• พระจันทร์รุ่งสาง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : pannida_23230@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2011-08-09
  • จำนวนเรื่อง : 21
  • จำนวนผู้ชม : 273975
  • จำนวนผู้โหวต : 105
  • ส่ง msg :
  • โหวต 105 คน
วันจันทร์ ที่ 12 พฤศจิกายน 2555
Posted by พระจันทร์รุ่งสาง , ผู้อ่าน : 66234 , 01:35:34 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน ครูไทยใจเกินร้อย , พระจันทร์รุ่งสาง โหวตเรื่องนี้

การจัดการศึกษาแบบเรียนรวมและจัดการศึกษาแบบเรียนร่วม

การศึกษาแบบเรียนรวม

การศึกษาแบบเรียนรวม หมายถึง การรับเด็กเข้ารับการศึกษาโดยไม่แบ่งแยกความบกพร่องของเด็ก หรือคัดแยกเด็กที่ด้อยว่าเด็กส่วนใหญ่ออกจากชั้นเรียน แต่จะใช้การบริหารจัดการและวิธีการในการให้เด็กเกิดการเรียนรู้และพัฒนาการตามความต้องการ จำเป็นอย่างเหมาะสมเป็นรายบุคคล

 

ลักษณะของการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม

ความแตกต่างจากรูปแบบการจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษและเด็กปกติคือ จะต้องถือหลักการดังนี้

• เด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกัน
• เด็กทุกคนเข้าเรียนในโรงเรียนพร้อมกัน
• โรงเรียนจะต้องปรับสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ทุกด้านเพื่อให้สามารถสอนเด็กได้ทุกคน
• โรงเรียนจะต้องให้บริการ สื่อ สิ่งอำนวยความสะดวกและความช่วยเหลือต่าง ๆ ทางการศึกษาให้แก่เด็กที่มีความต้องการจำเป็นนอกเหนือจากเด็กปกติทุกคน
• โรงเรียนสามารถจัดการศึกษาได้หลายรูปแบบในโรงเรียนปกติทั่วไปโดยจัดให้มีสภาพแวดล้อมที่มีขีดจำกัดน้อยที่สุด

 

 

 

ศึกษาแบบเรียนรวมมีรูปแบบใด

การจัดการศึกษาแบบเรียนรวม เป็นการจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษที่มีขีดจำกัดน้อยที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับการจัดการศึกษาในรูปแบบต่าง ๆ การศึกษาแบบเรียนรวมจะมีบรรยากาศที่เป็นจริงตามสภาพของสังคมในปัจจุบัน ซึ่งทุกคนในโรงเรียนจะมีความตระหนักเกี่ยวกับสิทธิความเสมอภาคในด้านการศึกษา มีความแตกต่างกันตามศักยภาพในการเรียนรู้ มีความร่วมมือช่วยเหลือกันและกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการเรียนรู้ ฝึกทักษะความสามารถในการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างเป็นสุข มีความยืดหยุ่นและปฏิบัติตนตามสภาพจริงได้อย่างเหมาะสม

ศึกษาแบบเรียนรวมมีหลักการใด

การศึกษาแบบเรียนรวม มีหลักการว่า เด็กเลือกโรงเรียนไม่ใช่โรงเรียนเลือกเด็ก เด็กทุกคนมีสิทธิที่จะเรียนรวมกันโดยโรงเรียนและครูจะต้องปรับสภาพแวดล้อม หลักสูตรวัตถุประสงค์ เทคนิคการสอน สื่ออุปกรณ์ การประเมินผลเพื่อให้ครูและโรงเรียนสามารถจัดการเรียนการสอนเพื่อสนองความต้องการของเด็กทุกคนเป็นรายบุคคลได้

แนวคิดและปรัญญาของการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม

การจัดการศึกษาแบบเรียนรวม จะต้องร่วมมือกันระหว่างองค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน รวมทั้งผู้ปกครองและชุมชน โดยปลูกฝังด้านจิตสำนึกและเจตคติเกี่ยวกับการจัดการศึกษาให้แก่เด็กทุกคนโดยคำนึงถึงศักยภาพความแตกต่างระหว่างบุคคล หรือความบกพร่องเฉพาะบุคคล ซึ่งจะให้สิทธิเท่าเทียมกันทุกคน โดยไม่เลือกปฏิบัติต่อบุคคลใดเป็นพิเศษเฉพาะ

ปรัญญาของการศึกษาแบบเรียนรวม

การจัดการศึกษาแบบเรียนรวม เกิดจากปรัชญาการศึกษาที่กล่าวไว้ว่า การศึกษาเพื่อทุกคน (Education for All) เพราะเด็กแต่ละคนจะมีความแตกต่างทั้งในด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์และสังคม ดังนั้นความต้องการของเด็ก ๆ ทุกคนย่อมมีความแตกต่างกันแม้อยู่ในชั้นเรียนเดียวกัน โรงเรียนและครูจึงต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้เด็กทุกคนเรียนรวมกันและได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพของแต่ละบุคคล

ทฤษฎีของการศึกษาแบบเรียนรวม

การดำเนินการศึกษาแบบเรียนรวม มีหลักการดังนี้ทำสัญญาร่วมกันในการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม ซึ่งองค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศไว้เมื่อปี คริสตศักราช 1995 ให้ทุกประเทศจัดการศึกษาแบบเรียนรวมดำเนินการตามหลักการแบ่งสัดส่วนตามธรรมชาติ ซึ่งในสังคมหรือชุมชนหนึ่ง ๆ จะมีเด็กพิการหรือเด็กพิเศษปะปนอยู่ เด็กทั้งหมดควรอยู่ร่วมกันตามปกติ โดยไม่มีการนำเด็กพิเศษออกจากชุมชนมารวมกันเพื่อรับการศึกษาที่เป็นการขัดแย้งกับธรรมชาตินำบุคลากรทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเด็กมาทำงานร่วมกัน ได้แก่ พ่อแม่ ผู้ปกครอง ของเด็กปกติและเด็กพิเศษ ผู้บริหารโรงเรียน ผู้ช่วยผู้บริหาร ครูประจำชั้น ครูพิเศษ และบุคลากรในชุมชนอื่น ๆ

พัฒนาเครือข่ายผู้ให้การสนับสนุน ซึ่งครูทุกคนในโรงเรียนจะต้องช่วยกันทำงานไม่ถือว่าเป็นหน้าที่ของคนใดคนหนึ่ง ถ้าหากมีเด็กพิเศษในโรงเรียน รวมทั้งการพบพูดคุยและปรึกษากับผู้ปกครอง จัดให้ผู้ปกครองเด็กพิเศษด้วยกันและผู้ปกครองเด็กปกติพบกันเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันหรือสนับสนุนในเรื่องต่าง ๆ แก่กันจัดให้มีกิจกรรมร่วมกันระหว่างเด็ก ผู้ปกครอง ครู ผู้บริหารและบุคลากรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการใช้ทรัพยากรร่วมกันทั้งในโรงเรียนและในชุมชน รวมทั้งจัดสรรงบประมาณทั้งภาครัฐและเอกชนในกิจกรรมร่วมระหว่างเด็กพิเศษกับเด็กปกติจัดการปรับเปลี่ยนหลักสูตร เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและครอบคลุมถึงเด็กพิเศษทุกคนในกลุ่มเด็กปกติจัดให้มีความยืดหยุ่นในทุกสถานการณ์ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่เด็กพิเศษและเด็กปกติทุกคน

 

หลักการการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม

แผนการจัดการศึกษาแบบเรียนรวมการเรียนรู้ของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ

ลักษณะความแตกต่างกันระหว่างบุคคลมีผลต่อระดับความสำเร็จในการเรียนรู้ ทั้งนี้เพราะการเรียนรู้เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปจากเดิมเพื่อไปสู่พฤติกรรมใหม่ที่ค่อนข้างถาวร อันเป็นผลมาจากประสบการณ์ หรือการฝึกฝน ซึ่งการเรียนรู้ของคนเราอาศัยประสาทสัมผัส ได้แก่ หู ตา จมูกลิ้น กาย ใจ เป็นองค์ประกอบหลักของการเรียนรู้และการรับรู้ หากมีส่วนใดส่วนหนึ่งสูญเสีย หรือบกพร่องไปย่อมมีผลต่อการเรียนรู้ และการรับรู้ตามไปด้วย ทำให้การเรียนรู้ของเด็กต้องล้มเหลว เรียนไม่ได้ดีเท่าที่ควรหรือเกิดข้อขัดข้องเสียก่อน ซึ่งอาจจัดเป็นองค์ประกอบใหญ่ ๆ ได้ 3 ประการ

1. องค์ประกอบด้านสรีรวิทยา ได้แก่ สาเหตุที่สืบเนื่องมาจากการทำงานผิดปกติของระบบการทำงานของร่างกาย เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปัญหาทางร่างกายของเด็กเอง

2. องค์ประกอบด้านจิตวิทยา ได้แก่ สติปัญญา อัตราเร็วของการเรียนรู้ ความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับตนเอง การปรับตัวทางอารมณ์และสังคม ความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวและเพื่อน

3. องค์ประกอบด้านสภาพแวดล้อม ตลอดจนประสบการณ์ต่าง ๆ เด็กที่มีความต้องการพิเศษย่อมได้รับผลกระทบต่อการเรียนรู้ในด้าน ต่าง ๆ และหากเป็นเด็กที่มีความบกพร่องทางด้านต่าง ๆ ซ้อนจะมีผลกระทบต่อการเรียนรู้มากขึ้นไปอีก ซึ่งแยกพิจารณาถึงผลกระทบของความบกพร่องที่มีต่อการเรียนรู้ของเด็กที่มีความต้องการแต่ละประเภท ดังนี้

เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา จะพบว่าสติปัญญาเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ และเด่นชัดที่สุดในเรื่องของการเรียนรู้ การพัฒนาการในด้านการเคลื่อนไหวด้านภาษา ด้านความคิดรวบยอด ด้านอารมณ์ และด้านสังคม ของเด็กจะเป็นไปตามกฎเกณฑ์ได้เพราะเด็กมีสติปัญญาเป็นปกติ แต่หากมีความบกพร่องทางสติปัญญาแล้วพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของเด็กจะล่าช้าไป หรือไม่เป็นไปตามวัยที่ควรจะเป็น

เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน

เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน จะพบว่าการสูญเสียการได้ยิน และปัญหาทางการเรียนรู้มักเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกัน เพราะเป็นเรื่องที่ต้องเกี่ยวข้องกับภาษา คนเราเรียนรู้ภาษาและการพูดโดยการรับรู้จากการได้ยิน ซึ่งการเรียนรู้ภาษาและการพูดจะช่วยให้คนเราสามารถเรียนรู้สิ่งอื่น ๆ ได้เพิ่มมากขึ้นและกว้างขวางขึ้น ดังนั้นหากมีความบกพร่องทางการได้ยิน ความสามารถในการเรียนรู้ก็จะลดน้อยไป เพราะไม่มีภาษาและการพูดการติดต่อกับผู้อื่นเพื่อการเรียนรู้ และพัฒนาตนเองทางด้านสังคมก็จะบกพร่องตามไปด้วย

เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น

เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น จะพบว่าการเห็นและการเรียนรู้จะมีความสัมพันธ์กัน คนเราใช้การเห็นเพื่อการเรียนรู้เป็นสำคัญ หากมีความบกพร่องทางการเห็นแล้วมักจะส่งผลต่อการเรียนรู้อย่างเด่นชัด มองเห็นวัตถุกลมเป็นรูปเบี้ยวและพร่า เห็นเส้นแนวตั้งแนวขวางได้ชัดเจนไม่เท่ากัน ดังนั้นจึงถือว่าการเห็นมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็นจะต้องปรับตัวในแบบต่าง ๆ หลายอย่างด้วยกันและในช่วงเวลาของการปรับตัวเหล่านี้จะทำให้เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็นขาดโอกาสในการเรียนรู้ไปหรือทำให้เรียนรู้ได้ไม่ทันคนอื่น

 

เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ

เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ จะพบว่าร่างกายและสุขภาพที่ดีก็ช่วยให้มีการเรียนรู้ที่ราบรื่น ส่วนคนที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพก็ต้องมาเสียพลังงาน ความสนใจอยู่ในเรื่องร่างกายและสุขภาพมากกว่าการเรียนรู้ หรือเพราะความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพจึงทำให้เด็กต้องรักษาพยาบาลหรือเคลื่อนไหวได้ไม่เต็มที่จึงขาดโอกาสที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเอง หรือได้รับการเอาใจใส่ที่จะช่วยให้เด็กได้มีโอกาสเรียนรู้ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพได้รับผลกระทบจากสาเหตุของความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ จนไม่สามารถพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มที่ ร่างกายและสุขภาพที่เหมาะสมเป็นส่วนสำคัญของความพร้อมของเด็ก เด็กที่บกพร่องทางร่างกายและสุขภาพจะทำให้ตื่นตัวและพร้อมที่จะร่วมกิจกรรมทางการเรียนรู้ในอัตราเดียวกับเด็กปกติย่อมเป็นไปไม่ได้ นอกจากนี้การมีร่างกายหรือสุขภาพไม่ดีก็ยังทำให้เด็กต้องขาดเรียนซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้เกิดปัญหาด้านการเรียนรู้ เพราะเป็นเหตุให้เด็กขาดโอกาสในการฝึกทักษะที่จำเป็นตังแต่เริ่มแรก

 

เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา

เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา จะพบว่าเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่า การพูดและภาษามีความสัมพันธ์อย่างมากกับความสำเร็จในการเรียนรู้ของคนเรา ซึ่งบทบาทของการพูดและภาษานั้นจะมีมากหรือน้อยเพียงไรนั้นส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับโอกาสที่เด็กจะได้รับจากสิ่งแวดล้อม ความสำคัญของสิ่งแวดล้อมนี้เห็นได้ชัดเจนจากเด็กที่มาจากครอบครัวซึ่งอยู่ในสภาพขาดแคลน ห่างไกลจากชุมชน หรืออยู่ในวัฒนธรรมที่ไม่ได้ฝึกใช้ภาษาตั้งแต่เยาว์วัย ทำให้มีปัญหาเมื่อเริ่มเรียน เพราะขาดภาษา หรือมีความล่าช้าด้านพัฒนาการทางภาษา การพูดและภาษาเป็นเสมือนกุญแจสำคัญในการพัฒนาการและการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพของเด็ก ดังนั้นหากเด็กมีความบกพร่องทางการพูดและภาษาแล้วการเรียนรู้ในด้านต่าง ๆ ก็จะบกพร่องตามไปด้วย ซึ่งทางการศึกษาถือกันว่าการพูดและภาษาเป็นเครื่องมือของการเรียนรู้

เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์

เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ จะพบว่าความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์เกี่ยวข้องกับเรื่องการปรับตัวทางอารมณ์และสังคม และเป็นปัญหาที่พบกันเสมอในหมู่เด็กที่ประสบความล้มเหลวทางการเรียนรู้ แม้แต่ผลการวิจัยเองก็มักจะออกมาในทำนองสนับสนุนให้เห็นว่า ความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์เกี่ยวข้องกับเรื่องของการปรับตัวทางด้านอารมณ์และสังคม คือ เกิดความตึงเครียดของประสาท การมีความคิดเกี่ยวกับตนเองที่ไม่เหมาะสม ความกลัว หรือความกังวลต่อการเรียนรู้ ช่วงความสนใจสั้น ไม่เป็นตัวของตัวเอง กังวล เก็บตัว มีพฤติกรรมต่อต้านสังคม ไม่มีความรับผิดชอบ อย่างไรก็ตามไม่สามารถจะสรุปได้ว่าการที่เด็กมีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์นั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อน หรือหลังการมีปัญหาด้านการเรียนรู้

 

 

เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้

เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ จะพบว่าปัญหาทางการเรียนรู้ของเด็กส่วนใหญ่เกิดจากกระบวนการของการรับรู้ ซึ่งความสามารถในการแยกแยะสิ่งต่าง ๆ มีอิทธิพลต่อความสามารถในการจำมากกว่าความสมารถในการเห็นความแตกต่าง และความคล้ายคลึงกันของสิ่งที่เรียนรู้อย่างไร้ความหมาย ดังนั้นถ้าเด็กคนใดบกพร่องในเรื่องการจำก็ควรฝึกฝนเกี่ยวกับรูปร่าง ถ้าบกพร่องในเรื่องของการแยกแยะ ก็ฝึกเกี่ยวกับการแยกแยะ เพราะประสบการณ์ตรงเหล่านี้มีผลต่อการเรียนรู้ของเด็ก และมีผลต่อพัฒนาการในด้านต่าง ๆ ของเด็กอย่างมาก ดังนั้นเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้จึงมีผลกระทบโดยตรงในด้านการเรียนรู้ ซึ่งการเรียนรู้ของคนเราต้องอาศัยองค์ประกอบที่สัมพันธ์กันทั้งภายในและภายนอก เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้จึงเป็นผลมาจากองค์ประกอบทางการเรียนรู้ต่าง ๆ และทำให้เด็กเหล่านี้มีพัฒนาการในด้านต่าง ๆและมีความสามารถที่แตกต่างจากคนทั่ว ๆ ไป

การจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ

การศึกษาพิเศษ เป็นกระบวนการในการพัฒนาความสามารถของเด็กตามสภาพของความแตกต่างระหว่างบุคคล และเอกลักษณ์ของแต่ละคนวิธีการที่นำมาใช้สอนและอบรมเพื่อพัฒนาเด็กจึงจำเป็นต้องปรับให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคนด้วย โดยมีเป้าหมายที่ต้องการให้เป็นประชากรที่มีคุณภาพสามารถพึ่งตนเองและก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมมากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ในการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ จึงได้ยึดหลักของความแตกต่างระหว่างบุคคล และการมีเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละคนเป็นเครื่องช่วยให้เกิดความสำเร็จในการจัดการศึกษาเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าเด็กที่มีความต้องการพิเศษแต่ละประเภทจะมีหลักในการจัดการศึกษาที่แตกต่างกันไป

 

การจัดการศึกษาแบบเรียนร่วม - Presentation Transcript

การเรียนร่วม การเรียนร่วมหมายถึงการจัดให้เด็กที่มีความต้องการพิเศษและเด็กพิการเข้าไปในระบบการศึกษาทั่วไป มีการร่วมกิจกรรมและใช้ช่วงเวลาช่วงใดช่วงหนึ่งในแต่ละวันระหว่างเด็กที่มีความต้องการพิเศษและเด็กพิการกับเด็กทั่วไป

      การจัดการเรียนร่วม     เป็นการจัดการศึกษาให้เด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ มีโอกาสเข้าไปในระบบการศึกษาปกติ    โดยเปิดโอกาสให้เด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ   ได้เรียนและทำกิจกรรมร่วมกับเด็กทั่วไป    โดยมีครูทั่วไปและครูการศึกษาพิเศษร่วมมือและ   รับผิดชอบร่วมกัน     (Collaboration)  และการจัดการเรียนร่วม     อาจกระทำได้หลายลักษณะ   วิธีการจัดการเรียนร่วม    ซึ่งปฏิบัติกันอยู่ในหลายประเทศและประสบความสำเร็จ      ซึ่งมีรูปแบบการจัดเรียนร่วมได้ 6  รูปแบบ      ดังนี้              

1. ชั้นเรียนปกติเต็มวัน    รูปแบบการจัดเรียนร่วม  

2. ชั้นเรียนปกติเต็มวันและบริการปรึกษา

3. ชั้นเรียนปกติเต็มวันและบริการครู

4. ชั้นเรียนปกติเต็มวันและบริการสอนเสริม

5. ชั้นพิเศษและชั้นเรียนเรียนปกติเด็กจะเรียนในชั้นเรียนพิเศษ

6. ชั้นเรียนพิเศษใน โรงเรียนปกติ

 

  1. ชั้นเรียนปกติเต็มวัน   

เด็กจะเรียนในชั้นเรียนเต็มวัน    และอยู่ในความรับผิดชอบของครูประจำชั้นโดยไม่ได้รับบริการทางการศึกษาพิเศษ

 เด็กที่จะเข้าเรียนในลักษณะนี้ได้ควรเป็นเด็กที่มีความพิการน้อย    มีความฉลาดและมีความพร้อมในการเรียนตลอดจน   วุฒิภาวะทางอารมณ์และสังคม

 

  1. ชั้นเรียนปกติเต็มวันและบริการปรึกษา

ชั้นเรียนปกติเต็มวันและบริการปรึกษา หรือ เด็กจะเรียนในชั้นเรียนปกติ เต็มเวลา และอยู่ในความดูแลของครูประจำชั้นครูประจำวิชา   ซึ่งจะได้รับคำแนะนำจากครูการศึกษ า พิเศษนักจิตวิทยา   เช่นแนะนำชี้แจงให้ครูที่สอนชั้นเรียนร่วมเข้าใจความต้องการ   และความสามารถของเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ   ช่วยกำหนด                         

 

3. ชั้นเรียนปกติเต็มวันและบริการครูเดินสอน

เด็กจะเรียนในชั้นเรียนปกติเต็มเวลาและอยู่ในความรับผิดชอบของครูประจำชั้นแต่จะได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนจากครูเดินสอนตามตารางที่กำหนดหรือเมื่อมีความจำเป็น   ครูเดินสอนจะเดินทางไปให้บริการตามโรงเรียนต่างๆ   ทั้งในและนอกห้องเรียน รวมถึงการให้บริการช่วยเหลือแก่ครูทั้งด้านการสอนและหรือการปรับพฤติกรรม

 

4. ชั้นเรียนปกติเต็มวันและบริการสอนเสริม   

เด็กจะเรียนในชั้นเรียนปกติเต็มวันและอยู่ในความรับผิดชอบของครูประจำชั้น   แต่ได้รับการสอนเสริมจากครูการศึกษาพิเศษที่ประจำอยู่ห้องสอนเสริมบางเวลาหรือบางวิชาวันละ 1-2   ชั่วโมง หรื อ มากกว่านี้ขึ้นอยู่กับความต้องการพิเศษของเด็ก    การสอนเด็กอาจกระทำเป็นรายบุคคลหรือสอนเป็นกลุ่มเล็กๆ ก็ได้ และสอนในเนื้อหาที่เด็กไม่ได้รับการสอนในชั้นปกติ หรือเนื้อหาที่เด็กมีปัญหา        

 

5. ชั้นเรียนพิเศษและชั้นเรียนปกติ เด็กจะเรียนในชั้นเรียนพิเศษ   คือ   กลุ่มสาระการเรียนรู้

ภาษาไทย

คณิตศาสตร์   

วิทยาศาสตร์   

ศาสนาและวัฒนธรรม     

ภาษาต่างประเทศ  

เข้าเรียนร่วม    ในชั้นเรียนปกติในกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  

สุขศึกษา และ พลศึกษา   

ศิลปะ      เป็นต้น               

 

6. ชั้นเรียนพิเศษในโรงเรียนปกติเป็นการจัดเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษที่มี ความบกพร่องประเภทเดียวกันไว้เป็นกลุ่มเดียวกัน และเป็นกลุ่มขนาดเล็กปกติเด็กจะเรียน ในชั้นเรียนพิเศษเต็มเวลาและเรียนกับครูประจำชั้นทุกวิชา แต่จะเข้าร่วมกิจกรรมกับเด็กทั่วไปเช่นกิจกรรมเข้าแถวเคารพธงชาติ    การรับประทานอาหาร     การไปทัศนะศึกษา   ซึ่งการจัด   การเรียนร่วมในลักษณะนี้เหมาะสำหรับเด็กที่มีความพิการค่อนข้างมาก

 

เอกสารอ้างอิง   เบญจา    ชลธาร์นนท์ .( 2545) . ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการศึกแบบเรียนร่วม . เอกสาร การสอนรายวิชาการศึกษาพิเศษแบบเรียนร่วม . กรุงเทพฯ : สำนักพัฒนาการฝึก ครูสำนักงานสภาสถาบันราชภัฏ กระทรวงศึกษาธิการ   ผดุง    อารยะวิญญู .( 2542). การศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ . กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แว่นแก้ว .

 

ความแตกต่างของการศึกษาแบบเรียนรวม กับการเรียนร่วม

การศึกษาแบบเรียนร่วมหมายถึง 
การนำนักเรียนพิการ หรือมีความพกพร่อง เข้าไปในระบบการศึกษาปกติ มีการร่วมกิจกรรม และใช้เวลาว่างช่วงใดช่วงหนึ่งในแต่ละวัน ระหว่างนักเรียนพิการหรือที่มีความพกพร่องกับนักเรียนทั่วไป

การศึกษาแบบเรียนรวม หมายถึง
การศึกษาสำหรับคนทุกคน โดยรับเข้ามาเรียนรวมกัน ตั้งแต่เริ่มรับการศึกษาและจัดบริการพิเศษตามความต้องการจำเป็นของแต่ละบุคคล

 

สรุป

การจัดการศึกษาแบบเรียนรวม เป็นการจัดการศึกษาที่จัดให้เด็กพิเศษเข้ามาเรียนรวมกับเด็กปกติ โดยรับเข้ามาเรียนรวมกัน ตั้งแต่เริ่มเข้ารับการศึกษาและจัดให้มีบริการพิเศษตามความต้องการของแต่ละบุคคล แต่การศึกษาแบบเรียนร่วม เป็นการศึกษาที่ให้เด็กพิเศษเข้าไปเรียนหรือกิกรรมร่วมกับเด็กปกติช่วงเวลาช่วงใดช่วงหนึ่งในแต่ละวัน

 

by:น.ส.พรรณิดา  ผุสดี ปี๒ หมู่๒ การศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ๒๕๕๕



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน
Posted by พระจันทร์รุ่งสาง , ผู้อ่าน : 12034 , 01:37:16 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน ครูไทยใจเกินร้อย , พระจันทร์รุ่งสาง โหวตเรื่องนี้

หุ่นสำหรับเด็กปฐมวัย

ความเป็นมาของหุ่นไทย

           สมัยอยุธยา หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดที่กล่าวถึงการเล่นหุ่นในประเทศไทย คือ จดหมายเหตุของบาทหลวงตาชาร์ด ราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเดินทางมากรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. ๒๒๒๘ และจดหมายเหตุของลาลูแบร์ อัครราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งประเทศฝรั่งเศส เดินทางมากรุงศรีอยุธยา เทื่อ พ.ศ. ๒๒๓๐ ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา จดหมายเหตุทั้งสองฉบับได้บันทึกถึงการเล่นหุ่น เอกสารดังกล่าวทำให้สันนิษฐานได้ว่าการเล่นหุ่นอาจเกิดก่อนสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชและได้มีการแสดงเรื่อยมา แต่จะเป็นรัชสมัยของพระมหากษัตริย์พระองค์ใดไม่มีหลักฐานยืนยัน จึงอาจสรุปได้ว่ามีการแสดงหุ่นตั้งแต่บัดนั้นเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน นับเป็นเวลาประมาณ ๓๐๐ ปี ในรัชสมัย พระเจ้าตากสินมหาราชแห่งกรุงธนบุรี หลักฐานการเล่นหุ่นในงานพระราชพิธีต่าง ๆ ปรากฎอยู่ในหมายรับสั่งหลายฉบับ เช่น พ.ศ. ๒๓๑๙ พระราชพิธีพระราชทานพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง กรมหลวงพิทักเทพามาต (พระมารดา) ณ วัดบางยี่เรือนอก ให้มีการแสดงโขน งิ้ว หนังกลางวัน และหุ่น พระราชพิธีอัญเชิญพระแก้วมรกตจากนครเวียงจันทร์ ประเทศลาว มาประดิษฐานในพระราชวังกรุงธนบุรี เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๒ มีการมหรสพสมโภชพระแก้วมรกตโดยมีการเล่นมหรสพต่าง ๆ รวมถึงการแสดงหุ่นด้วย เหตุการณ์สำคัญที่มีผลต่อประวัติศาสตร์การมหรสพไทย คือ ในพ.ศ. ๒๔๕๒ เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (ม.ร.ว หลาน กุญชร) เจ้ากรมมหรสพ เจ้ากรมหุ่นหลวง เจ้ากรมโขน เจ้ากรมรำโคม และเจ้ากรมปี่พาทย์ เจ็บป่วยทุพพลภาพ ต้องถวายบังคมลาออกจากราชการเลิกเล่นโขนละครทั้งปวง และถึงแก่อสัญกรรมในพ.ศ. ๒๔๖๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ไม่ทรงโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งผู้ใดมาเป็นเจ้ากรมแทน ทำให้การมหรสพ หุ่น โขน และปี่พาทย์ ขาดการกำกับดูแลส่งเสริมอย่างใกล้ชิด พ.ศ. ๒๔๗๕ สมัยการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มากเป็นระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีการปรับปรุงหน่วยงานราชการให้มีประสิทธิภาพและประหยัดงบประมาณ อาจเป็นเหตุให้มหรสพทุกชนิดของราชการตกต่ำมากที่สุด มหรสพและการละเล่นหลายประเภทขาดผู้สืบทอด ส่งผลให้มหรสพและการละเล่นบางอย่างหายไปจากประเทศไทย ได้แก่การเล่นหุ่นหลวง มอญรำ เทพทอง รำโคม ระเบง โมงครุ่ม กุลาตีไม้ ไม้ลอย ญวนหก นอนหอก นอนดาบ ไต่ลวด กระอั้วแทงควาย แทงวิสัย วิ่งวัว และขี่ช้างไล่ม้า เป็นต้น

ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวได้มีกลุ่มปัญญาชนไทย ที่มองเห็นการณ์ไกลได้พยายามสนับสนุน ให้มีการสืบทอดศิลปะการแดสงมหรสพของไทย ได้แก่ ละครนอก หนังใหญ่ หุ่นกระบอก และหุ่นละครเล็กให้อยู่คู่สังคมไทยมาจนปัจจุบันนี้ บุคคลที่ควรแก่การยกย่องอย่างยิ่ง คือศาสตราจารย์พระยาอนุมานราชธน (เสถียร โกเศศ) พลตรี ม.ร.ว. ศึกฤทธิ์ ปราโมช,นายธนิต อยู่โพธิ์,อดีตอธิบดีกรมศิลปากรและอาจารย์มนตรี ปราโมท ศิลปินแห่งชาติ สาขาดนตรีไทย
ประเภทของหุ่นไทยตามประเพณีแต่ดั้งเดิมนั้นมีหลายชนิด ได้แก่ หุ่นหลวงหรือหุ่นใหญ่หุ่นกระบอก หุ่นละครเล็ก หนังใหญ่ หนังตะลุง สำหรับในปัจจุบันนี้ มีหุ่นเกิดขึ้นอีกหลายประเภท เช่นหุ่นละครอย่างตะวันตก ซึ่งแสดงเนื้อเรื่องแบบสมัยใหม่ บางครั้งก็ล้อเลียนสังคม หรือหุ่นสำหรับเด็ก เป็นต้น

 

ความหมายของหุ่น

     หุ่น เป็นสิ่งที่นำมาใช้ในการแสดง  ที่คนสร้างขึ้นมาเพื่อใช้เลียนแบบการเคลื่อนไหวและอากัปกิริยาของสิ่งที่หุ่นนั้นเป็นตัวแทนโดยอาศัยกล ไกที่ประดิษฐ์ขึ้น และคนเป็นผู้เชิด หุ่นจึงมีลักษณะแตกต่างไปจากตุ๊กตา หุ่นยนต์หรือของเล่นที่สามารถเคลื่อนไหวด้วยตัวของมันเองการแสดงละคนหุ่นเป็นการแสดงที่ไม่ได้ใช้คนเล่น  แต่คนจะเป็นผู้เชิดชูเพื่อเลียนแบบบุคลิกลักษณะของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง  ทั้งคน  สัตว์  สิ่งของ  สามารถนำมาดัดแปลงเป็นต้น  สร้างให้เหมือนกับชีวิตจิตใจขึ้นมาได้  ตั้งแต่ก้อนหินไปจนถึงดวงดาวบนท้องฟ้าและหุ่นอาจสร้างขึ้นมาเพื่อแทนนามธรรมบางอย่างได้  เช่น ใช้หุ่นเปลวเพลิงแทนความชั่ว  หรือความดุร้าย  ร้อนแรง  ใช้หุ่นรูปหัวใจแทนความรัก  ความจริงใจ   เป็นต้น  หุ่นจึงเป็นที่สนใจของเด็ก  เพราะส่งเสริมให้เด็กเกิดจินตนาการและได้รับความสนุกสนาน โดยเฉพาะถ้าผู้เชิดชูได้ใช้ความรู้ทางศิลปะ ธรรมชาติวิทยา  สรีรวิทยาและเทคนิคการแสดงเข้ามาประกอบด้วย  ก็จะทำให้หุ่นนั้นดูเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา  หุ่นเองยังช่วยให้เชิดเป็นคนกล้าแสดงออกด้วยเหตุนี้ เพราะตัวผู้เชิดหรือผู้แสดงจะซ่อนตัวอยู่หลังม่าน  ด้วยเหตุนี้หุ่นจึงมีประโยชน์ต่องานด้านการศึกษาในการนำมาพัฒนาตัวเด็กให้กล้าแสดงสนใจบทเรียน  และเรียนรู้จากการแสดงหุ่น  ด้วยความสนุกสนาน

 

ประโยชน์ของหุ่นในการเรียนการสอน

การใช้หุ่นประกอบการเรียนการสอนเป็นประโยชน์ต่อเด็กดังนี้คือ  (จาตุรงค์  อาจารีย์ ๒๕๒๒:๗)

๑.เสริมสร้างพัฒนาการและทักษะการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อมือ

๒.ส่งเสริมให้มีประสบการณ์ในการทำงานกลุ่มฝึกด้านความรับผิดชอบ การตัดสินใจ  และการแสดงความคิดเห็น

๓.ส่งเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์  และทัศนคติที่ดีต่อวิชาที่เด็กเรียน

๔.ส่งเสริมการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

๕.การเรียนรู้ด้วยการแสดงหุ่น  ทำให้เด็กจำเนื้อหาวิชาได้นาน

 

ละครหุ่น

การจัดละครหุ่นจะมีองค์ประกอบเช่นเดียวกับละครเวที  คือ  มีบทละคร  ผู้กำกับ ผู้แสดง ผู้ชม ฉาก เวที  และการใช้เทคนิคต่างๆ ประกอบ เช่น แสง เสียง  นอกจากนั้นละครหุ่นยังมีตัวหุ่น  ผู้เชิด ผู้พากย์หุ่นเข้ามาด้วยการเตรียมงานละครหุ่นก่อนนำไปแสดงมีขั้นตอน  ดังนี้  (จาตุรงค์  อาจารีย์ ๒๕๒๒:๗-๑๓)

๑.การวางแผน  ได้แก่  การตั้งจุดประสงค์ของการแสดงว่าจะให้ผู้ชมได้รับอะไรบ้างหลังจากการแสดงแล้ว

๒.การทำความเข้าใจขอบเขตของหุ่น ได้แก่  การศึกษากลไกของหุ่นข้อจำกัดของหุ่นที่หุ่นทำได้หรือไม่ได้  เช่นหุ่นไม่สามารถแสดงออกทางใบหน้าเพื่อแสดงอารมณ์ดีใจ  เสียใจ  โกรธ  กลัว  ได้ แต่หุ่นสามารถทำได้โดยอาศัยน้ำเสียงท่าทางและการเคลื่อนไหวและการใช้พากย์ช่วย

๓.  การเตรียมเรื่อง  การเตรียมเรื่องเพื่อให้สนองความต้องการของเด็กแต่ละวันได้อย่างเหมาะสม  กล่าวคือ

เด็กวัยอนุบาลศึกษา(อายุ ๔-๖ปี)  สนใจเรื่องเกี่ยวกับชีวิต  สภาพสิ่งแวดล้อมธรรมชาติของคน  สัตว์  ต้นไม้

เด็กวัย๗-๘  ปี สนใจเรื่องราวของเด็กในวัยเดียวกัน สิ่งแวดล้อมรอบๆตัวเด็ก  ความยุติธรรม  ความมีระเบียบ

เด็กอายุ๙-๑๐  ปีขึ้นไป  สนใจเกี่ยวกับชีวิตจริงมากขึ้น เช่นเรื่องชีวประวัติ การผจญภัย ประวัติศาสตร์เป็นต้น

๔.การเตรียมบทละคร

๕.การซ้อมและการแสดง

หุ่นที่ใช้เล่นกันในทุกวันนี้  แบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆ  ได้ดังนี้คือ (จิระประภา  บุณยนิตย์)

๑.หุ่นถุงมือ  (Glove  puppet)

๒.หุ่นเงา(Shadow  puppet)

๓.หุ่นกระบอก(Rod puppet)

๔หุ่นชัก(Marionette)

๕.หุ่นนิ้วมือ(Finger puppet)

๖.หุ่นสร้างสรรค์(Apply puppet)

(โครงการชาวบ้าน๒๕๒๘:๑๑๙)

๑.หุ่นถุงมือ  หัวหุ่นอาจทำด้วยปูนปลาสเตอร์  กระดาษเปื่อย  กระดาษปะ หรือสลักด้วยไม้  หรือเย็บด้วยผ้า  และมีเสื้อต่อที่คอหุ่นเพื่อใช้ซ่อนมือในการเชิด

 

 

 

วิธีการทำตุ๊กตาหุ่นมือ

อุปกรณ์

๑.ผ้าสักกะหลาด

๒.กรรไกรตัดผ้า

๓.ด้ายสีต่างๆ

๔.เข็ม

๕.ใยสังเคราะห์

๖.กระดาษเเข็ง,ดินสอ

๗.แม็กเย็บกระดาษ

วิธีที่ ๑

-หาแบบที่เราจะทำเช่นกระต่าย

-เลือกสีผ้าที่เราจะใช้ทำส่วนตัวถุงมือก่อน จากนั้นนำดินสอมาวาดให้เป็นถุงใส่มือ ก่อนตัดควรตัดให้ห่างจากรอยที่เราวัดเอาไว้ประมาณ1-2เซนติเมตร จำนวนสองชิ้น นำด้ายมาเย็บเข้าด้วยกันทั้งสองชิ้นเสร็จพักตัวถุงใส่มือไว้ก่อน

-จากนั้นมาทำส่วนหัว เมื่อเราเลือกผ้าได้แล้วก็ให้วาดรูปส่วนหัวของตุ๊กตาลงไป เวลาตัดให้ตัดห่างจากรอยวาดเพื่อเว้นเอาไว้เย็บ จำนวนสองชิ้น นำมาเย็บติดกันเสร็จเรียบร้อยกลับด้านในออกด้านนอกให้ตะเข็บอยู่ด้านใน จากนั้นนำผ้าใยสังเคราะห์มายัดจนเต็มแล้วพักไว้ก่อน

-นำผ้าสักกะหลาดมาตัดเย็บทำเป็นชุดของหุ่นมือ และตกแต่งเสื้อผ้าให้เรียบร้อย เย็บตา ปาก ให้หมดทุกอย่าง

-นะกระดาษแข็งยาวประมาณ12เซนติเมตร กว้าง5 เซนติเมตรมาม้วนแล้วใช้แม็กเย็บ จากนั้นนำไปยัดใส่ที่คอของตุ๊กตา

-ขั้นตอนสุดท้ายคือการนำส่วนหัวและตัวมาเย็บเข้าด้วยกันก็เป็นอันเสร็จ

วิธีที่ ๒

อุปกรณ์เหมือนกันแต่เพิ่มไหมพรม เข็มร้อยไหมพรม วิธีนี้ไม่ต้องใช้กระดาษ

-ขั้นเเรกเราเลือกแบบการทำตุ๊กตา เลือกสี

-วาดภาพลงไปบนผ้าเวลาตัดให้เว้นจากรอยที่วาดออกมาเพียงเล็กน้อยเพื่อเย็บไหมพรม ตัดออกมาจำนวน ๒ชิ้น

-ให้ตกแต่งตัวตุ๊กตาก่อนทำการเย็บตัวเข้าด้วยกัน

-หลังจากตกแต่งเสร็จให้นำผ้าทั้งสองเย็บเข้าด้วยกันโดยใช้ไหมพรมเย็บด้วยนอกเพื่อให้เห็นลวดลาย

-เสร็จเรียบร้อยค่ะเตรียมโชว์ได้เลย

 

ให้เด็กโตหน่อย ๕-๖ ขวบน่าจะทำได้ด้วยตัวเอง โดยมีผู้ใหญ่ช่วยแนะนำ ทำเสร็จแล้วก็เอาไว้เล่นประกอบกับการเล่านิทาน เพิ่มสีสันความสนุกของนิทาน

อุปกรณ์
• กระดาษ (ที่คิดว่าจะทิ้ง)
เลือกกระดาษที่ไม่หนาจนเกินไป เพราะจะทำให้กาวยึดไม่อยู่ และก็ไม่ควร บางเกินไปเพราะจะไม่ทนมือเวลาเล่น จะให้ดีเลือกที่เป็นกระดาษปอนด์จะเวิร์คมากค่ะ
• กรรไกร
• กาว
• ปากกาสี สำหรับเขียนตกแต่ง

 

วิธีทำ

  • ตัดกระดาษ
เลือกสีสัน+ลวดลายกระดาษตามใจชอบ ถ้าจะทำเป็นตัวสัตว์ก็ให้เลือกส่วนที่มีสีที่ใกล้เคียงกับสัตว์นั้นๆ เช่น เป็ด-สีเหลือง, กบ-สีเขียว, เป็นต้น ตัดกระดาษที่ต้องการเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส ขนาดประมาณ ๖×๖ซ.ม. ใช้กะเอาได้เลย ไม่จำเป็นต้องใช้ไม้บรรทัดวัดนะจ๊ะ ขอให้ออกมา เป็นลักษณะสี่เหลี่ยมจตุรัสเป็นใช้ได้
  • ติดกาว
ทากาวที่ขอบด้านใดด้านหนึ่งแล้วม้วนกระดาษวนรอบนิ้ว มาติดกับแนวด้านตรงข้ามจะได้ทรงกระบอกเป็นลำตัว
  • แต่งส่วนหัว+หู
ส่วนนี้ เราสามารถสร้างสรรค์ได้หลายรูปแบบตามจินตนาการ ของรูปร่างที่เราอยากให้เป็นเช่น หัวมน หัวแบน หัวโค้ง ทากาวปิดแล้วก็ตัดให้เป็นทรงได้เลยจ๊ะ ถ้าต้องการหัวมนก็ให้พับปลายปิดเหมือนถุงกล้วยแขกจากนั้นเลือกกระดาษตามสี+ลายที่ต้องการ ตัดเป็นรูปทรงหูแบบต่างๆ แล้วทากาวติด
  • แต่งหน้า
ตกแต่งจมูก ปาก ตา ด้วยกระดาษตัดตามรูปทรงนั้นๆ ส่วนที่เป็นรายละเอียดย่อยเล็กๆ เช่นหนวดหรือลูกตา ก็ใช้ปากกาแต่งแต้มเพิ่มเติม เป็นอันเสร็จ

๒.หุ่นเงา  คนไทยเรียกว่าหนังตลุงเป็นรูป๔มิติ  มีลักษณะเป็นแผ่นแบนตัดเป็นตัว  และเกะสลักเป็นลวดลาย  มีไม้ยึดโยงส่วนต่างๆของตัวหุ่น การแสดงจะต้องใช้จอขึง  การเชิด เชิดจากหลังโรงโดยมีไฟส่องหลังตัวหุ่น  กรเคลื่อนไหวของหุ่นจะปรากฏเป็นเงาทาบลงบนจอ

อนึ่ง  หุ่นเงานี้สามารถใช้กระดาษแข็งตัดเป็นรูปร่างที่ต้องการ  มีไม้ยึดโยงส่วนต่างๆของตัวหุ่นแทนตัวหุ่นแบบหนังตลุงได้  หรือสามารถประดิษฐ์รูปหุ่นจากเงาของมือและนิ้วมือ  ให้ไฟส่องแล้วปรากฏภาพบนจอ  (บุญส่ง  ปรั่งศิริ ม.ป.ป. ๔๔หน้า)

๓.หุ่นกระบอก  เป็นหุ่นที่ใช้แท่งไม้ เสียบติดกับคอหุ่นเพื่อให้ผู้เชิดใช้ถือเชิดหุ่นกระบอกที่ทำอย่างประณีตสามารถจะยักย้ายแขนขาและอวัยวะต่างๆได้อย่างอ่อนช้อยบางแบบสามารถทำให้กระพริบตาหรือขยับปากได้

๔.หุ่นชัก  เป็นหุ่นที่เคลื่อนไหวได้โดยการที่ผู้เชิดบังคับหุ่นด้วยเชือกที่ผูกติดกับส่วนต่างๆของตัวหุ่น  ตัวหุ่นอาจทำอย่างง่าย  หรืออย่างซับซ้อนการเคลื่อนไหวของหุ่นขึ้นอยู่กับรายละเอียดของเชือกที่บังคับ

๕.หุ่นนิ้วมือ  เป็นหุ่นที่ใช้สี  วัสดุกระดาษแข็ง  ผ้า  ออกแบบสร้างเป็นตัวหุ่นโดยใช้มือและนิ้วมือเป็นกลไกในการ เคลื่อนไหว  หรือใช้เฉพาะนิ้วมือ  หรือใช้เฉพาะนิ้วมือ  หรือมือออกแบบให้มีลักษณะเป็นรูปทรงต่างๆ  โดยไม่ต้องใช้วัสดุใดเลย

๖.หุ่นสร้างสรรค์ หุ่นชนิดนี้แตกต่างออกไปจากหุ่นที่กล่าวมาทั้งหมด  เพราะเป็นหุ่นที่เกิดจากจินตนาการของผู้สร้างเอง  รูปแบบหุ่นไม่มีข้อจำกัดตายตัว เช่นนำข้าวของเครื่องใช้ ไห กระติบข้าว ยางลบ แปรงสีฟัน  แปรงลบกระดานดำ  กล่องกระดาษ ฯลฯ มาประดิษฐ์เป็นหุ่น หรือ สามารถฝึกร่างกายของคนหรือวัสดุอื่นๆ ให้เป็นหุ่นโดยเลียนแบบอิริยาบถการเคลื่อนไหวของหุ่นทำนองหุ่นชัก

การทำหุ่นอย่างง่ายๆ

ขอเสนอแนะในการทำหุ่นอย่างง่ายๆ จากวัสดุต่างๆที่หาได้ง่ายและจากการฝึกฝนร่างกายในการใช้ตัวคนเป็นหุ่นดังนี้

๑.หุ่นจากวัสดุเนื้อแข็ง  วัสดุที่ใช้ เช่น ผลมะละกอดิบ  หัวมัน  พุทรา ลูกโตๆ หรือกระดาษหนังสือพิมพ์ชุบกาวแป้งเปียก นำมาเจาะเป็นรูเพื่อเอานิ้วยัดเป็นหัวหุ่นหลังจากนั้นก็วาดรูปหน้าของหุ่น  อาจใช้กระดาษสีมาเสริมแต่ง  ใช้เป๊กสีสำหรับติดกระดาษมาติด๒อัน เป็นลูกตา เอากระดาษแข็งมาทำเป็นใบหู ส่วนผมหาจากเส้นด้ายหรือไหมพรม หลังจากนั้นก็ใช้ถุงเท้า หรือเย็บผ้าคลุมหัวหุ่นอีกทีเพื่อเป็นตัวหุ่น  โดยใช้มือสอดเข้าไปเวลาเชิด

๒.หุ่นถุงเท้า นำถุงเท้าซึ่งอาจเป็นถุงเท้าที่มีอยู่ข้างเดียว  หรือถุงเท้าเก่ามาประดิษฐ์เป็นหุ่นได้อย่างง่ายๆ คือตกแต่งส่วนปลายถุงเท้า  โดยยัดกระดาษหนังสือพิมพ์หรือผ้าฝ้ายเข้าไปเพื่อให้เป็นส่วนหัว  แล้วใช้เม็ดดุมหรือผ้าสีที่มีสีตัดกับสีของถุงเท้า  หรืออาจระบายสีลงแทน เสร็จแล้วสวมมือเข้าไปในส่วนที่ยัดหนังสือพิมพ์หรือผ้าฝ้ายนั้น ใช้มือและนิ้วมือในการเคลื่อนไหวและทำเป็นตัวหุ่น

๓.หุ่นไม้เชิด อุปกรณ์ใช้ไม้เสียบหรือทางมะพร้าว  กระดาษแข็ง  กระดาษกาว  กรรไกร และสี  ขั้นแรกวาดรูปที่ต้องการลงในกระดาษเสียก่อน  หลังจากนั้นก็ตัดกระดาษตามแนวรูป  อาจวาดรูปทั้งสองด้านเป็นส่วนหน้าและส่วนหลัง  ต่อไปก็เอารูปวาดนั้นไปติดเข้ากับปลายไม้เสียบเพื่อทำเป็นที่มือจับสำหรับเชิด  ให้ไม้เสียบยาวพอเหมาะสำหรับการจับเชิดได้สะดวก

๔.หุ่นถุงกระดาษใช้ถุงกระดาษเหลือใช้ขนาดเล็กหรือขนาดกลางนำมาวาดรูปใบหน้าลงไปในถุง  เอาด้านก้นถุงตั้งขึ้น  เสร็จแล้วเจาะรูด้านข้างของถุงทั้งสองด้าน  เพื่อสอดนิ้วมือให้โผล่ออกมากลายเป็นแขนของหุ่น

๕.หุ่นขาใช้นิ้วมือเอามาเล่นเป็นขาหุ่น  เพื่อพาตัวหุ่นให้เคลื่อนไหว เช่น เดิน เต้น กระโดดได้

วิธีทำ

วาดหุ่นรูปคนหรือสัตว์  ลงในกระดาษแข็ง ระบายสีให้เรียบร้อย แล้วตัดกระดาษออกให้เหลือแต่ตัวหุ่น  แล้วนำมาเจาะรู  เพื่อทำเป็นที่สอดนิ้วมือ จำนวนสองรู  ให้ดูเป็นขาของหุ่นโดยใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางสอดเข้าไป

๖.หุ่นสิ่งของเคลื่อนที่  การทำให้สิ่งของเคลื่อนที่ใช้ในกรณีที่ต้องการให้สิ่งของซึ่งไม่ได้เป็นคนหรือสัตว์นั้นเคลื่อนที่ได้ขณะอยู่ในเวทีแสดงเป็นต้นว่า  รถไฟ  เรือบิน  จักรยาน  บอลลูน  ว่าว  พระอาทิตย์  พระจันทร์  ค้างคาว  ก้อนเมฆ  สายฟ้า  ตึกโยกเยก  ลูกบอลกลิ้ง ฯลฯ  ซึ่งเป็นการสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ชมมาก

วิธีทำ

ใช้ไม้หรือทางมะพร้าว  หรือเส้นลวดหรือได้(กรณีหย่อนมาจากส่วนบนของโรงหุ่น)ต่อเข้ากับตัวหุ่น  สำหรับพระอาทิตย์  เครื่องบิน  ดวงดาว  อาจโผล่มาจากส่วนบนของโรงหุ่น

๗.หุ่นกระดาษพับ  ในงานพับกระดาษจะมีการพับกระดาษเป็นรูปคน  สัตว์  สิ่งของ  เครื่องใช้ต่างๆ ได้มากมาย เช่น กระต่าย สุนัข  นก  ไก่  ฯลฯ  สามารถนำงานพับดังกล่าวมาเล่นเป็นหุ่นโดยให้ ผู้เล่นถืองานพับนั้น  หรือใช้ไม้เสียบ  หรือสวมเข้ากับมือเมื่อหุ่นกระดาษพับตัวไหนพูดก็ให้เคลื่อนไหว  หุ่นแบบนี้สามารถเล่นรวมกันได้หลายๆคน หรือเล่นเล่าเรื่องต่อกันเป็นนิทานได้อีกด้วย

๘.หุ่นมือ  เราสามารถประดิษฐ์หรือออกแบบมือและนิ้วมือให้เป็นหุ่นแบบต่างๆได้  เพียงแต่มีการบริหารนิ้วมือและข้อมือรวมทั้งให้สีหรือเครื่องสำอางตกแต่งระบายเพิ่มเติมบ้างเล็กน้อย  สามารถนำไปใช้เล่าประกอบนิทานการเล่าเรื่อง  การทำท่าทางและเล่นประกอบจังหวะ  เพลง  และดนตรีได้ดังรายละเอียดต่อไปนี้

แนวคิดในการเสนอการใช้มือเป็นหุ่นเพื่อประกอบการเรียนการสอน  เนื่องจากว่าอุปกรณ์ที่ดีควรเป็นสิ่งที่หาง่ายราคาถูก  การออกแบบมือเพื่อให้เป็นรูปร่างต่างๆนั้นนับว่าเป็นแนวคิดใหม่  เพราะเป็นอุปกรณ์ที่ไม่ต้องซื้อหา  ทุกคนมีติดตัวมาอยู่แล้ว  เพียงแต่อาศัยการฝึกฝนตนเองบ้างไม่มากนัก  ก็สามารถนำไปใช้กับเด็กได้อย่างดี  ครูเองก็เกิดความภาคภูมิใจในตนเอง  ที่สามารถใช้ตนเองเป็นสื่อ  ภาคภูมิใจในความสามารถของตนเองดีกว่าการใช้อุปกรณ์  เครื่องไม้เครื่องมือราคาแพง  ซึ่งครูเองได้ใช้ความสามารถของตนเองน้อยมาก

๙.หุ่นมือเงา  การออกแบบมือและนิ้วมือ  ในที่มืดแล้วใช้ดวงไฟส่อง  จะทำให้เกิดเป็นภาพต่างๆใช้ประกอบการเล่าเรื่องได้ดี  และส่งเสริมจินตนาการได้ดีมากเพราะเป็นภาพเงาและเล่าในความมืด

๑๐.หุ่นคน  เป็นการใช้ตัวคนทั้งคนเป็นหุ่น  โดยผู้เล่นเป็นหุ่นจะต้องฝึกแยกส่วนต่างๆของร่างกาย  หรือฝึกร่างกายเพื่อเตรียมการแสดงเป็นอย่างดี  และศึกษาจากอิริยาบถของหุ่นชักให้ร่างกายเคลื่อนไหวเป็นส่วนๆไปเช่นส่วนศีรษะ   คอ  แขน  ไหล่  ลำตัว  ท่อนขาฯลฯ ทำใบหน้านิ่งแบบหุ่นสามารถนำไปแสดงเป็นหุ่นยนต์หรือละครหุ่นได้

 

การเชิดหุ่น

การเชิดหุ่นนิ้วมือ หุ่นมือ  หุ่นกระบอก สามารถใช้โรงเชิดแบบเดียวกันได้เว้นแต่หุ่นชักการเชิดต้องยกพื้นผู้เชิดจะต้องยืนอยู่ในระดับเดียวกับพื้นเวทีหุ่นหรือสูงกว่าจะยืนต่ำกว่าพื้นเวทีไม่ได้  การเล่นหุ่นมือหรือหุ่นนิ้วมือมักใช้ในกลุ่มผู้ชมไม่มากนัก  ครูสามารถใช้ในห้องเรียนเหมือนการเรียนการสอนทั่วไป  ครูอาจยืนหรือนั่งโดยไม่ต้องสร้างโรงหุ่นกั้นแต่ประการใด

สำหรับหุ่นเงาหรือหนังตลุงจะต้องขึงจอและมีไฟสว่างส่องทางด้านหลังด้วยที่กั้นแสดงหุ่นในห้องเรียน  หรือการเชิดไม่เป็นทางการ  หรือไม่ใช่เป็นการแสดงอาชีพ  จะใช้โต๊ะ  ประตู หน้าต่าง  กล่องกระดาษ  ผ้าม่าน  ผ้าห่ม  ผ้าปูที่นอน  เป็นที่กั้น หรือเป็นฉากในการแสดงจะทำให้การแสดงดูเรียบง่ายสามารถเล่นหุ่นได้หลายตัว และเป็นกันเองกับผู้ชมยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตามโรงหุ่นที่อาจสร้างขึ้นในโรงเรียนจะมีขนาดหน้าเวทีประมาณ๒-๓ฟุตความสูงของพื้นเวทีประมาณ ๔ฟุต ถ้าคุกเข่าเชิด  แต่ถ้ายืนเชิดก็จะสูงประมาณ๕ฟุต ครึ่ง โดยถือเอาความสูงของผู้เชิดเป็นเกณฑ์เฉลี่ย(จิระประภา  บุณยนิตย์ ๒๕๒๕:๖๗-๖๙)

 

เทคนิคในการแสดงละครหุ่น

การฝึกเชิดหุ่น

การจะเป็นผู้แสดงละครหุ่นที่ดี จำเป็นต้องฝึกฝนตนเองหรือหาโอกาสแสดงอยู่เสมอ  การฝึกแสดงหุ่นอย่างง่ายๆ คือ การฝึกแสดงสด  หรือแสดงต่างทันทีทันใดในสถานการณ์หนึ่ง  โดยไม่มีบทละครแน่นอนตายตัวในกระบวนการ  ดังนี้   (Verr on Howard ๑๙๖๓:๑๘-๓๑)

๑.เลือกสถานการณ์ตัวอย่างที่กำหนดให้ต่อไปนี้เพื่อนำไปซ้อมการแสดงละครหุ่น  โดยเลือกจากสถานการณ์ที่ชอบ

๒.เรียนรู้บุคลิกของหุ่น  และรวมฝึกซ้อมกับคนอื่นๆ

๓.ให้หุ่นพูดและแสดงออกตามบุคลิกภาพของตัวละครที่ควรจะเป็นและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นโดยการสร้างจินตนาการณ์ผูกเรื่องหาความสัมพันธ์กันระหว่างตัวละครกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสถานการณ์นั้นๆ

 

การพากย์หุ่น

การฝึกฝนให้เชิดหุ่นได้ดี  ต้องฝึกสีลาของเสียงในการเชิดหุ่นด้วย  โดยก่อนอื่นต้องพิจารณาบุคลิก  หน้าตาของหุ่นด้วยโดยก่อนอื่นต้องพิจารณาบุคลิกภาพ  หน้าตาของหุ่นว่าควรจะมีน้ำเสียงอย่างไร  เช่น  แม่มดเสียงแหลมเล็ก   สุนัขเห่าคำราม เป็นต้น  โดยให้เสียงหุ่นแต่ละตัวแตกต่างกัน  หลังจากนั้นจึงฝึกน้ำเสียงของหุ่นตามอารมณ์ต่างๆ เช่น  ดีใจ  เสียใจ  โกรธ กลัว เกลียด อิจฉา  รัก  ซึ่งน้ำเสียงของหุ่นไม่สามารถตีสีหน้า  ได้ ภาษาที่ใช้ควรจะเหมาะสมกับระดับผู้ฟังด้วยถ้าผู้ฟังเป็นเด็กเล็กภาษาต้องง่ายๆ ไม่มีศัพท์ซับซ้อนมาก  เมื่ออยู่บนเวทีถ้าหุ่นตัวใด ตัวหนึ่งกำลังพูดอยู่ให้หุ่นตัวอื่นๆ หยุดพูด  และอาจหันหน้าไปหาหุ่นตัวที่พูดเพื่อให้หุ่นตัวนั้นเด่น  ข้อสำคัญอย่าแย่งกันพูด  การเคลื่อนไหวและท่าทางของหุ่นให้มีความสัมพันธ์กับการพากษ์  เช่น  ดีใจ หัวเราะ  หน้าหุ่นจะเชิดสั่นระรัว   ถ้าเสียใจเศร้าสร้อยผิดหวังหน้าหุ่นจะก้มต่ำลงนิดๆ ถ้าหุ่นตกใจ  หุ่นจะหันรึหันขวาง  หุ่นต้องเต้นไปตามจังหวะลีลาของเพลง

 

เสียงประกอบ

เพื่อให้ละครหุ่นมีรสชาติยิ่งขึ้น ผู้เชิดควรจัดหาเสียงประกอบซึ่งนอกจากจะทำจากเสียงพากษ์  อาจทำเสียงเฉพาะอย่างจากวัสดุอื่นๆ เอาไว้แล้วบันทึกเสียงไว้เมื่อเวลาแสดงจริง ได้แก่ 

(โครงการสื่อชาวบ้าน ๒๕๒๘:๑๓๙)

เสียงไฟไหม้  ใช้การขยำกระดาษให้ดังกรอบแกรบ

เสียงม้าวิ่ง ใช้ถ้วยพลาสติกหรือกะลา ๒ ใบเคาะกับโต๊ะ

เสียงฟ้าผ่า  ใช้ไม้ฟาดแผ่นสังกะสีเรียบ

เสียงฝนตก  ใช้เมล็ดถั่วเขียวโปรยบนแผ่นสังกะสี

เสียงชกต่อย  ใช้หนังสือพิมพ์ยาวๆ ฟาดบนมือ

เสียงฟันดาบ  ใช้ช้อนซ้อมแสตนเลสเคาะกันหรืออาจประดิษฐ์คิดค้นเสียงต่างๆ จากวัสดุอื่นที่ทำได้ง่าย

 

สรุป

การแสดงละครหุ่นเป็นหุ่นศิลปะที่สร้างความสนุกสนานและส่งเสริมจินตนาการของเด็กได้ดียิ่ง  การที่ผู้จัดละครหุ่นเป็นต้นว่า  ผู้สร้างตัวหุ่น  ผู้เชิด  ผู้พากษ์  และเขียนบทได้พยายามสอดแรกจินตนาการต่างๆลงไปในละครหุ่น จะช่วยสร้างความบันเทิง สุนทรีย์ จิตนาการควบคู่ไปกับความรู้ที่ได้จากการชม

   

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หุ่นเชิด

 

วัสดุ-อุปกรณ์

๑.กระดาษแข็ง

๒.กรรไกร

๓.ดินสอ

๔.สี

๕.เทปกาว

๖.เชือกหรือน็อต

๗.ไม้ตะเกียบ

 

วิธีทำ

๑.นำกระดาษมาวาดเป็นรูปต่างๆตามที่เร็วต้องการ

๒.ระบายสีให้สวยงาม

๓.ตัดส่วนที่เราต้องการจะต่อแล้วใช้เชือกมัดให้แน่น

๔.นำไม้ตะเกียบมาติดชิ้นส่วนที่ต้องการให้เคลื่อนไหว

 

หุ่นชักแบบกล่อง

วัสดุ-อุปกรณ์

๑.กล่องเหลือใช้ เช่นกล่องยาสีฟันหรือกล่องสบู่                             ๒.กระดาษสี

๓.กระดาษแข็ง                                                                                 ๔.กาว

๕.เทปกาว                                                                                        ๖.สีเมจิก

๗.ไม้ตะเกียบ                                                                                   ๘.เชือกหรือน็อต

๙.คัตเตอร์

 

วิธีทำ

๑.นำกล่องเหลือใช้มาตัดเป็นส่วนตัว  ส่วนตัวและขา

๒.นำกระดาษแข็งมาตัดเป็นแขนทั้งสองข้าง

๓.นำกระดาษสีมาติดให้เป็นลวดลายตามที่ต้องการและใช้สีเมจิกเติมแต่งลวดลาย

๔.นำแขนทั้งสองข้างมาเจาะรูบริเวณปลายแขน

๕.นำเชือกมาร้อยต่อกันในลักษณะขมวดปมคล้ายน็อต

๖.นำตะเกียบติดบริเวณปลายแขนข้างใดข้างหนึ่ง

๗.ใช้คัตเตอร์เจาะรูเป็นแนวยาวบริเวณด้านข้างของลำตัว

๘.นำส่วนต่างๆมาประกอบให้เป็นรูปร่าง

 

by:น.ส.พรรณิดา  ผุสดี ปี๒ หมู่๒ การศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ๒๕๕๕

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน