*/
  • pakprak
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2013-03-27
  • จำนวนเรื่อง : 23
  • จำนวนผู้ชม : 68592
  • จำนวนผู้โหวต : 19
  • ส่ง msg :
  • โหวต 19 คน
<< พฤษภาคม 2013 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 17 พฤษภาคม 2556
Posted by pakprak , ผู้อ่าน : 8431 , 18:12:10 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน มะอึก , BlueHill โหวตเรื่องนี้


เมื่อคืนเพิ่งไปเจอภาพนี้มาจากน้องๆที่กำลังทำอะไรเพื่อปากแพรก ดูได้ที่นี่ https://www.facebook.com/pakprak ขอออกตัวเลยว่าไม่คยรู้จักใครในนี้ แต่มีอย่างเดียวที่เหมือนกันคือพวกเราทำเรื่องปากแพรก!!! สำหรับเราพอสำเร็จแล้วก็ไป...แต่พวกเขายังต้องอยู่ต่อ...นานแสนนานนนนนนนนนนนนนน...เพราะพวกเขาเป็นชาวปากแพรก...!!!...

ภาพที่ได้เป็นประโยชน์ และอธิบายอะไรได้มากมายให้กับปากแพรก ไว้จะค่อยๆเล่าให้ฟัง...แต่ตอนนี้เราต้อง...โม้ก่อนอะนะ...

ทีนี้...เดินทางท่องเที่ยวจากปากแพรกบ้านใต้ขึ้นไปอีกนิด...ไม่กี่ร้อยเมตรหร๊อก!!!ตามภาพถนนสายสีส้มขวามือสุด...

 


ภาพจริงก็จะพบสะพานพหลพลพยุหเสนาและโรงงานกระดาษไทย ความสำคัญคือเป็นโรงงานกระดาษแห่งแรกของประเทศไทยเพื่อผลิตกระดาษที่ใช้ทำแบงค์สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เขาเล่าว่ามีรูปปั้นท่านอยู่ที่นี่ด้วยนะ...แต่เราไม่เห็นอะ...ตรงไหนหว่า!!!คงต้องเข้าไปข้างใน

พระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรี 5 สมัย  5 ปี 5 เดือน โดยข้อมูลจากหนังสือ: พระยาพหลฯ นายกรัฐมนตรีผู้ซื่อสัตย์ ระบุว่าเคยไปเรียนวิชาทหารจากเยรมัน มีเพื่อนร่วมรุ่นเป็นนายทหารชื่อดัง "จอมพลแฮร์มัน เกอริง "  มือขวาและผู้สืบทอดอำนาจของฮิตเลอร์

มีข้อมูลเพิ่มเติมว่าในชั้นเรียนนี้ยังมี" นายพลฮิเดกิ โตโจ " ซึ่งต่อมาเป็นนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง ในอดีตทั้ง 3 คนเคยเป็นเพื่อนกอดคอกันในโรงเรียนนายร้อยของ Preussen

ข้อมูลจากวิกิพีเดียระบุว่า "  ใน พ.ศ. 2487 ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ในรัฐบาลพันตรีควง อภัยวงศ์ หลังรัฐบาลมีมติปลด จอมพลแปลก ออกจากตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ (ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในปัจจุบัน) ก็ได้ขอให้ท่านรับตำแหน่งนี้เอาไว้ ทั้งที่ท่านประกาศไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีกแล้ว ประกอบกับร่างกายที่เป็นอัมพาตจากอาการเส้นโลหิตในสมองแตก แต่ท่านก็รับในที่สุด แม้จะปรารภว่าจะให้เป็นท่านเป็นแม่ทัพกล้วยปิ้งหรืออย่างไร "

คำว่าแม่ทัพกล้วยปิ้งที่ท่านพูดแซวตัวท่านเอง แสดงให้เห็นว่าถึงแม้สภาพร่างกายไม่ดีแต่ท่านก็ยังมีอารมภ์ขัน  และเราเชื่อว่าท่านคงเข้าใจเรื่องอำนาจเป็นอย่างดี...ก่อนที่ท่านจะเสียชีวิตในวันวาเลนไทน์ ปี 2490

ในเมืองกาญจนบุรีผู้คนคิดว่าสถานที่มีชื่อเป็นการระลึกถึงท่าน คือ โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา และสะพานพหลพลพยุหเสนา ณ  ปากแพรก ซึ่งอาจจะไม่มีใครสนใจ..

แต่ยังมีอีกหนึ่ง คือโรงงานกระดาษไทย สิ่งสุดท้ายที่ท่านได้สร้างไว้ก่อนลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี...

 

คณChalong Phothisut คอมเมนต์ในเฟสบุ๊คเจ็ดหมื่นหนึ่งพัน และเล่าว่า... คนนั่งที่สองจากขวา(ท้าวแขนมือวางบนเข่า)น่าจะเป็นแม่ยายผมเอง..ชื่อ ยุพา (แอ๊ด) ปัจจุบัน อายุ หกสิบกว่าแล้ว ส่วนคนนั่งขวาสุด เป็นพี่สาวชื่อ ฉลวย..ยังมีชีวิตอยู่ อยู่ที่บ้านลิ้นช้าง...(ถ้าข้อมูลผมผิดพลาดก็ขออภัย)

ภาพคุณป้ายังสาว ณ โรงงานกระดาษไทยทั้ง 2 คุณเล็ก บ้านใต้ มอบให้เฟสบุ๊คเจ็ดหมื่นหนึ่งพัน เราไปกระชากมา...เพราะหาดูยากจริงๆ  หากหายไปเสียดายแย่!!!

ภาพนี้เขาเล่าว่าเป็นภาพที่พักของพนักงานโรงงานกระดาษไทย ตอนนี้ไม่รู้หรือป่าว ภาพนี้มาจากไหน ตอนนี้หาไม่เจออะ!!!

 

ย้อนเวลากลับไปก่อนวันที่ท่านจะก้าวลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี....

ข้อมูลจากสถาบันพระปกเกล้ารายงานว่า 11 กันยายน 2481 พระยาพหลพลพยุหเสนา ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เนื่องจากรัฐบาลแพ้คะแนนเสียง...

ณ เมืองแห่งถิ่นกำเหนิดของภรรยาทั้ง 2 ของท่าน...

18 กันยายน 2481 ได้มีพิธีเปิดโรงงานทำกระดาษทหาร  กาญจนบุรี อย่างเป็นทางการ

 

แต่ที่ไม่เป็นอย่างทางการก็คือเปิดมาตั้งแต่ปี 2478 แล้ว ที่เถียงไม่ออกก็เพราะมีแผนที่เมืองกาญจนบุรีเก๋าเก่าปี 2480 ค้ำคออยู่อะ...

โดยท่านพระยาพหลผู้รักษาการนายกรับมนตรีเป็นคนเปิดงาน...พร้อมๆกับกลิ่นของสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มโชยมาตามสายลม...

 

และ...ก่อนที่ลูกน้องอย่างจอมพล ป. พิบูลสงคราม ผู้จบโรงเรียนทหารขั้นสูงจากประเทศอิตาลีเมืองแห่ง " มุสโสลีนี " จอมเผด็จการ จะก้าวข้ามมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่สามของไทย 


 …นโยบายที่อันตรายที่สุดของจอมพล ป.  คือการทำให้ประเทศไทยกลายเป็นพันธมิตรจำยอมกับญี่ปุ่น...วันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2485 ได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย โดยได้รับมอบการออกธนบัตรจากกระทรวงการคลัง...

ซึ่งทำแบบนี้คิดว่าญี่ปุ่นคงมามีเอี่่ยวเรื่องการเงินของไทยไม่ได้หละซิ...จิงปะ

ต่อมารัฐบาลไทยจึงตัดสินใจพิมพ์ธนบัตรขึ้นใช้เองซะเลย ...โดยใช้โรงงานทำกระดาษทหาร  กาญจนบุรี ภายหลังเปลี่ยนเป็นโรงงานกระดาษไทย...โรงงานกระดาษเพื่อผลิตธนบัตรแห่งแรกของประเทศไทย...

 

ในเมืองกาญจนบุรีก็เลยมีโรงงานทำกระดาษขนาดใหญ่ที่ใช้ไม้ไผ่ โรงงานกระดาษไทย ณ ปากแพรก บ้านใต้...  

ไม่ไผ่และไม้ซุงจะถูกล่องแพมาตามแม่น้ำ โดยเฉพาะจะล่องมาตามแม่น้ำแควน้อย ซึ่งญี่ปุ่นมีแผนจะนำไม้ซุงมาสร้างทางรถไฟไปพม่า แต่ไม้ไผ่จะถูกนำไปทำกะดาษ

ผลพลอยได้ที่สำคัญของโรงงานกระดาษสำหรับเหล่าเชลยสงครามคือแมกนีเซียมซัลเฟต (เกลือ Epsom) ซึ่งใช้ในการต่อสู้กับโรคบิด

 


ตามเอกสารชี้ชัดว่า วัตถุดิบที่ใช้ครั้งแรกๆก็ใช้ไม้ไผ่เป็นหลัก บ้างก็ว่าผสมเยื้ออ้อยญี่ปุ่นด้วยเดาว่านำเข้ามา พอไม่มีไม้ไผ่ก็ใช้ฟางข้าว โดยกว้านหาจากพื้นที่รอบๆเมืองกาญจน์นี่หละ

จากนั้นก็ขนส่งกระดาษทำธนบัตรมาทางรถยนต์มาขึ้นรถไฟที่บ้านโป่ง บางทีก็นครปฐม สุดท้ายก็ใช้วิธีล่องเรือมาจากกาญจนบุรี

ในเมืองกาญจนบุรีมีโรงงานทำกระดาษขนาดใหญ่ที่ใช้ไม้ไผ่ (โรงงานกระดาษไทย ณ ปากแพรกบ้านใต้)  ไม่ไผ่และไม้ซุงจะถูกล่องแพมาตามแม่น้ำ โดยเฉพาะจะล่องมาตามแม่น้ำแควน้อย ซึ่งญี่ปุ่นมีแผนจะนำมาสร้างทางรถไฟไปพม่า

ข้อมูลจาก ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า  “ เมื่อผลิตกระดาษออกมาก็จะส่งมอบให้ กรมแผนที่ทหารบก กรมอุทกศาสตร์ และโรงพิมพ์ของเอกชนบางแห่ง เป็นผู้จัดพิมพ์ภายใต้การควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด... “

สำหรับวัตถุดิบ น้ำมันก็เอามาจากกองทัพญี่ปุ่นนี่หละ หมึกพิมพ์ซื้อจากร้านเอกชน โดยกว้านซื้อหมดทั้งพระนคร ...

ดังนั้นแบงค์รุ่นญี่ปุ่นบุกไทย ...ธนบัตรที่ใช้มีสภาพเหมือนแบงค์กงเต็ก...

คุณ Mongwin จากรถไฟไทยดอทคอมเคยเล่าไว้เช่นกันว่า  "สมัยสงคราม (พ.ศ.2485-2489)กรมแผนที่ทหารบก (ในขณะนั้น) ได้พิมพ์ธนบัตรขึ้นใช้เอง โดยใช้กระดาษทำจากไม้ไผของโรงงานกระดาษไทยกาญจนบุรีครับ ลักษณะไม่น่าดู ชาวบ้านเรียกธนบัตรกงเต็ก"

แต่มีข้อสังเกตุคือ เมื่อญี่ปุ่นบุกไทย ญี่ปุ่นบังคับให้รัฐมนตรีคลังของไทยลาออก... แถมยังบังคับเปลี่ยนอัตราแลกเปลี่ยนจาก 1 บาทต่อ 4 เยนเป็น 1 บาทต่อ 1 เยน  จนกระทั่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ไทยเกิดภาวะเงินเฟ้อ

อีกนิดนึง!!! ...ต่อมาเกิดการปลอมแปลงรั่วไหลในรูปแบบต่างๆ.... และลือกันไปว่าญี่ปุ่นแอบผลิตเพิ่มเองเพื่อเอามาใช้ในกองทัพ ดังนั้นภาวะเงินเฟ้ออีกส่วนก็เกิดมาจากเหตุนี้ด้วย...

หลายปีผ่านไป...โรงงานกระดาษถูกทิ้งร้างไปแล้ว...มีคนมือดี...ถ่ายภาพมาได้...ขอบคุณมากมายแต่หาคนถ่ายไม่เจอแล้วอะ...

อะอะ!!! เจอแล้ว คุณธรา  ชมรมภาพถ่ายขาวดำแห่งประเทศไทย...THANK YOU หลายๆนะพ่อธรา...คนดี...

ดูซิ!!! เครื่องจักรเครื่องกลอะไรก็ยังอยู่...แต่ว่า..." ห้ามเข้า " โหหหหหหหหหหห!!! ทำเป็นบ้านร้างคนอวดผีไปได้...LOLLLLLLLLLL

ปี 2008 คุณ Rakpong แห่งรถไฟไทยบอกว่า  "โรงงานกระดาษเคยปิดเหมือนร้างไปช่วงหนึ่ง แต่ตอนนี้ มียามรักษาการณ์แน่นหนา ยังกับข้างในมีอะไร น่าจะอยู่ในความดูแลของกรมโรงงานอุตสาหกรรมอยู่ ซึ่งพื้นที่ตรงนี้อยู่ใจกลางเมืองกาญจนบุรีเลย...

คนเมืองกาญจน์ืท่านอื่นๆ คงจำได้ ว่าสมัยที่ยังผลิตกระดาษนั้น น้ำเสียจากโรงงานที่ปล่อยออกไปทางสะพานใกล้วัดใต้ จะเหม็นและดำมากๆ ผมไม่คิดว่าขนาดระบบบำบัดฯ จะได้มาตรฐานตามกำลังผลิตขนาดนั้น...

และเวลานั่งเรียนตอนเที่ยงๆ (โรงเรียนอนุบาลกาญจน์) จะได้กลิ่นโชยเข้ามาแรงมาก ตอนแรกจะกลิ่นคล้ายๆ ชอคโกแล๊ต หลังจากนั้นมันจะแรงจนมึน คงจะเป็นการทั่วเมืองครับ แต่ไม่ทุกวันนะ จะเป็นเฉพาะวันที่โรงงานเค้าเปิดสายการผลิต"

 

นอกจากนี้...คนในรถไฟไทยดอทคอม ได้พยายามหาคำตอบทางรถไฟปริศนาในแผนที่ : ทางรถไฟเข้าโรงงานกระดาษ และพบว่าเคยมีทางรถไฟเข้าไปจริง เป็นร่องรอยทางรถไฟเล็กลึกลับยาวออกมาจากโรงงานกระดาษแห่งนี้มุ่งสู่สถานีปากแพรก...

ผู้ใช้นามแฝงRakpong  ระบุว่า " เดิมสถานีนี้ในอดีตยุคสงครามโลก เป็นสถานีที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัด เพราะมีค่ายทหารญี่ปุ่นที่นี่ ..."

นอกจากนี้ในบอร์ดนี้ยังมีผู้จำได้ว่าเคยเห็นทางรถไฟสายนี้ผ่านกลางมืองจริงๆ...

เอาหละซิ!!! โรงงานกระดาษพิมพ์แบงค์ของไทยมีทางรถไฟมุ่งไปเข้าค่ายทหารญี่ปุ่น  ที่นี...สถานีปากแพรก!!!???

แบบนี้มีอะไรในก่อไผ่ ไม่ใช่เพียงแต่หนอไม้แล้ว...แต่ทางรถไฟสายสั้นๆนี้...สร้างไว้ทำอะไรหว่า!!! เรื่องนี้น่าค้นหา...สงสัยเป็นปริศนาแห่งทางรถไฟสายมรณะ...ก็คิดไปเรื่อยอะนะ...ฮึๆๆ

 

***ข้อมูลนี้เป็นเวอร์ชั่นย่อ... เผื่อว่าเด็กไทยที่อ่านหนังสือ 5 เล่มต่อปีจะเข้ามาอ่าน ผู้สนใจอ่านแบบยาวๆขอเชิญได้ข้างล้างนี้...เสียดายรายละเอียดของเรื่องราวนี้...จึงเรียนมาเผื่อซาบบบบบบบบบจร้า...

 

ปล.วันนี้ วันที่ 17 พฤษภาคม 2556 เวลา 08:25 น. มีคนเอารายละเอียดคุณบุญผ่อง สิริเวชชะพันธ์ ไปลงวิกิพีเดียแล้ว ดีใจจุงเบย...ขอให้เจริญยิ่งๆขึ้นไปนะ...สาธุ...สาธุ...สาธุ รับส่วนบุญนะ...ฮึๆๆ

............

 

สะพานพระยาพหลฯ และโรงงานทำกระดาษทหาร ณ ปากแพรก

เวอร์ชั่น ยาว???

 

เดินทางจากบ้านใต้ขึ้นไปอีกนิด ก็จะพบสะพานพหลพลพยุหเสนาและโรงงานกระดาษไทย แห่งแรกของประทเศไทย

พระยาพหลพลพยุหเสนา " ชาติเสือต้องไว้ลาย ชาติชาย ต้องไว้ชื่อ "  นายกรัฐมนตรี 5 สมัย  5 ปี 5 เดือน ... พี่ใหญ่แห่งคณะราษฎรผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475  โดยข้อมูลจากหนังสือ: พระยาพหลฯ นายกรัฐมนตรีผู้ซื่อสัตย์ ระบุว่าเคยไปเรียนวิชาทหารจากเยรมัน มีเพื่อนร่วมรุ่นเป็นนายทหารชื่อดัง "จอมพลแฮร์มัน เกอริง "  มือขวาและผู้สืบทอดอำนาจของฮิตเลอร์ และในชั้นเรียนนี้ยังมี" นายพลฮิเดกิ โตโจ " ซึ่งต่อมาเป็นนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง ในอดีตทั้ง 3 คนเคยเป็นเพื่อนกอดคอกันในโรงเรียนนายร้อยของ Preussen

ดังนั้นอาจจะเป็นไปได้ที่ท่านจะรู้ความเป็นไปของสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนเสมอ...

ข้อมูลจากวิกิพีเดียระบุว่า "  ใน พ.ศ. 2487 ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ในรัฐบาลพันตรีควง อภัยวงศ์ หลังรัฐบาลมีมติปลด จอมพลแปลก ออกจากตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ (ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในปัจจุบัน) ก็ได้ขอให้ท่านรับตำแหน่งนี้เอาไว้ ทั้งที่ท่านประกาศไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีกแล้ว ประกอบกับร่างกายที่เป็นอัมพาตจากอาการเส้นโลหิตในสมองแตก แต่ท่านก็รับในที่สุด แม้จะปรารภว่าจะให้เป็นท่านเป็นแม่ทัพกล้วยปิ้งหรืออย่างไร จนกระทั่งถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2490 ด้วยวัยเพียง 60 ปี ด้วยอาการเส้นโลหิตในสมองแตก ซึ่งงานศพของท่านทางครอบครัวไม่มีเงินเพียงพอ ที่จะจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพด้วยซ้ำ จนทางรัฐบาลในสมัยนั้น (พลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์) ต้องเข้ามารับอุปถัมภ์ จัดการงานพระราชทานเพลิง ให้ท่านแทน"

นั้นอาจจะเป็นคำตอบว่าทำไมบ้านท่านที่ปากแพรกบ้านเหนือจึงมิได้รับการดูแล...และคำว่าแม่ทัพกล้วยปิ้งที่ท่านพูดแซวตัวท่านเอง แสดงให้เห็นว่าถึงแม้สภาพร่างกายไม่ดีแต่ท่านก็ยังมีอารมภ์ขัน  และเราเชื่อว่าท่านคงเข้าใจเรื่องอำนาจเป็นอย่างดี...ก่อนที่ท่านจะเสียชีวิตในวันวาเลนไทน์ ปี 2490

ในเมืองกาญจนบุรีผู้คนคิดว่าสถานที่มีชื่อเป็นการระลึกถึงท่าน คือ โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา และสะพานพหลพลพยุหเสนา ณ  ปากแพรก แห่งนี้เท่านั้น...

แต่ยังมีอีกหนึ่ง คือโรงงานกระดาษไทย สิ่งสุดท้ายที่ท่านได้สร้างไว้ก่อนลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และไม่มีวันได้กลับมา...

ย้อนเวลากลับไปก่อนวันที่ท่านจะก้าวลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี....

ข้อมูลจากสถาบันพระปกเกล้ารายงานว่า 11 กันยายน 2481 พระยาพหลพลพยุหเสนา ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรเป็นครั้งแรกในประวัติ เนื่องจากรัฐบาลแพ้คะแนนเสียงโดยรัฐบาลแพ้เสียง 45 ต่อ 31 เสียง ในมติเกี่ยวกับการร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร แต่วิกิพีเดียระบุว่าแพ้เพราะเรื่องการชี้แจงรายรับ-รายจ่ายที่รัฐบาลจัดทำเสนอ

ณ เมืองแห่งถิ่นกำเหนิดของภรรยาทั้ง 2 ของท่าน 18 กันยายน 2481 ได้มีพิธีเปิดโรงงานทำกระดาษทหาร  กาญจนบุรี อย่างเป็นทางการ โดยท่านพระยาพหลผู้รักษาการนายกรับมนตรี...พร้อมๆกับกลิ่นของสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มโชยมาตามสายลม...ก่อนที่ลูกน้องอย่างจอมพล ป. พิบูลสงคราม ผู้จบโรงเรียนทหารขั้นสูงจากประเทศอิตาลีเมืองแห่ง " มุสโสลีนี " จอมเผด็จการ จะก้าวข้ามมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่สามของไทย  และเป็นต่อๆไปอีกรวม 15 ปี

สงครามโลกครั้งที่สอง  …นโยบายที่อันตรายที่สุดของจอมพล ป.  คือการทำให้ประเทศไทยกลายเป็นพันธมิตรจำยอมกับญี่ปุ่น และถูกยื่นข้อเสนอให้จัดตั้งธนาคารกลางโดยให้มีที่ปรึกษาและหัวหน้าหน่วยงานต่าง ๆ เป็นชาวญี่ปุ่น  แต่ไทยก็ชิงตัดหน้าตั้งเองเสียก่อน โดยเมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2485 ได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย โดยได้รับมอบการออกธนบัตรจากกระทรวงการคลัง...

ซึ่งทำแบบนี้คิดว่าญี่ปุ่นคงมามีเอี่่ยวเรื่องการเงินของไทยไม่ได้หละซิ...จิงปะ

ก่อนสงครามครั้งที่ 2 ก็ให้ฝรั่งพิมพ์แบงค์ให้ พอสงครามญี่ปุ่นบุก ไทยก็ต้องไล่ฝรั่งไป ครั้งแรกก็ให้ญี่ปุ่นผลิตพิมพ์ที่ญี่ปุ่น แล้วส่งมาทางรถไฟ โดยนำมาลงนามภายหลัง แต่ด้วยความลำบากในการขนส่งจากภาวะสงคราม ต่อมารัฐบาลไทยจึงตัดสินใจพิมพ์ธนบัตรขึ้นใช้เองซะเลย

โดยใช้โรงงานทำกระดาษทหาร  กาญจนบุรีของท่านพระยาพหลฯนี่หละ  ภายหลังเปลี่ยนเป็นโรงงานกระดาษไทย...โรงงานกระดาษแห่งแรกของประเทศไทย สังกัดกระทรวงกลาโหม จากนั้นย้ายมาสังกัดกรมโรงงานอุตสาหกรรม ตั้งอยู่กลางเมือง โดยมีส่วนหนึงติดกับถนนปากแพรกทางทิศใต้

ตามเอกสารชี้ชัดว่า วัตถุดิบที่ใช้ครั้งแรกๆก็ใช้ไม้ไผ่เป็นหลัก บ้างก็ว่าผสมเยื้ออ้อยญี่ปุ่นด้วยเดาว่านำเข้ามา พอไม่มีไม้ไผ่ก็ใช้ฟางข้าว โดยกว้านหาจากพื้นที่รอบๆเมืองกาญจน์นี่หละ จากนั้นก็ขนส่งกระดาษทางรถยนต์มาขึ้นรถไฟที่บ้านโป่ง บางทีก็นครปฐม สุดท้ายก็ล่องเรือมาจากกาญจนบุรี

ข้อมูลจาก ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า  “ เมื่อผลิตกระดาษออกมาก็จะส่งมอบให้ กรมแผนที่ทหารบก กรมอุทกศาสตร์ และโรงพิมพ์ของเอกชนบางแห่ง เป็นผู้จัดพิมพ์ภายใต้การควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดจากพนักงานของธนาคารแห่งประเทศไทย แม้ว่าธนบัตรที่พิมพ์ขึ้นใช้เองนี้จะมีคุณภาพต่ำ แต่ก็สามารถช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนธนบัตรได้ตลอดช่วงสงคราม ธนบัตรที่พิมพ์ขึ้นใช้เองในช่วงสงคราม “

สำหรับวัตถุดิบ น้ำมันก็เอามาจากกองทัพญี่ปุ่นนี่หละ หมึกพิมพ์ซื้อจากร้านเอกชน โดยกว้านซื้อหมดทั้งพระนคร  บ้างก็เล่าว่าบังคับซื้อกันเชียว...

ดังนั้นแบงค์รุ่นญี่ปุ่นบุกไทยนี้จึงมีเนื้อกระดาษชนิด “ ยอดแย่ “  ทั้งเนื้อกระดาษ ความหนาหาเหมือนกันมิได้ เล่าว่า ธนบัตรที่ใช้มีสภาพเหมือนแบงค์กงเต็กที่ชาวจีนใช้เผาให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว

แต่มีข้อสังเกตุคือ เมื่อญี่ปุ่นบุกไทย ญี่ปุ่นบังคับให้รัฐมนตรีคลังของไทยลาออก โดยอ้างว่าไม่ชอบขี้หน้าอาจารย์ปรีดี รัฐมนตรีขณะนั้นเพราะชอบอวยยุโรปมากเกินไป แถมยังบังคับเปลี่ยนอัตราแลกเปลี่ยนจาก 1 บาทต่อ 4 เยนเป็น 1 บาทต่อ 1 เยน  จนกระทั่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ไทยเกิดภาวะเงินเฟ้อ

อีกนิดนึง!!! รัฐบาลแจ้งว่าการผลิตธนบัตรได้ทำการควบคุมดูแลเป็นอย่างดี แสดงว่าญี่ปุ่นหรือใครก็มาทำอะไรกับคลังเงินของชาติไม่ได้หละซิ...ถึงแม้ญี่ปุ่นจะครองประเทศ...แต่ต่อมาเกิดการปลอมแปลงรั่วไหลในรูปแบบต่างๆมันยังไงกันฟระ  และลือกันไปว่าญี่ปุ่นแอบผลิตเพิ่มเองเพื่อเอามาใช้ในกองทัพ ดังนั้นภาวะเงินเฟ้ออีกส่วนก็เกิดมาจากเหตุนี้ด้วย

หลายปีผ่านไป...คนในรถไฟไทยดอทคอม ได้พยายามหาคำตอบทางรถไฟปริศนาในแผนที่ : ทางรถไฟเข้าโรงงานกระดาษ และพบว่าเคยมีทางรถไฟเข้าไปจริง เป็นร่องรอยทางรถไฟเล็กลึกลับยาวออกมาจากโรงงานกระดาษแห่งนี้มุ่งสู่สถานีปากแพรก...ผู้ใช้นามแฝงRakpong  ระบุว่า " เดิมสถานีนี้ในอดีตยุคสงครามโลก เป็นสถานีที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัด เพราะมีค่ายทหารญี่ปุ่นที่นี่ ..."

ข้อมูลจาก

http://www.portal.rotfaithai.com/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=3102&postdays=0&postorder=asc&start=10 และ http://portal.rotfaithai.com/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=1200&start=10

โดยผู้ใช้นามแฝงRakpong  ระบุว่า " เดิมสถานีนี้ในอดีตยุคสงครามโลก เป็นสถานีที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัด เพราะมีค่ายทหารญี่ปุ่นที่นี่ แต่หลังสงครามย้ายไปที่ดอนรัก "

ผู้ใช้นามแฝง คุณ Wisarut ก็เล่าว่า " นอกจาก ทางรถไฟ ที่แยกไปรับน้ำแล้ว ยังมีทางรถไฟ ที่แยก จาก สถานีปากแพรกไปโรงงานกระดาษกาญจนบุรี ของกระทรวงกลาโหม ริมแม่กลองด้วยนี่ "

 ผู้ใช้นามแฝงRakpong  ก็ตอบว่า " โอ้โฮ เรื่องนี้ข้อมูลใหม่เลย แต่เชื่อว่าเส้นทางนี้ มีตั้งแต่ผมยังไม่เกิด ตั้งแต่สถานีปากแพรก ยังตั้งอยู่ และยังเรียกย่านศูนย์การค้า ว่า "สนามบิน" อยู่เลยครับ

เมื่อดูจากแผนที่ ทางแยกนี้ น่าจะอยู่บริเวณประแจด้านเหนือของสถานีปากแพรก ตัดไปทางริมแม่น้ำ ผ่านทางด้านเหนือ ของโรงเรียน"กระดาษไทยอนุเคราะห์" ที่คนเมืองกาญจน์เรียกว่าโรงเรียน กอ. ปัจจุบันเป็นโรงเรียนเทศบาล 5 ตั้งแต่โรงงานกระดาษเลิกกิจการ ก็ยกให้เทศบาลไป

แนวทางรถไฟ น่าจะ็เป็นถนนเตาปูนในปัจจุบัน แล้วตัดข้ามถนนแสงชูโต เข้าโรงงานกระดาษ ใกล้ ๆ ประตูหน้าเลย แต่คงไม่ถึงริมแม่น้ำครับ

ใกล้ ๆ กับโรงงานกระดาษ คือวัดไชยชุมพลชนะสงคราม หรือวัดใต้ เป็นโรงเรียนเก่าของผมสมัยประถมครับ ราวปี 2523 โรงงานกระดาษยังดำเนินกิจการอยู่ เพราะสมัยเรียน จะมีเสียงหวูดของโรงงาน และมีการปล่อยน้ำ ซึ่งส่งกลิ่นแสบจมูก มาทางปลายน้ำ คือโรงเรียนของผมด้วย ตอนนั้น เคยมองเข้าไปในโรงงานก็เห็นรางรถไฟอยู่ข้างใน แต่ไม่คิดว่าจะมีรถไฟจากภายนอกเข้ามาได้

ถ้าหาวันเวลาที่ตั้งโรงงานกระดาษได้ คงพอจะหาเวลาที่ทางรถไฟสายนี้คงอยู่ได้แน่ครับ "

 

โหหหหหหหหหหหหหหห!!! เว็บรถไฟไทยนี่สุดยอดจริงๆ...นับถือ...นับถือ...เชิญชวนให้เข้าไปดู เวลาเราค้นหาเรื่องเมืองกาญจน์ก็มักจะได้ข้อมูลจากการพูดคุยของคนที่นี่ทุกครั้งไป...พูดได้ว่าพวเขามีภูมิความรู้แน่นจริงๆ...

นอกจากนี้ในบอร์ดนี้ยังมีผู้จำได้ว่าเคยเห็นทางรถไฟสายนี้ผ่านเทศบาล แต่คงไม่ใช่เทศบาลเดิมที่คุณบุญผ่องเป็นนายกเทศมนตรีอยู่เพราะจากข้อมูลของเทศบาลระบุว่า

" ครั้นต่อมา พ.ศ. 2483 นายบุญผ่อง สิริเวชชพันธ์ ซึ่งเป็นนายกเทศมนตรีสมัยนั้นได้พิจารณาเห็นว่า ทีทำงานของเทศบาลควรจะได้เป็นตัวอาคารเอกเทศเพื่อความสะดวกต่อประชาชนที่มาติดต่องานกับเทศบาล จึงได้ดำเนินการก่อสร้างเป็นอาคารไม้ชั้นเดียวขนาด 3 ห้อง ขึ้น ณ ถนนคูเมืองและได้ใช้เป็นสำนักงานของเทศบาลตลอดมา "

เอาหละซิ!!! โรงงานกระดาษพิมพ์แบงค์ของไทยมีทางรถไฟมุ่งไปเข้าค่ายทหารญี่ปุ่น  ที่สถานีปากแพรก แบบนี้มีอะไรในก่อไผ่ ไม่ใช่เพียงแต่หนอไม้แล้ว...แต่ทางรถไฟสายสั้นๆนี้...สร้างไว้ทำอะไรหว่า!!!! เรื่องนี้น่าค้นหา...สงสัยเป้นปริศนาแห่งทางรถไฟสายมรณะ...ก็คิดไปเรื่อยอะนะ...ฮึๆๆ

 ....


***

210556

เรียนท่านผู้อ่าน

ความจริงเป้าหมายในการทำบล๊อกของเราอยู่ที่การบอกเล่าเรื่องราวของชุมชนปากแพรก 180 กว่าปี เพราะหมั่นไส้ภาครัฐที่ไม่ค่อยทำอะไรจริงจังเกี่ยวกับปากแพรกซะที... เราก็มองหาบล็อกไทยดีๆที่เหมาะสมกับความรู้ของผู้อ่าน ก็มีที่นี่หละ มีให้ทำได้ 3 บล็อก ผนวกกับเราเห็นเรื่องจริงของคุณบุญผ่องน่าสนใจมาก เรื่องลับๆก็มีแต่เราลบออกซะ และเรื่องของคุณบุญผ่องก็เกี่ยวข้องกับชุมชนปากแพรกโดยตรง ละครบุญผ่องก็มาแล้วคงนำพาชุมชนปากแพรก กาญจนบุรีให้เป็นที่รู้จักโดยไม่ต้องพึ่งภาครัฐ และเพื่อบันทึกไว้เป็นข้อมูลอ้างอิง. 

ส่วนใครอยากรู้ว่าแปลมาจากไหน ก็ต้องถามอาจารย์กรูเกิ้ลในชื่อ boonpong dead railway ทีลอกภาษาไทยก็มีนะ...

ที่นี่...เราใช้วิจารณญาณแบ่งเรื่องเป็นบล๊อกๆให้ชัดเจนดังนี้

http://www.oknation.net/blog/boonpong  บอกเล่าเรื่องราวจริงๆบุญผ่องในมุมมองของชาวต่างชาติอันนี้ส่วนใหญ่แปลและสรุปความเพื่อให้ได้อรรถรสโดยจะอยู่ใน ศิลปะวัฒนธรรม

http://www.oknation.net/blog/boonphong  วิพากษ์ละครบุญผ่องกับการอิงเรื่องจริงและเรื่องสงครามโลกครั้งที่สอง ในละครภาพยนต์

http://www.oknation.net/blog/pakprak  บอกเล่าเรื่องราวปากแพรกในท่องเที่ยว

แล้วก็จะเชื่อมโยงกันสู่ปากแพรกในภายหลัง...

ตอนนี้รู้จักหรือยัง.... " บุญผ่อง ณ ปากแพรก " อะ เราว่าหลายคนรู้แล้วนะ... นี่หละการตลาดโบราณ ณ ปากแพรก

บางคนก็ตั้งข้อสังเกตุว่า...เราเป็นคนของไทยพีบีเอสมาช่วยโปรโมทละครบุญผ่อง...

ใช่!!!...โปรโมทละครบุญผ่องอะใช่!!! มันเป็นเรื่องดีๆที่ทุกคนควรดู ... อย่างน้อยก็ชี้ให้ลูกหลานดูได้ว่านี่!!!คนทำความดีเค้าทำกันอย่างนี้นะ...และเราไม่ได้เป็นอะไรกับไทยพีบีเอสจ๊ะ

เรื่องราวของบุญผ่องอาจจะทำให้ปากแพรกกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง...น่าเสียดายไม่มีใครช่วยโปรโมท...แต่...เอาหูไปนาเอาตาไปไร่....เอายายไปตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ...ฮึๆๆ 

เราเอกชนทำคนดียวไม่เกี่่ยวกับใคร...เพียงแต่อยากกระชากคอคนภาครัฐออกมา !!!แล้วถามว่า .."ทำปากแพรกทิ้งไว้อย่างนี้ได้ไง??? ทำไมไม่ดูดำดูดี??? "..หืออออ!!! 

แล้วแบบนี้เราต้องโพสชี้แจงทุกหน้ามั้ยเนี่ย???แต่มันก็ได้การตลาดแบบโบราณด้วยนะ... เฮอ!!! เมื่อยงะ...อะน่านะ!!!เพื่อปากแพรก...


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
rattiya วันที่ : 25/05/2013 เวลา : 22.26 น.


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน