• พรเมืองใต้
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : boonnakkhian@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-12-08
  • จำนวนเรื่อง : 16
  • จำนวนผู้ชม : 44259
  • ส่ง msg :
  • โหวต 8 คน
ไพบูลย์ พันธุ์เมือง
เรื่องเล่า การ์ตูน บทกลอน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/panmuang
วันอาทิตย์ ที่ 23 มิถุนายน 2556
Posted by พรเมืองใต้ , ผู้อ่าน : 1112 , 11:30:38 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เมืองผีดิบ

..พันธุ์  เมืองชุมพร..


.

ปลัดบุญฤทธิ์  แสงเพชร  มองจากระเบียงชั้นบน  เห็นกำนันพร้อมกับผู้ใหญ่เพชรก้าวลงจากรถกระบะ  ซึ่งนายพงศ์เทพขับเข้ามาจอดที่ขอบสนามหน้าห้องสมุดประชาชน  และสองกำนันผู้ใหญ่บ้าน  กำลังเดินตรงมายังตึกที่ว่าการอำเภอ  ทำให้เขารีบลงจากตึกมารับหน้าไว้ก่อนทันที

“สวัสดีครับ...  สวัสดี”  

ปลัดหนุ่มยกมือไหว้กำนันพร้อมและผู้ใหญ่เพชรอย่างนอบน้อม   ทำเอาทั้งสองรีบรับไหว้ปลัดหนุ่มด้วยอาการเก้อเขิน  เพราะไม่ค่อยมีเจ้านายคนไหนมาให้เกียรติไหว้ตนก่อน  และที่เป็นมาพวกเจ้านายมักจะกล่าวคำทักทาย  แล้วก็คอยรับไหว้จากตนเมื่อตนยกมือไหว้ก่อนเท่านั้น

“ผมกำลังจะไปเยี่ยมน้ากำนันกับน้าผู้ใหญ่อยู่พอดี  น้ากำนันกับน้าผู้ใหญ่มาเองอย่างนี้  สงสัยจะมีความคืบหน้าเกี่ยวกับพวกนั้น...”

ปลัดบุญฤทธิ์  พูดหยั่งเชิงเพราะเมื่อสองวันก่อน  เขาได้ไปพูดเปรยๆ  กับผู้ใหญ่เพชรในเชิงหารือและขอความช่วยเหลือไว้   และตลอดสองวันที่กล่าว  ปลัดหนุ่มกังวลและกระวนกระวายกับเรื่องนี้จนนอนไม่หลับ  ยิ่งเมื่อเจ้านายหรือนายอำเภอเรียกไปพบและถามว่า  ได้ความอะไรคืบหน้าจากกำนันพร้อมหรือผู้ใหญ่เพชรบ้าง  เขาตอบว่า

“ยังไม่มีอะไรคืบหน้าเลย“

นายอำเภอก็ปลอบใจเขาว่า “ไม่เป็นไรหรอกบุญฤทธิ์  ผมก็ถามไปงั้นเอง... เผื่อว่าคุณจะได้อะไรเพิ่มเติมมาบ้าง   ความจริงเรื่องใหญ่ๆ แบบนี้  ควรเป็นหน้าที่ของตำรวจและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอย่างเราๆ มากกว่า  แต่ที่ผมให้คุณไปปรึกษาผู้ใหญ่บ้านและกำนัน  ก็เพราะคิดว่าชาวบ้านอาจจะรู้อะไรดี ๆ  ดีกว่าที่พวกข้าราชการอย่างพวกเรารู้...”  แล้วนายอำเภอหันหน้าหันหลังเมื่อจะพูดต่อ

“ยิ่งเรื่องผี ๆ สาง ๆ ด้วยแล้ว  ไปพูดปรึกษากับข้าราชการคนใดเขาก็จะว่าเป็นเรื่องเหลวไหล  เป็นเรื่องที่มีคนบางพวกสร้างข่าวหรือสร้างสถานการณ์ขึ้นมา  แต่ในระดับชาวบ้านเขาเชื่อเรื่องแบบนี้มานาน  แล้วเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นใกล้บ้านกำนันพร้อมและผู้ใหญ่เพชร  ผมจึงคิดว่าแกอาจจะรู้อะไรดี ๆ  แต่ยังไม่มาบอกเล่าเรา   พอดีคุณก็ใกล้ชิดสนิทสนมกับกำนันและผู้ใหญ่สองคนนี่มาก   ผมจึงให้คุณลองไปหาข้อมูลหรือขอความช่วยเหลือ…”

ทว่าภายใต้สีหน้าอันพูดว่า ‘ไม่เป็นไรนั้น’ ปลัดหนุ่มรู้ว่า   ในหัวใจของเจ้านายกำลังร้อนรุ่ม  จนกินไม่ได้และนอนไม่หลับ แล้วมาบัดนี้เขาเองผู้ได้รับมอบหมายก็เช่นกัน

“ผมว่าเชิญน้ากำนันและน้าผู้ใหญ่  ไปคุยกันที่บ้านผมดีกว่า...”  ปลัดหนุ่มกลับมาที่เหตุการณ์ปัจจุบัน  ทั้งสองกำนันผู้ใหญ่บ้านจึงเดินตามปลัดหนุ่มไป

ปลัดหนุ่มนำกำนันพร้อมกับผู้ใหญ่เพชรไปนั่งลงที่ม้าหินขัด  ใต้ร่มมะพร้าวมุมหนึ่งของบ้านแทนที่จะเป็นในบ้าน  แล้วเดินไปชะโงกหน้าริมรั้ว  ตะโกนเรียกแม่ค้าร้านกาแฟที่อยู่ในเขตรั้วของตลาดสด  สั่งกาแฟ ๓ ที่  จากนั้นก็เดินกลับมานั่งลงที่เดิมแล้วพูดว่า

“คุยกันที่โล่ง ๆ อย่างนี้ดีกว่า  ใครไปใครมาเห็นหมด  ท่านนายอำเภอยังเรียกผมไปนั่งปรึกษา  ใต้ต้นมะขามหน้าบ้านท่านเลยเมื่อวันก่อน...” 



 

สองกำนันผู้ใหญ่บ้านกลับไปแล้ว  ปลัดบุญฤทธิ์ยังนั่งขนลุกซู่

แต่ที่เขาทึ่งที่สุดก็คือคำยืนยันที่ว่า...  นายอ่อนยังถูกกักขังอยู่ในบ้านหลังใหญ่กลางสวนมะพร้าว  ซึ่งท่านนายอำเภอรู้จักดี...

ข้อนี้ทำให้ปลัดหนุ่ม เริ่มมองเห็นความยุ่งยากที่จะเกิดขึ้น  เพราะหากบ้านหลังใหญ่ที่ว่านั้น  หมายถึงบ้านของนายแสง โศกี คหบดีเจ้าของสวนมะพร้าวละก็  เขาเองหรือนายอำเภอเจ้านายของเขาก็หนักใจ   ด้วยใครๆ ต่างรู้ว่า  นายแสง  เป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่กว้างขวางในอำเภอนี้  ซึ่งใครๆ ต่างก็ยอมรับว่า เป็นคหบดีผู้มีชื่อเสียงและใจบุญ  มีคนยกย่องนับถือ ยกมือไหว้กันทั่วทั้งอำเภอ  เป็นบุคคลที่คอยช่วยเหลืองานราชการมาตลอด  ไม่ว่าทางราชการจะปลูกสร้าง จะทำหรือจะจัดงานกุศลอะไร  โดยเฉพาะฝ่ายปกครองกับฝ่ายตำรวจ  นายแสง โศกี  เคยบริจาคเงินและวัตถุสิ่งของช่วยเหลือ  ครั้งละเป็นหมื่นเป็นแสน   แม้บางคนอาจจะตั้งข้อสงสัยว่านายแสง  ประกอบอาชีพการงานอะไร นอกจากการมีสวนมะพร้าวขนาดใหญ่ จึงทำให้ร่ำรวยมีฐานะดี

แต่สำหรับปลัดบุญฤทธิ์  เขาบอกตัวเองตั้งแต่ที่เริ่มมารับราชการที่นี่เมื่อ ๓ ปีก่อนตั้งแต่เริ่มรู้จักนายแสง โศกีว่า  เขารู้สึกไม่ชอบหน้านายแสงเอาเลย  โดยไม่มีสาเหตุใดๆ เกี่ยวกับเขาเป็นส่วนตัว แต่เขาเกิดความรู้สึกโดยสัญชาตญาณขึ้นมาเองว่า นายแสงไม่ใช่คนดี ไม่ใช่คนที่ใครควรจะยกย่องนับถือ หรือยกมือไหว้...

ความรู้สึกส่วนหนึ่งซึ่งยังไม่มีหลักฐาน  บอกเขาว่านายแสง  น่าจะมีกิจการที่ไม่ถูกกฎหมาย และเป็นภัยต่อสังคมแฝงซ่อนอยู่แน่ ๆ เพียงแต่ยังไม่มีใครนำเอาออกมาตีแผ่เท่านั้น... 

ในขณะเดียวกัน แม้เขาจะได้ชื่อว่าเป็นข้าราชการฝ่ายปกครอง เป็นผู้ช่วยนายอำเภอ  มีอำนาจและหน้าที่ในการจับกุมและปราบปรามผู้กระทำผิดอยู่ในระดับหนึ่ง  แต่เขาก็เป็นเพียงข้าราชการเด็กๆ บนที่ว่าการอำเภอที่ไม่ค่อยจะสลักสำคัญอะไรนัก   นายแสงเองก็ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยชอบหน้าเขานักเช่นกัน  คือเมื่อเขาไม่เคยยกมือไหว้นายแสง  นายแสงก็ไม่เคยมายกมือไหว้ทักทาย หรือให้เกียรติเขา

นายแสง  โศกี  จึงคบหาสมาคมให้ความสนิทชิดเชื้อ และให้ความเคารพยำเกรงอยู่แต่กับ  ข้าราชการที่มีอำนาจในการปกครอง และปราบปรามเช่น นายอำเภอเกียรติศักดิ์  รักเกียรติภูมิ   พ.ต.ท. พรหมพงศ์  อิทธิเดช สารวัตรใหญ่ พ.ต.ต. วิเวก  สร้างโศก สารวัตรปราบปราม  ส่วนระดับปลัดอำเภอก็มีแต่ปลัดทับ ทิวทอง ปลัดอาวุโส ที่ดูสมัครสมานกลมเกลียวและรักใคร่กันดี

ทว่าปลัดบุญฤทธิ์ แสงเพชร ก็รู้ว่าความรู้สึกลึกๆ ของนายอำเภอเกียรติศักดิ์  รักเกียรติภูมิ และ พ.ต.ท.พรหมพงศ์  อิทธิเดช  ก็ไม่ค่อยจะชอบนายแสง  โศกี เช่นกัน  และความไม่ชอบนั้นก็ดูจะเกี่ยวโยงไปถึง พ.ต.ต.วิเวก สร้างโศก  และปลัดทับ  ทิวทอง

เพราะหลังจากคืนแรกที่นายอ่อนหายไป  วันรุ่งขึ้น พ.ต.ท.พรหมพงศ์  อิทธิเดช  สารวัตรใหญ่ได้มีคำสั่งให้  พ.ต.ต.วิเวก  สร้างโศก สวป.  นำกำลังตำรวจ ๑๐  นายไปค้นบ้านนายแสง  เพื่อค้นหานายอ่อน  เพราะ พ.ต.ท. พรหมพงศ์ สวญ.  แน่ใจว่าตอนที่ตนกับนายอำเภอเกียรติศักดิ์  สะกดรอยตามนายอ่อนไป  นายอ่อนได้หายเข้าไปในรั้วสังกะสีบ้านของนายแสง  แต่ พ.ต.ต.วิเวก  นำกำลังตำรวจไปตรวจค้นแล้วกลับมารายงานว่า

            ในบ้านของนายแสง  โศกี  นอกจากนางวิลาวัลย์  ภรรยานายแสง และลูก ๆ นายแสงสองสามคนซึ่งยังเล็ก ๆ อยู่แล้ว  ก็ไม่พบใครอีกเลย  ซึ่งในความเป็นจริง พ.ต.ท.พรหมพงศ์  เชื่อว่าจะมีบุคคลหลายคนอาศัยอยู่ในบ้านนายแสง  และท่าทีของ พ.ต.ต.วิเวก   ยังปกป้องนายแสงอย่างเห็นได้ชัด

            มาบัดนี้เมื่อผู้ใหญ่เพชรและกำนันพร้อมบอกว่า  นายอ่อนคนยามเฝ้าตลาด  ถูกกักขังอยู่ในบ้านหลังใหญ่กลางดงมะพร้าว หลังที่ว่าการอำเภอ  บ้านลักษณะที่ว่านี้ที่อยู่ใกล้ ๆ หรือหลังที่ว่าการอำเภอมีแต่บ้านของนายแสงหลังเดียว  ซึ่งผลการตรวจค้นรายงานว่า  ไม่พบอะไร  มาหมาด ๆ

            หลังจากผู้ใหญ่เพชรกับกำนันพร้อมลาจากไป  ปลัดบุญฤทธิ์  แสงเพชร  จึงเข้าไปรายงานต่อนายอำเภอเกียรติศักดิ์  รักเกียรติภูมิ 

 



หญิงสาวสวยเฉียบ  ตาคมจมูกโด่ง  ร่างโปร่งแต่ไม่ผอม  นุ่งกางเกงยีนส์สีฟ้าเทา  สวมเสื้อยืดสีเหลืองมีตัวอักษรภาษาอังกฤษสีดำที่หน้าอก สวมแจ๊กเก๊ตสีเทาทึบคลุมไหล่  มองดูเผ็ดเปรี้ยวตามสไตล์วัยรุ่น  ไว้ผมยาวเคลียไหล่  สวมรองเท้าผ้าใบสีขาวยี่ห้อดัง  ก้าวลงจากรถไฟขบวนหลังสวน - ธนบุรี  ที่สถานีปะทิว  เวลา ๑๖ นาฬิกา  ๑๕  นาที

เธอหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้า ๒ ใบที่ใหญ่พอดู   ก้าวเก้ ๆ กัง ๆ ลงจากรถไฟชั้น ๓  (เพราะรถไฟขบวนนี้ไม่มีชั้น ๑ หรือ ๒)  ส่วนสิ่งของจำพวกกล่องลังกระดาษ   เหล่าเพื่อนร่วมทางที่ยังอยู่บนขบวนรถช่วยส่งลงมาให้ทางหน้าต่าง   และก็มีคนที่ยืนว่าง ๆ อยู่บนชานชาลาสถานีช่วยรับ  เมื่อเห็นว่าเจ้าของกล่องหลายลัง  ที่ก้าวลงมาเป็นสุภาพสตรีสาวและสวย

เธอยกมือพนมไหว้  กล่าวคำขอบคุณแก่เพื่อนร่วมทาง  ที่โผล่หน้าต่างออกมาโบกมือ ซึ่งความจริงก็เพิ่งจะมารู้จักกัน   ระหว่างที่นั่งมาด้วยกันในรถไฟนั่นเอง บุคลิกของหญิงสาวจึงเป็นบุคคลประเภท  ที่น่าจะให้ไปทำงานเป็นพนักงานบริษัท ฝ่ายต้อนรับ ฝ่ายประชาสัมพันธ์งานบนที่ว่าการอำเภอ  ศาลากลาง

 

จังหวัด  สำนักงาน ส่วนราชการอำเภอ จังหวัด  หรือพนักงานเบิกจ่ายเงินของธนาคาร...(โดยถอดถอนบุคคลที่ทำงานอยู่ก่อนออก) แล้วบรรุจุเธอเข้าไปทำแทนเป็นอย่างยิ่ง  เพราะจะทำให้หน้าตา ชื่อเสียงของสำนักงาน หน่วยราชการและบริษัทต่าง ๆ ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

หลังจากไหว้ขอบคุณผู้มีน้ำใจช่วยเหลือ บนรถไฟ  เธอหันมาพนมไหว้ขอบคุณหญิงชายบนชานชาลา  ที่ช่วยรับของของเธอลงจากหน้าต่างรถไฟ    ขณะที่รถไฟเคลื่อนออกไปจากสถานีปะทิว  สู่สถานีข้างหน้าต่อไป

คนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างหลายคนปราดเข้ามาถาม  

“ไปมอเตอร์ไซค์ไหมครับ”

แต่เธอมัวแต่คุยทักทายและไหว้ใครต่อใครบนชานชลาสถานี    จนไม่ได้สนใจตอบคำถาม  เหล่าชาวจักรยานยนต์รับจ้างจึงหันไปสนใจผู้โดยสารอื่น  ประกอบกับเห็นเธอขนข้าวของกล่องลังมามากมาย  จึงเข้าใจว่าเธอขนข้าวของมามากมายขนาดนี้ คงจะมีรถยนต์มารับ  มากกว่าที่จะไปรถจักรยานยนต์

หญิงสาววางกระเป๋าเสื้อผ้า ๒ ใบไว้ที่หนึ่ง   ส่วนสิ่งของกล่องลังเธอเดินไปพูดจากับเจ้าหน้าที่ของสถานีรถไฟ  เพื่อฝากไว้ก่อนค่อยมาขนไป   ซึ่งเมื่อเธอบอกว่าเธอเป็นลูกเต้าเหล่าใคร  ก็มีเสียงทักทายและพูดคุยด้วยอย่างสนิทสนม   ทั้งยังมาช่วยขนเอาข้าวของไปเก็บไว้ให้  

เธอบอกเจ้าหน้าที่ในสถานีรถไฟว่า  เธอจะเอารถยนต์มาขนของพวกนี้ไปทีหลัง  ต่อจากนั้นเธอก็หิ้วกระเป๋าเดินข้ามรางรถไฟมองซ้ายมองขวา  หาจักรยานยนต์รับจ้าง  ทว่าเกือบจะไม่มีรถจักรยานยนต์รับจ้างคันใดเหลืออยู่

“ตายละซี  มัวแต่คุยเพลิน  เลยลืมเรียกมอเตอร์ไซค์รับจ้างไว้  แล้วจะไปยังไงกันละนี่” 

เธอบ่นดัง ๆ กับตัวเอง  พลางก้าวข้ามรางรถไฟมายังฝั่งหน้าสถานี  หรือตลาดอำเภอปะทิว  เพราะรถจักรยานยนต์รับจ้างจะจอดอยู่ด้าน  ที่มีต้นฉำฉาอายุเกือบร้อยปี ขึ้นอยู่สามสี่ต้น...

ชายขับรถจักรยานยนต์คนหนึ่งคงจะเห็นเธอเดินอยู่คนเดียว  จึงแล่นปราดมาจอดลงข้าง ๆ และ ถาม  

“ไปรถเครื่องรับจ้างไหมครับ”

ชายคนนั้นมีอายุราว ๓๕-๓๖ ปีร่างกายผอมเกร็ง ดวงตาลึกโหล  สวมหมวกหลุบหน้า  สวมแจ๊กเก๊ตยีนส์ทับเสื้อยืดสีตุ่น ๆ กางเกงยีนส์เก่า ๆ ขาดที่หัวเข่า และรอยขาดอีกหลายแห่ง(ซึ่งกลายเป็นแฟชั่น) พูดด้วยเสียงแหบต่ำและพร่า หญิงสาวไม่ได้สังเกต  เธอจึงไม่ผิดสังเกต

หญิงสาวขึ้นนั่งซ้อนท้ายโดยการนั่งคร่อมอาน  เพราะจะต้องเอากระเป๋าเสื้อผ้า ๒ ใบ ขึ้นวางบนเข่าซ้ายและขวา   รถจักรยานยนต์รับจ้างคันนั้น  แล่นเลี้ยวขวาไปทางด้านใต้ของสถานีรถไฟก่อน  จะข้ามทางรถไฟไปยังฝั่งด้านที่เป็นเขตตำบลทะเลทรัพย์  ส่วนฝั่งที่รถจักรยานยนต์จอดเป็นฝั่งตำบลทิวสน

ตำบลทะเลทรัพย์  เป็นตำบลที่ไม่มีทะเล  แต่มีชื่อเป็นทะเลเพราะมีบึงใหญ่อยู่ในระหว่างเทือกเขาล้อมรอบ  ในอดีตเชื่อกันว่าเป็นทะเล  เรือสำเภาแล่นเข้าไปจอดถึง  ส่วนปัจจุบันเป็นบึงน้ำลึกกว้างหลายไร่  ข้างบึงใหญ่หรือทะเลสาบในอดีต  มีภูเขาลูกเล็ก ๆ สูงชันภายในมีถ้ำซึ่งมีลักษณะเหมือนใต้ท้องเรือที่กำลังคว่ำ  ชาวบ้านจึงเชื่อว่า  ภูเขาลูกนี้คือเรือสำเภาที่มาพลิกคว่ำลง  แล้วกาลเวลาที่ผ่านมาหลายร้อยปี  ทำให้เกิดมีหินปูนพอกพูนกลายสภาพเป็นภูเขาไป 

ชื่อเดิมคือตำบลทะเลสาบ  ต่อมาทะเลแคบลงและตื้น  จึงมีผู้เปลี่ยนชื่อทะเลสาบเป็นทะเลทรัพย์  เพื่อให้เป็นมงคลนามว่าเป็นตำบลที่มีสวนยางพารา สวนผลไม้  มังคุด เงาะ ทุเรียน ลองกอง  กาแฟ กล้วย ฯลฯ ปัจจุบันแม้แต่ลิ้นจี่ ลำไยก็มีคนนำมาปลูกและบำรุงรักษาจนได้ผล  ไม่แพ้ที่ปลูกในภาคเหนือ เป็นตำบลหรือดินแดนแห่งผลไม้นานาพันธุ์  มีการผลิต ‘ทุเรียนทวาย’  หรือทุเรียนนอกฤดู  ส่งขายในและนอกประเทศ  เป็นตำบลที่มีทุเรียนขายเกือบตลอดปี

ทางที่รถจะผ่านเข้าสู่ตำบลนี้จะต้องผ่านภูเขาสูงลูกหนึ่ง  ซึ่งมีถนนราดยางค่อนข้างชันตัดผ่าน  ดังนั้นตอนที่รถจักรยานยนต์รับจ้าง  แล่นมาบนถนนราดยางในระหว่างสองฟากสวนยางพารา  และสวนมะพร้าวของชาวบ้าน   จึงไม่มีปัญหาใด ๆ  เกิดขึ้น  แต่พอรถจักรยานยนต์แล่นขึ้นบนภูเขา  เกือบจะถึงจุดสูงสุดของยอดเนิน  เครื่องยนต์ก็เหมือนไม่มีแรงแล้วก็ดับ

หญิงสาวรีบป่ายขาลงก่อนที่รถจะถอยหลัง  ส่วนชายคนขับรถจักรยานยนต์  เข็นรถเข้าจอดข้างทาง  พลางนั่งตรวจหาคลำอะไรอยู่ที่ใต้ท้องรถ  

ขณะนั้นเวลา ๑๗ นาฬิกา ๕ นาที  บรรยากาศบนยอดเนิน ใกล้ยอดเขาเยือกเย็น และเงียบสงัดเพราะไม่มีรถแล่นผ่านไปมาเลยสักคัน   แสงแดดก็หรุบหรู่มืดลงเรื่อย ๆ  เพราะภูเขาและต้นไม้ด้านหลังบังแสงอาทิตย์ไว้

๑๐ นาทีผ่านไป  ชายคนขับจักรยานยนต์ยังคงนั่งคลำอยู่ที่ใต้ท้องรถ  แต่ไม่ได้แก้เครื่องยนต์  เช่น ถอดหัวเทียนออกมาขัด  หรือทำอะไรกับรถ ที่จะทำให้เครื่องติด  จนหญิงสาวแปลกใจถามขึ้นว่า

“รถหัวเทียนบอดหรือหัวเทียนสกปรกกระมัง  ทำไมไม่ถอดหัวเทียนออกมาขัดล่ะ”

เธอพูดเพราะมีความรู้และประสบการณ์   ในการใช้รถจักรยานยนต์มาตั้งแต่เด็ก

“ไม่มีเครื่องมือ”   ชายคนขับจักรยานยนต์ตอบเสียงแหบต่ำ ง่าย ๆ และสั้น ๆ

“อ้าว !  แล้วจะไปกันต่อได้ไหมนี่”  เธอถามด้วยเริ่มไม่ค่อยไว้วางใจ และผิดสังเกตขึ้นมา

“ถ้าเครื่องติดก็ไปได้”   ชายขับรถจักรยานยนต์ตอบแบบยียวน

“แล้วทำไมไม่ลองสตาร์ทเครื่องดูอีกครั้งล่ะ  เผื่อจะติด”

“สตาร์ทยังไงก็ไม่ติด”

“ทำไมล่ะ”

“น้ำมันหมด”

“อ้าว!  ขับรถเครื่องรับจ้างภาษาอะไรกัน  ปล่อยให้น้ำมันหมด...”  เธอโวยวาย

“ลืมเติม...”   นายคนขับจักรยานยนต์ตอบแบบมักง่าย  ไม่รู้ร้อนรู้หนาว

“แล้วนี่นั่งรออะไรล่ะ”

“นั่งรอเผื่อจะมีรถอะไรผ่านมา  จะได้ขอแบ่งน้ำมัน”  

ชายคนขับรถจักรยานยนต์ตอบแบบมักง่ายที่สุดอีก

บนเนินเขาที่รถไต่ขึ้นมาสูงจวนถึงยอดแล้วเครื่องยนต์ดับนั้น  ตอนทำถนนต้องระเบิดดินหินภูเขาที่ขวางหน้าออกเป็นช่อง  แล้วถูกขุดปรับระดับให้ต่ำลงจากยอดเขา ๒๐-๓๐ เมตร  จนเทือกเขาทั้งลูกขาดจากกัน  เกิดเป็นช่องลึกและมีผาชันอยู่ทั้งสองข้าง  

บนหน้าผาของช่องเขาทั้งสองข้างมีต้นไม้และต้นหญ้านานาขึ้นรกครึ้ม  จนดูเปลี่ยวและวังเวง  มันเปลี่ยวและวังเวงขนาดเดินผ่านตอนกลางวันแสก ๆ ก็ยังเสียว  เสียวด้วยเหตุที่ว่าบนเขานี้  มีเรื่องราวคล้ายตำนาน  ให้เธอได้ยินได้ฟังมาตั้งแต่เด็ก 

ตรงที่เธอมายืนอยู่เรียกว่า “เขาช่องกรวด”  ในอดีต ‘ผีดุ’ นัก  เคยมีคนเดินทางผ่านช่องเขาตอนกลางคืนถูกผีหลอกมานับไม่ถ้วน  จนไม่มีใครกล้าเดินผ่านคนเดียว

ตั้งแต่เธอเป็นเด็กพอจำความได้   จนเป็นสาวอายุ  ๒๒ ปีก่อนไปเรียนต่อวิทยาลัยครูอีก ๔ ปี มีศพถูกฆ่าทิ้งอยู่บนเขาช่องกรวดนี้บ่อย ๆ สาเหตุเพราะเป็นที่เปลี่ยวลับหูลับตาคน

ที่ตรงนี้จึงกลายเป็นที่ ๆ เหมาะกับการประกอบอาชญากรรมทั้งปวง  ทำให้เรื่อง ‘ผีดุ  จึงไม่เคยจางหายไปจากการเล่าขานของผู้คน  และยังทำให้ผู้คนผ่านทางเกรงกลัวกันอยู่ตลอดมา

“งั้น เอางี้...  คุณเข็นรถขึ้นไปให้ถึงทางลงด้านโน้น   ขึ้นนั่งแล้วคุณก็ปล่อยให้รถไหลลงไป  โดยไม่ต้องติดเครื่อง  เพราะเดินหิ้วกระเป๋า ๒ ใบนี้ไปไม่ไหวมันหนัก  บ้านฉันลงภูเขาไปตรงสวนยางด้านขวานั่นก็ถึงแล้ว”

แต่ชายคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างไม่พูดด้วย    นั่งเฉยเหมือนจะรอเวลาอะไรสักอย่าง เธอยิ่งรู้สึกหวั่นต่อท่าทางของชายคนขับรถ จักรยานยนต์  ที่ดูไม่น่าไว้ใจมากขึ้น เพราะไม่ว่าจะพูดหรือขอร้องคำไหนเขาก็ไม่พูดด้วย

“เป็นลูกสาวผู้ใหญ่เพชรไง  รู้จักไหม  ผู้ใหญ่เพชร  ผดุงธรรม

หญิงสาวกล่าวขึ้น เผื่อว่าการเป็นผู้ใหญ่บ้านของพ่อเธอ อาจจะทำให้ชายคนนี้หาก คิดไม่ดี หรือมุ่งร้าย  จะได้เลิกคิด   เกิดความเกรงใจ  เกรงขามอำนาจผู้ใหญ่บ้านขึ้นมาได้บ้าง

และคราวนี้ดูว่าจะได้ผล!  เพราะนายคนขับรถจักรยานยนต์ลุกขึ้นยืน  

เวลาขณะนั้น ๑๗  นาฬิกา ๒๐ นาที  ความสลัวมัวกำลังเกิดขึ้นทั่วขุนเขา  หรีดหริ่งเรไร กรีดเสียงแหลมปนห้าว แหบพร่า เป็นเสียงดังเสียดแทงแก้วหู   เพิ่มความวังเวง และน่ากลัวขึ้นอีกหลายเท่าทวีคูณ  

ชายคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างไม่เข็นรถออก   แต่กลับเดินเข้ามาหาเธอ   หญิงสาวหันซ้ายหันขวามองหารถผ่าน   แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา  ยังไม่มีรถผ่านเลยสักคัน

“ทำไมไม่เอารถออกล่ะ เอ๊ะ!  นี่จะทำอะไร”   หญิงสาวร้องขึ้น

พลัน! ท่าทางอันหงอยเหงาเซาซึม  ของชายคนขับรถจักรยานยนตรับจ้างก็หายไป มืออันแข็งแรงของมันคว้าหมับเข้าที่ข้อมือหญิงสาว  กระชับแน่นดุจคีมเหล็ก แล้วลากพาวิ่งขึ้นเนิน

“ว้าย!  นี่มันอะไรกัน...” 

หญิงสาวร้องลั่น  พยายามดิ้นรนขัดขืน   ผลักและบิด  แต่เรี่ยวแรงของชายขับจักรยานยนต์มีมากว่า

“ว้าย!  ช่วยด้วย ! ช่วยด้วย!...”  

เธอได้แต่ตะโกน  ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าไม่มีใครจะมาได้ยิน  พลางเหวี่ยงแขน เบี่ยงตัว ใช้เท้าถีบยันพื้นและขืนตัวไว้

แต่ชายขับรถจักรยานยนต์รับจ้างกลับลากเธอไปอย่างสะดวกสบาย  แทบไม่ได้ออกแรงอะไรมาก  จนมาถึงกลางช่องเขาขาดที่เป็นที่ราบ   และทั้งสองด้านลาดเทลงไป  

ทางลาดไหล่ด้านขวา มีรอยรถตักดินเข้าไปตักเอาดินและหินผุ ๆ มาถมและซ่อมทาง   เป็นซอกลึกเข้าไป กลายเป็นมุมอับสายตา  มีเนินหญ้าขึ้นสูงบังอยู่  มันลากเธอเข้าไปในนั้น

เธอพยายามใช้สมองหาทางช่วยตนเอง   บอกตัวเองว่า มันเป็นหนทางสุดท้ายของเธอแล้ว  ที่จะต้องหาทางเอาตัวรอด  การจะหวังให้ใครมาช่วยคงจะไม่มี

ตอนที่เธอยังเรียนมัธยมเธอเป็นนักกีฬา  ของโรงเรียน พอเรียนวิทยาลัยครูเธอเคยฝึกหลักสูตรป้องกันตัว  หญิงสาวจึงจับสองแขนของมันกระชากเข้าหา  แล้วใช้ไหล่กระแทกยกทุ่มแบบยูโด...

ได้ผลแค่  มือมันหลุดจากแขนเธอ... ร่างมันผงะเสียหลักออกไปเล็กน้อยไม่ล้ม แต่พอเธอออกวิ่ง...  มันก็เร็วกว่า  กระโดดเข้ากอดเอวเธอไว้แล้วเหวี่ยงจนล้ม  จากนั้นมันก็ไสร่างขึ้นคร่อม  แขนสองข้างของเธอถูกมันจับให้แยกออกจากกัน  ร่างกายส่วนล่างของเธอจึงถูกมันทับไว้  เธอพยายามงอเข่าแล้วถีบมันได้ทีหนึ่ง  มันหลุดออกไป  แต่เธอไม่ทันจะลุกขึ้นมันก็โถมเข้ามาทับไว้อีก  คราวนี้มันกดไหล่สองข้างของเธอไว้แน่นด้วยสองมือ    เธอพยายามใช้สองมือพนมสอดเข้าระหว่างกลางสองมือของมัน  หวังจะใช้นิ้วทิ่มตาแล้วแยกแขนทั้งสองออก  ตามวิธีหนึ่งในวิชาที่เคยเรียน  แต่พอเธอมองตามันเข้าเท่านั้น...

เธอก็รู้สึกปวดศีรษะ  เกิดอาการมึนงงและเวียนหัวขึ้นมาในบัดดล  เพราะ...

ดวงตาของชายคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง  มีประกายสีแดงเหลืองดุจไฟ  และ...

เธอหมดแรงที่จะต่อต้าน ! หรือต่อสู้กับมันความรู้สึกที่เหลืออยู่ของเธอบอกตัวเองว่า  เธอกำลังจะเสียท่ามันโดยไม่อาจจะขัดขืน  ร่างกายส่วนล่างของเธอถูกร่างของมันทับและกำลังจะ...

แต่...  หน้าตาของมันเมื่อดูใกล้ ๆ  ภายใต้ปีกหมวกที่หลุบหน้า  ไม่ใช่หน้าตาของคน  แต่เป็นใบหน้าปิศาจมากกว่า!

มันก้มต่ำ จนหน้ามันอยู่ห่างใบหน้าของเธอแค่คืบ  เธอคิดว่ามันกำลังจะจูบ  แต่เธอกลับเห็นมันอ้าปากกว้าง   และมีเขี้ยวแหลมคมยื่นยาวออกมา   ผิดไปจากเขี้ยวของคนทั่วไป!!

เธอไม่ได้ถูกมันกอดหรือจูบ  แต่ปากที่อ้าของมันก้มต่ำลงมาที่ลำคอขาวผ่องของเธอ !

 

 



 

ปลัดบุญฤทธิ์  แสงเพชร เพิ่งจะกลับมาจากการไปหาข่าวที่บ้านบางน้ำจืด  แต่ไม่ได้ข่าวอะไรคืบหน้า  เกี่ยวกับเรื่อง “ขบวนการผีดิบ”  ที่กำลังเป็นปัญหาอยู่  จึงขับรถจักรยานยนต์คันโปรดมาเรื่อย ๆ  ผ่านหน้าที่ว่าการอำเภอเข้าไปในตลาดปะทิว

อีกราว ๓๐ นาทีก็จะเลิกงาน   ไม่อยากกลับขึ้นไปบนที่ว่าการอำเภอ  จึงขับรถจักรยานยนต์ผ่านกลางตลาดมาทางต้นฉำฉายักษ์  สามสี่ต้นตรงจุดที่ทางรถยนต์มาจบสิ้นลงข้างทางรถไฟ  อันอยู่เยื้อง ๆ คนละฟากรางรถไฟ  กับสถานีรถไฟปะทิว  

ตรงนั้นมีร้านกาแฟอยู่ ๒-๓ ร้านและจุดนั้นเป็นจุดนัดพบ  หรือชุมทางของบรรดาคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง รถยนต์สองแถวเล็กประจำทาง และรถแท็กซี่   ก็พอดีกับขบวนรถไฟสายธนบุรี - หลังสวน  เข้าจอดเทียบชานชาลาพอดี    เขาจึงจอดรถจักรยานยนต์นั่งคร่อมอานอยู่ที่ร่มเงาของต้นฉำฉาต้นหนึ่ง  กะว่าพอรถไฟแล่นผ่านเลยไป  จึงจะขับข้ามทางรถไฟไปเล่น ๆ ทางตำบลทะเลทรัพย์

เขาเห็นรถจักรยานยนต์รับจ้างคันแล้วคันเล่าพาผู้โดยสารออกไป   จนคิดว่าจะไม่มีผู้โดยสารคนใดเหลืออีกแล้ว  และรถไฟก็เคลื่อนออกแล่นต่อไปยังตัวเมืองชุมพร   ปลัดหนุ่มก็ทำท่าจะเคลื่อนรถออกบ้างเพราะยังไม่ได้ดับเครื่อง  

ทว่า...พลันก็สะดุดตาสะดุดใจกับหญิงสาวในชุดกางเกงยีนส์สีเทา  เสื้อยืดสีเหลืองสดและ    แจ๊กเก๊ตยีนส์ สีเดียวกับกางเกงสวมทับ ท่าทางของเธอ ดูเผ็ดและเปรี้ยวตามสไตล์วัยรุ่น เพิ่งจะเดินหิ้วกระเป๋า ๒ ใบออกมามองหาจักรยานยนต์รับจ้าง  เขาดูท่าทางกระเป๋า ๒ ใบนั้นท่าจะหนัก

กำลังคิดว่าจะเข้าไปถามและจะอาสาไปส่ง  เพราะเธอมีหลายสิ่งสะดุดใจเขาในแวบแรกที่พบเห็น  แต่  พลัน !...

รถจักรยานยนต์คันหนึ่ง  ซึ่งผู้ขับขี่สวมชุดยีนส์เก่าคร่ำสีตกจนดูแทบไม่ออกว่าเป็นสีอะไร  กางเกงขาดที่หัวเข่า และตามขาหลายรู  แต่มีเสื้อกั๊กสีส้มสวมทับ ก็แล่นเข้ามาจอดดักหน้าเธอซึ่งกำลังหิ้วกระเป๋าหนักทั้ง ๒ ใบ 

เขาเห็นเธอมองหน้าชายคนขับรถจักรยานยนต์  ถามราคา แล้วบอกจุดหมายปลายทางที่จะไป    เสียงชายคนขับรถจักรยานยนต์พูดอะไรเขาไม่ได้ยิน  แต่เธอพยักหน้าตกลง  แล้วก็ก้าวขาขึ้นไปนั่งซ้อนท้ายจักรยานยนต์แบบนั่งคร่อมอาน  โดยวางกระเป๋า ๒ ใบลงบนเข่าทั้งสองข้าง  แล้วรถจักรยานยนต์คันนั้นก็เคลื่อนออกไป

จะด้วยเหตุใดไม่รู้ เขารู้สึกไม่ไว้ใจคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง   เกิดความรู้สึกเหมือนมีลางสังหรณ์ว่า  จะต้องมีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับหญิงสาวคนนั้น  ดังนั้นพอรถจักรยานยนต์บรรทุกหญิงสาวผ่านหน้า  ปลัดหนุ่มจึงขับออกตามไปห่าง ๆ ทันที

เขาทิ้งระยะห่างแค่พอมองเห็น  จักรยานยนต์คันนั้นแล่นข้ามทางรถไฟมุ่งไปทางตำบลทะเลทรัพย์  ทางที่เขากำลังจะไปพอดี ผ่านที่ทำการไปรษณีย์  และผ่านไปในระหว่างสวนมะพร้าว  ถนนตัดลงสู่หุบลึกสองด้านเป็นป่าและสวนยางพารา  จากนั้นถนนก็ค่อย ๆ  ตัดขึ้นไปสู่เนินเขาไปสู่ยอดเขาช่องกรวดที่เห็นอยู่ข้างหน้า

รถของมันไต่ขึ้นไปช้า ๆ   แล้วก็ไปหยุดอยู่ที่ใกล้ยอดเนิน  เหมือนกับว่ารถของมันเสีย  เขาต้องแอบรถเข้าในพงหญ้าข้างทางแล้วซุ่มดูท่าที  เวลาผ่านไปเกือบ ๒๐ นาทีมันยังอยู่ที่นั่นนั่งทำอะไรอยู่ข้าง ๆ รถ  ปลัดหนุ่มจึงบุกป่าข้าง ๆ เดินขึ้นไปอย่างเร็ว

กระทั่งมันยืนขึ้นและคว้าแขนหญิงสาว   พาลากลู่ถูกังขึ้นเขา  และลากหายเข้าไปในซอกไหล่ทางด้านขวา ปลัดหนุ่มจึงรู้ว่าสังหรณ์ของเขาไม่ผิด

ปลัดหนุ่มวิ่งไต่ขอบเนินขึ้นไป  พยายามไม่ให้มันเห็นเขาก่อนที่จะเข้าถึงตัวมันในระยะใกล้ที่สุด  พอมันโถมขึ้นทับคร่อมหญิงสาวอีกเป็นครั้งที่สอง   และก้มต่ำลงไปยังแถว ๆ ซอกคอของเธอ  เขาก็กระโดดตุ๊บลงไปจากยอดเนินพลางตวาด

“เฮ้ย!  หยุดทำร้ายผู้หญิงเดี๋ยวนี้”

มันยอมหยุดชะงักการกระทำและหันมาทางเขา  แต่ไม่ได้เผ่นหนีหรือมีปฏิกิริยาใด ๆ  ที่จะแสดงความหวั่นเกรงออกมาเหมือนเช่นพวกอาชญากรทั้งหลาย  โดยเฉพาะปืนพกในมือเขา

มันผละจากการคร่อมร่างหญิงสาว ยืดตัวขึ้นตรงหันมาทางปลัดหนุ่ม  แล้วก็เดินเข้ามาหา  ปลัดหนุ่มจึงพร้อมจะเหนี่ยวไก  แต่ก็ลองตวาดมันอีก

“หยุด!  หยุดอยู่ตรงนั้นนะ  ไม่ต้องเดินเข้ามา ไม่งั้นกูยิงไส้ทะลุ”

แต่มันไม่หยุด  ยังเดินเข้ามาและกางแขนออก  เหมือนจะเข้ามาตะครุบคอเขา

ปลัดหนุ่มปัดมือมันออกแต่มือมันแข็งแรงมาก เขาจึงเตะถีบมันไปหลายทีแต่มันไม่สะดุ้งสะเทือน  ยังพุ่งเข้าหาเฉยและใช้สองมือหมายจะรวบคอและหักคอเขา   เขาพยายามสะบัดจนหลุดและวิ่งถอยหลังออกไปได้  มันพุ่งเข้าหาอีกเขาจึงยิงขู่ไป ๒ นัด 

ปัง ! ปัง!

แต่มันยังเดินเข้าหาเฉย  แสดงว่าไม่กลัวปืน  ปลัดหนุ่มเลยยิงมันไป ๒ นัด

ปัง ! ปัง!

มันก็เฉยราวกับว่ากระสุนทำอะไรมันไม่ได้    เขาจึงยิงไปอีก  ๓ นัด

ปัง!  ปัง!  ปัง!

เห็นอยู่จะ ๆ ว่ากระสุนถูกกลางหน้าอกมัน   และมันยังยกมือคลำที่หน้าอก  เขาเห็นมือของมันมีเลือดติดอยู่  มันยังยกมือข้างนั้นขึ้นดู     ทว่าแทนที่เลือดของมันจะไหลโกรกออกมา  กลับซึมออกมาเพียงแค่ซิบ ๆ   ราวกับว่ากระสุนที่เขายิงไปเข้าไป  มีผลแค่พอทำให้ผิวหนังเป็นแผลแค่มีดบาด   จึงทำให้เขาไม่เห็นเลือดมันไหล

ปลัดหนุ่มเริ่มไม่สบายใจ  คิดว่าครั้งนี้เขาได้มาเจอเอาคู่ปรับที่ไม่ใช่คนธรรมดาเข้าให้แล้ว  หรือว่ามันเป็น ‘พวกผีดิบ’ อย่างที่เล่าลือกัน  แต่ทำไมหน้าตาท่าทางของมัน  จึงเหมือนคนทั่ว ๆ ไป  แถมยังมาเป็นพวกขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง

มันยังเดินเข้ามาหาเขาอีก  จนเกือบที่จะประชิดตัวเขา  เขาต้องกระโดดถอยฉากแล้วยิงไปอีก ๔ นัด 

ปัง!  ปัง!  ปัง!  ปัง!   

ซึ่งผลก็เหมือนเดิมคือ  มันเอามือคลำแผลที่ถูกปืนและมีเลือดออกมานิดหน่อย  เป็นสีแดงจาง ๆ ไม่เข้มเหมือนเลือดคนทั่วไป    และมันก็มิได้แสดงอาการเจ็บปวดแม้แต่น้อย  ยังคงเดินเข้าหา

คราวนี้เขาเหลือ กระสุนในรังเพลิงอยู่อีกเพียง ๒  นัด  เพราะ ซิกเซาท์เออร์  ปืนพกคู่มือของเขา  บรรจุกระสุนในแม็กกาซีนได้ ๑๒ นัด  และในลำกล้องอีก ๑ เป็น ๑๓   ถ้า ๒  นัดนี้ไม่อยู่ละก็เขาคงจะต้องเผ่นหนีบ้าง  เพราะจะเอาอะไรไปสู้กับมัน  ขนาดปืนยังทำอะไรมันไม่ได้

ทว่ามีเสียงสัญญาณของอะไรบางอย่าง  ที่ติดตัวมันดังขึ้น 

ต็อด - ต๊อดดดด

ต็อด - ต๊อดดดด

ต็อด - ต๊อดดดด

ต็อด - ต๊อดดดด

ดังขึ้นเป็นจังหวะสั้นยาว!

มันจึงหยุดชะงัก  แล้วก้าวเดินเร็ว ๆ ออกไปจากที่นั้น

ปลัดหนุ่มจึงหันกลับมาที่หญิงสาว  เห็นเธอเพิ่งได้สติและทำท่าลุกขึ้น  เขารีบเข้าฉุดแขนให้เธอลุกขึ้นยืนแล้วประคองไว้

“มันทำอะไรคุณบ้างหรือเปล่า” เขาถามเธอ

 



 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
พรเมืองใต้ วันที่ : 23/06/2013 เวลา : 11.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panmuang

ฟอนท์ทิ้งไว้นาน มีวิบัติเล็กน้อย อ่านไม่ออก แต่คงพอเดาได้นะครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มิถุนายน 2013 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            



[ Add to my favorite ] [ X ]