• พรเมืองใต้
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : boonnakkhian@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-12-08
  • จำนวนเรื่อง : 16
  • จำนวนผู้ชม : 44260
  • ส่ง msg :
  • โหวต 8 คน
ไพบูลย์ พันธุ์เมือง
เรื่องเล่า การ์ตูน บทกลอน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/panmuang
วันพุธ ที่ 26 มิถุนายน 2556
Posted by พรเมืองใต้ , ผู้อ่าน : 1492 , 11:04:21 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เมืองผีดิบ

..เพชร  ชุมพร..

.

กลับมาถึงบ้านพัก  ปลัดบุญฤทธิ์พบโน้ตสั้นๆ ของผู้บังคับบัญชาวางอยู่บนโต๊ะรับแขก  ชัช เด็กหนุ่มที่อาศัยอยู่กับเขาพูดว่า   “ท่านนายอำเภอให้คนเอามาให้เมื่อตอนสี่โมงครึ่ง”

ปลัดบุญฤทธิ์อ่านข้อความในกระดาษชิ้นเล็ก ๆ  เขียนด้วยลายมือหวัด ๆ ว่า

“บุญฤทธิ์  ค่ำนี้ไปพบผมที่บ้านหน่อย  มีเรื่องจะปรึกษา”  แล้วก็มีลายเซ็นนายอำเภอกำกับ

ปลัดหนุ่มเสียเวลาเข้าห้องน้ำ ใช้เวลาไปราว ๑๐ นาทีก็ออกมาเปลี่ยนเครื่องแต่งกายใหม่ เสื้อยืด  กางเกงขาสั้น

“ทานข้าวก่อนดีไหมครับ  ข้าวและกับพร้อมแล้ว”  ชัชเด็กหนุ่ม ซึ่งมาทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราว บนที่ว่าการอำเภอถาม

“ดีเหมือนกัน...  ชัชรอพี่คงหิวแย่แล้วซี”   ปลัดหนุ่มพูดยิ้ม ๆ

ชัชเดินเข้าไปในห้องครัว ยกหม้อข้าว จานชามช้อนและกับข้าว  ออกมาวางบนโต๊ะ

ตอนที่ชัชยังไม่มา  ปลัดหนุ่มฝากท้องไว้กับร้านอาหาร  สุดแต่ว่าวันไหนอยากจะไปกินที่ร้านไหน  แต่หลังจากมีชัชมาอยู่ด้วย  ชัชหุงข้าว ซื้อแกงถุงและเจียวไข่ ทอดปลา ตำน้ำพริกกินกับยอดกระถินรั้วบ้าน  ปรากฏว่าอาหารที่ประกอบเอง อร่อยกว่าไปกินที่ร้าน แถมยังประหยัดรายจ่ายกว่าครึ่ง

เสร็จเรื่องอาหารค่ำ จึงเดินไปยังบ้านพักนายอำเภอ  ซึ่งอยู่ห่างไปประมาณ ๒๐๐ เมตร

นายอำเภอเกียรติศักดิ์รอเขาอยู่แล้วกล่าวเชิญเมื่อปลัดบุญฤทธิ์โผล่หน้าขึ้นไป

“เชิญนั่ง...  นุ่มขอกาแฟสองที่”   ประโยคหลังนายอำเภอสั่งคนในบ้าน   ก่อนจะนั่งลงบนโซฟาตรงข้ามปลัดหนุ่ม “ผมต้องขอโทษ ที่รบกวนเวลาพักผ่อนของคุณ” นายอำเภอกล่าวอีก

“ไม่รบกวนหรอกครับ  ผมก็มีเรื่องอยากจะมารายงานท่านอยู่พอดี  ผมเพิ่งพบเรื่องใหม่ล่าสุด  และผมก็เกือบแย่มาเมื่อห้าโมงเย็นนี่เอง”

“เหรอ?”   นายอำเภอเกียรติศักดิ์มีท่าทีกระตือรือร้น   “คุณไปปะทะกับใครมา?”  

นายอำเภอแสดงอาการตกใจ  พอดีเด็กรับใช้นำกาแฟมาวาง  ปลัดบุญฤทธิ์รอจนเด็กรับใช้เดินจากไป จึงเล่าเรื่องที่ได้ไปช่วยครูลูกสาวผู้ใหญ่เพชร  ให้รอดพ้นจากขบวนการผีดิบและตบท้ายว่า

“ถ้าผมไปถึงช้านิดเดียว ลูกสาวผู้ใหญ่เพชรต้องตกเป็นสมุนบริวาร ของพวกไอ้ผีดิบไปอีกคน  พวกมันถึงขนาดมีสมุนบริวารเป็นพวกขับรถเครื่องรับจ้างแล้ว?”

“คงไม่เพียงแค่ พวกขับรถเครื่องรับจ้างหรอก แต่อาจจะมีครู ตำรวจ หมอ พยาบาล  ข้าราชการบนที่ว่าการอำเภอ... ไม่แน่ชาวบ้านอีกเป็นร้อยที่เป็นบริวารของมันไปแล้ว”  นายอำเภอให้ความเห็นด้วยสีหน้าหนักใจ

“แล้วทางกำนันพร้อมและผู้ใหญ่เพชรล่ะ  ทั้งสองคนนั่นมีความเห็นในเรื่องนี้อย่างไร?”   นายอำเภอถามต่อ

“ผู้ใหญ่เพชรและกำนันพร้อมไปหาพระธุดงค์  พระท่านว่าเราปราบมันไม่ได้  แต่ป้องกันมันได้โดยการให้ทุกคนถือศีลห้า  ยิ่งถ้าถือได้ขนาดกินมังสวิรัติก็ยิ่งดี  พวกผีดิบจะไม่แตะต้องเลือดของพวกมังสวิรัติ  หลวงพ่อท่านว่าผีดิบตอนนี้มีอยู่สองพวก  พวกแรกคือผีดิบที่มาก่อนตามข่าวลือ  พวกที่สองเป็นพวกครึ่งคนครึ่งผี  อย่างไอ้คนที่ขับรถเครื่องรับจ้างที่เล่นงานผมเมื่อบ่าย”

“ถ้าเช่นนั้นนายอ่อน ก็คงเป็นผีดิบประเภทใดประเภทหนึ่งของพวกมันไปแล้ว โธ่...”  นายอำเภอครางด้วยความสลดใจ

“ยังครับ  พระท่านว่านายอ่อนยังปลอดภัย  ท่านบอกให้พวกเรายกกำลังไปเฝ้าดูที่หน้าบ้านหลังใหญ่  กลางสวนมะพร้าวที่มีรั้วสังกะสี  นายอ่อนจะถูกพาออกมาจากบ้านหลังนั้นเพื่อเอาไปฆ่า  ท่านบอกให้เราไปชิงตัวมา”

“บ้านนายแสง!”  นายอำเภอพึมพำ

ªªªªªªª

 

อ่อนหมดสติไปนานเท่าใดเขาไม่รู้   เมื่อได้สติลืมตาเขาจึงไม่รู้ว่าเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืน  และเวลาเท่าไรเพราะในห้องนั้นเปิดไฟไว้ตลอดเวลา  ที่อ่อนนอนเป็นเตียงคล้ายเตียงคนไข้ในโรงพยาบาล  อ่อนพยายามขยับตัวแต่ลุกไม่ได้  เนื่องจากแขนขาถูกผูกตรึงไว้กับเตียง 

นอนทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง  ก็จำได้ว่าได้นัดหมายไว้กับนายอำเภอและสารวัตรใหญ่  เรื่องให้เขาคอยส่งสัญญาณหากเห็นผีดิบผ่านมาอีก  เมื่อเห็นมันอ่อนก็รัวระฆังให้นายอำเภอและสารวัตรใหญ่ทราบ  แล้วก็ออกสะกดรอยตามมันมา   อ่อนส่งสัญญาณไฟฉายให้นายอำเภอและสารวัตรใหญ่ไป ๒ ครั้ง  แล้วยืนดูจนมันหายเข้าไปในรั้วสังกะสีบ้านนายแสง  พอทำท่าจะส่งสัญญาณไปให้นายอำเภอและสารวัตรใหญ่อีกครั้ง  มือแข็งปานคีมเหล็กก็รวบคออ่อน  อ่อนดิ้นรนอยู่ครู่หนึ่งก็หมดสติไป

ครืดดด!!

            ความคิดของอ่อนหยุดลง  เมื่อมีเสียงดังมาจากฝาผนังห้อง  และชายในชุดแดงแถบขาวสวมถุงคลุมหน้า  กับชายหน้าตาซีดเซียวแต่งกายชุดกางเกงดำเสื้อยืดสีดำ  มีรูปค้างคาวสีขาวกระพือปีก ไม่สวมถุงคลุมหน้า  เดินเข้ามาหยุดข้างเตียงที่เขานอน 

มันแก้เชือกที่มัดอ่อนไว้ออก  คนหนึ่งรวบแขน ๒ ข้างของอ่อนไปมัดรวบไว้ข้างหลัง  อีกคนเอาผ้าผูกตาและมัดปาก   อ่อนลองขัดขืนแต่ไร้ผล  มันฉุดอ่อนให้ลุกขึ้นแล้วคนหนึ่งก็แบกร่างของอ่อนไป  

รู้สึกเหมือนถูกพาตัวขึ้นไปข้างบน  ได้ยินเสียงคนหลายคนพูดกัน  เสียงประตูรถยนต์เปิด  อ่อนถูกลากขึ้นรถ รถที่นำอ่อนมาคงเป็นรถตู้ทึบเพราะอากาศอบอ้าวและอึดอัด และรู้สึกเหมือนมีคน ๓ หรือ ๔ คนควบคุมอยู่ข้าง ๆ   

อ่อนรู้สึกหนาวทั้ง ๆ ที่เหงื่อไหลโทรม !

รถแล่นมาสักประมาณสิบนาทีเศษๆ จึงค่อย ๆ ชะลอและจอด  เสียงคนมาเปิดประตูหลัง  มีคน ๆ หนึ่งลากอ่อนลงไป...  อ่อนตัดสินใจ! 

หนีก็ตาย...  ไม่หนีก็ตาย...  แต่หนี  ทางรอดยังพอมี  !!

อ่อนสะบัดหลุดจากการเกาะกุม  แล้วออกวิ่งไปสุดฤทธิ์...  วิ่งดีกว่าจะยืนให้มันยิงสบาย ๆ วิ่งไปทั้งๆ ที่มองอะไรไม่เห็นอะไรเพราะถูกผูกตา  ส่วนมือก็ถูกมัดไขว้หลัง  อ่อนวิ่งไปอย่างไม่ต้องกลัวว่าข้างหน้าเป็นถนนหรือเหว  เพราะตกเหวตกเขาอาจจะไม่ตายก็ได้... แต่ถ้าโดนลูกปืนตายแน่นอน!!

“เฮ้ย ๆ ๆ!”เสียงพวกมันร้องขึ้นเอะอะ

ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!   เสียงปืนดังขึ้นชุดหนึ่ง  อ่อนรู้สึกเย็นวูบ  เหมือนว่ากระสุนปืนเฉียดสีข้างไปแค่ก้านไม้ขีด 

“เอ็งคุมมันยังไงวะไอ้นิด   ปล่อยมันหนีไปได้  เดี๋ยวเถอะนายเด็ดหัวแกแน่...”  เสียงเอะอะตามหลัง  พร้อมกับเสียงคนวิ่งไล่ตามมา

ปัง! ปัง!  เสียงปืนดังขึ้นอีก  พร้อมกับที่ร่างของอ่อนถลำพรวดตกลงไปในลาดไหล่ถนนลึก

ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!  โป้ง! โป้ง! โป้ง! โป้ง! โป้ง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!โป้ง! โป้ง! โป้ง! โป้ง! โป้ง!

เสียงปืนยิงกันสนั่น  ทั้งปืนพกและปืนยาว  กระทั่งเสียงปืนเงียบลง  เสียงรถยนต์แล่นออกไป  อ่อนพยายามลุกขึ้นจากการนอนคว่ำหน้า  แต่ลุกลำบากเพราะมือยังถูกมัดไขว้หลัง  รู้สึกหน้าผากของเขาจะกระทบหิน จนเลือดอุ่นๆ ไหลจากหน้าผากลงเปียกชุ่มผ้าที่ผูกตา  และไหลลงมาจนถึงแก้มและคาง

มีเสียงคนวิ่งกันพล่านอยู่ข้างบน  ทันใดนั้นก็มีเสียงเรียก

“นายอ่อน  นายอ่อนอยู่ตรงไหนน่ะ” 

เสียงเรียกอ่อนยังไม่แน่ใจว่าเป็นฝ่ายไหน  กระทั่งมีเสียงเรียกว่า

“นายอ่อนนี่พวกเราเอง  ท่านนายอำเภอกับท่านสารวัตรใหญ่   เรามาช่วยนายอ่อน  อ่อนได้ยินแล้วส่งเสียงด้วยจะได้ลงไปช่วย”  พลางก็มีแสงไฟฉายส่องกราดไปมา

“อู้วว์ ๆ ๆ ออว์ ๆ ๆ”  อ่อนพยายามส่งเสียงทั้ง ๆ ที่ยังถูกผ้ามัดปาก

และการส่งเสียงออกไป  ทำให้แสงไฟฉายกราดมาใกล้เขามากขึ้น  อ่อนส่งเสียงเดิม ๆ ออกไปอีก 

“โหมม์... อู่...  อี้ยย์”   อ่อนต้องการจะบอกว่า ‘ผมอยู่นี่’   พลางยันกายลุกขึ้นได้นิดหนึ่ง  แต่ร่างของอ่อนได้ปรากฏขึ้นในลำแสงของไฟฉายของตำรวจพอดี   ปลัดบุญฤทธิ์ กับตำรวจอีกสองคน  จึงไต่ผาหินลงมาช่วย

อ่อนถูกตำรวจคนหนึ่งยกขึ้น   อีกคนแก้เชือกที่มัดมือ ผ้าที่มัดปาก และผูกตาออก ขาแข้งของอ่อนปวดเจ็บและขัดยอก  เพราะการตกลงมาจากที่สูง  หัวเข่าถลอกเป็นแผลมีเลือดออก 

เมื่ออ่อนลืมตาจึงเห็นว่ารอบข้างตกอยู่ในลำแสงของไฟฉาย  จนต้องหลับตาลงอีกครั้งแล้วลืมใหม่  

“คุณปลัดนะเอง  ขอบคุณครับที่มาช่วยผม  นึกว่าจะถูกพวกมันฆ่าตายเสียแล้ว”

อ่อนยกมือไหว้ทุกคนที่มาช่วยยกร่างเขาให้ลุกยืน  แล้วยังประคองหิ้วปีกไว้   พลตำรวจ ๒ คนกระโดดลงมาช่วยอีก  ช่วยผลักดัน ลาก ดึง ในที่สุดก็พาร่างอ่อนขึ้นไปข้างบนอย่างค่อนข้างลำบากเพราะเป็นผาชัน  เมื่อขึ้นมาได้อ่อนจึงเดินกะเผลก ๆ

“นั่นหน้าผากเธอแตก  มีเลือดไหล!”  

นายอำเภอเข้ามาส่องไฟดู  แล้วใช้ผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋าของตน ซับเลือดและเช็ดหน้าตาให้นายอ่อน  สารวัตรใหญ่ก็เข้ามาช่วยดูด้วย 

อ่อนยกมือไหว้ทั้งสองท่านอีกครั้ง  ก่อนจะพูดว่า  “ผมคงไม่เป็นอะไรมากหรอกครับ  คือตอนผมวิ่งหนีพวกมัน  ผมไม่รู้ทิศทาง ไม่รู้ว่ามีอะไรขวางหน้าจึงตกลงไป  มือก็ถูกมัดไขว้หลังเลยทำให้หน้าผากไปกระแทกหิน” 

“อ่อนไม่เป็นอะไรมากฉันก็ดีใจ   แต่นี่...ที่หัวเข่าก็มีแผลยังดีที่ไม่ใช่แผลจากลูกปืน รีบไปกันเถอะฉันจะพาเธอไปให้หมอทำแผลที่โรงพยาบาล  เธอจะต้องไปนอนให้หมอรักษาจนกว่าจะหาย” 

พ.ต.ท.พรหมพงศ์  อิทธิเดช  สารวัตรใหญ่พูด  ทำให้อ่อนรู้สึกปลาบปลื้มใจอย่างที่สุด

“อ่อนไม่ได้ถูกพวกมัน เอ้อ ดูดเลือดแน่นะ”  ปลัดบุญฤทธิ์ถามขึ้นอย่างหวั่น ๆ

“โอ๊ย!  ม่ายละครับผมรับรอง...”  อ่อนว่าแล้วหัวเราะ  “มันให้หมอของมันสองคนเจาะเลือดผมไปดู  ไม่ได้ให้ผีดิบตัวไหนมากัดมาดูด   ผมได้ยินพวกมันพูดกันตอนผมทำเป็นสลบว่า  เลือดของผมใช้กับพวกมันไม่ได้  มีสารอะไรไม่รู้อยู่ในเลือด  ผมเลยรอดมาจากการต้องเป็นผีดิบ  สมาชิกอีกตัวของมัน”

“แล้วอ่อนชอบกินอาหารประเภทไหน  มังสวิรัติหรือเปล่า  พวกนี้มันเกลียดที่สุดคือคนที่กินมังสวิรัติ”  ปลัดบุญฤทธิ์พูด

“ผมไม่ได้กินมังสวิรัติแต่ผมชอบกินพวกผักต้มจิ้มน้ำพริก  คนยามอย่างผมจะมีปัญญาไหนมากินหมูเห็ดเป็ดไก่ทุกมื้อละครับ  หรือว่า...  ผมรอดมาได้ด้วยอาหารพวกนี้”   นายอ่อนหัวเราะ

“ฉันดีใจมากที่อ่อนปลอดภัย  นี่ถ้าอ่อนเป็นอะไรไปละก็ฉันกับท่านนายอำเภอ  คงรู้สึกผิดไปตลอดชีวิตเพราะอ่อนทำงานให้เรา  และตอนนี้อ่อนทำให้เรารู้แน่ว่าบ้านนายแสงคือที่ซ่องสุมแห่งหนึ่งของพวกมัน”  พ.ต.ท.พรหมพงศ์  อิทธิเดช  สวญ.พูด

ในรถกระบะ ๒ ตอน ปลัดบุญฤทธิ์นั่งเบาะหน้าติดกับคนขับ  นายอ่อนนั่งบนเบาะหลังมีนายอำเภอนั่งขนาบซ้าย  และสารวัตรใหญ่นั่งขนาบขวา  ส่วนตำรวจอีกสี่นายนั่งมาในกระบะหลัง  อย่างระวังตั้งใจให้การคุ้มกันนายอ่อนเต็มที่

รถยนต์อีกคันเป็นรถกระบะสีแดงตอนเดียว  ของที่ว่าการอำเภอมีปลัดปลัดทับ  ทิวทอง  ปลัดอาวุโสเป็นคนขับ  มีตำรวจยศจ่านั่งหน้าคู่มาในเก๋ง  ส่วนในกระบะหลังมีนายสิบและพลตำรวจหก คนพร้อมอาวุธปืนยาวครบมือ  นั่งมาบนขอบกระบะและยืนเกาะหลังคาเก๋ง  ตลอดทางปลัดทับ  ทิวทอง  นั่งนิ่งไม่พูดและไม่ออกความเห็นใด ๆ

เวลาเกือบเที่ยงคืน  ขณะที่รถกระบะทั้งสองคันมาจอดที่หน้าที่ว่าการอำเภอ 

นายอำเภอเกียรติศักดิ์พูดขึ้นว่า  “บุญฤทธิ์  พานายอ่อนไปให้หมอทำแผล  แล้วให้นายอ่อนนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล  จนกว่าแผลจะหายแล้วค่อยออกมา”

“แต่ผมไม่เป็นอะไรมากจริง ๆ นะครับ  ผมขอทำแผลแล้วกลับไปนอนบ้านที่ห้องแถวหลังตลาด”   นายอ่อนว่าซื่อ ๆ  ลืมคิดไปว่าตนยังไม่พ้นอันตราย 

“อ่อนไปนอนที่บ้านอ่อนไม่ได้หรอก”  พ.ต.ท.พรหมพงศ์  สวญ. พูด   “เราสามคนคือท่านนายอำเภอ และปลัดบุญฤทธิ์ได้ปรึกษากันแล้ว  ถ้าอ่อนนอนโรงพยาบาลฉันจะให้ตำรวจไปคอยเฝ้า  แต่ถ้าอ่อนไม่นอนที่โรงพยาบาล  อ่อนจะต้องไปกินนอนอยู่ที่บ้านฉันสักระยะหนึ่ง  ตอนนี้อ่อนกำลังอยู่ในอันตราย  พวกมันไม่ปล่อยให้อ่อนอยู่อย่างลอยนวลต่อไปหรอก  มันต้องส่งคนมากำจัดอ่อนแน่”

“ผมว่าอ่อนพักที่บ้านท่านสารวัตรใหญ่คงจะไม่สะดวกเท่าบ้านผม   คือผมเป็นคนโสด  ผมขอพาอ่อนไปทำแผลแล้วให้กลับมาอยู่ที่บ้านผมจะเหมาะกว่า”  ปลัดบุญฤทธิ์กล่าวขึ้นบ้าง   นายอำเภอเกียรติศักดิ์เห็นดีด้วย  พ.ต.ท.พรหมพงศ์ สวญ.จึงยินยอม 

ªªªªªªª

 

แปดโมงเช้าวันรุ่งขึ้น  มีตำรวจยศจ่าฯ ยศสิบตำรวจตรี  และพลตำรวจรวม ๖ นาย มาตามตัวนายอ่อนที่บ้านพักปลัดบุญฤทธิ์   ทั้งหมดยืนชิดเท้าแล้วรายงานต่อปลัดบุญฤทธิ์ว่า

“ท่านสารวัตรใหญ่ให้พวกเรามาเชิญคุณอ่อนไปพบขอรับ”

ปลัดบุญฤทธิ์จึงหันไปที่นายอ่อนซึ่งกำลังช่วยทำความสะอาดบ้านอยู่  และพูดว่า

“อ่อนไปพบท่าน สารวัตรใหญ่ก่อนเถอะ  ท่านคงต้องการรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องที่อ่อนถูกพาตัวไปกักขัง”

แต่อ่อนกลับทำสีหน้าละห้อยเหมือนถูกจับตัวเป็นผู้ต้องหา  เพราะมีตำรวจถึง ๖ คนมาควบคุมตัว  ปลัดบุญฤทธิ์เห็นอาการของนายอ่อน  จึงพูดหัวเราะและปลอบว่า

“ไม่มีอะไรหรอกน่าอ่อน  ตำรวจเขาไม่ได้มาจับ  แต่เขามาให้ความอารักขาเพราะอ่อนเป็นบุคคลสำคัญ  อ่อนลืมเสียแล้วหรือว่าอ่อนนะเป็นผู้ช่วยนายอำเภอและสารวัตรใหญ่   อ่อนคือผู้กุมความลับ  ความเป็นความตายในซ่องของพวกผีดิบ  ตอนนี้อ่อนจะเดินไปไหนมาไหนคนเดียวอย่างเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว  เพราะพวกมันจะต้องจัดการทันทีเมื่อเห็นอ่อน  ท่านสารวัตรใหญ่ต้องให้ตำรวจมาอารักขา”

นายอ่อนจึงเดินไปกับกลุ่มตำรวจอย่างภาคภูมิใจ  แทนที่จะนึกว่าตนเป็นผู้ต้องหาที่ถูกควบคุมตัว

“สวัสดีอ่อน  เมื่อคืนนอนหลับดีไหม?”  พ.ต.ท.พรหมพงศ์ สารวัตรใหญ่ถามมองแผลที่หน้าผากของอ่อนซึ่งมีอยู่นิดเดียว  ส่วนที่แข้งขาก็เป็นแผลถลอก  ไม่ใช่แผลใหญ่

“หลับสบายมากเลยครับ  แต่ถ้าให้ไปนอนที่บ้านผมคงจะนอนไม่หลับ  หรือไม่ก็หลับแล้วไม่ต้องตื่นอีกเลย”  นายอ่อนเพิ่งจะมีอารมณ์ขัน

“เอาละ  เรามาเข้าเรื่องสำคัญที่จะพูดกันเลยดีกว่า  ที่ฉันให้ตำรวจไปพาอ่อนมาก็เพื่อจะสอบถามว่า ตอนที่อ่อนถูกกักขังอยู่นั้น  อ่อนพอจะมีอะไรเป็นที่สังเกตได้บ้างไหมว่า  เป็นบ้านของนายแสงหรือบ้านของใคร  ฉันจะให้ตำรวจเข้าไปตรวจค้นอีกครั้ง”

อ่อนทำท่าจะเล่า ก็พอดีเสียงเคาะประตูห้องทำงานของสารวัตรใหญ่ดังขึ้น  พร้อมเสียง

“ขออนุญาตครับ”

แล้วตำรวจยศจ่าที่ไปพาอ่อนมาและสารวัตรใหญ่ให้เฝ้าอยู่หน้าห้อง  ก็เข้ามายืนชิดเท้าทำความเคารพแล้วรายงานว่า

“ท่าน สวป.วิเวก ต้องการจะเข้ามาพบท่านครับ”

“ไปเชิญท่านเข้ามา”  พ.ต.ท.พรหมพงศ์กล่าว 

เมื่อจ่าสิบตำรวจถอยออกไป  นายตำรวจในชุดพันตำรวจตรี ก็เข้ามายืนชิดเท้าทำความเคารพ

“ท่าน สวป. มีอะไรหรือ ?”  พ.ต.ท.พรหมพงศ์  สารวัตรใหญ่ถาม  ก่อนที่ฝ่ายนั้นจะพูด

“คือ...ผมอยากมาขออนุญาต  สอบสวนนายอ่อนเองครับผม”

“แต่เรื่องนี้  ผมจะขอสอบสวนเอง”  พ.ต.ท.พรหมพงศ์  อิทธิเดช  รู้ทันยิ้มอยู่ในหน้า

“งั้นผมอยากขอคุยอะไรกับเขาหน่อย” พ.ต.ต.วิเวก สวป.  กล่าวด้วยสีหน้าไม่สู้ดี

“ได้แต่ผมต้องนั่งฟังด้วย”

“นายอ่อนถูกทำร้ายที่ไหน?”  พ.ต.ต.วิเวก  เริ่มซักถามนายอ่อน

“ผมถูกทำร้ายข้างรั้วบ้านของนายแสง  โศกี” 

“นายไปทำอะไรที่นั่น”

“ผมตามพวกสิบสองคนไป  มันหายไปตรงรั้วบ้านนายแสง”

“คนที่เป็นศัตรูของนายอ่อนอาจจับตัวนายอ่อนจากที่ตรงนั้น  แล้วพาไปกักขังไว้ที่อื่นก็ได้ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นบ้านนายแสง  โศกี  ใช่ไหม?”

“ครับ  ผมก็ไม่ทราบ”   นายอ่อนตอบเรื่อยๆ  รู้สึกเหมือนกำลังถูกข่มขู่

“แต่ผม  ท่านนายอำเภอ  ปลัดบุญฤทธิ์ ปลัดอาวุโส  และตำรวจอีกสิบนาย  ได้ไปซุ่มดูอยู่ที่หน้าบ้านนายแสง  โศกี  ตอนห้าทุ่ม ยี่สิบนาที  มีรถตู้สีดำแล่นออกมาจากบ้านนายแสง  เราขับตามโดยไม่เปิดไฟ จนไปทันที่เขาช่องกรวด  พอถึงบนเขารถตู้สีดำจอดแล้วลากนายอ่อนลง  เราคาดว่าคนในรถตู้จะฆ่านายอ่อนแล้วโยนลงเหว เราจึงรีบยิงขู่สะกัดไว้ก่อน  แล้วคนในรถตู้คันนั้นก็ยิงเรา  เลยเกิดการยิงกันหลายนัด  กระสุนอาจจะถูกคนร้ายบ้าง  รถตู้คันดังกล่าวจึงได้ขับหนีไป  แล้วเราก็สามารถพาตัวนายอ่อนกลับมาได้  จึงเป็นเรื่องที่เราจะต้องสอบหาผู้กระทำผิด  คือผู้ที่กระทำการหน่วงเหนี่ยวกักขัง  และพยายามฆ่านายอ่อน  ไม่ใช่มาสอบจะเอาผิดนายอ่อน”

พ.ต.ท.พรหมพงศ์  อิทธิเดช  โต้การสอบสวนของ พ.ต.ต.วิเวก  สร้างโศก  สวป.  อย่างไม่ไว้หน้า

“ถ้าอย่างนั้น  นายอ่อนช่วยยืนยันอีกครั้งว่า  ที่ ๆ นายอ่อนถูกหน่วงเหนี่ยวกักขังเป็นที่ใด?” พ.ต.ต.วิเวก  เปลี่ยนถ้อยคำการสอบสวนใหม่  เสียงอ่อนลง

“ผมมั่นใจว่าเป็นบ้านนายแสง โศกี”   นายอ่อนพูด

“ทำไมจึงแน่ใจอย่างนั้น  ในเมื่อหลังจากที่นายอ่อนหายไป  ผมกับตำรวจอีกสิบนาย  ได้เข้าไปตรวจค้นบ้านของนายแสง  โศกี  โดยละเอียดทุกจุด  เราไม่พบนายอ่อน และไม่มีซอกมุมใดในบ้านนายแสง  ที่จะเป็นที่หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังตัวนายอ่อนไว้เลย  นายอ่อนให้การอย่างนี้เพราะไม่พอใจ  ที่นายแสงเคยตำหนินายอ่อนเรื่องนอนหลับยาม  ใช่หรือไม่?”

“ไม่จริง  นายแสงไม่เคยมาตำหนิผมเรื่องหลับยาม  และผมก็ไม่เคยหลับ”  อ่อนทำท่าตกใจ

“เอาละ ๆ ผมว่าท่าน สวป. กำลังจะออกนอกประเด็นเป็นการข่มขู่เจ้าทุกข์ ผมขอแย้ง เอาเป็นว่าผมนี่แหละ  ที่ตั้งข้อสงสัยว่าบ้านของนายแสง  น่าจะเป็นที่กักขังหน่วงเหนี่ยวนายอ่อน  หลักฐานพยานคือ ผม นายอำเภอ ปลัดบุญฤทธิ์และทุกคนที่ไปซุ่มรอดูอยู่หน้าบ้านนายแสง  ได้เห็นกับตาว่ามีรถตู้สีดำมาจอดหน้าบ้านนายแสง  นายอ่อนถูกลากออกมาจากบ้านนายแสง  และเราได้ตามไปเอาตัวนายอ่อนมาทันที่เขาช่องกรวด”

 ถ้อยคำของ  พ.ต.ท.พรหมพงศ์ สารวัตรใหญ่  ทำให้ พ.ต.ต.วิเวก สวป.  มีสีหน้าเครียดขึ้นทันที

“แต่เมื่อคืน  คุณแสงไม่ได้อยู่ในบ้านนะครับ อาจจะเป็นไปได้ว่านายอ่อน อาจจะถูกพาตัวมาจากที่อื่น  แล้วมาขึ้นรถตรงนั้น  เพราะที่หลังบ้านของนายแสง เป็นป่ากล้วยตานีรกทึบ  เป็นที่ ๆ อาชญากรอาจใช้เป็นที่หลบซ่อน  ซึ่งไม่จำเป็นที่จะต้องออกมาจากรั้วบ้านนายแสงก็ได้  ที่สำคัญคือผมได้ตรวจค้นบ้านนายแสงโดยละเอียดถ้วนทั่วแล้ว ตามรายงานเมื่อสามวันก่อน  ไม่มีห้องใต้ดินหรือห้องลับใด ๆ ทั้งสิ้น  แล้วบ้านนายแสงก็สามารถที่จะเข้าไปตรวจค้นได้โดยง่ายตลอดเวลา  เพราะเป็นบ้านมีใต้ถุนโล่ง  ถ้าท่านสารวัตรใหญ่สงสัยก็ไปตรวจค้นอีกครั้ง ไปเดี๋ยวนี้เลยก็ได้”  พ.ต.ต.วิเวก สวป.  กล่าวเหมือนท้าทาย

“อ๋อ ผมไปค้นอีกแน่  เราจำเป็นต้องไปตรวจค้นเพื่อความบริสุทธิ์ของนายแสง  ผมนัดท่านนายอำเภอและปลัดบุญฤทธิ์ไว้แล้ว”  พ.ต.ท.พรหมพงศ์ สวญ. กล่าวอย่างไม่เกรงใจ พ.ต.ต. วิเวก สวป. ผู้ร่วมงานอีกต่อไป

“ที่ผมเรียนท่าน  ผมเรียนตามเหตุผลและหลักฐาน  ไม่ใช่เพื่อปกป้องหรือเข้าข้างคุณแสงนะครับ”  พ.ต.ต. วิเวก สวป. เสียงอ่อนลงเมื่อเห็นว่าผู้มีอำนาจเหนือตนเอาจริง

“ผมอยากที่จะเห็นอะไร ๆ ด้วยสายตาของผมเอง  และขอเรียนท่าน สวป.ด้วยว่า  ต่อไปนี้ผมจะลงเล่นเรื่องนี้ด้วยตนเอง  ผมจะไม่คอยแต่ฟังรายงานจากตำรวจอีกต่อไป”  พ.ต.ท.พรหมพงศ์  สารวัตรใหญ่  ตัดสินใจชนเต็มที่

“แต่ถ้าไปตรวจแล้วไม่พบอะไร  ท่านไม่กลัวคุณแสงจะคิดว่าท่านกลั่นแกล้ง  ทำให้เขาเสียชื่อเสียง  เพราะว่าท่านต้องการผลประโยชน์บางอย่างจากเขาแล้วไม่ได้  ท่านเลยแกล้งทำให้เขาเสียชื่อเสียง  ท่านไม่คิดถึงข้อนี้บ้างหรือครับ  ระวังเขาจะฟ้องกลับเอานะครับ”  นายพันตำรวจตรีผู้ใต้บังคับบัญชายิ้มเยาะ

“นี่คุณกำลังหมิ่นประมาทและกล่าวหาว่าผมรังแกนายแสง  เพราะไปหาผลประโยชน์รีดไถเขาไม่ได้จึงมาตั้งตัวเป็นศัตรูกับนายแสง  หาเรื่องกลั่นแกล้งนายแสงอย่างนั้นหรือ  ผมมาอยู่ที่นี่อย่างบริสุทธิ์  ไม่เคยอาศัยบารมีเงินของเสี่ยหรือนักการเมืองท้องถิ่นคนใด”  พ.ต.ท.พรหมพงศ์เริ่มโมโห 

แต่ พ.ต.ต. วิเวก สวป. คู่ปรับกลับยิ้มใจเย็นเหมือนผู้ชนะ

“ผมไม่ได้พูดอย่างนั้นสักหน่อย...   ผมแค่สมมุติ”   ฝ่ายตรงข้ามยังยิ้มเยาะ

“อย่าสมมุติในสิ่งที่ตรงข้ามกับนิสัยของผม”   พ.ต.ท.พรหมพงศ์พูดและพยายามควบคุมอารมณ์

“คุณแสงแกเป็นคนดีมีชื่อเสียง แกไม่เคยด่างพร้อยไม่ว่าในเรื่องใด ๆ  และแกก็เคยช่วยเหลือในกิจการของตำรวจและอำเภอทุกอย่าง  จะหาใครในอำเภอนี้ที่ดีและช่วยเหลือทางราชการอย่างคุณแสงไม่มีอีกแล้ว  ท่านไม่น่าจะมาทำให้ความรู้สึกดี ๆ เสียไป  เพราะไปเชื่อคนโง่ปัญญาอ่อน อย่างนายอ่อนเลยนะครับ ผมอยากจะพูดว่าเรื่องผีดิบ เป็นเรื่องเหลวไหลทั้งนั้น  ท่านกับนายอำเภอ และปลัดอำเภอบางคนกำลังทำเรื่องเหลวไหลไร้สาระให้เป็นเรื่องจริง  ท่านกำลังถูกหลอกโดยคนโง่ ๆ ปัญญาอ่อนกลุ่มหนึ่ง”

“เอาเถอะน่า  ผมทำตัวเป็นคนปัญญามากมานานแล้ว  แต่การมีปัญญามากมันทำให้อำเภอของเราและภาพลักษณ์ของตำรวจมีแต่เรื่องเสียหาย  ผู้คนก่นด่ากันทั้งเมืองว่าตำรวจรีดไถ  ตำรวจเป็นพวกคนรวยแต่รังแกฉ้อโกงคนยากคนจน  ร่วมมือกับคนชั่วหากินในทางทุจริต  คุมบ่อนคุมซ่อง  ผมทนฟังไม่ได้  ต่อไปนี้ผมจะลองปัญญาอ่อน  เชื่ออะไรที่ไร้เหตุไร้ผลดูสักครั้ง  ดูซิว่าอะไร ๆ ที่มันคลุมเครืออยู่มันจะกระจ่างขึ้นบ้างไหม  แต่บอกเสียก่อนนะว่าถ้าผมพบหลักฐาน  ผมฟันไม่เลี้ยงไม่ว่าจะสีกากีหรือสีไหน แม้จะต้องถูกกลั่นแกล้งจนถูกออกจากราชการผมก็ยอม   งานนี้ใช่แต่ผมคนเดียวท่านนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชาวบ้านอีกหลายคนก็พร้อมที่จะร่วมมือกับผม”  สวญ. โต้ สวป.

“งั้นผมก็ต้องขอโทษท่านสารวัตรใหญ่ด้วย  หากว่าที่ผมเรียนให้เหตุผลท่านไป  ไม่เป็นที่สบอารมณ์  ความจริงผมก็ให้ความเห็น  ไปตามหน้าที่ของผู้ใต้บังคับบัญชาจะพึงกระทำเท่านั้น  มิได้ตั้งใจจะขัดแย้งท่านเลย”  พ.ต.ต.วิเวกเสียงอ่อนลง

 

ใกล้เที่ยง....  รถกระบะ ๒ ตอน สีเลือดหมูสลับขาว ๑ คัน  และรถกระบะสีแดงตอนเดียวของที่ว่าการอำเภออีก ๑ คัน  แล่นมาจอดที่หน้าบ้านของนายแสง  โศกี  พ.ต.ท. พรหมพงศ์  อิทธิเดช  นายอำเภอเกียรติศักดิ์  ปลัดบุญฤทธิ์  นำคณะตำรวจรวม ๑๓ นาย  ไปตรวจค้นบ้านนายแส  โศกี

“นายแสง เจ้าของบ้านไม่อยู่”  จ่าสิบตำรวจรายงานต่อนายอำเภอและสารวัตรใหญ่

“แล้วผู้หญิงคนนั้นเป็นภรรยานายแสงใช่ไหม?”  พ.ต.ท.พรหมพงศ์  สวญ.ถาม  

“ใช่ครับ” 

“งั้นก็ให้ภรรยานายแสงนั่นแหละเซ็นชื่อรับทราบตามหมายค้น”

ภรรยานายแสงยอมเซ็นชื่อและอนุญาตให้ค้น  พ.ต.ท.พรหมพงศ์  สวญ.จึงนำตำรวจ  ๖ นายเข้าไปตรวจค้น  ส่วนตำรวจที่เหลือซึ่งอยู่ในการควบคุมของ พ.ต.ต.วิเวก สวป.  ยังยืนมองเฉย

สารวัตรใหญ่  นายอำเภอ  และเจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยกันสำรวจและมองหาตามพื้นดิน  ซึ่งบริเวณใต้ถุนบ้านเป็นพื้นลาดปูนเทคอนกรีต  ส่วนที่เลยใต้ถุนบ้านออกไปมีหญ้าขึ้นเนื้อที่เป็นไร่ ๆ โดยอยู่ภายในรั้วสังกะสีที่ล้อมรอบ  หญ้ารกและสดเขียว  แต่ไม่ได้ตัดให้เรียบอย่างในสวนทั่วไป  และมีต้นไม้กินผล เช่น ชมพู่ ขนุน มะม่วง กล้วยตานีและมะละกอ  ปลูกผสมปนเปกันไปกับต้นมะพร้าว  ราวกับว่าเจ้าของเป็นนักอนุรักษ์ธรรมชาติ

แต่หลังจากตำรวจช่วยกันมองและตรวจค้นอย่างจริงจัง  โดยช่วยกันแหวกหญ้าหา  ในที่สุดก็พบฝาท่อบ่อซึ่งมีหูโลหะโผล่ขึ้นมาสำหรับจับ  เสียงเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งพูดว่า

“พบทางลงสู่ห้องใต้ดินแล้ว!”

 




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มิถุนายน 2013 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            



[ Add to my favorite ] [ X ]