(((((ป้ากะปู่... ป้าไม่อยู่ปู่เข้าWeb)))))
“ป้ากะปู่กู้อีจู้ ” ไดอารี่ เปื้อนหมึก ..นอกประวัติศาสตร์และกาลเวลา.. สงบนิ่งกับอณู...ทุกสรรพสิ่งอันดีงาม... ...ตลอดไป... .
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/pakapoo
วันจันทร์ ที่ 5 พฤษภาคม 2551
Posted by ป้าไม่อยู่ปู่เข้าเวบ , ผู้อ่าน : 1989 , 03:20:09 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน


  

 

โลกใบใหญ่: สถานที่ตาย ของชายชื่อ จิตร ภูมิศักดิ์

สุเจน กรรพฤทธิ์ : รายงาน

วันนี้ หากใครมีโอกาสไปเยี่ยมเยียนบ้านหนองกุง อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร อาจแปลกใจเมื่อพบว่าชาวบ้านที่นี่ตั้งแต่ “เด็กน้อย” “พ่อใหญ่” ไปจนถึง “กำนัน” พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “จิตร ภูมิศักดิ์” คือ “วีรบุรุษ” ของพวกเขา

พวกเขาเรียกจิตรว่า “วีรบุรุษ” ได้อย่างไม่ขัดเขิน ทั้งที่ประวัติศาสตร์ราชการระบุชัดเจนว่า จิตร ภูมิศักดิ์ คือคอมมิวนิสต์ซึ่งถูกวิสามัญฆาตกรรมโดยเจ้าหน้าที่รัฐไปเมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๐๙ และที่เกิดเหตุคือชายป่าของหมู่บ้านแห่งนี้ มองผ่านสายตาคนยุคปัจจุบันที่พระราชบัญญัติการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ถูกยกเลิกไปหลายปีแล้ว นี่อาจไม่ใช่เรื่องแปลกที่ จิตร ภูมิศักดิ์ ซึ่งถูกยิง “ตายในชายป่า เลือดแดงทาดินอีสาน” จะเปลี่ยนฐานะจากคอมมิวนิสต์ในประวัติศาสตร์มาเป็นวีรบุรุษของชาวบ้านหนองกุง


เพราะ “สัจธรรม” ได้เปิดเผยความจริงแล้วว่า จิตรคือ “ปัญญาชนปฏิวัติ” และ “ปราชญ์” คนสำคัญของเมืองไทย ที่ศตวรรษหนึ่งจะปรากฏขึ้นเพียงไม่กี่คน ประจักษ์พยานคือผลงานที่เขาได้สร้างสรรค์ไว้มากมายตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเฉพาะงานทางด้านวิชาการและความคิด


ไม่ว่าจะเป็นงานเขียนอย่าง โฉมหน้าศักดินาไทย ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ ฯลฯ ซึ่งล้วนสั่นสะเทือนสังคมไทยยุคเผด็จการอำนาจนิยมของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ และ “แหกกรอบ” ทางความคิด ก้าวนำหน้ากระทรวงศึกษาธิการไปหลายทศวรรษ ทำให้นักเรียนนักศึกษารุ่นปัจจุบันที่มีโอกาสอ่านงานเหล่านั้นมีมุมมองทางประวัติศาสตร์ที่หลากหลายยิ่งขึ้นนอกเหนือจากการรับรู้ประวัติศาสตร์ชาตินิยมซึ่งถูกสอนมาตั้งแต่วัยเด็ก นี่ยังไม่นับการต่อสู้ทางอุดมการณ์ที่จิตรลงมือทำจนตัวตายเพื่อหวังจะเปลี่ยนแปลงสังคมไทยให้ดีขึ้น


เช่นนี้แล้ว ความเข้าใจเกี่ยวกับจิตรจึงถูกรื้อสร้างใหม่ เมื่อ “ผีคอมมิวนิสต์” ที่รัฐบาลในอดีตสร้างขึ้นเสื่อมความขลังลง


ชาวบ้านหนองกุงเริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่เข้ามาในหมู่บ้านตั้งแต่กลางเดือนเมษายนปี ๒๕๓๐ ปีนั้นมีคนกลุ่มเล็ก ๆ มาถามหาที่ฝังกระดูกของ จิตร ภูมิศักดิ์ และมีการทำบุญกรวดน้ำให้ชายคนนี้เป็นครั้งแรก จนอีก ๓ ปีต่อมา กระดูกของจิตรก็ถูกนำไปบรรจุไว้ในสถูปสีขาวภายในวัดบ้านหนองกุง และพี่สาวผู้ตายก็ปรากฏตัวมาทำบุญทอดกฐินเป็นครั้งแรก


ต่อจากนั้นก็มีขบวนกฐินสามัคคีมาที่วัดบ่อย ๆ และเมื่อถึงวาระครบรอบวันเสียชีวิตของจิตร ก็มีงานทำบุญโดยเจ้าภาพจากหลายจังหวัด ชาวบ้านยังพบอีกว่า ยังมีนักวิชาการบางท่านพาลูกศิษย์ลูกหาและสื่อมวลชนดั้นด้นมาจากกรุงเทพฯ เพียงเพื่อดู “สถานที่ตาย” ของคนชื่อ จิตร ภูมิศักดิ์ อยู่เป็นระยะ


การมาเยือนของคนเหล่านี้ ยังผลให้มีการบูรณะปรับปรุงวัดและสถานที่เสียชีวิตของจิตร รวมถึงมีการมอบทุนการศึกษาให้นักเรียนในหมู่บ้านแถบนี้เป็นประจำ


๖ พฤษภาคม ๒๕๔๙...๔๐ ปีกับอีก ๑ วัน หลังการตายของจิตร


ผู้มาเยือนอย่างเราพบว่ามีป้ายชี้ทางสู่ “สถานที่เสียชีวิต จิตร ภูมิศักดิ์” ให้เห็นในหมู่บ้านเป็นระยะ ตั้งแต่ทางเข้าหมู่บ้านไปจนถึงสวนหย่อมเล็ก ๆ ท้ายหมู่บ้านซึ่งอยู่ติดกับทุ่งนาที่ทอดตัวไกลสุดลูกหูลูกตา


ที่สวนนี้เอง มีอนุสาวรีย์เล็ก ๆ ของ จิตร ภูมิศักดิ์ ตั้งอยู่


“
งานทำบุญครบรอบวันเสียชีวิตของ จิตร ภูมิศักดิ์ จัดติดต่อกันมา ๔ ปีแล้ว เป็นงานบุญที่เรียบง่ายของชาวบ้านหนองกุง” ยุทธภัณฑ์ อำพล ผู้ใหญ่บ้าน เอ่ยถึงงานบุญที่กลายเป็นงานประจำปีของหมู่บ้านให้ฟัง ก่อนกล่าวถึงจิตร ชายผู้กลายเป็นวีรบุรุษของบ้านหนองกุง ว่า “เมื่อปี ๒๕๐๙ จิตรมาที่หมู่บ้านนี้กับพรรคพวกหลายคน มาจากด้านตัวอำเภอวาริชภูมิ ตอนที่เขาถูกไล่ยิง มีคนไล่ตามจิตรเยอะมาก เล่ากันว่าจิตรยังพยายามส่งสัญญาณให้เพื่อนในป่าด้วย ที่จิตรหนีได้ไม่ไกลผมคิดว่าคงเพราะเขาไม่ได้กินข้าว ในที่สุดก็ถูกยิงที่ชายป่าแถวนี้ซึ่งปัจจุบันเป็นนาและกอกล้วย เมื่อเขาตายแล้ว นายรวย เจ้าของนา เป็นคนเผาศพแล้วเอาอัฐิไปฝังไว้ที่โคนไม้แดง
”

ผู้ใหญ่ชี้นิ้วไปที่ตอไม้ข้างอนุสาวรีย์ของจิตร แล้วกล่าวต่อว่า “ตอนเด็ก ๆ ผมเอาควายมาเลี้ยงแถวนี้ มีคนถามว่าไม่กลัวผีเหรอ ก็สงสัยว่ามีอะไร จนปี ๒๕๓๓ ถึงรู้ว่า จิตร ภูมิศักดิ์ เสียชีวิตที่นี่ ซึ่งถ้าเขาเป็นคนธรรมดาคงไม่มีใครมาสืบหาแบบนี้ ชาวบ้านสมัยก่อนไม่ค่อยให้ความร่วมมือนะครับเวลามีงานทำบุญให้จิตร เขากลัวถูกเพ่งเล็ง แต่ตอนนี้ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว ชาวบ้านหนองกุงส่วนใหญ่รู้สึกว่าจิตรคือวีรบุรุษ เรียกกันว่า ‘สหาย’ ที่เป็นแบบนี้คงเพราะหลายสิ่งในหมู่บ้านเกิดขึ้นได้เพราะจิตร โดยเฉพาะพี่สาวของจิตรช่วยเหลือหมู่บ้านเยอะมาก
”

ทางด้านลุงชาย พรหมวิชัย หรืออดีต “สหายสวรรค์” ที่เดินทางมาจากอำเภอส่องดาวเพื่อร่วมงานบุญและเป็นวิทยากรพิเศษ เล่าถึง “สหายปรีชา” (จิตร ภูมิศักดิ์) ที่เขาร่วมเป็นร่วมตายด้วยจนถึงวันสุดท้ายว่า


“
ผมเจอจิตรครั้งแรกในปี ๒๕๐๗ เขาเพิ่งเข้าป่ามาร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์ฯ ตอนนั้นผมอายุ ๒๐ กว่า ๆ ไม่รู้หรอกครับว่านี่คือ จิตร ภูมิศักดิ์ รู้แค่ชื่อสหายปรีชา มีจุดหมายเดียวกันคือปลดปล่อยประชาชน เราทำงานด้วยกันมาตลอด จำได้ว่าสหายปรีชาจะเป็นคนนำเพื่อนออกกายบริหารตอนเช้าและจัดการศึกษาเกี่ยวกับระบบคอมมิวนิสต์ เช่น เรื่องการรับใช้ประชาชน เขาจะเป็นคนอ่านหนังสือแล้วอธิบายให้คนอื่นฟัง
”

สหายสวรรค์เล่าถึงวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๐๙ ซึ่งสหายปรีชาถูกยิงว่า ก่อนหน้านั้นในช่วงเช้า พวกเขาพบชาวบ้านกลุ่มหนึ่งโดยบังเอิญแถบทุ่งนาบ้านคำบ่อ 


“
พวกผมอยู่ในป่ากุง มีกันทั้งหมด ๖ คน กำลังหุงหาอาหาร ส่วนหนึ่งก็เฝ้ายามด้านที่ติดกับถนน ตอนนั้นสหายวาริชมารายงานว่าเจอหญิงชาวบ้าน ๕ คนโดยบังเอิญ และพวกเธอหนีไป พวกเราก็ไล่ตามจนทัน เราพยายามบอกว่าเราไม่ใช่ปีศาจหรือคนต่างชาติที่ไหน เราเป็นคนไทย เพื่อความปลอดภัยเลยให้พวกเขาดื่มน้ำสาบานว่าจะไม่ไปบอกใครว่าเจอเรา โดยเอาลูกปืนใส่น้ำแล้วให้ดื่ม แต่ในที่สุดหนึ่งในนั้นก็ไปบอกสามีที่เป็น อส. (อาสาสมัครรักษาดินแดน) ทำให้เราถูกโจมตีและหลงมาถึงบ้านหนองกุง

“
ตอนนั้นสหายปรีชาบอกจะไปขอข้าว ผมเตือนว่า ‘ไม่ต้องเข้าบ้านหลังใหญ่นะพี่ อันตราย’ เขาตอบมาว่า ‘น้องชายรออยู่ตรงที่ตั้งนะ’ แล้วเข้าไปที่หมู่บ้าน ผมรออยู่พักหนึ่งจนเสียงปืนดังขึ้นก็รู้แล้วว่ามีปัญหา พยายามเข้าไปช่วยแต่ก็เข้าไปไม่ได้เพราะโดนยิงสกัดตลอด เลยต้องถอยไปอีกฟากหนึ่งของทุ่งนาที่นัดแนะไว้เป็นจุดนัดพบ รออยู่นาน ร้องเรียกก็ไม่มีคนตอบ จนทุ่มเศษก็ได้ยินเสียงปืนจากหมู่บ้านดังขึ้นอีก ใจผมคิดว่าคงมีการยิงสหายปรีชาซ้ำ คิดแล้วว่าสหายปรีชาเสียสละ (ตาย) แน่ จนมาทราบแน่นอนจากการสืบข่าวภายหลัง”

สำหรับสหายสวรรค์ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นเรื่องน่าปลื้มใจ

“
ดีใจที่เห็นเด็กรุ่นใหม่และชาวบ้านยกย่อง จิตร ภูมิศักดิ์ เขาเป็นคนทำให้หมู่บ้านได้รับการพัฒนาขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
”

ส่วนครูและเด็กนักเรียนในพื้นที่ นอกจากจิตรทำให้พวกเขาได้รับความช่วยเหลือจากคนในวงวิชาการที่เห็นความสำคัญของหมู่บ้านแห่งนี้แล้ว พวกเขายังได้รับการปลูกฝังอุดมการณ์อันงดงามบางอย่างลงไปด้วย


สุดาวรรณ แพงสุข นักเรียนชั้น ม. ๕ จากโรงเรียนธรรมบวร หนึ่งในนักเรียนที่ได้รับทุนการศึกษาจากกองทุนจิตร ภูมิศักดิ์ เล่าว่า “รู้จัก จิตร ภูมิศักดิ์ ในฐานะนักเขียนที่กล้าเสนอความคิดใหม่ ๆ ซึ่งสังคมไทยสมัยก่อนไม่ยอมรับ ภาษาบ้านหนูเรียก ‘หม่นเฮ็ด’ พอได้เรียนรู้เรื่องคุณจิตร ทำให้หนูกล้าพูดกล้าแสดงความคิดเห็น
”

ทางด้าน วิมลรัตน์ นันทราช ครูโรงเรียนบ้านหนองกุง ก็กล่าวทำนองเดียวกันว่า “ดิฉันเป็นครูที่นี่ตั้งแต่ปี ๒๕๑๙ ชาวบ้านบอกว่าปี ๒๕๐๙ ยังไม่รู้หรอกว่าจิตรคือใครและใครคือจิตร พอรู้ทีหลังก็เสียดายมากที่เขาถูกยิง ทุกวันนี้ที่โรงเรียนเราสอนเรื่องจิตรตั้งแต่อนุบาล เขาถือเป็นบุคคลสำคัญในท้องถิ่นที่เด็ก ๆ ควรรู้จัก
”

กล่าวกันว่า จิตร ภูมิศักดิ์ เกิดมาแล้ว ๒ ครั้ง ครั้งแรก ในฐานะที่เป็นชีวิต ครั้งที่ ๒ เกิดใหม่ในฐานะตำนาน นับจากที่คนหนุ่มสาวยุค ๑๔ ตุลา ๑๖ กลับไปศึกษาแนวคิดและผลงานของเขา แม้จะสะดุดหยุดไปเมื่อเกิดเหตุการณ์ ๖ ตุลา ๑๙ ทว่าถึงปัจจุบัน การสืบสานตำนานจิตรก็ยังคงอยู่ ผ่านทางคนกลุ่มเล็ก ๆ หลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นคณาจารย์ที่นำโดย ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และกองทุนจิตร ภูมิศักดิ์ ซึ่งได้พยายามทำให้จิตรมีชีวิตขึ้นอีกครั้งผ่านกิจกรรมต่าง ๆ รวมถึงการที่สำนักพิมพ์ “ฟ้าเดียวกัน” นำงานของ จิตร ภูมิศักดิ์ หลายชิ้นมาตีพิมพ์เผยแพร่สู่สังคมไทยอีกครั้ง


นี่คือการยืนยันว่า แม้กาลเวลาจะล่วงเลยมาถึง ๔๐ ปี แต่ปราชญ์คนนี้ก็ยังไม่ตายจากสังคมไทย อย่างน้อยก็ในจิตใจของชาวบ้านหนองกุงและนักวิชาการกลุ่มหนึ่ง


ด้วยสำหรับผู้ที่แสวงหาความจริง ชีวิตและแนวคิดของ “ปัญญาชนปฏิวัติ” ผู้นี้ ยังมีคุณค่าแก่การเรียนรู้เสมอ


              จิตร ภูมิศักดิ์ หรือสหายปรีชา 

จิตร ภูมิศักดิ์ เกิดวันที่ 25 กันยายน 2473 เดิมชื่อ สมจิตร เกิดที่ตำบลประจันตคาม ปราจีนบุรี จบการศึกษาชั้นมัธยมปลายจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาและเข้าศึกษาต่อที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย......

จิตรมีวี่แววเป็นนักคิดตั้งแต่เรียนหนังสือในรั้วมหาวิทยาลัย ได้รับการถ่ายทอดความรู้จาก ดร.วิลเลี่ยม เจ เก็ตนีย์ ผู้เชี่ยวชาญฝ่ายภาษาโบราณตะวันออกและ ศาสตราจารย์พระยาอนุมาราชธน ทำให้แตกฉานทั้งภาษาไทยและภาษาเพื่อนบ้าน.....

จิตรเป็นสาราณียกรของหนังสือจุฬาลงกรณ์ ฉบับ 23 ตุลาคม ปีนั้น ทำให้หนังสือเล่มนี้ มีสาระแหวกแนวจากแบบฉบับทุกปีที่กล่าวถึงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้วยความภาคภูมิใจ น้องพี่สีชมพู ไปพูดถึงความเดือดร้อน ความไม่เท่าเทียมกันในสังคมระหว่างฝ่ายปกครองประเทศ เผด็จการทหารและประชาชน จึงไม่เป็นที่พอใจคนในรั้วมหาวิทยาลัย และถูกมาตราการ "โยนบก" ของกลุ่มนิสิตวิศวกรรมศาสตร์ จนได้รับบาดเจ็บ......

หลังจากจบการศึกษาแล้ว จิตรได้เข้าร่วมกิจกรรมกับนิสิตนักศึกษาที่รักระบบการปกครองแบบประชาธิปไตย ได้ร่วมกิจกรรมต่างๆ จนถูกรัฐบาลเผด็จการทหารในขณะนั้น จับกุมข้อเป็น "คอมมิวนิสต์" ถูกจำคุกในลาดยาว เป็นเวลา 6 ปี.....
ในระหว่างที่ถูกจำคุกอยู่ จิตร ได้ศึกษาต่อเนื่องและได้ผลิตผลงานทางวิชาการเป็นที่ยอมรับว่าเป็นผลงานชั้นเยี่ยมคือ "ความเป็นมาของคำสยาม ไทย ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อ ชนชาติ"........

หลังจากถูกปล่อยตัวแล้ว จิตร ภูมิศักดิ์ ได้เข้าร่วมการต่อสู้ในเขตป่าเขา ทางอิสาน ด้วยเหตุผลต้องการเห็นการปกครองอยู่ในเผด็จการทหาร ประชาชนที่มีความคิดเห็นแตกต่าง ได้รับการกดดัน ทำร้าย หรือถูกกุมขัง ......
จิตร อยากเห็นการปกครองแบบประชาธิปไตย สังคมที่เป็นธรรม จึงเข้าไปมีส่วนร่วมเผื่อว่าจะได้เสนอแนวความคิดของตนเองให้กับพรรคได้......

วันนี้ จิตร ภูมิศักดิ์ ได้เสียชีวิตไปแล้ว ณ ชายป่าบ้านหนองกุง สกลนคร เมื่อวันที่ 5 พฤกษภาคม 2509 ประวัติและผลงานของเขา เป็นที่ยอมรับในวันเวลาต่อมา โดยเฉพาะช่วงเวลา หลัง 14 ตุลาคม 2516 ในฐานะนักคิด นักวิชาการ นักภาษาศาสตร์ นักประวัติศาสตร์ และนักปฎิวัติเพื่อให้สังคมไทยดีกว่าที่เป็นอยู่.....


เรียบเรียงชีวิต จิตร ภูมิศักดิ์
พ.ศ. 2473
จิตร   ภูมิศักดิ์ เกิดเมื่อวันที่  25  กันยายน  พ.ศ.2473 เดิมชื่อ "สมจิตร"  เกิดที่ ตำบลประจันตคาม  อำเภอ ประจันตคาม  จังหวัดปราจีนบุรี  เป็นบุตรของนายศิริ  ภูมิศักดิ์ นายตรวจสรรพสามิต กับนางแสงเงิน  (ฉายาวงศ์) 
ชื่อ "สมจิตร" เป็นชื่อที่ตั้งให้คล้องจองกับ "ภิรมย์"  พี่สาวคนเดียวของจิตร  แต่เนื่องจากในสมัยจอมพล ป.   พิบูลสงคราม ต้องการให้ชื่อสื่อลักษณะเพศ  "สมจิตร" จึงถูกเปลี่ยนเป็น "จิตร" 

พ.ศ. 2479
2479 – 2482 ย้ายตามพ่อ ไปเข้าเรียนชั้นประถมศึกษา ที่จังหวัด กาญจนบุรี

พ.ศ. 2483
   ย้ายตามพ่อ ซึ่งเป็นนายตรวจ สรรพสามิตร ไปอยู่จังหวัดสมุทรปราการ

พ.ศ. 2484
   2484 – 2489 เข้าเรียนประถม 4 ที่ จ.พระตะบอง โดยในช่วงนี้ ได้เรียนรู้ ภาษาเขมร และภาษาฝรั่งเศษ จนแตกฉาน
ต่อมา  บิดาและมารดาได้ตัดสินใจแยกทางกัน  มารดาย้ายไปเปิดร้านตัดเสื้ออยู่ลพบุรีเพื่อส่งเสีย จิตร  ภูมิศักดิ์และพี่สาว เรียนที่กรุงเทพ โดยในช่วงแรกจิตรเรียนที่ โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร และพักต่อมาได้เข้าเรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

พ.ศ. 2493
วันที่ 27 เมษายน 2493 สอบไล่ได้เตรียมสอง ( ม.ศ. 5) จากโรงเรียน เตรียมอุดม
และสอบเข้าเรียนต่อ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ในปีเดียวกัน
ขณะเรียนอยู่ที่คณะอักษรศาสตร์ จิตร  ภูมิศักดิ์ได้มีโอกาสเรียนวิชาภาษาไทยกับศาสตราจารย์พระยาอนุมานราชธน  ซึ่งจิตรสอบได้คะแนนเต็ม 100 คะแนน  แต่พระยาอนุมานราชธนหักคะแนนออกเสีย 3 คะแนนเพื่อไม่ให้เหลิง

พ.ศ. 2496
จิตร  ภูมิศักดิ์ได้รับตำแหน่งเป็นสาราณียกรของมหาวิทยาลัย มีหน้าที่จัดทำหนังสือประจำปีของ มหาวิทยาลัย  ฉบับ  23   ตุลาคม 2496  เพราะต้องการเปลี่ยนแปลง โดยแหวกกรอบเดิม ลงเนื้อหาที่ก้าวหน้า  รับใช้ประชาชน แทน เนื้อหาที่ซ้ำๆ ซากๆ เหมือนกันทุกปี
จากเนื้อหาที่ผิดแผกไปจากปีก่อนๆนี่เอง  ทำให้มีการสั่ง อายัดหนังสือเกิดขึ้น   
วันที่ 27 ตุลาคม 2496  จิตร  ภูมิศักดิ์ ลาออกจาก ตำแหน่งสาราณียกร หลังเกิดข้อครหาเรื่อง หนังสือมหาวิทยาลัย ฉบับ 23 ตุลาฯ
วันที่ 28 ตุลาคม 2496  เกิดเหตุการณ์สอบสวนจิตร  ภูมิศักดิ์ขึ้นที่หอประชุมใหญ่จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย  และจิตร  ภูมิศักดิ์ถูกกลุ่มนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์จับ "โยนบก "   ลงจากเวทีหอประชุม  ทำให้จิตร  ภูมิศักดิ์ได้รับบาดเจ็บ ไปพักรักษาตัวอยู่ที่ โรงพยาบาลเลิดสินเป็นเวลาหลายวัน

พ.ศ. 2497
ต่อมาทางการของมหาวิทยาลัยได้ตั้งคณะกรรมการ พิจารณาโทษของจิตร  ภูมิศักดิ์ และทางคณะกรรมการได้มีมติให้ พักการเรียนเป็นเวลา 1 ปี  ระหว่างที่ ถูกสั่งพักการเรียน  จิตร  ภูมิศักดิ์ ได้งานสอนหนังสือ เป็นอาจารย์ สอนวิชาภาษาไทยที่โรงเรียนอินทรศึกษา   จิตร  ภูมิศักดิ์ได้นำเอาแนวคิดใหม่ไปวิเคราะห์วรรณคดี สอนนักเรียน  ผลก็คือนักเรียนชอบ แต่เจ้าหน้าที่บริหารโรงเรียนไม่ไว้วางใจจึงจำต้องออกจากงาน   ต่อมาได้งานใหม่ที่ "หนังสือพิมพ์ไทยใหม่"  มี สุภา  ศิริมานนท์ เป็นบรรณาธิการ งานในช่วงนี้เอง  เป็นประโยชน์ ต่อจิตร  ภูมิศักดิ์อย่างมากในการสร้างสรรค์ผลงานอันมีคุณค่า ต่อประชาชน และวงวิชาการของไทย  ส่วนใหญ่จะเป็นงานวิจารณ์ เช่น  วิจารณ์วรรณศิลป์ วิจารณ์หนังสือ  วิจารณ์ภาพยนต์  โดยใช้นามปากกา "บุ๊คแมน" และ "มูฟวี่แมน"

พ.ศ. 2498
   จิตร  ภูมิศักดิ์ กลับเข้าเรียนต่อ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 3   ขณะเรียน  จิตร  ภูมิศักดิ์ได้รวมกลุ่มกับเพื่อนนิสิตที่มีแนวคิดก้าวหน้าจากคณะต่างๆ รวมทั้งจากคณะอักษรศาสตร์ด้วย ทำกิจกรรมที่เน้นหนักไปในการให้  การศึกษา  การกระตุ้นให้นักเรียน  นิสิต  นักศึกษามีความรักชาติ  รักประชาธิปไตย ให้สนใจการเมือง

ผลงานของจิตร  ภูมิศักดิ์กับกลุ่มเพื่อน
-  รณรงค์ให้นักศึกษาบริจาคเงินและสิ่งของ เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับความเดือดร้อนจากเหตุการณ์เพลิงไหมที่ จ.พิษณุโลก
-  ชักชวนนิสิตจุฬาฯออกไปปฏิบัติงานตาม หัวลำโพง   ตามกรมแรงงาน  กรมประชาสงเคราะห์ในเวลาเย็น   นำอาหาร เครื่องนุ่งห่มและยารักษาโรค ไปแจกจ่าย และหาที่อยู่ตามวัดต่างๆให้ผู้อพยพชาวอีสาน  และสกัดกั้นไม่ให้ชาวอีสานถูกหลอกลวงจากการใช้แรงงาน  โดยมีนักศึกษาจาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  มหาวิทยาลัยศิลปากรเข้าร่วมด้วย
-  พยายามจัดตั้ง "สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย" ร่วมกับนึกศึกษาจากสถาบันต่างๆ  ได้มีการ จัดทำร่างระเบียบนำเสนอขอจดทะเบียนจัดตั้งเป็นสมาคม  ต่อมาได้เกิด การรัฐประหาร  สหพันธ์ฯจึงไม่ได้เกิด
-  การพยายามสร้างความสามัคคีระหว่างจุฬาฯ และธรรมศาสตร์  ชูคำขวัญ เพื่อจูงให้นิสิตนักศึกษาจากสองมหาวิทยาลัยลืมลัทธิหลงมหาวิทยาลัย หันมาถือเอาอุดมการณ์รับใช้ ประชาชนร่วมกันแทน
-  ออกหนังสือพิมพ์ในมหาวิทยาลัย  ที่ดำเนินการโดยนิสิต ชื่อว่า "เสียงนิสิต"  ออกเป็นรายปักษ์  มีคำขวัญว่า "ศึกษาเพื่อรับใช้ประชาคม"
-  ร่วมแต่งเพลง "มาร์ชเยาวชนไทย"  เพลง "ธรรมศาสตร์-จุฬาฯชิงชัย"  เพลง "มาร์ชกรรมกรไทย"
-  ร่วมชุมนุมคัดค้านการเลือกตั้งที่สกปรก เมื่อปี พ.ศ.2500  ได้มีการออกใบปลิวเปิดโปงการโกงการเลือกตั้งของพรรคการเมืองและนักการเมืองในขณะนั้น

พ.ศ. 2500
วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2500 จบการศึกษา ปริญญาบัตรอักษรศาสตร์บัณฑิต
เข้าทำงานเป็นอาจารย์สอนหนังสือที่วิทยาลัยครูเพชรบุรี วิทยาลงกรณ์ 
เป็นอาจารย์พิเศษวิชาภาษาอังกฤษที่คณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร 
ศึกษาต่อระดับปริญญาโท ณ สถาบันค้นคว้าเรื่องเด็กของยูเนสโก ที่วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร

จิตร  ภูมิศักดิ์เริ่มงานเขียนเรื่อง "ศิลปเพื่อชีวิต" เป็นงานเขียนที่ปฏิวัติแนวคิดเรื่องศิลปะอย่างขุดรากถอนโคน  ชี้นำให้เห็นว่า "ศิลปต้องเกื้อเพื่อชีวิต"  มิใช่ "ศิลปเพื่อศิลป" อย่างเลื่อนลอย  ตีพิมพ์ครั้งแรกที่ หนังสือรับน้องของ มหาวิทยาลัยศิลปากร  จากนั้น สำนักพิมพ์เทวเวศม์ ได้นำไปรวมพิมพ์เป็นเล่มใช้ชื่อว่า  "ศิลปะเพื่อชีวิตศิลปะ เพื่อประชาชน"    จิตร  ภูมิศักดิ์ ใช้นามปากกาว่า "ทีปกร" ซึ่ง จิตร  ภูมิศักดิ์ เป็นคนคิดขึ้นเอง  และให้คำแปลว่า "ผู้ถือดวงประทีป"  คำที่มีความหมาย อันรุ่งโรจน์โชติช่วง 

พ.ศ. 2501
วันที่ 21 ตุลาคม 2501 จิตร  ภูมิศักดิ์  ถูกจับข้อหา “มีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์”และ  “สมคบกันกระทำความผิดต่อความมั่นคงของรัฐทั้งภายใน และภายนอกราชอาณาจักร”

พ.ศ. 2507
วันที่   30  ธันวาคม   พ.ศ.2507  จิตร  ภูมิศักดิ์ได้รับการปล่อยตัว   เนื่องจากศาลกลาโหมยกฟ้อง   รวมเวลาที่ จิตร  ภูมิศักดิ์ ถูกคุมขังโดยไม่มีความผิด  6 ปีเศษ  ระหว่างที่จิตร  ภูมิศักดิ์อยู่ในคุก  จิตร  ภูมิศักดิ์ ได้ทุ่มเวลาในการเขียนหนังสือ  ผลงานเด่นๆของจิตร  ภูมิศักดิ์ที่เกิดขึ้นในคุก  อาทิ  ผลงานแปลนวนิยายเรื่อง "แม่"  ของแมกซิมกอร์กี้ , โคทาน  นวนิยาย จากอินเดียของเปรมจันท์ (แปลไม่จบ)   และผลงานทางวิชาการที่ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษ คือ  "ความเป็นมาของคำสยาม  ไทย  ลาวและขอม และลักษณะทางสังคม ของชื่อชนชาติ"

พ.ศ. 2508
วันที่  7  สิงหาคม  พ.ศ.2508  วันเสียงปืนแตก มีการปะทะกันระหว่างตำรวจกับทหารป่าเป็นครั้งแรก ที่บ้านนาบัว  อำเภอนาแก  จังหวัดนครพนม  พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยถือว่าวันดังกล่าวเป็นวันเริ่มต้นของสงครามประชาชน ในที่ประชุมกรมการเมืองขยายวงที่ดงพระเจ้าเมื่อเดือนกันยายน  พ.ศ.2508 มีมติรับรองและอนุมัติให้ตอบโต้ฝ่ายรัฐบาลด้วยกำลังอาวุธได้   โดยตั้งชื่อกองกำลังทหารนี้ว่า " พลพรรคประชาชน ไทยต่อต้านอเมริกา"  เรียกย่อๆว่า "พล.ปตอ."
ธง  แจ่มศรี(ลุงธรรม) ได้มอบหมายให้ จิตร  ภูมิศักดิ์แต่งเพลง มาร์ชประจำพลพรรค

เดือนตุลาคม  พ.ศ.2508   จิตร  ภูมิศักดิ์ ได้เดินทางสู่ชนบทภาคอีสาน  เพื่อเข้าร่วมต่อสู้กับ พรรคคอมมิวนิสต์ แห่งประเทศไทย ( พคท.) ในนาม “สหายปรีชา”
และในเดือนพฤศิจกายน พ.ศ.2508 สหายปรีชา(จิตร ภูมิศักดิ์) ได้เดินทางไปที่ บ้านดงสวรรค์  ชายป่าดงพันนาโดยมีสหายไสว นักรบแห่งบ้านเปือยไปรอรับ  มุ่งสู่ที่มั่นกลางดงพระเจ้า ในฐานะ "คนผ่านทาง" ซึ่งจะได้รับการส่งตัวไปปฏิบัติงานในประเทศจีน  ตามคำขอของ สหายไฟ (อัศนี  พลจันทร) ต่อ พคท.  แต่สหายปรีชา(จิตร ภูมิศักดิ์) ขอเรียนรู้การปฏิวัติในชนบทไทยเสียก่อนระยะหนึ่ง 

สหายปรีชา(จิตร ภูมิศักดิ์) ใช้ชีวิตอยู่ที่ดงพระเจ้าได้ไม่นาน  กองทหารป่าก็ถูกกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ากวาดล้าง  นับเป็นครั้งแรกที่มีการแตกเสียงปืนในดงพระเจ้า

สหายปรีชา(จิตร ภูมิศักดิ์) และพวกได้ถอยทัพไปยังภูผาดง  ผ่านภูผาลม  ไปตั้งทับใหญ่แห่งใหม่ที่ ภูผาตั้ง  ซึ่งภูผาแห่งนี้  สหายปรีชา(จิตร ภูมิศักดิ์) ได้ปฏิบัติงานมวลชน โดยมีสหายสวรรค์เป็น "ทหารพิทักษ์"  คอยติดตาม และเป็นเพื่อนร่วมงาน  ที่ภูผาลม  สหายปรีชา(จิตร ภูมิศักดิ์) ได้แต่งเพลง "ภูพานปฏิวัติ" ขึ้น  และเพลงนี้กลายเป็นเพลงปฏิวัติอันโดดเด่นของ ขบวนการคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย

พ.ศ. 2509
วันที่ 4  พฤษภาคม  2509  สหายปรีชา(จิตร ภูมิศักดิ์) และพลพรรคอีก 5 คนข้ามทางสายวาริชภูมิ-ตาดภูวง  มาทำงาน มวลชนที่บ้านหนองแปน  และบ้านคำบ่อ 
วันที่ 5   พฤษภาคม   พ.ศ.2509  สหายปรีชา(จิตร ภูมิศักดิ์) และพลพรรคได้ถูกล้อมปราบจากฝ่ายรัฐบาล  สหายปรีชา(จิตร ภูมิศักดิ์) สหายสวรรค์และ สหายวาริช ได้หลบหนีไปทางเทือกเขาภูอ่างศอ  แต่ได้หลงทางไปถึงบ้านหนองกุงในเวลาเย็น  ด้วยความหิว   สหายปรีชา(จิตร ภูมิศักดิ์) ได้เข้าไปขอข้าวในหมู่บ้านหนองกุ่ง  แต่ชาวบ้านรายหนึ่งได้แอบไปแจ้งแก่ กำนัน  เมื่อสหายปรีชา(จิตร ภูมิศักดิ์) ได้รับห่อข้าวก็ เดินทางออกมา ที่ชายป่าท้ายหมู่บ้านเพื่อนำห่อข้าวมาให้ กับสองสหาย  กำนันและกลุ่มทหาร อส. ตามมาทัน ที่นาจารย์รวย และ สหายปรีชา(จิตร ภูมิศักดิ์) จึงถูกล้อมยิงเสียชีวิตลงที่ชายป่าบ้านหนองกุง   ตำบลคำบ่อ  อำเภอวาริชภูมิ  จังหวัดสกลนคร..............


 ผลงาน เพลง เท่าที่รวบรวมได้ของ จิตร   ภูมิศักดิ์


เพลง : เสียงเพรียกจากมาตุภูมิ

http://www.oknation.net/blog/pakapoo/2007/05/05/entry-3


เพลง : แสงดาวแห่งศรัทธา  (ขับร้อง)

http://www.oknation.net/blog/pakapoo/2007/05/05/entry-4


จาก กาพย์ยานี11 มาเป็นเพลง: เปิบข้าว

http://www.oknation.net/blog/pakapoo/2008/04/18/entry-7


เพลง...แสงดาวแห่งศรัทธา ( ซิมโฟนี่ ) เวอร์ชั่นเฉพาะกิจ

http://www.oknation.net/blog/pakapoo/2007/09/28/entry-7


เพลง : ศักดิ์ศรีของแรงงาน 

http://www.oknation.net/blog/pakapoo/2008/04/09/entry-3


เพลง :  รำวงวัน MAYDAY

คลิก  เพื่อฟังเพลง


เพลง:  แสงดาวแห่งศรัทธา

ประพันธ์: จิตร   ภูมิศักดิ์

(ข้อมูลจากอินเตอร์เนต)

 

 





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

V D O เพลงจีนขับร้อง+บรรเลงOrchestra เต็มวง /ชื่อเพลง:ลูกหลานผู้เสียสละ (ทำใหม่)

ยามที่เหลือเพียงหนึ่งตัวตน ไว้ซึ่งตำนาน เดี่ยวบทเพลง ท่ามกลางสมรภูมิแห่งคมกระบี่

View All
<< พฤษภาคม 2008 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]