(((((ป้ากะปู่... ป้าไม่อยู่ปู่เข้าWeb)))))
“ป้ากะปู่กู้อีจู้ ” ไดอารี่ เปื้อนหมึก ..นอกประวัติศาสตร์และกาลเวลา.. สงบนิ่งกับอณู...ทุกสรรพสิ่งอันดีงาม... ...ตลอดไป... .
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/pakapoo
วันศุกร์ ที่ 5 มีนาคม 2553
Posted by ป้าไม่อยู่ปู่เข้าเวบ , ผู้อ่าน : 4789 , 08:16:06 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

แหล่งที่มา

http://www.fo3p.net/index.php?option=com_content&task=view&id=421&Itemid=81

อรุณรุ่งที่น้ำจวง บทความโดย คุณวันดี สายไท 
เขียนโดย บ้านสายฝน    
02 มี.ค. 2010 22:06น. 
อรุณรุ่งที่น้ำจวง

โดย

วันดี  สายไท

๑.

เสียงไก่ขันแว่วจากที่ไกล ๆ แทรกเสียงน้ำตกมาอย่างนุ่มนวล  ฉันนอนลืมตาเงียบ ๆ อยู่ในความมืด  เพื่อนร่วมฟากไม้ไผ่ยังคงหายใจแผ่วเบาสม่ำเสมอ   

ท่ามกลางความมืดก่อนฟ้าสางเช่นนี้  ฉันเคยต้องสลัดผ้าห่มหยิบไฟฉายเพื่อออกไปหุงข้าวในโรงครัวร่วมกับเวรพี่เลี้ยง  คนหนึ่งก่อไฟที่เตา  อีกคนหนึ่งไปตักน้ำในลำธารมาเทใส่กระทะใบใหญ่  อีกคนหนึ่งเอาข้าวสารไปล้าง  ก่อนจะเอามาใส่กระทะ  ดูแลไฟให้สม่ำเสมอแล้วปล่อยทิ้งไว้  มันสำปะหลังที่เวรชุดก่อนปอกไว้ให้ตั้งแต่เย็นวานต้องนำมาขูดให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่กระทะข้าวเมื่อน้ำเดือด  และด้วยมันสำปะหลังอีกเช่นกันที่ใส่ลงในกระทะอีกใบที่ต้มเครื่องแกงจนเดือดเพื่อเป็นกับข้าวมื้อเช้าสำหรับทุกชีวิตในค่าย  ทุกอย่างจะต้องให้เสร็จก่อนแสงสว่างจะมาเยือนเพื่ออำพรางควันไฟ  เราเคยทำงานกันเงียบ ๆ ท่ามกลางความมืดในป่าลึก

กลิ่นควันไฟอ่อน ๆ โชยมาเข้าจมูก  เกือบจะเหมือนเมื่อวันก่อนโน้น  หากแต่วันนี้ฉันมีผ้านวมผืนหนาคลุมกาย  มีเบาะรองนอนกั้นลมหนาวที่แทรกฟาก  และหมอนอ่อนนุ่มชวนนอน  ไม่ใช่ฟากไม้ไผ่เปลือยเปล่า กับผ้าห่มขนหนูผืนบาง และเป้ใส่เสื้อผ้าที่ใช้ต่างหมอน

มีใครบางคนขยับตัวลุกขึ้นเดินออกไปจากเรือนนอน  ฉันคอยจนได้ยินเสียงพูดคุยกันเบา ๆ ดังมาจากโรงอาหารที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ  จึงสลัดผ้านวมออกจากตัว  หยิบเสื้อกันหนาวตัวหนาขึ้นมาสวมแทน  ก่อนจะควานมือลงไปในเป้ที่วางชิดหัวนอนเหมือนที่เคยทำเมื่อนานมาแล้วเพื่อค้นหาอุปกรณ์ส่วนตัวแล้วลุกออกไปสมทบ 

 

๒.

อากาศตอนเช้ามืดกลางเดือนธันวาบนภูสูงเย็นเฉียบบาดผิว

“นอนหลับดีไหม  สหาย”  เสียงทักมาจากกองไฟเล็ก ๆ ที่คน ๓-๔ คนผิงไฟกันอยู่

“หลับดีค่ะ” ฉันพึมพำตอบขณะเดินไปร่วมวง  ในใจนึกถึงคำ..สหาย..ที่เราใช้เรียกกัน  มันยังติดปากพวกเราแม้เวลาจะล่วงเลยมานานปี  และคงจะอยู่กับคนกลุ่มนี้ไปจนกว่าพวกเขาจะตายจากกัน  ความหมายที่ซ่อนลึกอยู่ในคำนี้เกินกว่าคำว่าเพื่อน  มันบ่งบอกถึงความรักและไฟศรัทธาที่พวกเขาเคยมีร่วมกันอยู่ด้วย

“วันนี้พวกสหายจะกลับกันแล้วหรือ”  ใครคนหนึ่งถามขึ้นด้วยสำเนียงแปร่ง ๆ

“ใช่  แต่วันนี้สหายไม่ต้องทำข้าวเช้าให้พวกเรานะ  ยอดชวนไปกินบ้านเขา”  เป็นธรรมเนียมของสหายม้งที่แต่ละบ้านจะชวนเราผู้มาเยือนไปกินข้าวมื้อหนึ่งหรือหลาย ๆ มื้อที่บ้านของเขา  มื้อเย็นของเมื่อวานพวกเราถึงกับต้องกินข้าว ๒ ครั้ง  เพราะประสงค์ชวนให้ไปกินงานแต่งลูกชาย  ขณะที่กำลังกินกันอยู่เหล่าเหม็งก็มานั่งรอจะให้ไปกินที่บ้านเขาอีก  แม้อาหารจะมีเพียงข้าวสวยพูนชามกับหมูสามชั้นต้มเป็นชิ้น ๆ มันย่อง  แต่อดีตเพื่อนร่วมอุดมการณ์ก็ยังคะยั้นคะยอให้เราไปร่วมสำรับกับเขา

“เดี๋ยวเราจะไปเอาข้าวใหม่มาฝากสหายไปกิน”  ใครอีกคนพูดขึ้น  นี่ก็เป็นธรรมเนียมของสหายม้งอีกเหมือนกัน  ที่จะต้องเอาของฝากมาให้อดีตสหายร่วมรบเมื่อจะกลับ  คราวที่แล้วฉันได้ฟักเขียวลูกใหญ่กินหลายวันจากณรงค์  คราวก่อนโน้นแสวงก็ให้หน่อไม้ไผ่ตงหน่ออวบอีกหลายหน่อ  ไม่ว่าเราจะปฎิเสธอย่างไรพวกเขาก็จะยัดเยียดให้เราจนได้  “นาน ๆ สหายจะมาเยี่ยมพวกเราสักที  เราอยากให้สหายได้กินของที่เราทำเอง”  นั่นคือเหตุผลที่พวกเราต้องจำนนด้วยนัยน์ตาที่เปียกชื้น

.............

ภูสูงแห่งนี้ซ่อนตัวอยู่ตรงรอยต่อจังหวัดพิษณุโลกกับอุตรดิตถ์ใกล้ชายแดนลาวเทือกเดียวกับภูสอยดาว  เมื่อสามสิบกว่าปีก่อนแถบนี้ถูกเรียกว่าทับสี่เพราะเป็นเขตงานใหม่ของฐานที่มั่นเขาค้อ-ร่องกล้า ปี ๒๕๒๕ เมื่อฐานที่มั่นถูกทำลายเขตอำนาจรัฐแตกสลาย  สถานที่แห่งนี้ได้กลายเป็นบ้านใหม่ของบรรดาเหล่าสหายและประชาชนชาวม้งที่ต้องออกจากฐานที่มั่น ปัจจุบันถูกเรียกว่า  บ้านน้ำจวง  ตามชื่อลำน้ำที่ไหลผ่าน

บ้านน้ำจวงอยู่ในตำบลบ่อภาค  อำเภอชาติตระการ  จังหวัดพิษณุโลก  เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเมี่ยงและภูทอง  ที่ได้รับการเพิกถอนพิเศษจำนวน ๑๐,๓๑๓ ไร่ให้เป็นพื้นที่อยู่อาศัยและทำกินของอดีตสหายชาวม้งจากฐานที่มั่นและเขตอำนาจรัฐเขาค้อ-ร่องกล้าจำนวน ๒๖๓ ครอบครัวประมาณ ๒,๑๒๖ คน  โดยไม่มีเอกสารสิทธิ์ใด ๆ พวกเขาตั้งถิ่นฐานใหม่กัน ๒ หมู่บ้าน  คือบ้านน้ำจวงและบ้านน้ำคับ  ภายใต้การดูแลของกองทัพภาคที่ ๓ 

ปัจจุบันมีประชากรอยู่ประมาณ ๒,๖๓๐ คน  ไม่รวมประชากรใหม่จากถ้ำกระบอกที่อพยพมาอยู่ที่บ้านน้ำคับ ๒๓๓ คน

ทุกวันนี้สภาพพื้นที่ที่ได้รับมาเป็นที่ทำกิน  กลายเป็นเขาหัวโล้นกว้างไกล  หน้าดินถูกชะ  ร้างต้นไม้ใหญ่  อันเป็นผลมาจากการทำไร่ขิงที่ทำลายดินอย่างรวดเร็ว  ผืนดินที่เคยอุดมสมบูรณ์เริ่มหดหายไปตามจำนวนปีที่พวกเขาเข้ามาอยู่  ลูกหลานม้งจำนวนหนึ่งที่พอมีโอกาสจึงพากันอพยพย้ายถิ่นลงไปทำมาหากินกันในพื้นราบบ้าง  ในเมืองบ้าง  และหลายคนพยายามส่งเสียให้ลูกหลานได้รับการศึกษา  แต่ส่วนใหญ่ยังต้องดำรงชีพอย่างยากลำบาก  รายได้เฉลี่ยต่อคนอยู่ในราวปีละ ๑๒,๐๐๐ บาท

….........

ปลายปี ๒๕๕๑ ความคิดที่จะผลักดันน้ำจวงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแนวธรรมชาติ   สำหรับเป็นฐานตั้งต้นของเศรษฐกิจชุมชนที่ยั่งยืนได้เกิดขึ้นในหมู่ชาวม้งและชาวเมืองที่เรียกตัวเองว่ากลุ่มเพื่อน ๓ จังหวัด  พวกเขาจับมือมั่นกันอีกครั้งริเริ่มโครงการท่องเที่ยว  โครงการปลูกป่าทดแทนป่าที่ถูกทำลาย  โครงการปลูกผักอินทรีย์  โครงการทำนาขั้นบันได  และงานปักผ้า โดยประสานร่วมมือกับหน่วยงานรัฐสร้างถนนและสาธารณูปโภคอื่น ๆ เข้าสู่ชุมชน

ทุกอย่างเป็นจริงเมื่อมีการรวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรและท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ขึ้น

งานแรกทำไปแล้วเมื่อปลายเดือนพฤษภาปี ๕๒  ใช้ชื่อว่าโครงการปลูกป่าใช้หนี้แผ่นดิน  เป็นโครงการร่วมมือระหว่างชาวบ้าน ครู นักเรียนโรงเรียนบ้านน้ำจวง  และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเมี่ยงและภูทอง  โดยมีพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ในฐานะที่ปรึกษาโครงการพัฒนาบ้านน้ำจวงมาเป็นประธานปลูกป่า

และในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ปีนี้ของชาวม้ง“บ้านพักน้ำจวง-ทับสี่”บ้านพักชุดแรกที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนสร้างขึ้นต้อนรับนักท่องเที่ยวผู้รักธรรมชาติก็สำเร็จเป็นผลงานชิ้นที่สอง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ พร้อมด้วยหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องได้เดินทางมาเป็นประธานอีกครั้ง

ท่ามกลางความเหน็บหนาวของอากาศ  ดูเหมือนอรุณรุ่งจะเริ่มไขแสงอันอบอุ่นมาอาบไล้จิตใจของอดีตสหายเราบ้างแล้ว

....................

น้ำตกตาดปลาขาว  น้ำตกเล็ก ๆ ที่ไหลซัดซ่าลงสัมผัสโขดหินชั่วนาตาปีมานานเปิดรับผู้รักธรรมชาติป่าเขาแล้วเมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๒

บนลาดเนินด้านหนึ่งของน้ำตกคือบ้านพักน้ำจวง-ทับสี่  ที่ปลูกสร้างด้วยวัสดุธรรมชาติ  เลียนแบบค่ายหรือสำนักของสหายในอดีต มีเรือนนอนหญิงชาย  โรงอาหาร  บ้านพักคู่สามีภรรยา  ทั้งหมดทำด้วยไม้ไผ่ขัดแตะและใบค้อ  ยกเว้นอาคารเดียวที่สร้างด้วยคอนกรีตอย่างดี  คือห้องน้ำที่เน้นความสะอาดและทันสมัย  มีกระทั่งน้ำร้อนให้อาบ

เรือนนอนทุกหลังมีหมอน ที่นอนและผ้านวมไว้ให้

โรงอาหารที่ถอดแบบห้องประชุมในอดีตมานั้น  มีโต๊ะกินข้าวมาเสริม ตามผนังแขวนภาพประวัติศาสตร์ของเหล่าสหายที่นี่  รวมทั้งมีหนังสือเรื่องราวของพวกเขาให้หยิบยืมไปอ่าน  มีผ้าปักชิ้นงาม ๆ จากฝีมือของกลุ่มสตรีมาวางขาย  ด้านหลังเป็นครัว  อาหารของที่นี่ใช้ผลผลิตจากไร่ของชาวบ้านเน้นที่ความใหม่สด  เมนูแนะนำคือน้ำพริกผักลวก  ผักสดที่เก็บใหม่จากไร่รสหวานกรอบกินกับพริกสดตำกับมะเขือเทศเขียวลูกเล็ก  เป็นเมนูยอดนิยมของพวกเรา  อีกรายการหนึ่งก็ต้องเป็นอาหารสุขภาพสู้ลมหนาวคือไก่ต้มสมุนไพร  คนม้งมีชื่อเรื่องสมุนไพรเนื่องด้วยต้องพึ่งพิงธรรมชาติมาหลายชั่วอายุคน  พวกเขามีสมุนไพรมากมายที่นำมาต้มกับไก่ได้รสชาติอร่อยที่หากินที่อื่นไม่ได้

รอบ ๆ บริเวณปรับพื้นที่สวยงาม  ตรงเนินด้านหน้าน้ำตกปรับเป็นขั้นบันไดปลูกหญ้าแฝกสลับกับไม้ดอก ทิ้งลานกว้างข้างบนไว้ให้กางเต้นท์

ที่นี่รับรองความปลอดภัย ๒๔ ชั่วโมงโดยอดีตผู้กองทหารบ้าน

…..........

ไม่ไกลกันนัก  น้ำตกตาดปลากั้งผู้งามสง่ารออยู่  เช้าวันหนึ่งเราจึงพากันไปเยือน  ทางเดินสะดวกสบาย  จะเอารถเข้าไปก็ได้แต่ต้องจอดไว้ข้างบน  น้ำตกอยู่ในหุบต้องเดินลงไป  แม้จะชันสักหน่อย  แต่เขาเอาจอบฟันดินเป็นขั้น ๆ ไว้ให้เดินง่าย  เดินกันไปคุยกันไป  หันไปมองด้านหลัง  เห็นแดดอ่อนสีทองเรื่อเรืองทาบขอบฟ้าอยู่เหนือยอดภู

ไฮไลท์ของการมาเที่ยวที่นี่  นอกจากมาลองกินอยู่หลับนอนแบบสหายแล้ว  ก็ควรได้ลองเดินแบบสหายบ้าง  การเดินป่าไปเขาสามแหลมโดยการนำทางของพรานไพร  อดีตหน่วยเดินเมล์ผู้คุ้นเคยป่าแถบนี้ราวกับบ้านของตัวเองอย่างเหล่าเหม็ง  ทำให้ได้สัมผัสต้นไม้และป่าเขาอย่างมีชีวิตชีวา  ในยามที่เดินตามหลังเขา  ใครอยากรู้เรื่องอะไร  เกิดวีรกรรมที่ไหน  ต้นไม้ต้นไหนมีอดีตอย่างไร  ก้อนหินก้อนไหนเคยมีผลงานอะไรมาบ้าง  ก็จะได้รู้

น้ำจวงยังมีจุดท่องเที่ยวอีกหลายแห่ง  ที่แม้แต่นักท่องเที่ยวประเภทล่องไพรทั้งหลายก็ยังไปไม่ถึง  คราวนี้สหายเก่าจากน้ำคับมารับพวกเราไปดูลานหินที่เคยเป็นที่จอดเฮลิคอปเตอร์ของทหาร  ภูมิประเทศที่นี่ดีมาก  น่ามาแคมปิ้งสักคืน  จะได้นอนฟังเสียงลม  นั่งฟังเสียงนก  แล้วทอดสายตาออกไปยังภูสูงที่สลับซับซ้อนลิบ ๆ โน่น  ให้ความคิดได้ปลิดปลิวไปอย่างเสรี

วันนั้นเราออกจากที่พักสายไปนิด  จึงยังไปไม่ถึงตาดน้ำจวงที่เขาเล่าว่างดงามนักหนา  ทั้งยังมีน้ำตกเสือตาย  เขาคว่ำเรือ  และ ฯลฯ ที่รอให้เราไปหา

..............

น้ำจวงอยู่ในจังหวัดพิษณุโลก  ดังนั้นถ้าจะไปที่นี่ก็ต้องไปให้ถึงพิษณุโลกเสียก่อนแล้วจึงหาทางเข้าอ.ชาติตระการ  ระยะทางจากกรุงเทพถึงชาติตระการประมาณ ๔๘๙ กิโลเมตร  ใช้เวลาราว ๗ ชั่งโมง  ต่อจากตัวอำเภอชาติตระการจะไปบ้านน้ำจวงจำเป็นต้องมีรายละเอียดเล็กน้อยดังนี้ 

        จากตัวอำเภอวิ่งบนถนนหมายเลข ๑๒๓๗ ทางไปภูสอยดาว  วิ่งไปได้สัก ๒๑ กิโลก็จะถึงบ้านนาตอน  สังเกตโรงเรียนบ้านนาตอนให้ดี  พอถึงโรงเรียนจะมีทางแยกซ้ายมือเข้าสู่บ้านน้ำคับและบ้านน้ำจวงมีป้ายเขียนบอกไว้ชัดเจน  จากนี้ไปจะขึ้นเขาติ๊ก ๆ พื้นถนนมีทั้งคอนกรีต  ลาดยาง และดินแดง บ้านน้ำคับจะอยู่ประมาณกิโลที่ ๒๐ บ้านน้ำจวงราวกิโลที่ ๒๖  ถนนเส้นนี้ไปสิ้นสุดตรงบ้านน้ำจวงไม่หลงไปไหนได้

        ฤดูกาลที่ดีที่สุดในการเที่ยวน้ำจวง  คือฤดูหนาว  นับตั้งแต่ปลายเดือนตุลาไปจนถึงมีนา  อากาศเย็นสบาย  ลมแรง  หมอกหนาและฟ้าสวย แต่จะว่าไปแล้ว  ธรรมชาติป่าเขานั้นสวยทุกฤดู  แต่ละฤดูก็มีความงามที่แตกต่างกัน

            ใครสนใจอยากไปลองชิมรสของธรรมชาติที่นี่  ติดต่อรับบริการได้ที่ 

เสมอ  สงศิลาวัด  บ้านเลขที่ 8 บ้านน้ำจวง  หมู่ 13 ต.บ่อภาค อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก 65170  โทรศัพท์ 087 0385331

หรือจะอีเมล์ไปหาคุณครูผู้น่ารักแห่งโรงเรียนบ้านน้ำจวง  ฉายาโรงเรียนปลายฟ้าภูสูงเพื่อให้ช่วยประสานงานให้  ก็เขียนไปได้ที่ poodum@hotmail.com  

.............  

ฉันมาที่นี่กลางเดือนธันวาคม  ตรงกับวันปีใหม่ของชาวม้งพอดี  จึงได้มีโอกาสเห็นประเพณีสวยงามที่เรียกว่า “น่อเป๊ะโจ้ว”

        น่อเป๊ะโจ้วแปลว่ากินสามสิบ ชาวม้งนับวันตามจันทรคติ  เดือนหนึ่งมีสามสิบวันนับแต่ขึ้น ๑ ค่ำไปจน ๓๐ ค่ำแล้วก็ขึ้น ๑ ค่ำของเดือนใหม่  ไม่มีข้างแรม งานประเพณีน่อเป๊ะโจ้วเริ่มวันแรกในวัน ๓๐ ค่ำเดือน ๑ ถือเป็นวันสิ้นปี  ขึ้น ๑ ค่ำเดือน ๒ จึงเป็นวันปีใหม่   

ในช่วงเทศกาลปีใหม่  เป็นประเพณีที่ลูกหลานม้งจะกลับมาหาพ่อแม่  มาทำขวัญ  มาเคารพหลุมศพบรรพบุรุษ  กินเลี้ยงรื่นเริง  และเลือกคู่  ฉันไม่ได้ร่วมพิธีกรรมวันสิ้นปีแต่ทันได้เห็นวันปีใหม่  ที่หนุ่มสาวพากันแต่งตัวด้วยชุดประจำเผ่างดงาม  ออกมาโยนลูกช่วงเลือกคู่กัน  วันถัดมาเห็นพวกเขากางร่มเดินไปมาเป็นคู่ ๆ แสดงว่าจับคู่กันได้แล้ว  อีกสองสามวันพ่อแม่จะได้จัดงานรับลูกสะใภ้เข้าบ้าน

        ประสงค์ก็จัดงานแต่งงานให้ลูกชายในช่วงนี้  อย่างที่เล่า เย็นวันหนึ่งเราได้รับเชิญให้ไปกินข้าวงานแต่ง  จึงมีโอกาสได้เห็นญาติมิตรของประสงค์นั่งกันเป็นแถวสองฟากโต๊ะยาว  เจรจาเตรียมงานอย่างมีพิธีการ  ประสงค์อธิบายให้ฟังว่าเป็นการพูดจาขอให้แต่ละคนช่วยงานกันคนละอย่างในงานพิธีที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้  เช่นขอให้คนหนึ่งเป็นเถ้าแก่เจรจากับฝ่ายหญิง  คนหนึ่งเป็นเจ้าพิธี  คนหนึ่งคอยต้อนรับแขก  คนหนึ่งฆ่าหมู  ฯลฯ  เจ้าบ่าวก็จะต้องมายืนคอยคำนับให้แก่คนที่รับปากจะช่วยงาน  ดูเข้มขลังสะท้อนชีวิตที่ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกันในหมู่ญาติของพวกเขา

….........

ฉันจากบ้านน้ำจวงมาอย่างรีบร้อนพร้อมกับข้าวใหม่หอมกรุ่นและขิงหัวใหญ่ ของฝากจากนที  ไม่ทันรอรับข้าวเหนียวดำของณรงค์และไม่ได้ไปกินข้าวบ้านยอด  เพราะยังมีธุระรออยู่

        แต่บทสนทนาค่อนดึกเมื่อคืนยังอ้อยอิ่งอยู่ในความคิด  ตอนหนึ่งเสมอเอ่ยขึ้นว่า“เราต้องขอบคุณสหายมากจริง ๆ ที่ช่วยเรา  ถ้าไม่มีสหายพวกเราคงไม่มีวันทำได้อย่างนี้”   

        แล้ววีระก็ตอบเสมอไปด้วยถ้อยคำที่อยู่ในใจของพวกเราทุกคนว่า 

“เราเคยได้รับความช่วยเหลือจากสหายมามาก  เมื่อเราเข้าป่า  ถ้าไม่มีพวกสหายดูแลเราให้ปลอดภัย  ทั้งสอนการใช้ชีวิตในป่า  หาข้าวให้กิน  ผูกเปลให้นอน  สอนการสู้รบให้  และอื่น ๆ อีกมากมายพวกเราเองก็คงไม่มีวันนี้เหมือนกัน  วันนี้พวกเราเข้มแข็งกว่าพวกสหาย  เราก็ต้องมาช่วยสหายเป็นการตอบแทนบ้าง  สหายเองถ้ายังมีจิตใจกล้าต่อสู้กล้าเอาชนะเหมือนอย่างแต่ก่อน  เราก็จะอยู่เคียงข้างสหายไปจนกว่าสหายจะแข็งแรง  โครงการต่าง ๆ ของสหายและชุมชนเป็นโครงการที่ดี  หากฝ่าฟันปัญหาและอุปสรรคไปได้  ช่วยกันคิดช่วยกันทำไม่ท้อเสียก่อน  เราว่าบ้านน้ำจวงจะเป็นธงให้มิตรสหายเราในหมู่บ้านอื่นถือเป็นแบบอย่าง”

        โลกมนุษย์คงสวยงามน่าอยู่ขึ้นอีกมาก  หากมนุษย์ทุกคนคิดได้ว่า  แท้ที่จริงพวกเราล้วนต้องพึ่งพิงซึ่งกันและกัน  แล้วรู้จักแบ่งปันให้แก่กัน  คนที่แข็งแรงกว่าช่วยเหลือคนที่อ่อนแอกว่า  ไม่มีใครควรมีสิทธิ์ที่จะได้มากกว่าคนอื่น  และไม่มีใครจำต้องยอมรับเพียงน้อยนิดอยู่ร่ำไป.....

 

ภาพทั้งหมดนำมาจาก บ้าน3จังหวัด+โครงการเรียนรู้กู้บ้านเกิด (นิด กรรมาชน)

เพลง: ความจริงกับสิ่งฝัน-คีตาญชลี

เพลงชุดอัลบั้ม ใด ของ วง คีตาญชลีโปรดติดต่อได้ที่

วงคีตาญชลี (คุณสมศักดิ์  อิสมันยี 081 857 2450)





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ป้าไม่อยู่ปู่เข้าเวบ วันที่ : 05/03/2010 เวลา : 13.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pakapoo
“ป้ากะปู่กู้อีจู้ ”ไดอารี่ เปื้อนหมึก ..นอกประวัติศาสตร์และกาลเวลา..  สงบนิ่งกับอณู...ทุกสรรพสิ่งอันดีงาม... ...ตลอดไป... . 

แล้วดาบ(จ่าจินต์)จะออกหมาย "จับ" เมื่อไหร่ ครับ (อิ อิ)

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
จ่าจินต์ วันที่ : 05/03/2010 เวลา : 09.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jawee
@..จ่าจินต์...ตำรวจบ้าบุญ..เล่ม 2...คลอดแล้วครับ..พิมพ์จำนวนจำกัด..@

เจิมครับ..
แล้วจะกลับไปอ่านแฟลตตำรวจครับ..

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

V D O เพลงจีนขับร้อง+บรรเลงOrchestra เต็มวง /ชื่อเพลง:ลูกหลานผู้เสียสละ (ทำใหม่)

ยามที่เหลือเพียงหนึ่งตัวตน ไว้ซึ่งตำนาน เดี่ยวบทเพลง ท่ามกลางสมรภูมิแห่งคมกระบี่

View All
<< มีนาคม 2010 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]