• มะอึก
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-04-05
  • จำนวนเรื่อง : 1277
  • จำนวนผู้ชม : 2471153
  • ส่ง msg :
  • โหวต 2111 คน
มะอึก
เป็นพืชสวนครัว..ปลูกง่าย โตเร็ว..ไม่ต้องเอาใจใส่..มีประโยชน์มากทั้งรากและผล
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom
วันเสาร์ ที่ 1 สิงหาคม 2552
Posted by มะอึก , ผู้อ่าน : 15320 , 12:16:12 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน Surakant โหวตเรื่องนี้

.

.

"พี่มะอึก  ไปนอนเถียงนา  หาปลากินกันที่บ้านของแหลม ยโสธร  ด้วยกันมั๊ยพี่ ?"

อีกแล้ว...เสียงจ่าจินต์ดังเล็ดลอดออกมาทางโทรศัพท์

"เอาซี...ยังไงก็ได้"

ผมตอบกลับไปแบบไม่ต้องยั้งคิดเหมือนกัน

"พี่มะอึกอย่าลืมหาข้อมูล..กุดชุม..ด้วยนะครับ"

จ่าจินต์สั่งการชัดเจน.....

.

เมื่อ "จ่า" สั่งการ  มีหรือที่ "สารวัตร" อย่างผมจะกล้าขัดขืนใจ

ข้อมูลที่ปรากฏต่อจากนี้ไป  ผมได้คัดลอกมาจากเวปไซด์ต่าง ๆ

ไม่ได้เขียนขึ้นเองแม้เพียงเรื่องเดียว

โดยผมค้นหาข้อมูลจาก GooGle ครับ

นำมารวบรวมไว้ในบล็อคแห่งนี้  เพื่อให้ผู้ที่จะเดินทางไปด้วยกัน  ได้มีไว้เป็นข้อมูลเบื้องต้น

ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลของ แหลม ยโสธร  ข้อมูลอำเภอกุดชุม  ข้อมูลจังหวัดยโสธร

ห้ามใครก็ตามมาฟ้องร้องว่าผมลอกข้อมูลเขามาโดยไม่ได้รับอนุญาตนะครับ

เพราะผมกำลังขออนุญาต ณ บัดนี้

ขอบพระคุณครับ

.

.

บทที่ 1.

อรหันต์ชาวนา ความพอเพียงในแบบของ  " แหลม พูนศักดิ์ "


.

แหลม ยโสธร หรือ พูนศักดิ์ สมบูรณ์

.



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก dhammajak.net , pranippan.com , ทีวีบูรพา

.

คำว่า "เศรษฐกิจพอเพียง" เป็นสิ่งที่คุ้นหูกันดีอยู่แล้ว

แต่จะมีสักกี่คนที่สามารถนำกระแสพระราชดำรัสเกี่ยวกับ "เศรษฐกิจพอเพียง" ไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิตอย่างจริงจังและสมบูรณ์แบบ เฉกเช่น "อรหันต์ชาวนา" หรือกลุ่มชาวบ้านแห่งบ้านโนนยาง อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร ที่มี "แหลม พูนศักดิ์ สมบูรณ์" เป็นผู้ริเริ่ม 

แหลม หรือ พูนศักดิ์ สมบูรณ์ เป็นลูกชาวนาธรรมดาๆ คนหนึ่งแห่งบ้านโนนยาง อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร

เมื่อเรียนจบชั้น ป.6 แล้ว  "แหลม" ได้เดินตามกระแสสังคม ก้าวเดินออกจากบ้านเข้ามาหางานทำในเมือง และประกอบอาชีพ "ช่างซ่อม" ซึ่งเป็นสิ่งที่เขามองว่า ดูดี และทำเงินได้อย่างรวดเร็ว

เขาได้เป็นช่างซ่อมประจำร้านในเมือง ก่อนจะเปิดร้านรับซ่อมเองที่บ้าน มีกำไรพอสมควร

.

.

เมื่อถึงจุด ๆ หนึ่ง "แหลม"กลับมองว่า

การเป็นลูกจ้างคนอื่น  ไม่ใช่หนทางที่เขาอยากจะเลือกเป็น 

และเริ่มคิดว่า เขากำลังเป็นทาสของระบบทุนนิยม

ตกอยู่ในวังวนของการเอารัดเอาเปรียบจากเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

สิ่งเหล่านี้ทำให้เขาไม่สบายใจ  

และนั่น  ทำให้ "แหลม" เริ่มมองหาชีวิตใหม่ที่ดีกว่า 

.

หลังจากสับสนในชีวิตอยู่พักใหญ่

"แหลม"  ได้ไปดูงานของ "พ่อใหญ่เชียง น้อยไท" ชาวนาอาวุโสแห่งจังหวัดสุรินทร์

ได้เห็นแปลงเกษตรที่มีทั้งปลูกพืช สมุนไพร หลากหลายอย่าง

ความประทับใจในครั้งนั้นทำให้ "แหลม" เริ่มมองเห็นความจุดมุ่งหมายของตัวเอง


.

.

.


"การเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสาน" คือคำตอบสุดท้ายของ "แหลม"

ทั้งที่เขาไม่เคยมีความคิดว่า จะทำนาเหมือนดังเช่นพ่อแม่ของเขามาก่อนเลย

นั่นทำให้เขาเริ่มปรับเปลี่ยนชีวิตของตัวเองอีกครั้ง

เขาตัดสินใจหันหลังให้กับการทำงานในเมือง ที่ใครๆ ต่างพากันยื้อแย่งเพื่อที่จะก้าวไปสู่ดินแดนศิวิไลซ์เช่นที่ "แหลม" มีโอกาส

แต่สำหรับ "แหลม" เขามองว่า การพึ่งตัวเองได้ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

"แหลม" ตัดสินใจกลับบ้านมาใช้วิถีชีวิตดังเช่นชาวนาชาวสวน

ทำนาโดยใช้ควาย แทนที่จะใช้เครื่องจักร

เลี้ยงกบ เลี้ยงปลา และปลูกสมุนไพรไปในคราวเดียวกัน

.

.

.

"ชาวนาที่ดูถูกควาย  ผมไม่คิดว่าเขาเป็นชาวนา  ชาวนาจริง ๆ จะคิดว่า ความคือเพื่อนที่มีบุญคุณ  สำหรับผมกลับยกย่องว่า ควายเป็นครู  ผมต่างหากที่คิดว่าตัวเองเป็นศิษย์ของควาย"  แหลมบอก

 

แม้จะไม่มีใครเห็นด้วยกับความคิดของเขา และพากันเรียกเขาว่า "ผีบ้า"

แต่ด้วยกำลังใจจาก "เรณู" ผู้เป็นภรรยา และลูกชายทั้งสองคน 

ทำให้ "แหลม" ลุกขึ้นสู้ และฝ่าฟันจิตใจที่อยากจะกลับไปเป็นช่างซ่อมอีกครั้ง จนผ่านไปได้ด้วยดี 

"คนในหมู่บ้านมองว่าผมเป็นผีบ้า  เพราะกลางคืนเดือนแจ้ง ผมจะลงไปขุดดินทำหลุมปลูกผัก บางวันก็ทำงานไม่หยุด เพราะต้องการที่จะให้มันเกิดผลเร็ว ๆ ให้พื้นที่แห้งแล้งกลายเป็นสีเขียวให้ได้  แล้วที่สำคัญ ผมต้องการพิสูจน์ให้ชาวบ้านที่เขาปรามาสไว้ว่าไม่มีทางเป็นจริงได้  แต่ผมจะทำให้ได้.."


.

.

.

สิ่งที่ "แหลม" ทำ  สอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง

คือเขาไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินเลย เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาต้องการ ก็สามารถหาได้จากไร่นาของเขา

และความหลากหลายของการทำเกษตร

ทำให้เขาสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างสบายๆ เพราะสามารถเก็บผลผลิตไว้ทานเอง ให้เพื่อนบ้าน หรือจะนำไปขายก็ได้

"การทำอย่างนี้ มันเหมือนกับเราฉีกสังคม  แต่สังคมที่เราฉีกไปหาก็คือบรรพบุรุษของเรา  มันคือรากเหง้าของเราเอง  ถ้าทำเกษตรอินทรีย์แบบจริง ๆ จัง ๆ เราจะหลุดพ้นจากระบบนายทุนอย่างเต็มตัวเลย  ทำนาง่ายนิดเดียว  ลงแรงก็จริง  เหนื่อยก็จริง  แต่ก็แค่เดือนครึ่ง  พอข้าวเต็มยุ้งฉาง  เวลาที่เหลือจะนั่งเล่นนอนเล่นก็ได้"


.

.

.

นอกจาก "แหลม" จะยึดแนวคิดพอเพียงมาใช้กับครอบครัวของตัวเองแล้ว

เขาเล็งเห็นว่า สิ่งดีๆ เหล่านี้ควรจะถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้รับรู้ด้วย

"แหลม" จึงเริ่มถ่ายทอดประสบการณ์การทำนาของตัวเอง

ผ่าน "โรงเรียนอรหันต์ชาวนา" ที่ตั้งขึ้นเพื่อให้ความรู้การเกษตรแบบผสมผสาน

โดยเริ่มให้ความรู้จากคนในหมู่บ้านก่อน เมื่อแนวคิดของเขาได้บอกต่อปากต่อปากไปยังหมู่บ้านอื่นๆ ทำให้มีหลายคนหันมาสนใจการเกษตรแบบพอเพียงมากขึ้น

โดยสิ่งที่ "แหลม" เน้นย้ำก็คือ "เศรษฐกิจพอเพียง" ที่จะทำให้คนอยู่รอดได้

.

.

.

"ความรู้ในวิชาชีพอื่น ๆ นั้น  ถูกเผยแพร่มาเยอะแล้ว  แต่ชาวนามีโอกาสน้อยมากที่จะได้ขึ้นเวทีพูดให้คนอื่นฟัง  ผมอยากให้คนอื่นได้รู้กรรมวิธีของชาวนา  ให้รู้ว่าเป็นชาวนาแล้วไม่อดตาย"

แหลมกล่าวอย่างมุ่งมั่นและภาคภูมิใจในอาชีพของตัวเขา

ปัจจุบัน "แหลม พูนศักดิ์" เป็นหนึ่งในความภูมิใจของชาวยโสธร

จนชาวบ้านขนานนามเขาว่า "แหลม ยโสธร"

และนี่คือชีวิตที่เรียบง่าย 

แต่สร้างคมสุขได้บนพื้นฐานการดำเนินชีวิตในแบบของ "เศรษฐกิจพอเพียง" 

และสมดังคำว่า " อรหันต์ชาวนา" ที่เปรียบประดุจชาวนาผู้รู้ ผู้ตื่นแล้ว  จนสามารถหลุดพ้นจากวัฎสงสารของระบบนายทุน 

ที่หลุดพ้นจากวังวนแห่งการใช้สารเคมี  และการหลุดพ้นจากความยากจน  อันเป็นผลพลอยได้ที่ตามมานั่นเอง

.


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
  
- sudipan.net
- dhammajak.net
- daratham.net
-
pranippan.com
http://hilight.kapook.com/view/34889

.

.

บทที่ 2.

(จากรายการคนค้นคน...ตอนที่ 1)

@@@@@@@####@@@@@@@@######@@@@@@@@

.

.

บทที่ 3.

 (Positioning Magazine   พฤศจิกายน 2549 )

.

เรื่องราวของชาวนาจังหวัดยโสธร คนหนึ่ง ชื่อ แหลม - พูนศักดิ์ สมบูรณ์ ชายหนุ่มวัย 33 ปี แห่งบ้านโนนยาง อ.กุดชุม ซึ่งน้อมรับกระแสพระราชดำรัสเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงและการพึ่งพาตนเอง มาเป็นแนวทางชี้นำชีวิตของเขาและครอบครัว ให้สามารถอยู่รอดได้ในระบบสังคมที่บริโภคทุนนิยมอย่างเช่นทุกวันนี้

ชีวิตของแหลม เป็นมุมสะท้อนของคนที่ตัดสินใจนำชีวิตมาสู่เกษตรกรรม เมื่อเขาพาภรรยา และลูกชายที่อยู่ในวัยเรียนทั้ง 2 คน หันหลังให้กับระบบนายทุนที่มีความสัมพันธ์กันแค่เปลือกนอก หวนกลับสู่วิถีดั้งเดิมของบรรพบุรุษ คือ อาชีพชาวนา โดยยึดเอากระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เกี่ยวกับความเป็นอยู่ที่พอเพียงและทำไร่นาสวนผสมมาเป็นแนวทางให้กับชีวิต โดยไม่สนใจต่อคำสบประมาทของชาวบ้าน ที่มองว่าเขาเป็นผีบ้า

นอกจากจะนำพาตัวเองเข้าสู่เกษตรพอเพียงแล้ว แหลมยังพยายามถ่ายทอดแนวคิดให้กับชาวบ้านและลูกชายทั้ง 2 โดยวิธีการพ่อนำพาลูก เพราะเขามั่นใจว่าเมื่อเด็กเห็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ทำก็จะจดจำ

อรหันต์ชาวนา คือ ชาวนาที่เป็นผู้รู้ ผู้ตื่นแล้ว ไม่โง่แล้ว เป็นผู้หลุดพ้นจากการเป็นทาสของระบบนายทุน หลุดพ้นจากวังวนแห่งการใช้สารเคมี และการหลุดพ้นจากความจนจะเป็นผลพลอยได้ที่ตามมาเอง

 .

.

บทที่ 4.

อรหันต์ชาวนา

http://www.joezine.com/node/598

(Submitted by joezine on Sun, 07/20/2008 - 20:55)

ได้ดูรายการคนค้นคนย้อนหลังจากเว็บของทีวีบูรพา ตอน "อรหันต์ชาวนา"

(ดูเทปได้ ตอน 1 และ ตอน 2) พูดถึงชีวิตของชายชื่อ “แหลม พูนศักดิ์ สมบูรณ์” ชาวนาชาวยโสธรที่น้อมรับทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงมาปฏิบัติ

 การดำเนินชีวิตของแหลม พูดง่ายๆคือ ไม่ว่าเศรษฐกิจจะตกต่ำ หรือน้ำมันแพง แต่ “แหลม” สามารถอยู่ได้ เพราะพึ่งพาตัวเอง  แต่สิ่งที่ได้รับหลังจากดู Clip นี้มีดังนี้

  • หลังจากเก็บเกี่ยวข้าว ควรปลูกพืชคลุมดินเพื่อรักษาหน้าดิน และเป็นรายได้อีกทางหนึ่ง พืชคลุมดิน เช่น ถั่ว, โสน, ปอ, กระเจี๊ยบ 
  • แหลม จะพูดถึงผักปัญญาอ่อน หมายถึง ผักที่ต้องรอแต่คนเอาน้ำไปรด, รอกินปุ๋ย กว่าเราจะรอกินมัน มันกินเราไปเยอะ (จะหมายถึงข้าวและเห็ดได้รึเปล่า แต่ข้าวจำเป็นต้องปลูกอยู่แล้ว) 
  • จะปลูกอะไร จะต้องศึกษาพฤติกรรมของพืชให้ทะลุปรุโปร่ง เช่น ชอบสภาพอากาศอะไร ชอบปุ๋ยอะไร กี่วันถึงจะเก็บเกี่ยวได้ เป็นต้น
  • ต้องมีการวิจัยพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ เช่น เห็ด, กบ, ปลา
  • ต้องมีจุดยืนในแนวความคิดของตัวเอง เชื่อแนวทางของการพึ่งพาตัวเอง
  • การเรียนสูง เรียนได้ แต่จะต้องกลับมาช่วยเหลือคน อย่าหวังผลประโยชน์ เต็มใจช่วยอย่างจริงใจ อย่านำความรู้เพื่อมาปรับปรุง แต่ต้องเรียนรู้อย่างมีวิจารณญาณและนำมาใช้อย่างเหมาะสม (ยึดเกษตรไว้ อย่านำแนวคิดตะวันตกมาปรับปรุง)
  • ทำบ่อปลา บ่อกบ ถ้าน้ำแล้ง ก็แปลงเป็นแปลงผัก

โดยสรุปเพิ่งเห็นการทำนาแบบตั้งแต่ต้นจนจบเป็นครั้งแรก เรียนตอนประถมแต่ไม่สามารถนึกจินตนาการออกมาได้

การทำนาลำบากมากมีความพิถีพิถันทุกขั้นตอนตั้งแต่คัดเลือกเมล็ดพันธุ์, ไถดิน, ปักข้าว, เกี่ยวข้าว, ตีข้าวเพื่อเอาเมล็ด (ภาคกลางจะใช้โรงสี) อดที่จะชื่นชมความขยันขันแข็งของชาวนาไม่ได้จริงๆ

  • การที่พ่อแม่บอกว่าอยากให้ลูกเรียนสูงๆ ไม่อยากให้ทำนา เพราะการทำนาลำบาก จริงๆพ่อแม่ไม่ควรปลูกฝังแบบนั้น ความลำบากอาจมาจากการท้อที่ทำนาแทบตายแต่ได้เงินนิดเดียว
  • การศึกษาของไทยล้มเหลวจริงๆ ถูกสอนแต่เนื้อหาบทเรียนที่แปลจากวัฒนธรรมตะวันตก แต่ไม่สามารถให้นักเรียนมีเป้าหมายในชีวิต โดยมีพื้นฐานคิดและวิจารณญาณ
  • ชีวิตในแต่ละวันที่มีแต่การทำนา, ทำเกษตร, เพาะพันธุ์สัตว์, ตกปลา, ตกหอย, จับกบ ทุกๆวันงานจะมีเป็นจำนวนมาก และวนเวียนแบบนี้ วางแผนถึงการเพาะปลูกในปีถัดไป ว่าจะต้องเก็บน้ำมากแค่ไหน, ปลูกมากแค่ไหน (ยุ่งยิ่งกว่าผู้บริหารซะอีก)
  • ควรใช้พลังของธรรมชาติมาช่วยงาน เช่น เลี้ยงสัตว์มาช่วยทำงาน, น้ำฝน, แสงแดด แต่มีข้อสงสัยว่าจะฝึกลิงมาช่วยปลูกข้าวด้วยจะได้ไหมนะ ?
  • ผลผลิตเยอะ แต่ไม่จำเป็นต้องจ้างแรงงาน ให้พี่น้องมาช่วยกันเก็บเกี่ยว พอตกเย็นนั่งล้อมวงกินข้าว และพูดคุย น่าจะเป็นหนทางที่ดี
  • ทำแบบแหลม (ทำเองหมด พึ่งพาตัวเอง) เป็นหนทางที่ดี แต่น่าจะหาทางเพื่อทุ่นแรงตัวเอง และลดเวลา นำเวลาไปทำอย่างอื่น (เช่น การวิจัย)
  • มีไอเดียอื่นๆ เช่น มีกิจกรรมประจำปีของครอบครัว (เหมือนเชงเม้ง — น่าจะประยุกต์ใช้กับ myit6 ด้วยนะ)
  • ท้ายที่สุด ต้องนำมาประยุกต์น่าจะเหมาะสมกับตัวเรามากกว่า (พึ่งพาบ้าง แต่ไม่มาก แนวคิดเหมือนฟาร์มโชคชัย — กำหนดว่าจะใช้จ่ายเท่าไหร่ จะมีรายรับเท่าไหร่ และทำให้ได้)

ได้คุยกับดื้อและดิ๊ก (ทำนากันทั้งสองคนเลย) บอกว่าเดี๋ยวนี้บ้านนอกเปลี่ยนไปมาก

  • มีการจ้างเก็บเกี่ยวข้าว
  • ขุดบ่อสำหรับเก็บน้ำ ใช้รถแบล็คโฮล
  • เลี้ยงวัว เลี้ยงควาย เลี้ยงหมู​ เลี้ยงไก่ (แม่พันธุ์ก็เอามาจากญาติ)

ดูๆแล้วเพื่อนเราแต่ละคนก็รวยที่ทำกินทั้งนั้น มีที่ดิน 20 ไร่ขึ้นไปทั้งนั้น แถมมีอยู่มีกินตลอดปี ไม่ต้องซื้อ น่าอิจฉาเพื่อนเราจริงๆ

ท้ายสุดเจอบทความในกรุงเทพธุรกิจน่าสนใจดี

.

.

บทที่ 5.

แหลม อรหันต์ชาวนา ผู้น้อมรับพระราชดำรัส

9 มิถุนายน 2549 21:14 น.
๐ ฟารีดา ศรีวารินทร์

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ :

ในวโรกาสเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบรอบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ทางรายการ 'คนค้นฅน' ได้ร่วมเทิดพระเกียรติพระองค์ท่านด้วยการนำเสนอเรื่องราวของชาวนา จังหวัดยโสธรคนหนึ่ง ที่น้อมรับกระแสพระราชดำรัสเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงและการพึ่งพาตนเอง มาเป็นแนวทางชี้นำชีวิตของเขาและครอบครัวให้สามารถอยู่รอดได้ในระบบสังคมที่บริโภคทุนนิยมอย่างเช่นทุกวันนี้

หากเอ่ยถึงอาชีพชาวนาแล้ว น้อยคนนักที่จะหมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องเป็นชาวนาให้ได้ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ด้วยแล้วไม่ต้องพูดถึงด้วยซ้ำ แทบจะไม่มีใครอยากจะสืบทอดกรรมพันธุ์ชาวนาจากพ่อแม่ ต่างหันหลังให้ท้องทุ่งมุ่งหน้าสู่สังคมเมืองเพื่อไปขายแรงงาน โดยมีเหตุผลซ้ำๆ คือ ที่บ้านไม่มีงานทำ อยู่ไปลูกเมียก็อดตาย ไปตายเอาดาบหน้า.... ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ต่างรีบถีบตัวเองให้พ้นจากความยากจนข้นแค้นและความแห้งแล้งของผืนดินอีสาน พากันหลั่งไหลเข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ

หนึ่งในนั้นก็คือ แหลม พูนศักดิ์ สมบูรณ์ ชายหนุ่มวัย 33 ปี แห่งบ้านโนนยาง อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร ก็เป็นคนหนึ่งที่เคยมีความคิดแบบนี้ หากว่าวันนั้นเขาทนเห็นการเอารัดเอาเปรียบของผู้คนในสังคมเมืองใหญ่ได้ โดยไม่รู้สึกรู้สาอะไร....

แหลม เกิดและเติบโตมาในครอบครัวชาวนา เมื่อเรียนจบ ป. 6 แหลมเดินทางเข้ามาทำงานก่อสร้างในเมืองตามกระแสนิยมของสังคมและความต้องการของพ่อแม่ที่มีความหวังว่าอนาคตของลูกจะดีขึ้น ไม่ต้องมาทำนาให้ลำบากเหมือนตนเอง ชีวิตในเมืองหลวงทำให้เขาเรียนรู้ถึงระบบนายทุนที่เข้ามาครอบงำทุกสิ่งทุกอย่างแม้กระทั่งจิตใจของผู้คน ทุกอย่างถูกตีมูลค่าเป็นเงิน แม้กระทั่งน้ำเปล่าแค่ 1 แก้ว คิดจะหาน้ำใจจากผู้คนสังคมเมืองนั้นยากเต็มที และความคิดระบบนี้กำลังคืบคลานเกาะกินจิตใจผู้คนในสังคมชนบทอย่างรวดเร็ว

"เมื่อก่อนผมไม่เคยมีความคิดว่าจะทำนาเหมือนพ่อแม่มาก่อนเลย คิดอยู่อย่างเดียวว่า การเข้าเมืองไปขายแรงงานทำให้มีเงินแล้วความเป็นอยู่จะดีขึ้นด้วย  ในหัวตอนนั้นคิดแต่ว่าจะต้องมีเงิน ต้องหาเงิน อยากกินอยากได้อะไรก็ได้แค่เรามีเงินเสียอย่าง หลังจากที่ผมทำงานเป็นลูกน้องเขา เห็นการเอารัดเอาเปรียบกันมาก อย่างอะไหล่ชิ้นละ 5 บาทแต่เถ้าแก่แกเขียนบิลให้ลูกค้าเป็น  300 บาท  ผมคิดว่ามันเป็นการเอารัดเอาเปรียบกันมากเกินไปแล้ว หากผมยังทำงานต่อไปก็จะบาปไปเรื่อย ๆ มันไม่ใช่วิถีชีวิตของเรา เกิดมาในครอบครัวชาวนาถึงยากจนก็ไม่เคยถูกสอนมาให้เป็นคนขี้โกงแบบนี้ เลยตัดสินใจลาออก  ตอนนั้นพ่อกับแม่ผิดหวังในตัวผมมาก"

แหลมตัดสินใจพาเรณูผู้เป็นภรรยา และลูกชายที่อยู่ในวัยเรียนทั้ง 2 คนหันหลังให้กับระบบนายทุนที่มีความสัมพันธ์กันแค่เปลือกนอก หวนกลับสู่วิถีดั้งเดิมของบรรพบุรุษ คือ อาชีพชาวนา โดยยึดเอากระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เกี่ยวกับความเป็นอยู่ที่พอเพียงและทำไร่นาสวนผสมมาเป็นแนวทางให้กับชีวิต โดยไม่สนใจต่อคำสบประมาทของชาวบ้าน ที่มองว่าเป็น “ผีบ้า”

“ในตอนนั้นไม่มีคนเห็นด้วยกับผมเลย แม้กระทั่งพ่อแม่ก็คัดค้านเพราะเขามองไม่เห็นทางว่ามันจะอยู่รอดได้  ผมก็ได้แต่พยายามที่จะพิสูจน์ให้ทุกคนเชื่อว่า  วิถีแบบนี้มันยั่งยืนและเป็นจริงที่สุด....”

"คนในหมู่บ้านมองว่าผมเป็น ผีบ้า เพราะกลางคืนเดือนแจ้ง ผมจะลงไปขุดดินทำหลุมปลูกผัก บางวันก็ทำงานไม่หยุด เพราะต้องการที่จะให้มันเกิดผลเร็วๆ ให้พื้นที่แห้งแล้งกลายเป็นสีเขียวให้ได้ แล้วที่สำคัญผมต้องการพิสูจน์ให้ชาวบ้านที่เขาปรามาสไว้ว่า ไม่มีทางเป็นจริงได้ แต่ผมจะทำให้ได้..."

แหลม เริ่มต้นทำนาแบบเกษตรพอเพียง ด้วยที่ดินจำนวน 16 ไร่ โดยแบ่งเป็นโซนทำนา 7 ไร่ ทำสระเลี้ยงกบเลี้ยงปลาและกักน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งอีก 3 ไร่ เป็นที่อยู่อาศัยและปลูกผักสวนครัวอีก 6 ไร่ โดยจะแบ่งผลผลิตที่ได้มา 3 ส่วน 1.ขาย 2. กินเอง 3.ให้ญาติพี่น้อง โดยแหลมบอกว่า “ที่ต้องเก็บไว้ให้พี่น้องก็เพราะเขามีบุญคุณกับเรา เวลาที่เขามาเยี่ยมในช่วงเทศกาล มีผลไม้เสื้อผ้ามาฝากเรา ทำนามีข้าวก็เอามาฝาก เค้าแลกเปลี่ยนกัน มันเป็นวัฒนธรรมมาแต่โบราณที่ไม่ได้ตีค่ามูลค่าสิ่งของเป็นเงิน ถ้าเราผลิตแล้วขายหมดพี่น้องก็อาจจะตีมูลค่าของที่นำมาฝาก วัฒนธรรมการแลกเปลี่ยนก็จะหมดสิ้นไปต่อไปพี่น้องอาจจะไม่รู้จักกันก็ได้

"ผมจะผูกพี่น้องด้วยวัฒนธรรมแบบนี้ ไม่อยากให้เขารู้สึกว่าเงินเป็นตัวนำหน้าจิตใจอย่างเวลาขายกบขายปลาทั้งให้ทั้งแถมถ้าขาดทุน ผมจะคิดว่าได้ทำบุญไม่ได้เงินก็ไม่เป็นไร ถ้าเอาเปรียบแล้วได้เงินมาก แต่ก็ได้บาปมากไปด้วย ผมก็ไม่เอา แลกเปลี่ยนกันกินจะดีกว่า"

แหลมทำนาแบบเกษตรผสมโดยไม่ใช้สารเคมีทุกชนิดมา 6-7 ปีแล้ว และพยายามยึดหลักวิถีชาวนาดั้งเดิมไว้ให้ได้มากที่สุดแต่ก็ไม่ปฏิเสธของสมัยใหม่ไปทั้งหมด วิธีการทำนาแบบผสมเขาบอกว่าสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ “ควาย”  

"ชาวนาที่ดูถูกควาย ผมไม่คิดว่าเค้าเป็นชาวนา ชาวนาจริงๆ จะคิดว่า ควาย คือเพื่อนที่มีบุญคุณ สำหรับผมกลับยกย่องว่า ควายเป็นครู ผมต่างหากที่คิดว่าตัวเองเป็นศิษย์ของควาย"

ทุกวันนี้ แหลมพยายามนำวัฒนธรรมดั้งเดิมมาใช้ร่วมกันในการดำเนินชีวิตและทำนาโดยอาศัยการเกื้อกูลกันของวัฏจักรตามธรรมชาติ และนำความรู้สมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ ทำให้สามารถลดต้นทุนในการผลิตได้มาก เขามองว่าการทำนาปัจจุบันต้องเอาระบบเก่าและระบบใหม่มาผสมผสานกันชีวิตของชาวนาจึงจะสามารถอยู่รอดได้ และการออกไปเปิดหูเปิดตารับข่าวสารข้างนอกก็ช่วยให้ประสบผลสำเร็จเร็วขึ้น

การทำนาสมัยนี้ ชาวนามักใช้เงินเป็นทุนอย่างเดียว ทุนปัญญา และทุนกำลังคน แทบจะไม่ต้องใช้เลย ไม่มีเงินก็ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมา ไม่หลุดพ้นจากวงจรหนี้สักที หากเรานำทุนทั้ง 2 อย่างนั้นมารวมกัน จะทำให้หลุดพ้นจากระบบหนี้สินนี้ได้

นอกจากนี้ แหลมยังมีความคิดต่อยุคสมัยนี้ว่า “ยุคนี้มันเป็นยุคของนายทุนฆ่าชาวนา ชาวนาจริงๆ แล้วไม่มีอะไรเลย นอกจากปัญญาและกำลังที่ติดตัวมาเฉยๆ และด้วยความซื่อจึงไม่รู้ทันระบบนายทุน เราไม่ใช่พ่อค้าคิดไม่ทันเขาหรอก หากจะมาทำเกษตรธรรมชาติแบบผสมนั้นยาก หากยังวิ่งตามนายทุนกันอยู่สุดท้ายก็ต้องตกหลุมพรางที่เขาวางไว้ อย่างเช่นมีนโยบายโคล้านตัวก็เลี้ยงกันทั้งหมู่บ้าน ทั้งประเทศไหลไปตามกระแส

ทั้งที่บรรพบุรุษของเราก็เลี้ยงวัวเลี้ยงควายกันมาตั้งแต่ดั้งแต่เดิม เมื่อมีนายทุนเข้ามาต้องเลี้ยงวัวด้วยหัวอาหารแทนหญ้า ส่วนหญ้าก็เป็นหญ้าปลูก ทุกอย่างมันต้องใช้เงินหมด สุดท้ายก็ไม่เหลืออะไร ตราบใดที่ชาวนาอย่างเราๆ ยังดูแต่ทีวีมีโฆษณาชวนเชื่อ ดูแต่ละครน้ำเน่า  แล้วรับเอามาเป็นแบบอย่าง ดูหรือฟังแบบไหนก็นำมาแสดงแบบนั้น”

นอกจากจะนำพาตัวเองเข้าสู่เกษตรพอเพียงแล้ว แหลมยังพยายามถ่ายทอดแนวคิดให้กับชาวบ้านและลูกชายทั้ง 2 โดยวิธีการพ่อนำพาลูก เพราะเขามั่นใจว่าเมื่อเด็กเห็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ทำก็จะจดจำ พ่อแม่พาเล่นไพ่ลูกก็ต้องเล่นไพ่ พ่อแม่พาดำนาลูกก็ต้องดำนา แม้กระทั่งเรื่องการศึกษาในระบบโรงเรียนเขาก็ยังคิดสวนกระแสพ่อแม่คนอื่นๆ

"ผมคิดว่าใบปริญญาเป็นเพียงกระดาษแผ่นเดียวเท่านั้น  การปฏิบัติจริงนี่แหละคือ ปริญญาชีวิต วิถีชาวนากินอยู่กันยังไงผมจะพยายามสอนพวกเขาทุกอย่าง ให้เค้าเกี่ยวหญ้าให้ควาย และเก็บเห็ด เช้าๆ 2 พี่น้องก็ปั่นจักรยานนำเห็ดไปขายก่อนไปโรงเรียน สอนให้เค้าเก็บออมเงินที่หามาได้ ไม่เคยหวังว่าจะต้องมีเงินเยอะๆ บ้านหลังโตๆ  มีรถเก๋งขี่ เพียงมีอยู่มีกินมีอาหารครบถ้วนในแต่ละวัน ลูกเมียอยู่ด้วยกันพร้อมหน้า ไม่แยกย้ายไปขายแรงงานที่ไหน ครอบครัวมีความสุขทั้งร่างกายและจิตใจแค่นี้ผมก็ภูมิใจและพอใจแล้ว"

ณ วันนี้ แหลมเริ่มมีเพื่อนร่วมอุดมการณ์หันกลับมาทำนาแบบปลอดสารพิษและเกษตรพอเพียงร่วม 20 กว่าหลังคาเรือนแล้ว กว่าแหลมจะสามารถทำได้อย่างทุกวันนี้ก็เพราะเขาเรียนรู้มาด้วยชีวิตทั้งสมหวังและผิดหวัง  แต่สุดท้ายแล้ว....อะไรทำให้แหลมเลือกที่จะหยุดอยู่กับอาชีพนี้ เลือกวิถีชีวิตแบบนี้ เลือกที่จะเป็นชาวนา แหลมให้นิยามของการเป็นชาวนาแบบพวกเขาว่า 'อรหันต์ชาวนา' คือ ชาวนาที่เป็นผู้รู้ ผู้ตื่นแล้ว ไม่โง่แล้ว เป็นผู้หลุดพ้นจากการเป็นทาสของระบบนายทุน หลุดพ้นจากวังวนแห่งการใช้สารเคมี และการหลุดพ้นจากความจนจะเป็นผลพลอยได้ที่ตามมาเอง

.......................

(ติดตามชีวิตของชาวนาอย่างแหลม ผู้ลุกขึ้นมาปลดแอกวิถีชีวิตชาวนาในปัจจุบัน  ออกมาสู่ความเป็นอรหันต์อย่างหาญกล้าและประกาศเลิกทาสให้กับชาวนาอย่างอหังการคนนี้ได้ในรายการ 'คนค้นฅน' วันอังคารที่ 13 และ 20 มิถุนายน เวลา 22.00 น. ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี)

 .

.

บทที่ 6.

.

(จากรายการคนค้นคน...ตอนที่ 2)

@@@@@#####@@@@@@######@@@@@@@@@@@

.

.

บทที่ 7.

.

.

.

.

นายพูลศักดิ์  สมบูรณ์

147 หมู่ 11  บ้านโนนยาง

ต.กุดแมด

อ.กุดชุม

จ.ยโสธร

http://www.oknation.net/blog/jawee/2009/07/31/entry-1

.

.

บทที่ 8.

ตำบลกุดแมด

 
ประวัติความเป็นมา :

ตำบลกุดแมด เป็นตำบลที่ตั้งอยู่ในเขตการปกครองของอำเภอกุดชุม

 ประกอบไปด้วย 18 หมู่บ้าน ได้แก่

หมู่ 1 บ้านกำแมด  หมู่ 2 บ้านหัวงัว  หมู่ 3 บ้านโนนยาง  หมู่ 4 บ้านกุดหิน หมู่ 5 บ้านหนองเหี่ย  หมู่ 6 บ้านหนองตาไก้  หมู่ 7 บ้านกำแมด  หมู่ 8 บ้านคำเอ็นอ้า  หมู่ 9 บ้านหัวงัว  หมู่ 10 บ้านโคกสวาท  หมู่ 11 บ้านโนนยาง หมู่ 12 บ้านแสนศรี  หมู่ 13 บ้านห้วยค้อ  หมู่ 14 บ้านหัวงัว  หมู่ 15 บ้านกุดหิน  หมู่ 16 บ้านกำแมด  หมู่ 17 บ้านโนนยาง  หมู่ 18 บ้านหนองบอน

อาณาเขตตำบล :

ทิศเหนือ ติดกับ ต.โนนเปือย อ.กุดชุม จ.ยโสธร
ทิศใต้ ติดกับ ต.หนองเป็ด อ.เมือง จ.ยโสธร
ทิศตะวันออก ติดกับ ต.โคกนาโก อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร
ทิศตะวันตก ติดกับ ต.นาโส่ อ.กุดชุม จ.ยโสธร
จำนวนประชากรของตำบล :

จำนวนประชากรในเขต อบต. 9,914 คน และจำนวนหลังคาเรือน 2,506 หลังคาเรือน

 

สถานที่สำคัญของตำบล :
1. วัดกำแมด(สุริโยกำแมด)
2. วัดกุดหิน
3. วัดโนนยาง
4. วัดศรีนวนบ้านโคกสวาท
5. วัดสว่างหัวงัว

.

.

บทที่ 9.

บ้านโนนยาง... บนแนวทางเศรษฐกิจชุมชน

(เบี้ยกุดชุม)

หากเอ่ยชื่อ "กุดชุม"

หลายคนคงนึกถึง "เบี้ยกุดชุม" สัญลักษณ์ที่แสดงถึงพลังชุมชนอันเข้มแข็งของชาวตำบลนาโส่ อ.กุดชุม จ.ยโสธร  ซึ่งมักจะถูกกล่าวขวัญถึงในฐานะชุมชนต้นแบบ ฐานการเรียนรู้ให้กับชุมชนต่างๆ ทั้งในด้านการพึ่งพาตนเอง มีเศรษฐกิจชุมชนที่เข้มแข็ง และด้านการอนุรักษ์วัฒนธรรม และวิถีชีวิตดั้งเดิม

หมู่บ้านโนนยาง ต.กำแมด ในอำเภอเดียวกันนี้ ก็นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่มีการจัดการชุมชนอย่างเข้มแข็งเช่นเดียวกัน แม้จะยังไม่มีการกำหนดเงินตราไว้แลกเปลี่ยนสินค้าภายในชุมชน อย่างเบี้ยกุดชุม แต่การรวมกลุ่มในลักษณะพึ่งพาตนเอง เช่นกลุ่มแม่บ้านเกษตร กลุ่มออมทรัพย์ หรือกลุ่มเกษตรกรรมทางเลือก ซึ่งทำให้หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ ได้นำเอาทรัพยากรในชุมชน ที่ผลิตในชุมชน และใช้ในชุมชนอย่างคุ้มค่า เพราะชาวบ้านที่นี่ ไม่รอการช่วยเหลือจากหน่วยงานอื่นๆ แต่จะเริ่มหยิบจับจากการลองผิดลองถูก เช่นร้านค้าสหกรณ์จนประสบความสำเร็จ เป็นแบบอย่างให้กับหน่วยงานอื่นๆ มาเรียนรู้ ส่วนสินค้าหัตกรรม หรืองานฝีมือที่ผลิตได้ก็ส่งขายในศูนย์ OTOP ประจำจังหวัด แต่นั่นเป็นเพียงอาชีพเสริม และไม่หวังพึ่งพาตลาดการส่งออก เนื่องจากสินค้าที่ผลิตได้จะเน้นการบริโภคในชุมชนก่อน ซึ่งเป็นการบริโภคที่ไม่่เกินความจำเป็น

หากทุกชุมชนในบ้านเราเป็นเช่นนี้แล้ว เศรษฐกิจโลกที่วุ่นวายอยู่ ณ ปัจจุบัน ก็คงส่งผลกระทบได้ไม่มาก หากเทียบกับชุมชนอื่นๆ ที่ทำการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ หรือที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการท่องเที่ยว และการส่งออก ที่ยังคงต้องรอการอุดหนุนจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง

.

.

.
วิถีชีวิตที่เรียบง่ายของชาวบ้านโนนยาง

ในแต่ละวัน

วิถีชีวิตของชาวบ้านโนนยางดำเนินไปอย่างเรียบง่าย เช่นเดียวกับชาวชนบททั่วไป ที่ชีวิตส่วนใหญ่ผูกติดอยู่กับท้องไร่ท้องนา

แต่จะมีช่วงเวลาพิเศษในรอบสัปดาห์ คือ ทุกเช้าู่วันพุธ ชาวบ้านที่นี่จะมีนัดกันที่ตลาดนัดกลางหมู่บ้าน หรือ ตลาดนัดวันพุธ ที่ชาวบ้านคุ้นเคย

พ่อค้า แม่ขาย ที่นำสินค้าอุปโภคบริโภคมาขาย ทำให้หมู่บ้านแห่งนี้ดูคึกคัก มีชีวิตชีวาตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสาง ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ล้วนแต่เป็นชาวบ้านในหมู่บ้านเดียวกัน ตลาดนัดดังกล่าวจึงแตกต่างจากตลาดนัดที่เคยพบเห็นทั่วไป ซึ่งเป็นลักษณะคาราวานพ่อค้าสัญจร ตระเวนมาขายของ แล้วจากไปยังหมู่บ้านอื่นๆ และจะกลับมาอีกครั้งตามวัน เวลาที่กำหนด เป็นที่มาของคำว่า ตลาดนัด

 

บุญส่ง มาตรขาว ประธานกลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านโนนยาง ผู้ริเริ่มแนวทางเกษตรทางเลือก และส่งเสริมการบริโภคสินค้าเกษตรปลอดสารเคมี เช่นผักปลอดสาร ข้าวปลอดสาร และผักพื้นบ้าน

เป็นอีกผู้หนึ่งที่รอคอยให้วันพุธมาถึงเช่นกัน เพราะได้เห็นความมีชีวิตชีวาในบรรยากาศการซื้อขายแบบกันเอง สินค้าที่พ่อบุญส่ง นำมาขายเป็นประจำคือ ข้าวอินทรีย์ไร้สารเคมี และโดยมีภรรยา นางสุนันทา มาตรขาว เป็นผู้จำหน่ายสินค้า ส่วนใหญ่เป็น อุหน่อไม้ หรือหน่อไม้ดอง ในช่วงที่มีหน่อไม้มาก ซึ่งเป็นภูมิปัญญาการถนอมอาหารในแบบฉบับชาวอีสาน

"ปกติ พ่อกับแม่ ก็ออกไปทำนากันแต่เช้า ยกเว้นวันพุธที่มีตลาดนัดแม่บ้านก็จะไปขายของก่อน แล้วค่อยตามไป เพราะบางทีหาหน่อไม้ หาอะไรไว้ได้เยอะ ก็รอมาขายวันพุธ แล้วแต่ช่วง บางทีก็มีปลา มีผักบ้าง แล้วแต่จะหาได้"

พ่อบุญส่ง กล่าวเพิ่มเติมว่า หัวใจของตลาดนัดวันพุธคือ ทำให้คนในหมู่บ้านมีวิถีชีวิตดั้งเดิมกลับคืนมา ได้มีช่วงเวลาได้พูดคุยและทักทายกัน เนื่องจากที่นี่ไม่มีตลาดสดเช่นหมู่บ้านอื่นๆ จะมีเพียงร้านค้า 2 – 3 ร้านเท่านั้น ส่วนในวันอื่นๆ ที่ไม่ใช่วันพุธ ก็สามารถนำสินค้ามาฝากวางขายที่ร้านค้าในหมู่บ้านได้เช่นเดียวกัน

สินค้าที่นำมาวางขายส่วนใหญ่ ล้วนผลิตและหาได้จากชุมชน เมื่อหา หรือผลิตได้มากเกินความต้องการบริโภค เช่นหน่อไม้ เห็ด ผักพื้นบ้านที่ปลูกตามไร่นา ไข่ไก่ ปลาเล็กปลาน้อยที่จับได้ตามฤดูกาล ก็จะถูกตระเตรียมมาวางขาย นอกจากนี้ยังมีสินค้าอื่นๆ เช่น ข้าวสาร อาหารแห้ง รวมทั้งขนมพื้นบ้านต่างๆ

บ้านโนนยาง อยู่ห่างจากอำเภอกุดชุม ราว 13 กิโลเมตร มีประชากรนับพันคน ราว 300 หลังคาเรือน ส่วนใหญ่มีอาชีพทำนา และเลี้ยงสัตว์ บางส่วนขายแรงงานในช่วงว่างเว้นจากฤดูเก็บเกี่ยว ปัจจุบันบ้านนโนนยางแบ่งออกเป็น 3 หมู่ คือ หมู่ 3 , 11 และ 17 ในเขต ต.กำแมด อ.กุดชุม จ.ยโสธร

จุดที่น่าสนใจของบ้านโนนยางนอกจากตลาดนัดวันพุธแล้ว สินค้าอุปโภค บริโภคอื่นๆ ก็ยังมีการจัดการที่เหมาะสม คือสามารถหาซื้อได้จากร้านค้าสหกรณ์ประจำหมู่บ้าน ทั้ง 3 หมู่ เปิดดำเนินการโดยกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านโนนยาง

กลุ่มแม่บ้านเกษตรฯ นับเป็นกลุ่มสตรีที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนชุมชนแห่งนี้ โดยเริ่มจัดตั้งกลุ่มมาตั้งแต่ปี 2521 โดยสำนักงานเกษตรอำเภอ ในช่วงนั้นยังไม่ค่อยมีบทบาทเนื่องจากอยู่ในช่วงการจัดตั้งกลุ่มใหม่ๆ จนกระทั่งปี 2538 เริ่มมีกิจกรรมมากยิ่งขึ้น ส่วนใหญ่เป็นงานลักษณะการส่งเสริมอาชีพเพื่อหารายได้เสริม เช่นการแปรรูปอาหาร แหนม ไส้กรอก และการทอผ้า เป็นหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการยอมรับเป็นสินค้าคุณภาพ และได้รับรางวัล กลุ่มแม่บ้านดีเด่นแห่งชาติ ในปี 2544

อีกหนึ่งกิจกรรมที่ประสบความสำเร็จสูงของกลุ่มแม่บ้านเกษตร คือ ร้านค้าสหกรณ์ ที่มีจำนวนสมาชิกกว่า 400 คน และเรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางแหล่งช็อพปิ้งของบรรดาแม่บ้านโนนยางทุกครัวเรือน

นางทิพพาภร ยอดผา ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตกรฯ กล่าวถึงความสำเร็จดังกล่าวว่า เกิดมาจากประสบการณ์ และการเรียนรู้ โดยยึดหลักการบริหารจัดการที่ว่า ร้านนี้เป็นของชุมชนในหมู่บ้านทุกคน และการร่วมแรงร่วมใจจากคนในชุมชนก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยผลักดันให้สหกรณ์ชุมชนเป็นร้านค้าของชุมชนอย่างแท้จริง

"จากการบริการที่ว่าร้านนี้เป็นของเราทุกคน ทำให้ชาวบ้านไม่ค่อยออกไปซื้อของข้างนอก ข้อดีคือ ถ้าเขาซื้อสินค้าที่นี่ เขาก็ได้รับปันผลด้วยเป็นแรงจูงใจ ส่วนในเรื่องสินค้าเรามีการปรับปรุงสิ้นค้าอยู่เสมอ สมมติว่าสินค้าไหนใหม่ๆ ที่ชาวบ้านต้องการใช้แต่ที่สหกรณ์ไม่มี ชาวบ้านก็จะมาบอก อันนี้นะ ยี่ห้อนี้นะ เรา (คณะกรรมการ) ก็เอามาเข้าที่ประชุมพูดคุยกันก่อนจะไปซื้อของ... ไม่ใช่ตัดสินใจได้เลยนะ

แม้แต่คนที่จะมาขายของ ก็ไม่ใช่ว่าจะมาขายได้เลย เราคัดเลือกคนที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสม การพูดจา และให้คำแนะนำได้ คือทางเราแบ่งหน้าที่ชัดเจน แลกเปลี่ยนกันตลอด ปรับเปลี่ยนวิธีการเรื่อยๆ อย่างสมัยก่อนเราจะซื้อสินค้าจากรถยี่ปั๊ว (พ่อค้าคนกลาง) ที่เข้ามาส่งถึงที่ แต่ระยะหลังเราก็เอารถเข้าไปซื้อเองในเมือง เราได้เห็นโลกภายนอก ได้เลือกสินค้าเอง และคำนวนต้นทุนก็ถูกกว่า มันอยู่ที่การลองผิดลองถูกมาเรื่อยๆ "

ประธานแม่บ้านเกษตรยังกล่าวเสริมว่า แม้ว่าการรวมกลุ่มสหกรณ์จะมีข้อดีต่อชุมชนหลายประการ เช่น ได้ซื้อสินค้าราคาถูก ได้รับเงินปันผลปลายปี เงินทองไม่รั่วไหลออกนอกชุมชน และยังเป็นการลดปัญหาที่เคยถูกเอารัดเอาเปรียบจากร้านค้าในอดีต อย่างการขายของเกินราคา สินค้าหมดอายุ และการบริการได้ แต่การการรวมกลุ่มสหกรณ์ กลับไม่ประสบผลสำเร็จในหลายๆ ชุมชน ทั้งนี้ ส่วนใหญ่มาจากปัญหาการบริหารจัดการ อาจเนื่องมาจากความสัมพันธ์ในชุมชนเดียวกัน ความเกรงอกเกรงใจ ส่วนใหญ่เวลากิดปัญหาไม่ก็เปิดใจพูดคุยทำให้การดำเนินงานหยุดชะงัก

 

"เราต้องพูดคุยกัน ทางกลุ่มสหกรณ์ที่นี่จะ เปิดใจกันทุกอย่างในที่ประชุม คิดยังไง รู้สึกยังไง ทำแบบนี้ถูก หรือผิด ปกติก็ปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคบที่ตกลงร่วมกันอยู่แล้ว ที่ผ่านมาก็ไม่ค่อยมีปัญหาอะไร กฎระเบียบที่นี่เคร่งครัดนะ ขนาดจำนวนหุ้นเราก็กำหนดไว้ว่าไม่เกินเท่านั้ัน เท่านี้นะ เพราะเราอยากกระจายไปให้คนอืื่นๆ อย่างทั่วถึง อีกทั้งลดบทบาทไม่ให้คนถือหุ้นมากมีอิทธิพลในการจัดการเกินคณะกรรมการ ไม่เช่นนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับระบบทุนทั่วไป และอีกอย่างหนึ่งคือเราคนทำงานต้องตื่นตัวเป็นคนพร้อมที่จะเรียนรู้อยู่เสมอ ทุกวันนี้ แม้ว่าจะมีกลุ่มอื่นๆ มาเรียนรู้การทำงาน การบริหารจัดการจากเรา บ่อยมาก แต่เราก็ยังต้องไปเรียนรู้ แลกเปลี่ยน ดูงานกับกลุ่มอื่นๆ อยู่ตลอดเวลา ทั้งการอบรมต่างๆ จากภาครัฐ และองค์กรพัฒนาเอกชน เราจะได้นำมาพัฒนากลุ่มเราด้วย"

 

นางทิพาพร ยังกล่าวถึงข้อดีของการรวมกลุ่มในชุมชนบ้านโนนยางว่า การรวมกลุ่มทำให้ชุมชนได้เกิดการแลกเปลี่ยนกัน มีบทบาท มีความรับผิดชอบร่วมกัน เกิดเงินทุนหมุนเวียนภายในชุมชนไม่รั่วไหลไปไหน ส่วนเด็ก และเยาวชนในพื้นที่พบว่า การที่กลุ่มชาวบ้านมีความเข้มแข็ง ก็ส่งผลให้พวกเขา ยึดถือเป็นแบบอย่าง โดยเป็นการปลูกจิตสำนึกทางอ้อม ซึ่งเด็ก และเยาวชนที่นี่มีความรู้สึก ภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในแต่ละกิจกรรม

"เด็กนักเรียนที่นี่นะ ส่วนใหญ่จะซื้อของแต่ร้านค้าสหกรณ์ ไม่ค่อยไปซื้อที่อื่น หรือ ข้างนอกหรอก อย่างถุงเท้า สมุด ดินสอ ปากกา ยี่ห้อไหนเขียนดีก็จะมาบอก กล่าว ให้เราหามาให้ เขาคงเห็นจากสิ่งที่พ่อแม่ทำเป็นแบบอย่าง"

ประธานกลุ่มสหกรณ์บ้านโนนยางกล่าว ด้วยความภาคภูมิใจ


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org

22 ตุลาคม 2551

http://www.thaingo.org/story/thidamon_baan.nonyang.htm

.

.

.

บทที่ 10.

เยือนถิ่นนักเขียนเมืองบั้งไฟโก้ยโสธร(๑)

http://www.oknation.net/blog/numsunjon

เจนอักษราพิจารณ์

.

.

.

บทที่ 11.

คำขวัญประจำจังหวัดยโสธร

เมืองประชาธิปไตย บั้งไฟโก้
แตงโมหวาน หมอนขวานผ้าชิต แหล่งผลิตข้าวมะลิ

.

ตราประจำจังหวัด

รูปสิงห์ ๑ คู่ หันหน้าเข้าหาพระธาตุพระอานนท์ และมีดอกบัวอยู่ใต้ฐานพระธาตุ

.

ความหมาย

"สิงห์" เป็นสัญลักษณ์ในการตั้งเมืองยโสธร

กล่าวคือ เจ้าเมืองหนองบัวลุ่มภูได้สั่งให้คณะเสนาบดีออกมาแสวงหาที่ตั้งเมือง ขณะเลือกหาชัยภูมิได้เห็นสิงห์ตัวหนึ่งวิ่งออกจากป่าริมฝั่งแม่น้ำชี จึงเรียกบ้านที่ตั้งใหม่ว่า บ้านสิงห์ท่า เพราะติดกับท่าน้ำริมแม่น้ำชี

ส่วนท้าวมุมพร้อมด้วยบุตรธิดา ญาติพี่น้อง บ่าว ไพร่ พากันไปตั้งบ้านใหม่ที่ดงสิงห์โคก เรียกว่า "บ้านสิงห์โคก" (ตำบลสิงห์ อำเภอเมือง) นัยว่ามีสิงห์ตัวหนึ่งที่ดงนี้และเป็นคู่กับสิงห์ที่บ้านสิงห์ท่า

"พระธาตุพระอานนท์" เป็นเจดีย์ฐานกว้างประมาณ ๔ วา ทุกด้านสูงประมาณ ๑๗ วาเศษ ทรวดทรงแบบพรหมสี่หน้า เป็นที่เคารพกราบไหว้ของชาวจังหวัดยโสธรและจังหวัดใกล้เคียง เพราะเชื่อว่าเป็นเจดีย์ที่บรรจุอัฐิของพระอานนท์เถระ กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นปูชนียสถานของชาติ ชาวเมืองเรียกเจดีย์นี้ว่า "พระธาตุพระอานนท์"

"ดอกบัว" เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดอุบลราชธานี ก่อนวันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ อำเภอยโสธรขึ้นสังกัดกับจังหวัดอุบลราชธานี ในอดีต ต่อมาโดยประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๗๐ ลงวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๕ ยกฐานะอำเภอยโสธรเป็นจังหวัดยโสธร เพื่อสืบเป็นประวัติว่า ครั้งหนึ่งจังหวัดยโสธรได้ขึ้นสังกัดกับจังหวัดอุบลราชธานี จึงคงรูปดอกบัวไว้เป็นอนุสรณ์

.

บทที่ 12.

ประวัติความเป็นมาของจังหวัดยโสธร

จังหวัดยโสธรจากพงศาวดารเมืองยโสธรได้บันทึกไว้ว่า เมื่อราวๆ ปี พ.ศ. ๒๓๔๐ พระเจ้าวรวงศา (พระวอ) เสนาบดีเก่าเมืองเวียงจันทน์กับสมัครพรรคพวกเดินทางอพยพจะไปอาศัยอยู่กับเจ้านครจำปาศักดิ์ เมื่อเดินทางถึงดงผีสิงห์เห็นเป็นทำเลดี จึงได้ตั้งหลักฐานและสร้างเมืองที่นี่เรียกว่า “บ้านสิงห์ท่า” หรือ “เมืองสิงห์ท่า”

ต่อมาใน พ.ศ. ๒๓๕๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ยกฐานะบ้านสิงห์ท่าแห่งนี้ขึ้นเป็น“เมืองยโสธร”ขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ มีเจ้าเมืองดำรงบรรดาศักดิ์เป็นพระสุนทรราชวงศา

ในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ได้ยกฐานะขึ้นเป็นจังหวัดยโสธร โดยประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๗๐ ลงวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๕ ได้แยกอำเภอยโสธร อำเภอคำเขื่อนแก้ว อำเภอมหาชนะชัย อำเภอป่าติ้ว อำเภอเลิงนกทา และอำเภอกุดชุม ออกจากจังหวัดอุบลราชธานี และรวมกันเป็นจังหวัดยโสธร ตั้งแต่วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๑๕

จังหวัดยโสธรมีเนื้อที่ ประมาณ ๔,๑๖๑ ตารางกิโลเมตร เป็นจังหวัดที่มีขนาดเล็กที่สุดในเขตอีสานตอนล่าง จังหวัดยโสธรแบ่งการปกครองออกเป็น ๘ อำเภอ คือ อำเภอเมืองยโสธร คำเขื่อนแก้ว มหาชนะชัย ป่าติ้ว เลิงนกทา กุดชุม ค้อวัง และทรายมูล

อาณาเขตติดต่อ

ทิศเหนือ ติดกับจังหวัดมุกดาหาร จังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดนครพนม
ทิศใต้ ติดกับจังหวัดศรีสะเกษ
ทิศตะวันออก ติดกับจังหวัดอุบลราชธานี
ทิศตะวันตก ติดกับจังหวัดร้อยเอ็ด

ที่มาของข้อมูล:
http//www.hunsaclub.com http://space.loxinfo.co.th.tat/map.php?
http://club.hunsa.com/history.php?

.

.

บทที่ 14.

อำเภอกุดชุม...ไปตามลิงค์ดีกว่าครับ

ข้อมูลยาว

.

.

ข้อมูลคงจะครบถ้วนสมบูรณ์นะครับ...สำหรับท่านที่จะร่วมเดินทางไปครั้งนี้

กลับจากยโสธร...ใครจะได้ความคิดสำหรับตัวเองเป็นเช่นไร ?

นั่นคือความสามารถ  และมุมมองของนักข่าวโอเคเนชั่น

ใครก็ได้ช่วย "PRINT" ข้อมูลเหล่านี้ติดมือไปเผื่อผมสัก 1 ชุดนะครับ

ที่บ้านเครื่อง PRINTER..หมึกหมดครับ

.

เดินทางเมื่อไหร่?

วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม 2552 ครับ

.

.

.





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 25 (0)
tengpong วันที่ : 11/08/2009 เวลา : 09.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tengpong

หัวใจของชาวนาท่านี้ ยิ่งใหญ่ น่าเคารพจริงๆครับ

พี่มะอึกและคณะโชคดีมากครับ ที่ได้ไปชื่นชมท่านถึงที่

ความคิดเห็นที่ 24 (0)
ศุภศรุต วันที่ : 09/08/2009 เวลา : 15.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/voranai
เรื่องราวหลากหลายในมุมมองของนักวิชากวน

พี่มะอึก
คนแบบเขาคือคนที่ผมศรัทธา

และเคารพมากยิ่งกว่าข้าราชการและนักการเมือง

ฝากแสดงความชื่นชมและ"เคารพ" ในเกียรติของชาวนาด้วยนะครับ

หุหุ


ความคิดเห็นที่ 23 (0)
จ่าจินต์ วันที่ : 03/08/2009 เวลา : 10.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jawee
@..จ่าจินต์...ตำรวจบ้าบุญ..เล่ม 2...คลอดแล้วครับ..พิมพ์จำนวนจำกัด..@

วันศุกร์จ่าออกเวรห้าโมง..
แต่เริ่มเก็บเสื้อผ้าของฝากแหลม
กับลูกแล้วครับพี่..เราจะไปหาสิริปตีหรือ
ไปบ้านเสี่ยวไทบ้านกันดี..
กระเหรี๋ยงหลงดอย.จากป่ากทม..

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
จ่าจินต์ วันที่ : 03/08/2009 เวลา : 10.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jawee
@..จ่าจินต์...ตำรวจบ้าบุญ..เล่ม 2...คลอดแล้วครับ..พิมพ์จำนวนจำกัด..@

ขอบคุณครับพี่มะอึก..
อยากบอกว่า
.ป่าโอเคเนชั่นของจ่า.
ก็มาจากแนวคิดของแหลม..
แต่ข้อมูลจ่าไม่มีอย่างพี่มะอึก.หนึ่งโหวต..
รักตายเลย..

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
soonthorn วันที่ : 03/08/2009 เวลา : 08.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/soonthorn-filmkayab
    Life+Bright  ชีวิต...งดงามเสมอ  

หวัดดี เช้าวันจันทร์ที่ 3 สิหาคม 2552 ครับ

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
wansuk วันที่ : 02/08/2009 เวลา : 11.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wansuk

กุดชุม ชุมชนเข้มแข็งที่มีชื่อเสียง
น่าไปสัมผัส เรียนรู้มากเลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
พฤจิกา วันที่ : 02/08/2009 เวลา : 11.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bigeye2009
"... ณ ทางแยก... บนทางเดินชีวิต..."



ความคิดเห็นที่ 18 (0)
ยากันยุง วันที่ : 02/08/2009 เวลา : 09.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/newgeneration
ส่วนหนึ่งของชีวิต คือ จิตสาธารณะ


ความคิดเห็นที่ 17 (0)
Cat@ วันที่ : 02/08/2009 เวลา : 02.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/catadler
อีกบ้าน ธรรมะ กับชีวิตhttp://www.oknation.net/blog/Akanittha

ข้อมูลแน่น มาก
ติดตาม

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
คนช่างเล่า วันที่ : 01/08/2009 เวลา : 23.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nukpan
คนช่างเล่า....และเล่า เรื่องประวัติศาสตร์ ในอดีตที่ผ่านมา เพื่อเสริมสร้างจริยธรรมคุณธรรม

นอนหนำนา บ้านเรา

วิถีชีวิตพอเพียง

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
สิริปตี วันที่ : 01/08/2009 เวลา : 22.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/siripatee
You are what you eat.You are what you write.


ใครไปบ้างเนี่ย
อยากเห็นหน้าแหลมเร็วๆ

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
อาโต้ วันที่ : 01/08/2009 เวลา : 22.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rtoto

สมัครเป็นทีมงานด้วยดีกว่า


คนโน้นก็พี่
คนนี้ก็น้อง

ตกงานอีกต่างหากเรา

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
มะอึก วันที่ : 01/08/2009 เวลา : 20.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom


ข้อมูลดี ๆ น่าอ่านครับ
ที่เขาเขียนเอาไว้ ดี ๆ ทั้งนั้น
.
ที่สำคัญวิถีชีวิตพอเพียงเช่นนี้ หายากและทำยากครับ
.

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
สายธาร วันที่ : 01/08/2009 เวลา : 18.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/cyberfrogy
 http://www.facebook.com/groups/dhammayatrahttps://www.facebook.com/BAAN.RAI.SAITHARN http://www.oknation.net/blog/DigitalTour

ข้อมูลเพียบ...ขอบคุณครับท่าน

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
roselobster วันที่ : 01/08/2009 เวลา : 17.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Memyself
 º°” ไม่มีความรักใดในโลกจะยิ่งใหญ่เท่าคนไทย รักในหลวง””°

อยากจะไปด้วยจริง ๆ ค่ะพี่มะอึก
แต่กุ้งติดสัมนาไม่สามารถเลี่ยงได้เลย

เฮ้อ...อดร่วมกิจกรรมดี ๆ อีกแล้ว

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
สิงห์มือซ้าย วันที่ : 01/08/2009 เวลา : 15.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SingMeuSai
ร้านพร สิงห์มือซ้ายwww.facebook.com/lefthandshop 

นั่งดูคลิปจบไปทั้งสองตอน ทึ่งมากๆค่ะ
ชอบลูกชายคนเล็กของเขาจัง
หน้ายิ้มตลอดเวลา อย่างคนมีความสุข
ขอบคุณพี่ะอึกมากค่ะ ที่นำมาให้ดูค่ะ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
ลุงต้าลี่ วันที่ : 01/08/2009 เวลา : 14.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/loongdali

ชอบ "แหลม ยโสธร" ตามประโยคนี้ครับท่านมะอึก " อรหันต์ชาวนา" ที่เปรียบประดุจชาวนาผู้รู้ ผู้ตื่นแล้ว จนสามารถหลุดพ้นจากวัฎสงสารของระบบนายทุน"

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
มะอึก วันที่ : 01/08/2009 เวลา : 14.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom


จ้า....พ่อจัดให้
ลูกก็ใส่รูปเป็นนี่จ๊ะ......
.
พ่อว่ารูปนี้มองไม่เห็นหน้า........รูปใครก็ไม่รู้ซี...
.

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ภาณุมาศ_ทักษณา วันที่ : 01/08/2009 เวลา : 14.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/netmom
เฒ่า..เล่าเรื่อง

รายการดี ๆ อย่างนี้ หาก "ฟรีทีวี." เขาไม่สนใจ

เก็บไว้ดี ๆ นะครับ พอทักษิณเปิด ทีวี.100 ช่องค่อยเอาไปเสนอ แก่คงชอบหละ - ฮาhttp://www.oknation.net/blog/netmom/2009/08/01/entry-1

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
Pani_za วันที่ : 01/08/2009 เวลา : 14.25 น.

(พ่อเอารูปเดิมอ่ะ รูปนี้จ๋าอ้วน ^_^)

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
MT-PONG วันที่ : 01/08/2009 เวลา : 14.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/NICHAKHAN
ห่างเพียงนิด ก็ คิดถึง เพราะไกล จึง คนึงหา

หวัดดีค่ะ

แวะมาอ่านประวัติอ้ายแหลม

แถบๆอุบลบ้านข้อยค่ะ

ยังมีชีวิตชาวนา ที่หันมาทำเศรษฐกิจพอเพียงกันเยอะค่ะคุณมะอึก

เมื่อเดือนก่อนที่ปองกลับอุบล..มีชาวบ้าน อพยพ กลับจากกรุงเทพ..หลายครอบครัว ไปทำเกษตรสวนผสมกัน เลี้ยง กุ้งเลี้ยงปลา ปลูกผัก หน้านา ก็ทำนากันค่ะ

สอบถามทราบความมาว่า อยู่กรุงเทพ 20-30 ปี ก็มีแค่บ้านเช่า ห้องเท่ารูหนู และลูกๆเรียนก็ต้องใช้จ่าย ช่วงหลังๆมานี่ พากันไม่พอยังชีพ เลยกลับบ้านกันเยอะค่ะ

ดีเหมือนกันที่...ยังมีที่ดินกันไว้ทำมาหากินค่ะ...

อ้าวโม้ยาวอีกแล้วววว

สวัสดีวันเสาร์ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ซันญ่า วันที่ : 01/08/2009 เวลา : 13.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SonyaUAS
เส้นทางเดินที่...ยาวไกลในแผ่นดินอื่น  http://www.booking.com/hotel/th/comon-bungalow-haadchaophao.html_ www.comonbungalow.com www.OmoneyCenter.com/805941/G  



จะวนเวียนอยู่ใน เอนทรี่นี้ นานๆ จนกว่า

จะอ่านจบ

เคยชมรายการคนค้นคน

และก็ ชื่นชม ทุกตอนเลย

ทำให้สำนึกของ

เราคนเกิดแผ่นดินนี้

อบอุ่นเหลือเกิน



มาชื่นชม คนที่เข้าใจ ธรรมะ เข้าใจ ความเป็นจริง

เขา สุขุม และนิ่งนับถือ

............+๑ โหวต

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ลูกสาวตาสูน วันที่ : 01/08/2009 เวลา : 13.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/saothaibaan
เดินทางบ่สุดเส้น อย่าถอยหลังให้เขาเหยียบ

ขอบคุณค่ะ เต็มเปี่ยม เกินบรรยาย
ให้1ยิ้มหวานผ่านไปหาอ้ายแหลมยโสธร
+1โหวต ให้ท่านนะคะ ขอบคุณอีกทีชอบมากค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
Pani_za วันที่ : 01/08/2009 เวลา : 12.53 น.

ยาวมากหน้านี้
เดี๋ยวหนูมาอ่านน๊าค๊า
หนูทำงานเดี๋ยวเดียว


รักพ่อ*

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ChaiManU วันที่ : 01/08/2009 เวลา : 12.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chaimanu
   ทำงานให้สนุก  เป็นสุขกับการทำงาน    

ได้มีโอกาสดู คนค้นคน ตอนอรหันต์ชาวนา ทั้งสองตอน ยอมรับว่าทึ่งจริงๆครับ

เป็นความกล้า แหวกกระแสสังคม ที่น่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง

น่าสนใจ ที่จะไปเยือนครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< สิงหาคม 2009 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          



[ Add to my favorite ] [ X ]