคีย์ ยังงงอยู่ว่าเครื่องดนตรีก็อาจจะถูกหล่อหลอมเหมือนพวกเรา

สุดท้ายนี้ต้องขอออกตัวก่อนว่า บันทึกนี้เกิดขึ้นจากความทรงจำที่พอจะระลึกได้ เพราะเวลาได้ห่างกันประมาณ ๒๙ ปี (ปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๔๕) ถ้ามีเหตุการณ์ใดที่มีความผิดเพี้ยนไป ผมขอน้อมรับความคิดเห็นด้วยความยินดี และหวังให้สมาชิกวงกรรมาชน และอดีตแฟนเพลงวงกรรมาชน ช่วยกันเสริมต่อประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องสมบูรณ์ยิ่งขึ้นต่อไปไปครับ

ที่มา:



ประวัติพี่ตี้ กรรมาชน "กิติพงษ์ บุญประสิทธิ์ OSK87" หรือ "ตี้" (สหายแดง) เป็นหนึ่งในศิษย์เก่าสวนกุหลาบฯสมาชิกของวงดนตรีเพื่อชีวิต "กรรมาชน" ที่ก่อเกิดจากการรวมตัวกันของนักศึกษาคณะแพทย์ศาสตร์และเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลในช่วงปลายปี พ.ศ. 2516 ที่มีเหตุการณ์ทางการเมืองกระทั่งทำให้นักศึกษาและประชาชนลุกขึ้นมาร่วมกันขับไล่เผด็จการกลายเป็นประวัติศาสตร์ที่รู้จักกันดีในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 16 ในตำแหน่งของนักร้องและมือแอคคอร์ดเดี้ยน โดยมีเพื่อนๆ สมาชิกอื่นๆ ในยุคเริ่มต้นอาทิ จิ้น(กุลศักดิ์ เรืองคงเกียรติ) หัวหน้าวงมือคีย์บอร์ด, นพ(นพพร ยศถา - เสียชีวิต), บัติ (สมบัติ ศรีสุขอัยกา)มือกลอง, เริญ (จำเริญ วัฒนศรีสิน) เบส, อี๊ด (พงษ์สันต์ ทองเนียม) เบส, บื๋อ(บุญลือ วงศ์ท้าว), เตี้ย (วิโรจน์ สิงห์อุตสาหะ) เบส- กลอง, อ๊อด(พิชัย สุธาประดิษฐ์), หมู OSK87 (พลศิลป์ ศิวีระมงคล) กีตาร์, ปู่ OSK87 (ปรีดา จินดานนท์ - เสียชีวิต), นิด(อมร) นักร้อง

ก่อนเสียชีวิต "ตี้ กรรมาชน" แต่งงานมีครอบครัวที่อบอุ่นกับ "นิตยา บุญประสิทธิ์" หรือ "นิต กรรมาชน" (สหายน้อง) มีบุตร 2 คนเป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง มีภาระหน้าที่หลักในการดูแลเด็กๆ ใน โรงเรียนสุนทรวิทยาที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาในโครงการ “เรียนรู้กู้บ้านเกิด” ที่เป็นลูกหลานชาวไทยภูเขา เผ่าม้ง ลัวะ และผู้ยวนกว่าครึ่งร้อยชีวิตอาศัยอยู่



นิตในฐานะของครูใหญ่ของโรงเรียนดังกล่าวบอกว่า แม้ภาระนี้ (อาทิ ค่าข้าวที่ตกเดือนละกว่า 50,000 บาท) จะหนักหนาขนาดไหนแต่ก็เป็นสิ่งที่เธอและสามีต้องทำเพื่อเป็นการตอบแทนบรรดาชาวดอยที่เคยดูแลเธอและเพื่อนร่วมอุดมการณ์ในอดีตเมื่อเหตุการณ์เดือนตุลาฯ 2519 และความปรารถนาที่จะให้เด็กๆ ได้เรียนรู้วิชาการรวมถึงด้านศิลปะและวัฒนธรรม...

อ๊อด กรรมาชน หรือ พิชัย สุธาประดิษฐ์ เพื่อร่วมวงเล่าให้ฟังหลังจากที่รู้แน่นอนแล้วว่าหมอไม่สามารถจะช่วยรักษาชีวิตเพื่อนไว้ได้ ว่าในคืนก่อนวันที่ตี้เสียชีวิต เพื่อนสมาชิกในวงได้ร่วมกันเขียนเพลงบอกเล่าเรื่องราวของ "ตี้ กรรมาชน" พร้อมกับบันทึกเสียงเอาไว้

นอกจากนั้น อ๊อด ยังได้พยายามติดต่อเพื่อนสมาชิกเก่า อาทิ กุลศักดิ์ เรืองคงเกียรติ หรือ จิ้น กรรมาชน, หมี กรรมาชน, หมู กรรมาชน, และ มด กรรมาชน หรือ วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ นักเคลื่อนไหวมวลชน ชื่อดัง เพื่อรวมวงดนตรีกรรมาชน มาบรรเลงหน้าพิธีศพ เป็นการไว้อาลัยแด่เพื่อนผู้ล่วงลับ

"ที่จริงในวันที่ 6 ตุลาคมที่จะถึงนี้ เราได้เตรียมที่จะเล่นคอนเสิร์ตครั้งใหญ่ที่โรงแรมเอเชีย เพื่อจะปิดอำลาวงกรรมาชน ไม่คิดว่าตี้จะมาเสียชีวิตเร็วอย่างนี้ เราจึงเปลี่ยนแผนกันไว้ว่าจะนำวงกรรมาชน วงใหญ่มาเล่นไว้อาลัยให้กับตี้ในวันที่ 6 ตุลาคม เพื่อเป็นที่ระลึกในการจากไปของตี้ ซึ่งเมื่อคืนที่ผ่านมา จิ้น เขาก็ได้แต่งเพลง ใจและใจ เพื่อไว้อาลัยตี้ด้วย" อ๊อด กล่าวถึงเพื่อนผู้จากไป

ด้านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ภูมิธรรม เวชยชัย กล่าวว่ารู้สึกเสียดายคนดีๆ ที่ตั้งใจทำงานแบบ "ตี้" ที่ต้องมาด่วนเสียชีวิต

"ตี้กับผมเรามีความสัมพันธ์กันมาตั้งแต่เริ่มมีวงกรรมาชน เมื่อปี 2516 จนกระทั่งตอนหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เขาหนีเข้าป่าไปอยู่ในเขตอีสานใต้ อยู่ด้วยกันกับผม โดยผมเป็นครูฝึก เขาเป็นนักเรียน เป็นคนตั้งใจดีมาก หลังจากนั้นเราก็มีความสัมพันธ์กันพอสมควร จนกระทั่งออกจากป่า" ภูมิธรรม กล่าว

p>






 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1
พิณไร้สาย วันที่ : 25/05/2007 เวลา : 08.07 น.
http://www.oknation.net/blog/darkpin

ตี้...ผู้พิสูจน์ให้เห็นจริงถึงประโยค
ความตายหนักกว่าภูผา




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ผักบุ้งไฟแดง วันที่ : 27/03/2008 เวลา : 22.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nong9396
อยากให้ทุกวันเป็นวันที่ดี  และโลกนี้สวยงาม


ความคิดเห็นที่ 7 (0)
พราวนภา วันที่ : 22/12/2007 เวลา : 10.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yui

ขอขอบคุณข้อมูลที่มีคุณค่า ค่ะปู่..
..

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
วิฬาเถื่อน วันที่ : 27/11/2007 เวลา : 07.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/preeeecha
อัศจรรย์ใจไผ่ ณ ชายทุ่ง ; คมวาบของความคิด : กลุ่มเขียนข้าว

อ่านแล้วหน่อยเหมือนชีวิตคนๆ หนึ่งเลย
ขอให้ไปสู่สุคติเถิด

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ป้าไม่อยู่ปู่เข้าเวบ วันที่ : 13/10/2007 เวลา : 22.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pakapoo
“ป้ากะปู่กู้อีจู้ ”ไดอารี่ เปื้อนหมึก ..นอกประวัติศาสตร์และกาลเวลา..  สงบนิ่งกับอณู...ทุกสรรพสิ่งอันดีงาม... ...ตลอดไป... . 

คุณริมโขง เพลงนี้ เป็นเวอร์ชั้นที่ใช้เครื่องดนตรีมากชิ้นที่สุดในการเล่น ครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ริมโขง วันที่ : 13/10/2007 เวลา : 14.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mitsunjon

รักประเทศไทยค่ะ
เวอร์ชั่นใหม่หรือค่ะเพราะที่ได้ฟังมันเก่ามากแล้วพี่เขาเปิดในรายการวิทยุจนจะรู้เรื่องราวไปด้วยคนแล้วค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ริมโขง วันที่ : 13/10/2007 เวลา : 14.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mitsunjon

รักประเทสไทยค่ะ
เวอร์ชั่นใหม่หรือค่ะเพราะที่ได้ฟังมันเก่ามากแล้วพี่เขาเปิดในรายการวิทยุจนจะรู้เรื่องราวไปด้วยคนแล้วค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
nalinee วันที่ : 26/05/2007 เวลา : 00.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nalinee

ขอให้เพลงนี้ชุบชูใจคนไทยให้เห็นแต่ธรรม ให้รักชาติ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
วิหคพลัดถิ่น วันที่ : 25/05/2007 เวลา : 11.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/vihokpludtin
..'AVihok's Family@Mafia War

ใช่ค่ะ ปู่ นู๋มีเวอร์ชั่นพี่ตี้ กับ น้อง ๆ โครงการเรียนรู้กู้บ้านเกิดของพี่ด้วยนะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

V D O เพลงจีนขับร้อง+บรรเลงOrchestra เต็มวง /ชื่อเพลง:ลูกหลานผู้เสียสละ (ทำใหม่)

ยามที่เหลือเพียงหนึ่งตัวตน ไว้ซึ่งตำนาน เดี่ยวบทเพลง ท่ามกลางสมรภูมิแห่งคมกระบี่

View All
<< พฤษภาคม 2007 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]