*/
  • pakprak
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2013-03-27
  • จำนวนเรื่อง : 23
  • จำนวนผู้ชม : 68590
  • จำนวนผู้โหวต : 19
  • ส่ง msg :
  • โหวต 19 คน
<< พฤษภาคม 2013 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤษภาคม 2556
Posted by pakprak , ผู้อ่าน : 2448 , 09:48:51 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 4 คน rattiya , มะอึก และอีก 2 คนโหวตเรื่องนี้

คราวที่แล้วพาลงน้ำไปดูแม่น้ำ 2 สี และที่มาของคำว่าปากแพรก... คราวนี้จากแม่น้ำจะค่อยๆยกพลขึ้นบกมาดูตรงจุดนี้ "ประตูเมือง" ...ตรงที่วงรีสีๆนี่แหละ...

ข้อมูลจาก http://www.kanvc.ac.th  ในหัวเรื่องข้อมูลทางสังคมจังหวัดกาญจนบุรีเล่าว่า “ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี เมื่อไทยย้ายราชธานีมาอยู่ที่กรุงเทพฯ เพียง 3 ปี ก็เกิดสงครามใหญ่ คือ สงคราม 9 ทัพ  แต่ไทยสามารถยันกองทัพพม่าแตกพ่ายไปได้ ณ สมรภูมิรบเหนือทุ่งลาดหญ้า… “

ทีนี้พม่ารบแพ้ก็เลยเปลี่ยนแผนจะมาตีกรุงรัตนโกสินทร์มาทางเรือดีกว่าเฟยย ก็แอบล่องเรือมาตามลำน้ำแคว...

ประมาณว่า ” ล่องเรือมาหารักสักคน... รวยหรือจนให้ใจรักแน่.. เจ็ดน่านน้ำแหละร้อยลำแคว สอดส่ายตาแลหาหญิงรักจริงหนึ่งนาง “ จะให้เชื่อใจพม่าข้าศึหรือ???

ครานี้พี่ไทยในนามสยามประเทศก็ไม่เชื่อ!!!ยังไงก็ไม่เชื่อว่าพี่พม่าจะล่องเรือมาหารัก...แหม่ๆๆ...จากสังขละบุรีผ่านไทรโยคมุ่งสู่ปากแพรกนี่อะนะจะมาหารัก??? ...จะมาขึ้นบกที่นี่แล้วไปตีกรุงรัตนโกสินทร์อะดิ...  

สมัยรัชกาลที่ 1 ...พระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทแม่ทัพไทยที่รบกับพม่าทางด้านนี้ประจำก็รู้ทันพี่หม่อง ท่านก็เลยย้ายทัพจากลาดหญ้า มาตั้งที่ตําบลปากแพรกดักไว้ซะเลย ตอนนั้นพ.ศ. 2330-2360 ก็ปักแต่เสาระเนียดแล้วถมดินเป็นเชิงเทินไว้... 

อะลองมาดิ... คราวนี้พม่าโดนตียับแน่ๆ พวกข้ามีกำแพงเสาระเนียดด้วยนะเว๋ย...ข้าตีเอ็งได้เพราะเอ็งมาทางน้ำ... ส่วนเอ็งตีข้ามะด้ายยย  เพราะข้ามี...” กำแพงเสาระเนียด “ กั้นไว้เฟยยยยยยยยย...

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงอธิบายว่า “ ที่จริงภูมิฐานเมืองปากแพรกดีกว่าเขาชนไก่ เพราะตั้งอยู่ในที่รวมของแม่น้ําทั้ง 2 สาย พื้นแผ่นดินที่ตั้งเมืองก็สูงแลเห็นแม่น้ําน้อยได้ไกล ป้อมกลางย่านตั้งอยู่กลางลําน้ําทีเดียว แม้ในรัชกาลที่ 2 เมื่อเสด็จออกมาขัดตาทัพกำแพงเมืองก็คงเป็นไม้ระเนียดอยู่...

ซึ่งก็ตรงกับตำนานวัตถุสถานต่างๆ ที่พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาอีกแห่งหนึ่งซึ่งราชบัณฑิตยสภาได้รวบรวมไว้ความว่า...

สุดยอดคำอธิบายปากแพรกด้วยภาพ 3 ภาพต่อไปนี้ จากนายกิมจ๊อ ฮอลลิเดยืไทยดอทคอม 5 ก.ย. 55

" ปีมะโรง พ.ศ. ๒๓๖๓ ได้ข่าวพม่าเตรียมทัพจะยกเข้ามาตีเมืองไทย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยโปรดฯ ให้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังดำรงตำแหน่งพระยศเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร เป็นแม่ทัพคุมพลขึ้นไปตั้งขัดตาทัพ รักษาเมืองกาญจนบุรี ตั้งทัพหลวงอยู่ที่ตำบลปากแพรก

คงทรงพะราชดำริแต่ครั้งนั้นว่า ลำน้ำแควใหญ่กับแควน้อยมารวมกันที่ปากแพรกเมืองกาญจนบุรีเก่าอยู่เหนือขึ้นไป ทางลำน้ำแควใหญ่ รักษาได้แต่ทางนั้นทางเดียวถ้าตั้งเมืองกาญจนบุรีที่ปากแพรกจะรักษาทางที่ข้าศึกอาจยกมาได้ทั้งสองทาง จึงโปรดฯและให้สร้างป้อมปราการขึ้นที่ปากแพรก ย้ายเมืองกาญจนบุรีมาตั้ง ณ ที่นั้น ฯลฯ"

พลโทรวมศักดิ์ ไชยโกมินทร์ อดีตแม่ทัพภาคที่ ๓ วัย ๘๐ กว่าปี ... ประธานชมรมประวัติศาสตร์กาญจนบุรี ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า... ร.๕  ทรงมีบันทึกเกี่ยวกับแม่น้ำแคว ณ ปากแพรกเอาไว้ พอจะให้พวกเรามองเห็นแม่น้ำแห่งนี้ในอดีตว่าเป็นเช่่นไรได้อย่างชัดเจน...

“...พื้นล่างเป็นกรวด น้ำใสบริสุทธ์เย็นเฉียบกินจืดสนิทดีนัก ทูลกระหม่อมท่านรับสั่งไว้ว่าน้ำในแควใหญ่มีสีเหลือง แควน้อยมีสีเขียว ได้ทรงตักมาทดลองว่าน้ำสองแควนี้ผสมกันเข้าแล้วเป็นดี กินไม่มีโทษเลย ให้พระยากาญจนบุรีตักส่งเข้าไปกรุงเทพฯ เป็นน้ำเสวย”

อะ!!!ถึงเวลายกพลขึ้นบกจริงๆแล้ว...ไม่ได้โม้!!! เพราะ..."เราลอกเขามา!!!" ...แฮะๆๆ

ประวัติศาสตร์โดยคัมมิ่งไทยแลนด์ดอทคอมไปเอาที่ไหนมาไม่รู้อะนะ..แต่รูปจากไดอารี่ของแม่ดินสอ...เล่าไว้ว่า...

“ กำแพงเมืองกาญจนบุรี เป็นกำแพงก่ออิฐถือปูน ด้านบนมีใบเสมา ผังกำแพงเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 210 เมตร ยาว 480 เมตร มีป้อมประจำมุม 4 ป้อม ป้อมกลางกำแพงด้านหน้า 1 ป้อม และป้อมเล็กกลางกำแพงด้านหลัง 1 ป้อม มีประตู 8 ประตู ประกอบด้วย ประตูเมือง 6 ประตู และประตูช่องกุด 2 ประตู...”

ในพระราชนิพนธ์เสด็จประพาสไทรโยคได้กล่าวไว้เกี่ยวกับปากแพรกในเรื่องการค้าด้วยไม่เชืออ่านเล่มนี้ดู... อันนี้ภาพจาก http://school.obec.go.th/kangluang_kan1/saiyok.html ...ไม่ต้องอ่านก็ได้มีให้้ฟังมีให้ดูเล็กๆด้วยเจ๋งจิงๆ...ส่วนภาพข้างล่าก็มีที่มาจากพวกเดียวกันเค้ากำกับไว้แล้วตามนั้นจร้า...

แต่หากขี้เกียจไปหาอ่านก็มีข้อมูลตามนี้..."ด้วยเขาชนไก่เมืองเดิมนั้นขึ้นไปตั้งเหนือมาก มีแก่งถึงสองแก่ง ลูกค้าจะไปมาลำบากจึงมาตั้งอยู่เสียที่ปากแพรกนี้ เป็นทางไปมาแต่เมืองราชบุรีง่าย"

และอีกตอนหนึ่งในพระราชนิพนธ์ตามเสด็จประพาสไทรโยคว่า "อันเมืองกาญจนบุรีนี้สร้างใหม่ เมืองเขาชนไก่เป็นที่ตั้ง พม่าลาดกวาดคนไปหลายครั้งอีกทั้งยากแค้นแสนกันดาร พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าพิภพ ทรงปรารภสร้างใหม่ให้ไพศาล จึงย้ายมาปากแพรกแปลกโบราณ ประสงค์การค้าขายฝ่ายราชบุรี" ที่มา ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาคฯ  บ้านจอมยุทธดอทคอมเขาบอกมา ถ้าผิดพลาดก็เฉ่งได้ที่นี่ตามอัธยาศัยจร้า...

ประจวบเหมะกับพม่าไปพลาดท่าเสียทีเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ กาญจนบุรีก็สบายใจเฉิบๆไม่มีใครมาชวนรบ รูปแบบชุมชนคายรบก็ค่อยๆแปรสภาพเป็นชุมชนการคา หรือถ้าสมัยนี้เค้าก็ว่า "เปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า" แฮะๆว่าเข้าไปนั้น!!!

 

 

อีกทั้งคัมมิ่งไทยแลนด์ดอทคอมได้เล่าเรื่องกำแพงเมืองว่า “ กำแพงก่ออิฐถือปูน ... ซึ่งได้ชำรุดลงเกือบทั้งสิ้น คงเหลือเฉพาะประตูเมืองด้านหน้า ซึ่งหันหน้าสู่แม่น้ำแควใหญ่ และกำแพงเมืองบางส่วนที่อยู่ติดกัน โดยได้มีการบูรณะเมื่อปี พ.ศ. 2549 ส่วนบริเวณด้านหลังประตูเมืองเป็นที่ตั้งของพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) “

แต่แม่น้ำที่หดหายไปนี่ซิที่น่าสงสัย? มันจะทำลายประวัติศาสตร์ปากแพรกหากไม่บันทึกไว้... ข้อมูลจากเรื่องเที่ยววัดกับนายอารามบอย...ได้ระบุไว้ว่า...  “ ... ต่อมาปี  พ.ศ.  ๒๓๗๔  ในรัชกาลที่  ๓  แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  ได้โปรดฯ  ให้ก่อสร้างกำแพงเมืองและป้อมปราการขึ้นเป็นอย่างถาวร  ห่างจากริมริมฝั่งประมาณ  ๓  เส้นเศษ..”

อาจารย์วรวุธนักค้นคว้าหาประวัติศาสตร์เมืองกาญจน์เขียนไว้ชัดเจนว่า “ มีถนนสายหลัก คือถนนปากแพรกเป็นถนนเลียบริมแม่น้ำ ถนนนี้เริ่มตั้งแต่บริเวณวัดใต้ผ่านหน้าประตูเมือง จนถึงวัดเหนือ “

ลุงเจ้าของพื้นที่ก็ว่า “ "ก่อนหน้านี้มีคลองนอก คลองใน สันดอนมันกว้าง หน้าน้ำมาทีก็รวมเป็นสายเดียว สมัย... นั่นละที่ถมตลิ่งให้มันกว้างออกไป บ้านเรือนขยายตัวไปอีกกว้าง แม่น้ำเลยไปอยู่ข้างล่างเขื่อนโน่น"”

แต่ทำไมปัจจุบัน ถึงห่างไกลจากแม่น้ำ ใครมาเพิ่มฝั่ง ทำตลิ่ง ถมแม่น้ำนะ...ขอแช่งให้มานเป็นโรคจู๊ดหด...ตลอดกาล…เพี้ยงงง!!!

 

ทีนี้พอเมืองกาญจน์มาอยู่ตรงปากแพรกนี้ เรื่องการค้าก็หวานอะดี้...ก็ค้าขายกับเมืองต่างๆทางน้ำซะเลยยยยยยยยยยยย....ปากแพรกก็เลยรวยรึ่ม..รวยรึ่ม...มีตลาดสดเกิดขึ้นมา...คนก็หลั่งไหลมาทำการค้าเพียบบบบบ!!! แถมในสมัยรัชกาลที่ 3 ก็ยังค้าขายกับจีนด้วย สถาปัตยกรรมแบบจีนก็คืบคลานมาอย่างช้าๆ

พอมาถึงสมัยรัชกาลที่ 4 สถาปตยกรรมบ้านเรือนทรงไทยหรือแบบชาวบ้านๆในชุมชนปากแพรกเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ก็คนในปากแพรกมีกะตังค์แล้วนี่ อาคารคาขายแบบจีนก็ติดปีกบิน ญวนก็มาร่วมช่วยสร้างด้วย สถาปัตยกรรมแบบยุโรปก็มาผสม สนุกสนานกันใหญ่ปากแพรกก็เลยได้สถาปัตยกรรมแปลกตาเข้ามาไว้ในครอบครอง


จากข้อมูลงานวิจัยการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมชุมชนปากแพรก จังหวัดกาญจนบุรี 2003 ระบุว่า

"สถาปตยกรรมในชุมชนปากแพรกเกิดการปรับเปลี่ยนอีกครั้ง จากการรับอิทธิพลของรูปแบบของงานสถาปตยกรรมของชาติตะวันตก ประกอบกับในชวงเวลาเดียวกัน เปนชวงที่ประเทศจีนไดเกิดความวุนวายทางการเมือง ความชัดเจนของงานสถาปตยกรรมในชุมชนปากแพรก ถูกบันทึกไวในบทพระราชนิพนธของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว คราวเสด็จประพาสไทรโยคในปพ.ศ.2420

ในตอนหนึ่งของบทพระราชนิพนธไดกลาวถึง สภาพตลาดปากแพรก และรานคาของคนจีน ที่มีขายของหลากหลายชนิดตั้งแต ยาสูบ เครื่องถวยชาม หนัง ของสด เชน พริกนก..."

นอกจากนี้ยังให้ข้อมูลเชิงวิเคราะห์ที่ตอบข้อสงสัยของเราได้มากมาย โดยบันทึกประวัติศาสตร์ของปากแพรกไว้ว่า

ในชวงสงครามฯ ปากแพรกมีบทบาทในหลายๆดาน เปนแหลงซื้อขายเครื่องอุปโภค บริโภค ที่ใชในยามสงคราม รวมถึงเปนที่สําหรับใชประชุมของนายทหารญี่ปุน และปากแพรกยังใชเปนสถานที่หลบภัยจากการทิ้งระเบิดของฝายสัมพันธมิตรไดแกวัดใตวัดเหนือและโรงงานกระดาษ แตปากแพรกไมพบหลักฐานบันทึกถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการทิ้งระเบิด อาจเนื่องมาจากเปนตลาดซื้อขายเครื่องอุปโภค บริโภคที่สําคัญทั้งของทหารญี่ปุน รวมถึงเชลยศึกตางๆดวย


 

หลังจากสงครามฯ ยุติปากแพรกเดิมเคยเปนศูนยกลางพาณิชยกรรมที่สําคัญของเมืองกาญจนบุรีไดลดบทบาทลงเปนเพียงศูนยพาณิชยกรรม ที่ใหบริการภายในชุมชน อันเปนผลมาจากการขยายตัวและเคลื่อนยายศูนยพาณิชยกรรมหลักไปที่ถนนแสงชูโต..." 

ใช่เลย!!!...ตั้งแต่ญี่ปุ่นบุกปากแพรก...ทางรถไฟมา... ถนแสงชูโตมา...ปากแพรกถึงเข้าสู่ภาวะขาลง...เตี้ยลง...สาละวัน...เตี้ยลง...

แต่ปากแพรก Never Dies ยังอยู่คู่เมืองกาญจน์จวบจนปัจจุบันนี้...และจะอยู่ต่อไปตราบนานเท่านาน...ไม่เขื่อก็คอยดู!!!

...

***

เรียนท่านผู้อ่าน

ความจริงเป้าหมายในการทำบล๊อกของเราอยู่ที่การบอกเล่าเรื่องราวของชุมชนปากแพรก 180 กว่าปี เพราะหมั่นไส้ภาครัฐที่ไม่ค่อยทำอะไรจริงจังเกี่ยวกับปากแพรกซะที... เราก็มองหาบล็อกไทยดีๆที่เหมาะสมกับความรู้ของผู้อ่าน ก็มีที่นี่หละ มีให้ทำได้ 3 บล็อก ผนวกกับเราเห็นเรื่องจริงของคุณบุญผ่องน่าสนใจมาก เรื่องลับๆก็มีแต่เราลบออกซะ และเรื่องของคุณบุญผ่องก็เกี่ยวข้องกับชุมชนปากแพรกโดยตรง ละครบุญผ่องก็มาแล้วคงนำพาชุมชนปากแพรก กาญจนบุรีให้เป็นที่รู้จักโดยไม่ต้องพึ่งภาครัฐ และเพื่อบันทึกไว้เป็นข้อมูลอ้างอิง. 

ส่วนใครอยากรู้ว่าแปลมาจากไหน ก็ต้องถามอาจารย์กรูเกิ้ลในชื่อ boonpong dead railway ทีลอกภาษาไทยก็มี...เพือ่ความสมบูรณ์ของการค้นหา...จะพยายามย้อนกลับไปอ้างสิทธิให้อะนะจ๊ะ

ที่นี่...เราใช้วิจารณญาณแบ่งเรื่องเป็นบล๊อกๆให้ชัดเจนดังนี้

http://www.oknation.net/blog/boonpong  บอกเล่าเรื่องราวจริงๆบุญผ่องในมุมมองของชาวต่างชาติอันนี้ส่วนใหญ่แปลและสรุปความเพื่อให้ได้อรรถรสโดยจะอยู่ใน ศิลปะวัฒนธรรม

http://www.oknation.net/blog/boonphong  วิพากษ์ละครบุญผ่องกับการอิงเรื่องจริงและเรื่องสงครามโลกครั้งที่สอง ในละครภาพยนต์

http://www.oknation.net/blog/pakprak  บอกเล่าเรื่องราวปากแพรกในท่องเที่ยว

แล้วก็จะเชื่อมโยงกันสู่ปากแพรกในภายหลัง...และ...เราทำของเราคนเดียวไม่เกี่ยวกับใคร...อย่าเดากันไปต่างๆนานา...นะจ๊ะ...

จึงเรีบนมาเพื่อทราบจร้า...


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
rattiya วันที่ : 25/05/2013 เวลา : 22.05 น.


ความคิดเห็นที่ 1 rattiya , pakprak ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 23/05/2013 เวลา : 12.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

"คนปากแพรก"ต้องร่วมแรงกันครับ
อย่างที่เขียนนั่นแหละ ไม่ต้องไปหมั่นใ้ภาครัฐหรอกครับ เพราะไม่ว่าที่ไหน รัฐก็เป็นแบบนี้ คือไม่สนใจอะไร
จึงอยู่ที่คนในพื้นที่ว่าจะเดินหน้ากันอย่างไร
ทำอะรที่จะดึงคน(นแก)ให้ไปสนใจอะไรที่นั่น ทั้งประวัติศาสตร์และเรื่องราวต่างๆ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน