• พระจันทร์รุ่งสาง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : pannida_23230@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2011-08-09
  • จำนวนเรื่อง : 21
  • จำนวนผู้ชม : 275060
  • จำนวนผู้โหวต : 105
  • ส่ง msg :
  • โหวต 105 คน
วันจันทร์ ที่ 12 พฤศจิกายน 2555
Posted by พระจันทร์รุ่งสาง , ผู้อ่าน : 23176 , 01:25:27 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน พระจันทร์รุ่งสาง โหวตเรื่องนี้

คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย 

 พุทธศักราช  ๒๕๔๖

( สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า ๓  ปี )

สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา     สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

กระทรวงศึกษาธิการ

ความนำ

                   คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๔๖ สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี  ฉบับนี้ จัดทำขึ้นสำหรับผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบอบรมเลี้ยงดูและพัฒนาเด็กอายุต่ำกว่า         ๓ ปี ทั้งในครอบครัว(พ่อแม่ ผู้ปกครอง)  สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย และผู้เลี้ยงดูเด็ก ได้มีความรู้ความเข้าใจในการพัฒนาเด็ก สามารถนำปรัชญาการศึกษาปฐมวัยและหลักการของ          หลักสูตรลงสู่การปฏิบัติ เพื่อให้บรรลุผลตามจุดหมายของหลักสูตรที่ต้องการให้เด็กอายุต่ำกว่า       ๓  ปี ได้พัฒนาทุกด้านอย่างสมดุล ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ  สังคม และ  สติปัญญา

                   เด็กในช่วงอายุต่ำกว่า ๓ ปี ถือเป็นวัยรากฐานของชีวิต เพราะร่างกายและสมองของเด็กเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว     เด็กต้องการความรัก ความเอาใจใส่ดูแลอย่างใกล้ชิด   เด็กวัยนี้มีโอกาสเรียนรู้จากการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า ได้สำรวจสิ่งรอบตัวผ่านการเล่น ค้นคว้า ค้นพบด้วยตนเอง ได้มีโอกาสคิดแก้ปัญหา  เลือก ตัดสินใจ ใช้ภาษาสื่อความหมาย คิดริเริ่มสร้างสรรค์และ อยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข    ผู้ที่รับผิดชอบจึงมีหน้าที่ในการอบรมเลี้ยงดูและจัดประสบการณ์ให้เด็กได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพ  ส่งเสริมให้เด็กรู้จักสังเกต สำรวจ สร้างความสัมพันธ์กับผู้คนและสิ่งรอบตัว ยิ่งเด็กมีความสนใจกระตือรือร้นในตนเองยิ่งทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ได้ง่าย     ผู้รับผิดชอบดูแลเด็กจึงต้องส่งเสริม สนับสนุน   ให้ความรัก  ความเข้าใจ และความเอาใจใส่        เด็กวัยนี้เป็นพิเศษ  เพราะจะเป็นพื้นฐานที่ช่วยในการเตรียมความพร้อมให้เด็กประสบความสำเร็จในการเรียนและการใช้ในชีวิตของเด็กต่อไปในอนาคต 

                   การนำหลักสูตรสู่การปฏิบัติของครอบครัวและสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเด็ก และถือเป็นหน้าที่ของบุคลากรที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายจะต้องศึกษาและทำความเข้าใจในเอกสารหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๔๖ และคู่มือหลักสูตร          การศึกษาปฐมวัย   พุทธศักราช ๒๕๔๖ สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี  เพื่อให้เกิดการนำสาระในหลักสูตรไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมสอดคล้องกับบริบทที่เด็กอาศัยอยู่

                   เอกสารคู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปีฉบับนี้                แบ่งออกเป็น ๒ ตอน  คือ ตอนที่ ๑ เป็นความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย            พุทธศักราช ๒๕๔๖ ประกอบด้วย แนวคิด หลักการจัดการศึกษาปฐมวัย และสาระสำคัญของ  หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๔๖  ตอนที่ ๒ เป็นการใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยประกอบด้วย การนำหลักสูตรสู่การปฏิบัติ    การจัดประสบการณ์  สื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็ก    การประเมินพัฒนาการเด็ก และ ปัญหาที่พบบ่อยและแนวทางการแก้ไข  นอกจากนี้ได้เพิ่มสาระที่เกี่ยวกับการเชื่อมต่อการเรียนรู้ของเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปีกับการเรียนรู้ในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยไว้ในตอนที่  ๒  อีกด้วย

ตอนที่ ๑

ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ

หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๔๖

บทที่ ๑

     แนวคิดและหลักการจัดการศึกษาปฐมวัย

          หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๔๖ จัดทำขึ้นโดยยึดแนวคิดและหลักการ             จัดการศึกษาปฐมวัย  ดังนี้

แนวคิดการจัดการศึกษาปฐมวัย

     แนวคิดพื้นฐานในการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๔๖ มีดังนี้

. แนวคิดเกี่ยวกับพัฒนาการเด็ก  พัฒนาการของมนุษย์เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตัวมนุษย์ เริ่มตั้งแต่ปฏิสนธิต่อเนื่องไปจนตลอดชีวิต ซึ่งครอบคลุมการเปลี่ยนแปลงใน              เชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยที่พัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา จะมีความสัมพันธ์และพัฒนาอย่างต่อเนื่องเป็นลำดับขั้นตอนไปพร้อมกันทุกด้าน  ในช่วงชีวิตปฐมวัยเด็กแต่ละคนจะเติบโตและมีลักษณะพัฒนาการแตกต่างกันไปตามวัยและวุฒิภาวะ เมื่อกล่าวถึงพัฒนาการเด็กปฐมวัยจะบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตัวเด็กอย่างต่อเนื่องในแต่ละวัย  เริ่มตั้งแต่ปฏิสนธิจนถึงอายุต่ำกว่า ๖ ปี

พัฒนาการแต่ละด้านมีทฤษฎีเฉพาะอธิบายไว้และสามารถนำมาใช้ในการพัฒนาเด็ก  อาทิ  ทฤษฎีพัฒนาการด้านร่างกายที่อธิบายการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็กว่ามีลักษณะต่อเนื่องเป็นลำดับขั้น เด็กจะพัฒนาถึงขั้นใดจะต้องเกิดวุฒิภาวะของความสามารถขั้นนั้นก่อน หรือทฤษฎีพัฒนาการด้านสติปัญญาที่อธิบายว่าเด็กเกิดมาพร้อมความสามารถในการเรียนรู้ ซึ่งจะพัฒนาขึ้นตามอายุ  ประสบการณ์ ค่านิยมทางสังคม และสิ่งแวดล้อม หรือทฤษฎีพัฒนาการทางบุคลิกภาพที่อธิบายว่า เด็กจะพัฒนาได้ดีถ้าในแต่ละช่วงอายุเด็กได้รับการตอบสนองในสิ่งที่ตนพอใจ  ได้รับความรัก ความอบอุ่นอย่างเพียงพอจากผู้ใกล้ชิด มีโอกาสช่วยตนเอง  ทำกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัยและมีอิสระที่จะเรียนรู้ในสิ่งที่ตนอยากรู้รอบๆตนเอง ดังนั้น แนวคิดเกี่ยวกับพัฒนาการเด็ก            จึงเป็นเสมือนหนึ่งแนวทางให้พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กได้เข้าใจธรรมชาติหรือความสามารถของเด็ก สามารถอบรมเลี้ยงดูและจัดประสบการณ์ที่เหมาะสมกับวัยและความแตกต่างของแต่ละบุคคล       ในอันที่จะส่งเสริมให้เด็กพัฒนาได้ตามศักยภาพจนบรรลุผลตามเป้าหมายที่ต้องการได้ชัดเจนขึ้น การจัดทำหลักสูตรจึงยึดแนวคิดในการให้ความสำคัญกับความสามารถตามวัยและความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก โดยยึดเด็กเป็นศูนย์กลางของการจัดการศึกษา

. แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้  การเรียนรู้ของมนุษย์มีผลสืบเนื่องมาจาก        ประสบการณ์ต่างๆที่ได้รับในชีวิตประจำวัน การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเกิดขึ้นจากกระบวนการที่ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและสิ่งแวดล้อมรอบตัว โดยผู้เรียนจะต้องเป็น               ผู้กระทำให้เกิดขึ้นด้วยตนเอง และการเรียนรู้จะเป็นไปได้ดีถ้าผู้เรียนได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า  ได้เคลื่อนไหว มีโอกาสคิดริเริ่มตามความต้องการและความสนใจของตนเอง รวมทั้งอยู่ในบรรยากาศที่เป็นอิสระ อบอุ่น และ ปลอดภัย  ดังนั้น การจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้         จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมโอกาสการเรียนรู้ของเด็กให้เป็นไปตามศักยภาพที่มีอยู่              นอกจากนี้การเรียนรู้ยังเป็นพื้นฐานของพัฒนาการในระดับที่สูงขึ้น โดยที่คนเราเรียนรู้มาตั้งแต่เกิดตามธรรมชาติก่อนที่จะมาเข้าสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย     การจัดทำหลักสูตรจึงยึดแนวคิดที่สนับสนุนให้เด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงด้วยตัวเด็กเอง ในสภาพแวดล้อมที่เป็นอิสระ        เอื้อต่อการเรียนรู้  และมีการจัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับระดับพัฒนาการของเด็กแต่ละคน

. แนวคิดเกี่ยวกับการเล่นของเด็ก   การเล่นถือเป็นกิจกรรมที่สำคัญในชีวิตของ         เด็กทุกคน เด็กจะรู้สึกมีความสุข สนุกสนาน เพลิดเพลิน ได้สังเกต สำรวจสิ่งต่างๆรอบตัว                 มีโอกาสทำการทดลอง สร้างสรรค์ คิดแก้ปัญหาและค้นพบความเป็นจริงของโลกภายนอกด้วย      ตนเอง  การเล่นจะมีอิทธิพลและมีผลดีต่อการเจริญเติบโต  ช่วยพัฒนาร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา  ขณะเล่นเด็กมีโอกาสเคลื่อนไหวส่วนต่างๆของร่างกาย ได้ใช้ประสาทสัมผัสและการรับรู้ ผ่อนคลายอารมณ์ตึงเครียด  แสดงออกถึงความเป็นตนเองและเรียนรู้ความรู้สึกของผู้อื่น  การเล่นจึงเป็นเสมือนสื่อกลางให้เด็กสร้างประสบการณ์การเรียนรู้สิ่งแวดล้อมรอบตัว  เรียนรู้ความเป็นอยู่ของผู้อื่น สร้างความสัมพันธ์อยู่ร่วมกับผู้อื่นและกับธรรมชาติรอบตัว ดังนั้นการจัดทำ หลักสูตรจึงถือว่า“การเล่น”อย่างมีจุดมุ่งหมายเพื่อการเรียนรู้เป็นหัวใจสำคัญของการจัด         ประสบการณ์ให้กับเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี

   . แนวคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรมและสังคม  บริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่หรือแวดล้อมตัวเด็ก  ทำให้เด็กแต่ละคนเติบโตขึ้นมามีคุณลักษณะที่แตกต่างกันไป หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยฉบับนี้ถือว่าพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กจำเป็นต้องเข้าใจและยอมรับว่าวัฒนธรรมและสังคมที่แวดล้อมตัวเด็กมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ การพัฒนาศักยภาพ และพัฒนาการของเด็ก           แต่ละคน ผู้เลี้ยงดูเด็กจำเป็นต้องให้ความสำคัญและเรียนรู้วิธีการดำเนินชีวิต ครอบครัว และชุมชนตามบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของเด็กที่ตนรับผิดชอบ เพื่อช่วยให้เด็กได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสม  เกิดการเรียนรู้และมีความภาคภูมิใจในสังคม-วัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่และสามารถ      ยอมรับผู้อื่นที่มาจากพื้นฐานเหมือนหรือต่างจากตนได้อย่างราบรื่น มีความสุข

   สืบเนื่องจากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ผนวกกับแนวคิด              และหลักการจัดการศึกษาปฐมวัย  ๔ ประการข้างต้น  การจัดทำหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยจึงกำหนดปรัชญาการศึกษาให้สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยได้ทราบถึงแนวคิดและหลักการพัฒนาเด็กปฐมวัยอายุต่ำกว่า ๓ ปีที่ผู้รับผิดชอบจะต้องดำเนินการพัฒนาหลักสูตรสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยของตน และนำสู่การปฏิบัติให้เด็กปฐมวัยเกิดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามที่กำหนดใน      จุดหมายของหลักสูตร  หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๔๖ ได้กำหนดปรัชญา           การศึกษาปฐมวัยไว้   ดังนี้

ปรัชญาการศึกษาปฐมวัย

การศึกษาปฐมวัยเป็นการพัฒนาเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง ๕ ปี* บนพื้นฐาน             การอบรมเลี้ยงดูและการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่สนองต่อธรรมชาติและพัฒนาการของเด็กแต่ละคนตามศักยภาพ ภายใต้บริบทสังคม-วัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่               ด้วยความรัก ความเอื้ออาทร และ ความเข้าใจของทุกคน เพื่อสร้างรากฐานคุณภาพชีวิตให้เด็กพัฒนาไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เกิดคุณค่าต่อตนเองและสังคม 

* ๕  ปี หมายถึง อายุ ๕  ปี ๑๑ เดือน ๒๙ วัน

หลักการจัดการศึกษาปฐมวัย

การจัดทำหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยฉบับนี้ ยึดหลักการจัดการศึกษาปฐมวัยที่สำคัญ   ดังนี้

. การสร้างหลักสูตรที่เหมาะสม  การพัฒนาหลักสูตรพิจารณาจากความต้องการและความสามารถ ตลอดจนวัย ประสบการณ์ของเด็ก   โดยเป็นหลักสูตรที่มุ่งเน้นตัวเด็กเป็นสำคัญและมุ่งพัฒนาเด็กทุกด้าน แบบองค์รวมทั้งด้านร่างกาย  อารมณ์  จิตใจ สังคม และ         สติปัญญา บนพื้นฐานของการให้ความสำคัญกับประสบการณ์เดิมที่เด็กมีอยู่ และการสร้างเสริมประสบการณ์ใหม่ที่มีความหมายกับตัวเด็ก เป็นหลักสูตรที่ให้โอกาสเด็กทั้งเด็กปกติ                      เด็กด้อยโอกาส และเด็กพิเศษได้พัฒนาตามศักยภาพ รวมทั้งยอมรับในวัฒนธรรมและชีวิตความเป็นอยู่ของเด็ก ตลอดจนพัฒนาเด็กให้รู้สึกเป็นสุขในปัจจุบัน  มิใช่เพียงเพื่อเตรียมเด็กสำหรับอนาคตข้างหน้าเท่านั้น

. การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็ก สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ควรอยู่ในสภาพที่สนองความต้องการและความสนใจของเด็ก ทั้งภายในและภายนอก              บ้านหรือห้องเรียน(สำหรับเด็กในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย)  พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กจำเป็นต้องจัดสภาพแวดล้อมให้เด็กได้อยู่ในที่ที่สะอาด ปลอดภัย อากาศถ่ายเท  ผ่อนคลายไม่เครียด  มีโอกาสออกกำลังกายและพักผ่อน  มีสื่อวัสดุอุปกรณ์ มีของเล่นที่หลากหลาย เหมาะสมกับวัย ให้เด็กมีโอกาสได้เลือกเล่น เรียนรู้เกี่ยวกับตนเองและโลกที่เด็กอยู่ รวมทั้งพัฒนาการอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคม ดังนั้น สภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกบ้านหรือห้องเรียนจึงเป็นเสมือนสังคมย่อยหนึ่งที่มีคุณค่าสำหรับเด็กแต่ละคนจะเรียนรู้และสะท้อนให้เห็นว่าบุคคลในสังคมเห็นความสำคัญของ         การอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษากับเด็กปฐมวัย 

.การจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็ก มีความสำคัญต่อการจัดกิจกรรมพัฒนาเด็กอย่างมาก พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้บอกความรู้หรือสั่งให้เด็กทำมาเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการจัดสภาพแวดล้อม ประสบการณ์ และกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก ตามความต้องการของเด็กโดยที่พ่อแม่หรือ      ผู้เลี้ยงดูเด็กและเด็กมีส่วนที่จะริเริ่มทั้ง  ๒  ฝ่าย  ทั้งนี้พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กจะเป็นผู้สนับสนุน          ชี้แนะ และเรียนรู้ร่วมกับเด็ก       ส่วนเด็กเป็นผู้ลงมือกระทำ เรียนรู้ และค้นพบด้วยตนเอง  ดังนั้น  พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กจะต้องยอมรับ เห็นคุณค่า รู้จักและเข้าใจธรรมชาติของเด็กแต่ละคนที่ตนเองดูแลรับผิดชอบก่อน  เพื่อจะได้วางแผนการจัดสภาพแวดล้อมและการจัดกิจกรรมที่จะส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กควรรู้จักพัฒนาตนเองในการแสวงหาความรู้เกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กอย่างถูกวิธีและปรับปรุงการใช้เทคนิคการจัดกิจกรรมต่างๆให้เหมาะกับเด็กในแต่ละช่วงวัย

. การบูรณาการการเรียนรู้ การจัดการเรียนการสอนหรือการส่งเสริมการเรียนรู้             ในระดับปฐมวัยยึดหลักการบูรณาการที่ว่า หนึ่งแนวคิดเด็กสามารถเรียนรู้ได้หลายกิจกรรม         หนึ่งกิจกรรมเด็กสามารถเรียนรู้ได้หลายทักษะและหลายประสบการณ์สำคัญ การเรียนรู้ของเด็กเกิดขึ้นจากความสนใจและโอกาสในการลงมือกระทำจริงในวิถีชีวิตประจำวัน ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กจะต้องวางแผนการจัดประสบการณ์ในแต่ละวันให้เด็กเรียนรู้ผ่าน         การเล่นที่หลากหลายกิจกรรม    หลากหลายทักษะ  หลากหลายประสบการณ์สำคัญอย่าง               เหมาะสมกับวัยและพัฒนาการ เพื่อให้บรรลุจุดหมายของหลักสูตรแกนกลางที่กำหนดไว้

การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก การประเมินเด็กระดับปฐมวัยยึดวิธี       การสังเกตเป็นส่วนใหญ่  พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กจะต้องสังเกตและประเมิน ทั้งการอบรมเลี้ยงดู ของตนและพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็กว่าเป็นไปตามจุดประสงค์และเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ ผลที่ได้จากการสังเกตพัฒนาการเด็ก  จากข้อมูลเชิงบรรยาย จากการรวบรวมผลงานของเด็ก          จากพฤติกรรมการแสดงออกในสภาพที่เป็นจริง   จากข้อมูลครอบครัวของเด็ก  ตลอดจนการที่เด็กประเมินตนเองหรือผลงาน สามารถบอกได้ว่าเด็กเกิดการเรียนรู้และมีความก้าวหน้าเพียงใด           ข้อมูลจากการประเมินพัฒนาการจะช่วยพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กในการวางแผนการจัดกิจกรรม           ชี้ให้เห็นความต้องการพิเศษของเด็กแต่ละคน ใช้เป็นข้อมูลในการสื่อสารกับพ่อแม่ ผู้ปกครองเด็ก และขณะเดียวกันยังใช้ในการประเมินประสิทธิภาพและคุณภาพการจัดการศึกษาให้กับเด็กในวัยนี้ได้อีกด้วย

. ความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวกับผู้เลี้ยงดูเด็กเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกัน  ทั้งนี้เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เด็กเจริญเติบโตขึ้นมา พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กจะต้องมีการ               แลกเปลี่ยนข้อมูล  ทำความเข้าใจพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก ต้องยอมรับและร่วมมือกัน        รับผิดชอบ หรือถือเป็นหุ้นส่วนที่จะต้องช่วยกันพัฒนาเด็กให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการร่วมกัน         ดังนั้น  ผู้เลี้ยงดูเด็กจึงมิใช่จะแลกเปลี่ยนความรู้กับพ่อแม่ ผู้ปกครองด้วยกันเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กเท่านั้น   แต่จะต้องให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง มีส่วนร่วมในการพัฒนาด้วย ทั้งนี้ มิได้หมายความให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง จะเป็นผู้กำหนดเนื้อหาหลักสูตรตามความต้องการ โดยไม่คำนึงถึงหลักการจัดที่เหมาะสมกับวัยเด็ก

          จากแนวคิดและหลักการจัดการศึกษาปฐมวัยที่สำคัญเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กที่มีความสัมพันธ์และพัฒนาอย่างต่อเนื่องเป็นขั้นตอนไปพร้อมกันทุกด้าน  แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ที่       ยึดให้เด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงด้วยตัวเด็กเองในสิ่งแวดล้อมที่เป็นอิสระเอื้อต่อการเรียนรู้และจัดกิจกรรมบูรณาการให้เหมาะสมกับระดับพัฒนาการของผู้เรียนแต่ละคน โดยถือว่าการเล่นอย่างมีจุดมุ่งหมายเป็นหัวใจสำคัญของการจัดประสบการณ์ให้กับเด็ก และแนวคิดเกี่ยวกับ          วัฒนธรรมและสังคมที่แวดล้อม ซึ่งมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ การพัฒนาศักยภาพและพัฒนาการของเด็กแต่ละคน  และจากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ หมวดต่างๆ                       หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๔๖ จึงกำหนดสาระสำคัญและโครงสร้างของ          หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยขึ้น    ซึ่งจะกล่าวรายละเอียดต่อไป

บทที่ ๒

สาระสำคัญของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย  พุทธศักราช ๒๕๔๖

(สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี)

หลักการ

                        หลักการของหลักสูตรเป็นหลักสำคัญในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้  ซึ่งพ่อแม่หรือ      ผู้เลี้ยงดูเด็กจำเป็นต้องศึกษาให้เข้าใจ  เพราะในการจัดประสบการณ์ให้เด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี  จะต้องยึดหลักการอบรมเลี้ยงดูควบคู่กับการให้การศึกษา โดยคำนึงถึงความต้องการและความสนใจของเด็กทุกคน  ทั้งเด็กปกติ  เด็กที่มีความสามารถพิเศษ และเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย  อารมณ์ จิตใจ  สังคม สติปัญญา รวมทั้งการสื่อสารและการเรียนรู้ ซึ่งครอบคลุมเด็กที่มีร่างกายพิการ หรือทุพพลภาพ หรือเด็กที่ไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ หรือไม่มีผู้ดูแล หรือด้อยโอกาส  เพื่อให้เด็กได้พัฒนาทุกด้านแบบองค์รวมทั้งด้านร่างกาย  อารมณ์  จิตใจ  สังคม และ  สติปัญญาอย่างสมดุล  โดยจัดกิจกรรมที่หลากหลายบูรณาการผ่านการเล่น และกิจกรรมที่เป็นประสบการณ์ตรงผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้าที่เหมาะสมกับวัย และความแตกต่างระหว่างบุคคล ด้วยปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็กกับพ่อแม่  เด็กกับผู้เลี้ยงดูหรือบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาเด็กปฐมวัย  เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กแต่ละคนได้พัฒนาตนเองตามลำดับขั้นของพัฒนาการสูงสุดตามศักยภาพและนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุข เป็นคนดี คนเก่งของสังคม และสอดคล้องกับธรรมชาติ  สิ่งแวดล้อม  ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม          ความเชื่อทางศาสนา  สภาพเศรษฐกิจ-สังคม โดยความร่วมมือจากบุคคล  ครอบครัว  ชุมชน         องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  องค์กรเอกชน  สถาบันศาสนา  สถานประกอบการและสถาบันสังคมอื่น 

            หลักการของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย  มีสาระสำคัญ ดังนี้

๑.  ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการที่ครอบคลุมเด็กปฐมวัยทุกประเภท  

๒. ยึดหลักการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ โดยคำนึงถึงความแตกต่าง

     ระหว่างบุคคล  และวิถีชีวิตของเด็กตามบริบทของชุมชน  สังคม และวัฒนธรรมไทย

๓.  พัฒนาเด็กโดยองค์รวมผ่านการเล่นและกิจกรรมที่เหมาะกับวัย   

๔.  จัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้สามารถดำรงชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณภาพและมีความสุข

๕.  ประสานความร่วมมือระหว่างครอบครัว ชุมชน และสถานศึกษาในการพัฒนาเด็ก

จุดหมาย

                                               

   หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า   ๓   ปี   จัดขึ้นสำหรับพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กใช้เป็นแนวทางในการอบรมเลี้ยงดูและพัฒนาเด็ก        ตลอดจนจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างเหมาะสมให้กับเด็กอายุต่ำกว่า  ๓  ปี   โดยมุ่งส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการด้านร่างกาย   อารมณ์   จิตใจ  สังคม  และ สติปัญญา ที่เหมาะสมกับวัย   ความสามารถ  ความสนใจ  และความแตกต่างระหว่างบุคคล เพื่อให้เด็กมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์  ดังนี้

     ๑.  ร่างกายเจริญเติบโตตามวัยและมีสุขภาพดี

              ๒. ใช้อวัยวะของร่างกายได้คล่องแคล่วประสานสัมพันธ์กัน

     ๓.  มีความสุขและแสดงออกทางอารมณ์ได้เหมาะสมกับวัย

๔.  รับรู้และสร้างปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและสิ่งแวดล้อมรอบตัว

๕.  ช่วยเหลือตนเองได้เหมาะสมกับวัย

๖.  สื่อความหมายและใช้ภาษาได้เหมาะสมกับวัย

   ๗.  สนใจเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัว

คุณลักษณะตามวัย

              คุณลักษณะตามวัยเป็นความสามารถตามวัยหรือพัฒนาการตามธรรมชาติเมื่อเด็กมีอายุถึงวัยนั้นๆ  พัฒนาการแต่ละวัยอาจจะเกิดขึ้นตามวัยมากน้อยแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม การอบรมเลี้ยงดู และประสบการณ์ที่เด็กได้รับ  พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กจำเป็นต้องทำความเข้าใจคุณลักษณะตามวัยของเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี เพื่อนำไปพิจารณาจัดประสบการณ์ให้เด็กแต่ละวัยได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ขณะเดียวกันจะต้องสังเกตเด็กแต่ละคนซึ่งมีความแตกต่างระหว่างบุคคล เพื่อนำข้อมูลไปช่วยพัฒนาเด็กให้เต็มตามความสามารถและศักยภาพหรือช่วยเหลือเด็กได้ทันท่วงที ในกรณีที่พัฒนาการของเด็กไม่เป็นไปตามวัย พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กจำเป็นต้องหาจุดบกพร่องและรีบแก้ไขโดยจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาเด็ก  ถ้าเด็กมีพัฒนาการสูงกว่าวัย  พ่อแม่หรือ      ผู้เลี้ยงดูเด็กควรจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการเต็มตามศักยภาพ

              คุณลักษณะตามวัยซึ่งเกิดขึ้นในเด็กอายุต่ำกว่า   ๓  ปี   ที่นำเสนอต่อไปนี้ เป็นเพียง        บางส่วนที่สามารถสังเกตได้ทั่วไป  ซึ่งเด็กแต่ละคนอาจแสดงออกเร็วหรือช้ากว่าที่ระบุได้ตามความพร้อมหรือวุฒิภาวะของเด็ก  พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กอายุต่ำกว่า  ๓  ปี  สามารถศึกษาจากแหล่งเรียนรู้อื่น ๆ เพิ่มเติมได้อีก

 

คุณลักษณะตามวัย (แรกเกิด- ๓๖  เดือน)

. ด้านร่างกาย

 

แรกเกิด ๒  เดือน

- ๔  เดือน

- ๖  เดือน

- ๘  เดือน 

 

-  ผงกหัว  หันซ้ายขวาในท่าคว่ำได้

- พลิกตัวตะแคงได้เมื่อนอนหงาย

-  มองเห็นในระยะห่าง ๘ - ๑๒  นิ้ว

-  จับถือของได้เพียงชั่วครู่

- ชันคอในท่าคว่ำได้

- เหยียดขายันพื้นได้เมื่อจับยืน

- เริ่มคว้าจับสิ่งของ

-  มองตามสิ่งที่เคลื่อนไหวซ้าย / ขวา                     / บน / ล่าง / ได้

- นอนคว่ำยกศีรษะยันหน้าอกได้สูง

- นั่งได้โดยพ่อแม่ต้องประคอง

- คืบ  พลิกคว่ำพลิกหงาย

- มองตามสิ่งที่ผ่านไปเร็วได้

-  ไขว่คว้าใช้มือคว้าหยิบของได้

- หันหน้าและเอี้ยวตัวไปมาได้ดี

- นั่งทรงตัวได้เอง

- ลุกนั่งเองได้

- ยกตัวไปท่าคลาน

- คลานได้

- เอื้อมมือหยิบของด้วยมือข้างเดียว

-  เปลี่ยนมือถือของได้

 

- ๑๒  เดือน

๑๒ - ๑๘  เดือน

๑๘ - ๒๔  เดือน

๒๔ - ๓๖  เดือน

-  คลานได้คล่อง  คลานขึ้นบันไดได้

-  นั่งตัวตรงได้

-  เกาะยืนได้ช่วงสั้น ๆ

-  เกาะเดินได้

-  ยืนได้ชั่วครู่ และนั่งลงจากท่ายืนได้

-  หยิบของใส่ถ้วยและหยิบออกได้

-  หยิบของชิ้นเล็กด้วยนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ได้

-  ตบมือ  โบกมือ 

-  ใช้มือทั้งสองข้างทำงานคนละอย่างได้

-  มองตามของตก

-  ลุกขึ้นยืนเองได้

-  เดินได้เอง

-  ขึ้นบันไดโดยมีคนจูง

-  เริ่มวิ่งได้

-  เล่นกลิ้งลูกบอลเบา ๆ ได้

-  ถอดเสื้อผ้าง่าย ๆ ได้เอง

-  ก้มลงเก็บของที่พื้น โดยไม่หกล้ม

-  เดินไปข้างหน้าหรือด้านข้าง

-  เดินถอยหลัง

-  กระโดด  ๒  ขา อยู่กับที่ได้

-  เดินขึ้นบันไดโดยจับราว

-  ดึงหรือผลักสิ่งของขณะเดิน

-  ใช้ข้อมือได้มากขึ้น  เช่นหมุนมือ                    หมุนสิ่งของ  เป็นต้น

-  วิ่งคล่องขึ้น แต่ไม่สามารถหยุดได้ ทันที

-  เดินถอยหลังนั่งได้

-  เดินขึ้นบันไดได้เองโดยวางเท้าทั้ง ๒  ข้างบนบันไดขั้นเดียว

-  สลับเท้าขึ้นบันไดได้ (เมื่ออายุย่าง ๓ ปี)

-  หยิบของชิ้นเล็กๆได้  แต่หลุดมือง่าย

-  จับดินสอแท่งใหญ่ๆได้ด้วยนิ้วชี้และ                   นิ้วหัวแม่มือได้

 

                 

คุณลักษณะตามวัย (แรกเกิด- ๓๖  เดือน)

. ด้านอารมณ์  และจิตใจ

 

แรกเกิด ๒  เดือน

- ๔  เดือน

- ๖  เดือน

- ๘  เดือน 

-  ตกใจง่ายเมื่อได้ยินเสียงดัง

-  ทำเสียงในคอเบาๆเมื่อรู้สึกพอใจ

-  ยิ้มง่าย  หัวเราะเสียงดังเมื่อพอใจ

-  แสดงอารมณ์  ความรู้สึกทาง สีหน้า

-  ส่งเสียงแสดงอารมณ์ต่าง ๆ 

-  รู้จักแสดงปฏิกริยาต่อต้านเมื่อไม่พอใจ

-  แสดงความผูกพันกับพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดู ใกล้ชิด

-  เริ่มกลัวคนแปลกหน้า

 

- ๑๒  เดือน

๑๒ - ๑๘  เดือน

๑๘ - ๒๔  เดือน

๒๔ - ๓๖  เดือน

 

-  เริ่มรู้จักทำตามใจตัวเอง

-  ผูกพันกับผู้เลี้ยงดูใกล้ชิด

-  พยายามทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง  ขัดใจจะโกรธ

-  แสดงท่าทางพอใจเมื่อได้ยินเสียงเพลง  เช่น  โยกตัวไปตามจังหวะเพลง

-  อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย  ชอบขว้างของเวลาโกรธ

-  กลัวความมืด  กลัวเสียงดัง  กลัวการถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว

-  ใช้คำพูดแสดงอารมณ์  เช่นไม่เอา   ออกไป

-  ต้องการความเป็นตัวของตัวเอง  ต่อต้านคำสั่ง

-  แสดงอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ  ด้วยคำพูด

-  มีความรู้สึกที่ดีต่อตนเองเมื่อได้รับการยอมรับหรือชมเชย

-  มีความเป็นตัวของตัวเอง

 

                 

คุณลักษณะตามวัย (แรกเกิด- ๓๖  เดือน)

. ด้านสังคม

แรกเกิด ๒  เดือน

- ๔  เดือน

- ๖  เดือน

- ๘  เดือน 

 

 

-  สบตาจ้องหน้าแม่

-  ยิ้มได้

-  หยุดร้องไห้  เมื่อมีคนอุ้ม

-  ชอบให้มีใครเล่นด้วย

- ร้องไห้เพื่อบอกความต้องการ                            เงียบเสียงเมื่อเห็นหน้าคน

-  ส่งเสียงโต้ตอบเสียงพูดและรอยยิ้มของแม่

-  สนใจมองและยิ้มให้กับตนเองในกระจก

-  หันหาเสียงเรียกชื่อ

-  ยิ้มให้คนอื่นและส่งเสียงให้ผู้คน

-  สนใจมองและยิ้มให้ตนเองในกระจก

-  มีปฏิกิริยาโต้ตอบพ่อแม่หรือคนคุ้นเคยและ

   ชอบให้อุ้ม

-  แสดงออกเปิดเผยตามความรู้สึก

-  รู้จักแสดงท่าทางดีใจ  หัวเราะ  อาย

-  เลียนแบบกริยาท่าทางของคน

-  แสดงออกถึงการรับรู้อารมณ์  และความรู้สึกของผู้อื่น

 

 

- ๑๒  เดือน

๑๒ - ๑๘  เดือน

๑๘ - ๒๔  เดือน

๒๔ - ๓๖  เดือน

 

-   ติดแม่  กลัวการแยกจาก

-  เข้าใจท่าทางและสีหน้าคนอื่น

-  กลัวคนแปลกหน้าและสถานที่ใหม่ ๆ

-  เลียนแบบสีหน้า   ท่าทาง และเสียง

-  ชี้บอกความต้องการได้

-  ให้ความร่วมมือเมื่อแต่งตัว

-  แยกตัวเองและเงาในกระจกได้

-  เข้าใจท่าทางและสีหน้าคนอื่น

-  สนใจการกระทำของผู้ใหญ่

-  เริ่มช่วยเหลือตนเองได้

-  ชอบเล่นคนเดียว  แต่มีผู้ใหญ่ในสายตา

-  หวงของ

-  ใช้ช้อนตักอาหารเองได้  แต่หกเลอะเทอะบ้าง

-  ดื่มน้ำจากแก้วได้เอง

-  ชอบมีส่วนร่วมในงานบ้าน

-  บอกสิ่งที่ต้องการด้วยคำพูดง่ายๆ  ได้

-  รู้จักการขอ

-  เล่นรวมกับคนอื่นแต่ต่างคนต่างเล่น

-  เริ่มรู้จักเล่นเป็นกลุ่มกับเด็กอื่น

-  พยายามช่วยตัวเองในเรื่องการแต่งตัว

-  รู้จักขอและเริ่มรู้จักให้

-  เริ่มรู้จักรอคอย

 

                           

คุณลักษณะตามวัย (แรกเกิด- ๓๖  เดือน)

. ด้านสติปัญญา

แรกเกิด ๒  เดือน

- ๔  เดือน

- ๖  เดือน

- ๘  เดือน 

 

-  หยุดฟังหันหาเสียง

-  ทำเสียงอ้อแอ้

-  ใช้เสียงร้องที่ต่างกัน  เมื่อหิวหรือเจ็บ

-  สนใจมองใบหน้าคนมากกว่าสิ่งของ

-  จำหน้าแม่และคนในครอบครัวได้

-  ส่งเสียงอ้อแอ้ พยายามทำเสียงต่าง ๆในคอ

-  หยุดฟังเสียงหันตามเสียงเคาะ

-  สนใจจ้องมองสิ่งที่เคลื่อนไหวหรือมีเสียง

-  จำหน้าแม่และคนคุ้นเคยได้

-  ส่งเสียงตามเมื่อได้ยินเสียงพูดหรือมีใครมาพูดด้วย

-  เข้าใจคำเรียกชื่อ  คน  หรือ สิ่งของง่าย ๆ 

-  ชอบมองสำรวจสิ่งของสนใจรายละเอียดต่าง ๆ 

-   พยายามเลียนแบบเสียงต่าง ๆ  ที่ได้ยิน

-  พูดคุยคนเดียว

-  ทำเสียงซ้ำ ๆ เช่น มามา  หม่ำ หม่ำ

-  ชอบสำรวจสิ่งต่าง ๆ รอบตัว   โดยเอาเข้าปาก

-  สนใจรายละเอียดเล็กๆ น้อย ๆ ของสิ่งของ

 

 

- ๑๒  เดือน

๑๒ - ๑๘  เดือน

๑๘ - ๒๔  เดือน

๒๔ - ๓๖  เดือน

-  รู้จักเชื่อมโยงคำพูดกับการกระทำ  เช่น “ไม่”  จะสั่นหัว “บ๊าย บาย”  จะโบกมือฯ

-  ชอบฟังคำซ้ำ ๆเสียงสูง ๆต่ำ ๆ 

-  รู้ว่าคำต่างๆ  เป็นสัญลักษณ์ของวัตถุนั้นๆ  เช่น  ถ้าพูดว่านกจะชี้ไปที่ท้องฟ้า

-  เริ่มพูดเป็นคำ  ๆได้บ้าง  เช่น พ่อ  แม่

-  เรียนรู้คำใหม่เพิ่มขึ้น

-   ค้นหาของที่ปิดซ่อนจากสายตาได้

-  รู้จักชื่อตนเอง

-  แสดงความคิดและจินตนาการ

-  เริ่มเปล่งเสียงหรือกล่าวคำพูดเกี่ยวกับการกระทำที่ทำอยู่

-  เข้าใจคำพูดง่าย ๆ  ได้

-  พูดเป็นคำ ๆ  ได้มากขึ้น

-  ทักทายโดยการใช้เสียงพร้อมท่าทางอย่างเหมาะสม

-  สนใจสำรวจสิ่งรอบตัว

-  พูดคำต่อกัน  เช่นไปเที่ยว  กินข้าว ฯลฯ

-  เลียนแบบคำพูดที่ผู้ใหญ่พูด

-  ชอบฟังนิทานสั้น ๆ

-  พยายามทำตามคำสั่ง

-  มีความเข้าใจเรื่องเวลาจำกัดมาก  รู้แต่เพียงเดี๋ยวนี้  เดี๋ยวก่อน

-  เรียกหรือชี้ส่วนต่างๆของร่างกายได้

-  เริ่มจำชื่อวัตถุสิ่งของที่พบเห็นบ่อย ๆ  ได้

-  ขีดเขียนเส้นต่าง ๆแต่ยังไม่ชัดเจน

-  วางของซ้อนกันได้  ๓ ชั้น

-  มีช่วงความสนใจกับของบางอย่างได้นาน          ๓ - ๕  นาที

-  ชอบดูหนังสือภาพ

-  ชอบฟังบทกลอน  นิทาน  คำคล้องจอง

-  สนใจค้นคว้า  สำรวจ สิ่งต่าง  ๆ

-  เริ่มประโยคคำถาม “อะไร”

-  สนใจอยากรู้อยากเห็นสิ่งรอบตัว

-  ขีดเขียนเส้นตรงเป็นแนวดิ่งได้

-  วางของซ้อนกันได้ ๔ - ๖  ชั้น

 

                 

 

โครงสร้างของหลักสูตร

            แนวทางการอบรมเลี้ยงดูและพัฒนาเด็กอายุต่ำกว่า  ๓ ปีสำหรับพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็ก   ให้สามารถพัฒนาเด็กได้ตามจุดหมายที่กำหนด จำเป็นต้องคำนึงถึงโครงสร้างของหลักสูตร       การศึกษาปฐมวัย   ดังนี้

โครงสร้างหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย   พุทธศักราช   ๒๕๔๖  (สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี)

ช่วงอายุ

อายุต่ำกว่า ๓ ปี

สาระการเรียนรู้

ประสบการณ์สำคัญ

สาระที่ควรเรียนรู้

-  ด้านร่างกาย

-  ด้านอารมณ์และจิตใจ

-  ด้านสังคม

-  ด้านสติปัญญา

-  เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเด็ก

-  เรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลและ

   สถานที่แวดล้อมเด็ก

-  ธรรมชาติรอบตัว

-  สิ่งต่าง ๆรอบตัวเด็ก

เวลาเรียน

ขึ้นอยู่กับอายุเด็กที่ดูแลและความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก

            ๑.  การจัดชั้นหรือกลุ่มเด็ก  ยึดอายุเด็กเป็นหลักและคำนึงถึงอัตราส่วนระหว่างผู้เลี้ยงดูเด็ก   ๑ คน ต่อ จำนวนเด็กที่ดูแล ได้แก่

*อัตราส่วนระหว่างผู้เลี้ยงดูเด็ก : เด็ก

                                    ผู้เลี้ยงดูเด็ก  ๑    คน        ต่อเด็กแรกเกิด - ๑ ปี        อัตราส่วน   ๑ : ๓  

                                    ผู้เลี้ยงดูเด็ก  ๑    คน        ต่อเด็กอายุ ๑-๓   ปี          อัตราส่วน   ๑ : ๖

            ๒. ระยะเวลาเรียน ขึ้นอยู่กับความพร้อมและความสนใจของเด็กในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ  ตามความสามารถของวัยและความแตกต่างระหว่างบุคคล

            ๓.  สาระการเรียนรู้  สาระการเรียนรู้ของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า  ๓  ปี  ประกอบด้วย  ๒  ส่วน  คือ  ประสบการณ์สำคัญและสาระที่ควรเรียนรู้  ซึ่งทั้งสองส่วนใช้เป็นสื่อในการจัดประสบการณ์ให้กับเด็ก   เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทุกด้านทั้งด้านร่างกาย   อารมณ์  จิตใจ   สังคม  และสติปัญญา   ซึ่งจำเป็นต่อการพัฒนาเด็กให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ โดยพ่อแม่           หรือผู้เลี้ยงดูเด็กควรผสมผสานการจัดประสบการณ์สำหรับเด็กแบบบูรณาการผ่านการเล่นที่       สอดคล้องกับปรัชญาการจัดการศึกษาปฐมวัย  

*  คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, สำนักงาน  มาตรฐานการเลี้ยงดูเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี   , กรุงเทพฯ  วัฒนาพานิช จำกัด  ๒๕๔๕.

สาระการเรียนรู้กำหนดเป็น   ๒   ส่วน  ดังนี้

            ประสบการณ์สำคัญ

            ประสบการณ์สำคัญเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นในตัวเด็ก   เพื่อพัฒนาเด็กทั้งทางด้านร่างกาย   อารมณ์  จิตใจ   สังคม   และสติปัญญา   โดยเฉพาะในระยะแรกเริ่มชีวิตหรือช่วงระยะปฐมวัยมีความสำคัญเป็นพิเศษ    เนื่องจากเป็นรากฐานของพัฒนาการก้าวต่อไปของชีวิตบุคคลแต่ละคน   ตลอดจนเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดความสามารถ  แรงจูงใจ  ใฝ่เรียนรู้  ใฝ่ดี  และความกระตือรือร้นในการพัฒนาตนเองของเด็ก   ที่จะส่งผลต่อเนื่องจากช่วงวัยเด็กไปสู่วัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่   ประสบการณ์สำคัญจะเกี่ยวข้องกับการจัดสภาพแวดล้อมทุกด้านที่กระตุ้นให้เด็กเกิดการเรียนรู้และมีความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆรอบตัวในวิถีชีวิตของเด็กและในสังคมภายนอก  อันจะสั่งสมเป็นทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเรียนรู้และสามารถพัฒนา              ต่อเนื่องไปสู่ระดับที่สูงขึ้นต่อไป

            ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกาย อารมณ์  จิตใจ  สังคมและสติปัญญา ประกอบด้วยการอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กในการสนับสนุนให้เด็กได้มีประสบการณ์ด้วยการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า   การเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆของร่างกาย  การสร้างความรัก  ความผูกพันกับคนใกล้ชิด การปฏิสัมพันธ์กับผู้คนและสิ่งต่างๆรอบตัว และการรู้จักใช้ภาษา                   สื่อความหมาย   ดังนั้น   การฝึกทักษะต่าง ๆผ่านการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันและการเล่น  เพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้จากการเลียนแบบ  ลองผิดลองถูก  สำรวจ ทดลอง และลงมือทำจริง                  การปฏิสัมพันธ์กับวัตถุสิ่งของ บุคคล และธรรมชาติรอบตัวเด็กตามบริบทของสภาพแวดล้อม           จำเป็นต้องมีการจัดประสบการณ์สำคัญแบบองค์รวมที่ยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง  ดังต่อไปนี้

                   .๑ ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกายเป็น                    การสนับสนุนให้เด็กได้มีโอกาสพัฒนาการใช้กล้ามเนื้อใหญ่(กล้ามเนื้อแขน-ขา-ลำตัว)           กล้ามเนื้อเล็ก(กล้ามเนื้อมือ-นิ้วมือ)และการประสานสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อและระบบประสาท  (กล้ามเนื้อมือ - ประสาทตา) ในการทำกิจวัตรประจำวันหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การเคลื่อนไหวส่วนต่างๆของร่างกายตามจังหวะดนตรี การเล่นเครื่องเล่นสัมผัส การเล่นออกกำลังกลางแจ้ง  เป็นต้น

                        ประสบการณ์สำคัญที่ควรส่งเสริม   ประกอบด้วยการเคลื่อนไหวและ การทรงตัว  การประสานสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อและระบบประสาท   เด็กควรมีโอกาสเรียนรู้ผ่านกิจกรรมและการเล่นในสภาพแวดล้อมใกล้ตัว   ได้รับประสบการณ์การใช้กล้ามเนื้อใหญ่    กล้ามเนื้อเล็ก   และฝึกการประสานสัมพันธ์ระหว่างแขนกับขา  มือกับปาก  มือกับตาไปด้วยกัน

                   .๒  ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจ  เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้แสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกที่เหมาะสมกับวัย   มีความสุข    ร่าเริง แจ่มใส ได้พัฒนาความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง  และความเชื่อมั่นในตนเอง จากการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวัน เช่น การเล่นกับผู้คนหรือสิ่งของ การฟังนิทาน  หรือคำคล้องจอง   การร้องเพลง หรือแสดงท่าทางตามจังหวะเสียงเพลง เป็นต้น

                        ประสบการณ์สำคัญที่ควรส่งเสริม  ประกอบด้วยการรับรู้อารมณ์หรือความรู้สึกของตนเอง การแสดงอารมณ์ที่เป็นสุข การควบคุมอารมณ์และการแสดงออก พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กเป็นบุคคลที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการทำให้เด็กรู้สึกเป็นที่รัก   อบอุ่น  มั่นคง  เกิดความรู้สึกปลอดภัย ไว้วางใจ ซึ่งจะส่งผลให้เด็กสร้างความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและเรียนรู้ที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น

                   .๓ ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคม   เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้มีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับบุคคลที่คุ้นเคยและสิ่งแวดล้อมต่างๆรอบตัวในชีวิตประจำวัน   ในลักษณะของกิจกรรมกลุ่มต่างๆ  เช่น  เล่นอย่างอิสระกับเด็กอื่น เล่นรวมกลุ่มกับผู้อื่น แบ่งปันหรือให้ รู้จักรอคอย ใช้ภาษาบอกความต้องการ ช่วยเหลือตนเองในกิจวัตรประจำวันได้

                        ประสบการณ์สำคัญที่ควรส่งเสริม   ประกอบด้วยการช่วยเหลือตนเอง                 การปรับตัวอยู่ในสังคม   เด็กควรมีโอกาสได้เล่นรวมกลุ่มหรือทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นเด็กวัยเดียวกันหรือต่างวัย   เพศเดียวกันหรือต่างเพศ หรือผู้ใหญ่อย่างสม่ำเสมอ   ตลอดจนฝึกให้ช่วยเหลือตนเองในกิจวัตรประจำวันตามวัยที่เด็กสามารถทำได้

                   .๔ ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา  เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้รับรู้และเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัวในชีวิตประจำวันผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า  และการเคลื่อนไหว  ได้พัฒนาการใช้ภาษาสื่อความหมายและความคิด   รู้จักสังเกตคุณลักษณะ ต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นสี   ขนาด  รูปร่าง   รูปทรง   ผิวสัมผัส  จดจำชื่อเรียกสิ่งต่าง ๆ รอบตัว   มีการฝึกการใช้อวัยวะรับสัมผัสต่าง ๆ  ได้แก่  ตา  หู    จมูก  ลิ้น  และผิวหนัง   ในการแยกแยะสิ่งที่รับรู้และเรียนรู้เกี่ยวกับความเหมือน ความแตกต่าง  และมิติสัมพันธ์

                        ประสบการณ์สำคัญที่ควรส่งเสริม   ประกอบด้วย   การสังเกต  การฟัง   การคิด  การแก้ปัญหา   และการใช้ภาษาสื่อความหมาย   เด็กควรได้รับการชี้แนะให้รู้จักคุณลักษณะหรือคุณสมบัติของสิ่งต่างๆรอบตัว   สังเกตวัตถุหรือสิ่งของที่มีสีสันและรูปทรงที่แตกต่างกัน   เด็กควรได้ฝึกการฟังเสียงต่างๆรอบตัวโดยเฉพาะเสียงพูดหยอกล้อโต้ตอบของพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็ก        เพื่อกระตุ้นให้เด็กออกเสียงและเลียนเสียงจนพัฒนาเป็นคำพูดที่สื่อความหมายได้มากขึ้น   เด็กควรมีโอกาสสำรวจ  ค้นคว้า  ทดสอบ   ทดลองวัตถุสิ่งของที่เป็นของจริง  สิ่งของที่เลียนแบบของจริงและสิ่งของที่ไม่มีรูปแบบชัดเจน  ตลอดจนฝึกให้เด็กได้คิดวางแผน คิดตัดสินใจ  หรือคิดแก้ปัญหาในเรื่องที่ง่ายๆด้วยตนเอง  และให้เด็กได้แสดงออกถึงจินตนาการ   ความคิดสร้างสรรค์ต่าง ๆ   ออกมาเป็นภาพวาดหรือบอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ  ตามความสามารถของวัย

              สาระที่ควรเรียนรู้

                   สาระที่จะให้เด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปีเรียนรู้ควรเป็นเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวเด็กเป็นลำดับแรกแล้วจึงขยายไปถึงเรื่องที่อยู่ไกลตัวเด็ก  ซึ่งข้อมูลที่เด็กเริ่มต้นเรียนรู้มาจากการพูดคุยโต้ตอบชี้ชวนให้ดู สอน หรือพูดบอก โดยพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กให้เด็กรู้จักชื่อเรียกและคุณสมบัติของสิ่งต่างๆ ใกล้ตัวเด็ก  สาระที่ควรเรียนรู้มีดังนี้

                                    .๑  เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเด็ก   เด็กควรจะได้รู้จักชื่อของตนเอง   เริ่มต้นจากชื่อเล่น ได้รู้จักรูปร่าง หน้าตาและชื่อเรียกส่วนต่างๆของร่างกาย   ตลอดจนได้สำรวจความสามารถของตนเองในการทำสิ่งต่างๆได้   เช่น  คลานได้   หยิบของได้   เป็นต้น

                        .๒  เรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลและสถานที่แวดล้อมเด็ก  เด็กควรจะมีโอกาสรู้จักชื่อของพ่อแม่   พี่น้อง  และบุคคลต่างๆในครอบครัว   ตลอดจนมีโอกาสได้พบปะ  พูดคุย        ทำความรู้จักกับชื่อเรียกหรือสรรพนามแทนตัวของญาติหรือผู้เลี้ยงดูเด็ก  รวมทั้งมีปฏิสัมพันธ์กับ ผู้คนในครอบครัว ชุมชน และสังคม - วัฒนธรรมที่อยู่ใกล้ตัวในชีวิตประจำวัน  เช่น  เล่นกับพี่น้องในบ้าน   ไปตลาดกับแม่  เป็นต้น

                        .๓  ธรรมชาติรอบตัว  เด็กควรจะได้รู้จักชื่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตรอบตัว  รวมทั้งมีการเชื่อมโยงลักษณะหรือคุณสมบัติอย่างง่ายๆของสิ่งต่างๆในธรรมชาติที่พบเห็นใน      ชีวิตประจำวันจากการชี้แนะ  หรือสำรวจ

                        .๔  สิ่งต่างๆ  รอบตัวเด็ก   เด็กควรจะได้รู้จักชื่อของวัตถุสิ่งของ  เครื่องใช้หรือของเล่นที่อยู่รอบตัว   รวมทั้งมีการเชื่อมโยงลักษณะหรือคุณสมบัติอย่างง่าย ๆของสิ่งต่าง ๆ  ที่อยู่ใกล้ตัวเด็ก   เช่น  สี   รูปร่าง  รูปทรง  ขนาด  ผิวสัมผัส   เป็นต้น

ตอนที่ ๒

การใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๔๖

บทที่  ๓

การนำหลักสูตรสู่การปฏิบัติ

พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กและสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยสามารถนำหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย     ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพตรงตามเจตนารมณ์ของหลักสูตร ที่มุ่งเน้นการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการตลอดจนการเรียนรู้ของเด็ก ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความรัก ความเอาใจใส่ดูแล       อย่างอบอุ่นใกล้ชิดและสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย   ควรดำเนินการดังนี้

.   การใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสำหรับครอบครัว

                                พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กในบ้านจะมีวิธีการและความเชื่อในการเลี้ยงดูเด็กตามแนวความคิด และสภาพแวดล้อมของท้องถิ่นที่ตนเองอาศัยอยู่  หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยฉบับนี้ จะเป็นแนวทางให้พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กในบ้านจัดกิจกรรมหรือประสบการณ์เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทุกด้านของเด็ก ให้เจริญเติบโตและพัฒนาได้เหมาะสมกับวัย  ดังนั้น พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กในบ้านจึงมีบทบาทสำคัญ  ดังนี้

.๑  บทบาทหน้าที่ต่อการดำเนินการตามหลักสูตร

                                    หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยเป็นหลักสูตรที่จัดทำขึ้นบนพื้นฐานที่สนองความต้องการของเด็ก  ที่ต้องการความรัก   ความอบอุ่น   และการอบรมเลี้ยงดูที่สนองต่อธรรมชาติ และพัฒนาการของเด็กแต่ละคนตามศักยภาพ พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กในบ้าน จึงควรปฏิบัติดังนี้

                                    ๑.๑.๑  ศึกษาปรัชญา หลักการ จุดหมายและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของหลักสูตร   เพื่อทำความเข้าใจและใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพการอบรมเลี้ยงดูและพัฒนาเด็ก

                       ๑.๑.๒ อบรมเลี้ยงดูและจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการให้เหมาะสมกับวัย  โดยดูจากประสบการณ์สำคัญ และกิจกรรมประจำวัน

                        ๑.๑.๓ ติดตามประเมินพัฒนาการทุกด้านของเด็ก  โดยการสังเกตและบันทึกการเจริญเติบโต รวมถึงการเฝ้าระวังความผิดปกติที่จะเกิดกับเด็ก

                        ๑.๑.๔ ยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล  เด็กแต่ละคนมีพัฒนาการ เร็ว–ช้า  ต่างกัน   พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กไม่ควรเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่นๆ  แต่ควรจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมพัฒนาการในด้านที่ยังบกพร่อง

                                    ๑.๑.๕ ถ้าพบว่าเด็กมีพัฒนาการล่าช้ากว่าปกติ ควรปรึกษาแพทย์หรือเจ้าหน้าที่      สาธารณสุข เพื่อช่วยเหลือเด็กอย่างทันท่วงทีต่อไป

         .๒  บทบาทหน้าที่ต่อการอบรมเลี้ยงดู

                     ..๑  พ่อแม่  พ่อแม่เป็นคนสำคัญที่สุดในชีวิตของเด็ก  เพราะพ่อแม่เป็นผู้ช่วยวางรากฐานของชีวิตให้แก่เด็กที่จะเติบโตขึ้นเป็นคนดี  คนเก่ง  มีความสุข   และเป็นกำลังสำคัญของครอบครัวและประเทศชาติต่อไป   ดังนั้นพ่อแม่จึงควรปฏิบัติดังนี้

๑)  เลี้ยงดูลูกอย่างใกล้ชิดด้วยความรัก  ความเข้าใจ  มีเมตตา  มีเหตุผล

๒) ปฏิบัติต่อเด็กอย่างสม่ำเสมอ  เพื่อเด็กจะไม่สับสน

                               ๓) ให้กำลังใจ  ชมเชย   แสดงความสนใจ  เมื่อลูกพยายามหรือทำสิ่งที่ดี 

                               ๔) แนะนำ  สั่งสอน  แก้ไข   เมื่อลูกทำผิดด้วยเหตุผล   และแนะทางที่ถูกให้ไม่ละเลยหรือผลัดเวลา

                              ๕) สอนเด็กให้มีค่านิยม และวัฒนธรรมที่ดี  เช่น  การไหว้  การมีระเบียบ วินัย  และการรักษาสิ่งแวดล้อม  อาจเริ่มจากการเล่านิทาน   ร้องเพลงกล่อมลูก  เล่นดนตรี

                               ๖) กระทำตนให้เป็นตัวอย่างที่ดี  ไม่พูดปด   ไม่ทำร้ายผู้อื่น   รู้จักการรับและการให้   การรอคอย  รู้จักขอบคุณและขอโทษ

                               ๗)เลี้ยงดูจัดประสบการณ์และกิจกรรมที่สร้างเสริมพัฒนาการ / รวมทั้ง    เฝ้าสังเกตพัฒนาการของลูกแต่ละช่วงวัย  ถ้าพบว่า พัฒนาการของลูกช่วงวัยใดต่ำกว่าเกณฑ์ควรรีบปรึกษาแพทย์

                 ..๒ ผู้เลี้ยงดูเด็กในบ้าน   ผู้เลี้ยงดูเด็กเป็นบุคคลที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง  เพราะจะอยู่ ใกล้ชิดกับเด็กรองจากพ่อแม่  และทำหน้าที่ในการถ่ายทอดความรู้ ความดี  และประสบการณ์ อันเป็นประโยชน์ต่อเด็ก ตลอดจนดูแลส่งเสริมพัฒนาการของเด็กทั้งด้านร่างกาย  อารมณ์  จิตใจ   สังคม และสติปัญญา ให้มีความเจริญงอกงามเต็มตามศักยภาพ  และเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ       ต่อไป  ดังนั้น  ผู้เลี้ยงดูเด็กจึงมีบทบาทหน้าที่สำคัญ  ดังนี้

                   ๑)  ปฏิบัติหน้าที่ต่อกิจวัตรประจำวันของเด็ก

                   ผู้เลี้ยงดูเด็กมีหน้าที่ดูแล และปฏิบัติตามกิจวัตรประจำวันให้เหมาะสมกับเด็ก เพื่อให้เด็กเจริญเติบโต  มีพัฒนาการทุกด้านตามวัย  โดยมีแนวปฏิบัติ ดังนี้

          (๑)  ทักทาย  โอบกอดเด็กด้วยความนุ่มนวลอ่อนโยน

          (๒)  ดูแลเรื่องขับถ่าย ให้เด็กถ่ายทุกวันในบรรยากาศที่ไม่เคร่งเครียด

          (๓)  ดูแลเรื่องการทำความสะอาดร่างกาย ได้แก่  ล้างหน้า แปรงฟัน  อาบน้ำ

          (๔)  ให้นมและอาหารที่เหมาะสมกับวัย

          (๕)  เล่นกับเด็ก  พร้อมสังเกตพฤติกรรมการแสดงออกหรือการเจ็บป่วย

          (๖)  ร้องเพลง เล่านิทาน  อ่านหนังสือให้ฟัง

          (๗)  ให้อาหารว่าง ให้พักผ่อน  นอนหลับ

          (๘)   อุ้มเด็ก พาเด็กเดินเล่น  ชี้ชวนให้รู้จักสิ่งรอบตัว

                   ๒)  ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กในลักษณะบูรณาการ

                   ในการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ผู้เลี้ยงดูเด็กจะต้องตระหนักถึงความสำคัญของการส่งเสริมพัฒนาการเด็กว่าเป็นเสมือนประสบการณ์   ช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้และทักษะ  เช่น การใช้สายตา การฟัง การเคลื่อนไหวของมือ พัฒนาการกล้ามเนื้อและประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา  นอกจากนี้ ทำให้เด็กเกิดความคิดสร้างสรรค์  มีความมั่นใจ  กล้าแสดงออก  และเล่นร่วมกับผู้อื่นได้   เป็นต้น

                   ผู้เลี้ยงดูเด็กควรส่งเสริมพัฒนาการเด็กในลักษณะบูรณาการ  โดยให้โอกาสเด็กเรียนรู้จากสิ่งของและผู้คนที่อยู่รอบข้าง ซึ่งเด็กจะเรียนรู้ได้โดยผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า  การเคลื่อนไหว  การเล่น  และการลงมือกระทำ  ดังนั้น  ผู้เลี้ยงดูเด็กจะต้องส่งเสริมหรือให้โอกาสเด็กได้พัฒนาโดยการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า   เช่น

                            (๑)  สนับสนุนให้เด็กได้เล่นสิ่งที่ไม่เป็นอันตราย  เช่น ของใช้ในบ้าน  ของเล่น และเป็นแบบอย่างในการเล่น  จินตนาการกับการเล่นต่าง ๆ ให้เด็กได้มีโอกาสทั้งเล่น       คนเดียวหรือเล่นกับเพื่อนเด็ก ๆ และผู้ใหญ่

                            (๒)  อ่านหนังสือให้เด็กฟัง  อาจให้เด็กนั่งตักหรืออ่านให้ฟังในกลุ่มย่อย  ๒-๓  คน นอกจากนี้ควรร้องเพลง เล่นกับนิ้วมือ แสดงบทบาทสมมติตามเนื้อเรื่องในนิทานกับเด็ก

                             (๓)  ส่งเสริมเด็กทางด้านศิลปะ  เช่น  การใช้สีเทียน สีน้ำ  พับกระดาษปั้นแป้ง  พิมพ์ภาพ  เป็นต้น

                            (๔)  ให้โอกาสเด็กเล่นกลางแจ้ง  เล่นน้ำ  เล่นทราย  ดิน ฯลฯ  โดย             ผู้เลี้ยงดูเด็กอยู่ใกล้ชิดกับเด็ก

                            (๔) ให้โอกาสเด็กได้เลือกของเล่นตามที่เด็กชอบและปลอดภัย

    (๕)  ส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว เช่น ของจริงตามธรรมชาติ  (ใบไม้ ผลไม้ ฯลฯ)   จากบุคคล  (หู  ตา  จมูก  ผม ฯลฯ)  จากสิ่งของ  (ช้อน จาน           แก้วน้ำ ฯลฯ)

                   ๓) ปฏิบัติต่อเด็กด้วยคำพูดและวิธีการที่อ่อนโยน

                   ในการเลี้ยงดูเด็ก  ผู้เลี้ยงดูเด็กควรปฏิบัติต่อเด็กอย่างอ่อนโยน  โดยต้องทำให้เด็กรู้สึกตัวว่ามีผู้ให้ความรัก  ความอบอุ่น  ความมั่นคงปลอดภัย  ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยพัฒนาทักษะทางด้านร่างกาย  รวมทั้งเป็นการพัฒนาทางสติปัญญา  อารมณ์  สังคม คือ การสร้างบรรยากาศที่มั่นใจว่าจะสามารถพัฒนาทางด้านจิตใจเด็กและเป็นการสนองอารมณ์ของเด็กให้รู้สึกมีค่า มีความหมายอย่างค่อยเป็นค่อยไปจนเติบโตใหญ่ขึ้น วิธีการต่าง ๆได้แก่

(๑)  กอดจูบ   โอบอุ้ม  ยิ้มแย้มแจ่มใสกับเด็ก

(๒)  พูดคุยโต้ตอบกับเด็ก

(๓)  ชมเชยเมื่อเด็กทำได้หรือมีความพยายาม

(๔)  ร้องเพลง  ฮัมเพลง

(๕)  พูดคุยหยอกล้อ ให้เด็กหัวเราะ

(๕)  ไม่ใช่วิธีขู่บังคับ   ทำโทษรุนแรง  หรือแกล้งให้ตกใจหรือโกรธ

                   ๔)   สังเกตและบันทึกการเจริญเติบโต  พฤติกรรม  พัฒนาการด้านต่าง ๆ  ของเด็ก  ผู้เลี้ยงดูเด็กจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเป็นคนช่างสังเกต โดยเฉพาะพฤติกรรมที่ผิดปกติของเด็ก   เพื่อจะได้รีบค้นหาสาเหตุและวิธีแก้ไขได้ทันท่วงที   ในการสังเกตควรทำอย่างแนบเนียน   เป็นธรรมชาติ จึงจะได้เห็นพฤติกรรมที่แท้จริง   การบันทึกต้องสังเกตเด็กเป็นระยะอย่างสม่ำเสมอ  เช่น  ๑ – ๓  เดือนต่อครั้ง   เพื่อจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของลักษณะพฤติกรรมที่ต่างออกไปได้ทันท่วงที

                   การรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรม  พัฒนาการ  และความสามารถของเด็ก  อาจทำได้หลายวิธี  ดังนี้

(๑)   สอบถามจากพ่อแม่ 

                                        (๒)  สังเกตพฤติกรรมทั้งที่แสดงออกทางวาจาและท่าทางการพูดคุยกับเด็ก   การเล่นกับเด็กในบางครั้ง   เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์จะต้องทำอย่างต่อเนื่องและบันทึกไว้เป็นหลักฐานอย่างสม่ำเสมอในสมุดบันทึกสุขภาพ

(๓)  ดูจากความพร้อมของเด็กด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม สติปัญญา

(๔)  สังเกตหรือพิจารณาจากผลงานของเด็ก เช่น ภาพวาด สิ่งประดิษฐ์  เป็นต้น

                               ๕)  เฝ้าระวังความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเด็ก

                   ผู้เลี้ยงดูเด็ก  นอกจากจะเป็นนักสังเกตและจดบันทึกพฤติกรรม พัฒนาการเด็กแล้ว  การเฝ้าระวังความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเด็กเป็นบทบาทหน้าที่ที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่       ผู้เลี้ยงดูเด็กจะต้องให้ความสนใจ  เอาใจใส่เด็กที่เราเลี้ยงดู  เพื่อให้เด็กได้เจริญเติบโต  มีสุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรง  มีพัฒนาการทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์  จิตใจ  สังคม และสติปัญญา ดังต่อไปนี้

                                                      (๑)   เฝ้าระวังภาวะโภชนาการของเด็ก โดยการชั่งน้ำหนัก  วัดส่วนสูงและบันทึกไว้เพื่อดูความเปลี่ยนแปลง และความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น  น้ำหนักลด ควรหาสาเหตุเพื่อรีบแก้ไขหรือเปรียบเทียบน้ำหนักกับส่วนสูงเพื่อดูการเจริญเติบโตของเด็ก                   (ดูสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก  กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข)

                                                      (๒)  เฝ้าระวังทางสุขภาพในเรื่องฉีดวัคซีนป้องกันโรคและวัคซีนอื่นๆ ตามช่วงอายุ

                                         (๓) เฝ้าระวังพัฒนาการเด็ก ผู้เลี้ยงดูเด็กสามารถศึกษาได้จาก             สมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก คู่มือเลี้ยงลูกถูกวิธี  วัยแรกเริ่ม  ครอบครัวดีมีสุข ฯลฯ

                                                      (๔) เฝ้าระวังความผิดปกติที่เกิดกับเด็ก โดยผู้เลี้ยงดูเด็กต้องเอาใจใส่       ดูแลอย่างใกล้ชิดและหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงหรือความผิดปกติที่เกิดขึ้นโดยเทียบกับพัฒนาการตามวัยของเด็กปกติ  จะช่วยให้ผู้เลี้ยงดูเด็กสามารถค้นพบปัญหาพัฒนาการของเด็ก  และช่วยเหลือเด็กได้ ตั้งแต่ปัญหายังไม่รุนแรงนัก  โดยพาไปตรวจสุขภาพหรือพบแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการผิดปกติ

                                         ๖) จัดสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย  ถูกสุขลักษณะ  เหมาะสมกับการพัฒนาเด็กทุกด้าน

                                         เด็กวัยแรกเกิดถึง  ๓  ปี เป็นช่วงวัยที่สำคัญยิ่ง  เพราะพัฒนาการหลายด้านกำลังเริ่มต้นขึ้น  การจัดสภาพแวดล้อมจึงมีความสำคัญต่อเด็กและมีอิทธิพลต่อการพัฒนาเด็ก        อย่างมาก สภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกบ้านควรได้รับการดูแลให้สะอาด ถูกสุขลักษณะ และปลอดภัย ตัวอย่างการจัดสภาพแวดล้อม เช่น

                                (๑)การจัดสภาพแวดล้อมภายใน  ได้แก่

                                                      ก.  แสงสว่างเพียงพอ

                                                            ข.  การถ่ายเทอากาศดี

                                                                                    ค.  พื้นห้องไม่ลื่น  (ถ้าเปียกต้องเช็ด)  ทำให้เกิดอันตรายได้

                                                                                    ง.  การจัดที่ให้เด็กเล่นเหมาะสม  มีความปลอดภัย

                                                                                    จ.  มีประตูกั้นทางเข้าออก

            ฉ. จัดเก็บสารมีพิษ  ของมีคม  ปลายแหลม  เป็นสัดส่วน         

                                                            พ้นมือเด็กหรือใส่ตู้และปิดให้มิดชิด

                                                      ช. จัดหาของใช้/ของเล่นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและจัดวางให้เป็น

                                                           ระเบียบ

ซ. มีการตรวจตราของเล่น  เครื่องใช้ให้อยู่ในสภาพที่แข็งแรง   

     ปลอดภัยและหมั่นดูเรื่องความสะอาด

                             (๒)การจัดสภาพแวดล้อมภายนอก   ได้แก่

                                                      ก.  สภาพภายนอกมีบรรยากาศร่มรื่น  มีร่มเงา  ปลูกไม้ดอก  

      ไม้ประดับ หรือไม้กระถางสำหรับที่ไม่มีบริเวณ

                                                                                    ข.  มีความสะอาด  สวยงาม

                                                      ค.  ที่เล่นสำหรับเด็กต้องร่มรื่น ปลอดภัยและมีบริเวณกว้างพอ

                                                                              ที่จะให้เด็กเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ มีที่พักนั่งเล่น

..๓   ชุมชน  เด็ก  คือ  ชีวิตของชุมชน…เป็นผู้ที่จะสืบสานสิ่งต่างๆที่ผู้ใหญ่ได้ก่อสานไว้สืบทอดวัฒนธรรม  ซึ่งรวมทั้งวิถีชีวิต ประเพณีและศิลปะ   เด็กจะเติบโตเป็นผู้ที่        สืบทอดการทำไร่นา หรือกิจการห้างร้าน   นอกจากระดับครอบครัว  ยังสืบทอดในระดับชุมชนและระดับประเทศ   ไม่ว่า วัด สถานศึกษา  มหาวิทยาลัย  ธนาคาร  ธุรกิจ หรือบริษัทห้างร้าน        ใครจะรู้ว่าวันหนึ่งเด็กน้อยที่ท่านดูแลรับผิดชอบจะเติบโตเป็นผู้ที่จะกุมชะตาชีวิตของชุมชนหรือบ้านเมือง   ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการอบรมเลี้ยงดูของผู้เกี่ยวข้องและชุมชนเป็นสำคัญ

ชุมชน  คือ  ชีวิตของเด็กการที่เด็กจะเติบโตเป็นอนาคตที่สดใสของชุมชนได้เด็กต้องอาศัยการสนับสนุนจากชุมชน   ดังคำกล่าวที่ว่า ชุมชน  คือ ชีวิตของเด็ก”   ชีวิตของเด็กเริ่มต้นที่พ่อแม่และบ้าน   เด็กต้องอาศัยการอบรมเลี้ยงดูอย่างดีจากครอบครัว ได้รับการเลี้ยงดูอย่างปลอดภัยจากสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย โดยมีชุมชนช่วยให้ความคุ้มครองและส่งเสริมด้านการพัฒนาเด็ก  เป็นศูนย์การเรียนรู้   เครือข่ายการเรียนรู้ให้เด็กมีประสบการณ์จากสถานการณ์จริง

ปัจจุบันชุมชนต่างๆมีการรวมตัวเข้มแข็งขึ้น   การมีส่วนร่วมขององค์การบริหารส่วนตำบลและเครือข่ายของหน่วยงานต่างๆของรัฐและองค์กรเอกชน จะช่วยให้การพัฒนาเด็กเป็นไปอย่างมีคุณภาพ   มีผู้ที่รอบรู้เกี่ยวกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย ดูแลประจำสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยและสนับสนุนให้จำนวนของผู้เลี้ยงดูเด็กมีปริมาณที่พอเพียงกับจำนวนเด็ก   ช่วยให้การสนับสนุนงบประมาณ  ฝึกอบรมผู้เลี้ยงดูเด็กและสวัสดิการชุมชน คือ  หน่วยหนึ่งที่สำคัญของสังคม สามารถช่วยสร้างสรรค์ และสนับสนุนให้การพัฒนาเด็กปฐมวัยมีคุณภาพ เริ่มต้นทางการศึกษาเพื่อคุณภาพชีวิตอย่างแท้จริง

                   บทบาทของชุมชนสมดังคำกล่าวที่ว่า  “ชุมชน  คือ  ชีวิตของเด็ก”   อนาคตที่สดใสของเด็กขึ้นอยู่กับชุมชน…เด็ก  คือ  ชีวิตของชุมชน… ชุมชน  คือ  ชีวิตของเด็ก…

. การใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสำหรับสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย

เด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึง ๓ ปี ควรได้รับการอบรมเลี้ยงดูจากพ่อแม่หรือบุคคลในครอบครัว           แต่เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป  ทำให้ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน  ประกอบกับครอบครัวส่วนใหญ่มักจะเป็นครอบครัวเดี่ยว  พ่อแม่ต้องนำเด็กไปรับการเลี้ยงดูในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยซึ่งเปรียบเสมือนบ้านที่สองของเด็ก  ดังนั้น ผู้บริหารสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยและผู้เกี่ยวข้องในการเลี้ยงดูเด็กควรดำเนินการใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยอย่างมี             ประสิทธิภาพตรงตามปรัชญาและหลักการของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยที่มุ่งเน้นการอบรม         เลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการทุกด้าน  รวมทั้งการประสานความร่วมมือระหว่างครอบครัว  ชุมชน   และท้องถิ่นให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็ก ดังนั้น สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรจัดให้มีการดำเนินการใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย  ดังนี้

.๑  การเตรียมการใช้หลักสูตร

ก่อนที่จะมีการใช้หลักสูตรในทางปฏิบัติ  ควรดำเนินการดังนี้

๒.๑.๑  ศึกษารวบรวมข้อมูลด้านต่างๆ เช่น วิธีการอบรมเลี้ยงดูและความต้องการ ของพ่อแม่ ผู้ปกครอง วัฒนธรรม และความเชื่อของท้องถิ่น ความพร้อมของสถานพัฒนาเด็ก-ปฐมวัย    รวมทั้งหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย     นำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อกำหนดเป้าหมายการจัด  กิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการเด็กแต่ละช่วงอายุ

                            ๒.๑.๒   จัดหาผู้เลี้ยงดูเด็กที่มีความรู้  ความสามารถ และประสบการณ์  ตลอดจนมีเจตคติที่ดีต่อการพัฒนาเด็ก  และจัดให้มีเอกสารหลักสูตรและคู่มือต่างๆอย่างเพียงพอที่จะใช้เป็นแนวทางดำเนินงาน  ตลอดจนพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย   และมีความเข้าใจในเป้าหมายของการพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างชัดเจน

.๒  การดำเนินการใช้หลักสูตร

การนำหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยไปสู่การปฏิบัติเพื่อให้บรรลุตามปรัชญา         หลักการ  และจุดหมาย  มีแนวทางดำเนินงานดังนี้

๒.๒.๑ การจัดทำสาระของหลักสูตร  ควรดำเนินการดังต่อไปนี้

๑)    ศึกษาจุดหมายหรือคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามที่หลักสูตรระบุ

ถึงความสามารถหรือพฤติกรรมการเรียนรู้ที่ต้องเกิดขึ้นหลังจากเด็กได้รับประสบการณ์ที่เหมาะสมในแต่ละช่วงอายุ

) กำหนดสาระที่ควรเรียนรู้ในแต่ละช่วงอายุอย่างกว้าง ๆ ให้ครอบคลุม พัฒนาการทั้ง  ๔  ด้าน  โดยผ่านประสบการณ์สำคัญและมีลำดับขั้นตอนของการเรียนรู้จากง่ายไป            หายาก  หรือจากสิ่งใกล้ตัวไปไกลตัว

                               ๓)     จัดทำแผนการจัดประสบการณ์พร้อมสื่อการเรียนรู้  โดยคำนึงถึงความยากง่ายต่อการรับรู้และเรียนรู้ตามความสามารถของเด็กแต่ละวัยและความแตกต่างทาง               สังคม– วัฒนธรรม  โดยอาจประยุกต์ใช้สื่อที่ทำขึ้นเองได้

                     ๒.๒.๒   การจัดประสบการณ์สำหรับเด็ก ต้องมุ่งเน้นการจัดประสบการณ์ที่ยึดเด็กเป็นสำคัญ  โดยคำนึงถึงการพัฒนาเด็กโดยองค์รวม  การจัดกิจกรรมต่างๆตามกิจวัตรประจำวันและการบูรณาการผ่านการเล่น

                     ๒.๒.๓    การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้  สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยต้องจัดบรรยากาศที่อบอุ่นคล้ายบ้านหรือครอบครัว   ตลอดจนดูแลความปลอดภัยของสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและ      ภายนอก   รวมทั้งจัดให้มีสื่อและอุปกรณ์ต่างๆที่หลากหลายเหมาะสมกับเด็ก เพื่อสนับสนุนให้เด็กได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพและเรียนรู้อย่างมีความสุข

.๓  บทบาทผู้ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการหลักสูตรและการจัดทำหลักสูตรสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย

                     หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย   เป็นหลักสูตรที่กระจายอำนาจการจัดการศึกษาให้กับ          สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยในทุกๆด้าน ทั้งด้านการบริหารวิชาการ การบริหารจัดการ  และการใช้หลักสูตร   เป็นกระบวนการนำหลักสูตรแกนกลางไปสู่การปฏิบัติในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย  เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จตามจุดหมายของหลักสูตร ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวนี้ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการหลักสูตรที่มีคุณภาพ   และได้รับการสนับสนุนส่งเสริมร่วมมือจากบุคคล   หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกระดับ

                            ดังนั้น   เพื่อให้การบริหารจัดการหลักสูตรของสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ   ผู้เกี่ยวข้องทุกระดับทุกฝ่าย ต้องมีความรู้  ความเข้าใจ รวมทั้งทราบบทบาท        ภารกิจ หน้าที่ ตลอดจนแนวทางการปฏิบัติที่ช่วยส่งเสริมสนับสนุนการใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยมีประสิทธิภาพสูงสุด ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการนำหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยไปใช้ใน           สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย  มีดังนี้

                               ..๑  ผู้บริหารสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย   สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยที่จัดการศึกษาประสบผลสำเร็จได้ดีมีคุณภาพ  ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีผู้บริหารที่ตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาในระดับนี้  และเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของผู้บริหารอย่างถ่องแท้   และนำไปปฏิบัติอย่าง จริงจังต่อเนื่อง  ผู้บริหารสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยจึงนับเป็นองค์ประกอบสำคัญประการหนึ่ง        ในการจัดการศึกษาปฐมวัย โดยมีคุณสมบัติและบทบาทหน้าที่ ดังนี้

                                        ) คุณสมบัติของผู้บริหารสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย  ประกอบด้วย

(๑)  มีวิสัยทัศน์กว้างไกล

                                                                  (๒)  มีความมุ่งมั่นในการจัดการศึกษาปฐมวัย และมุ่งมั่นต่อการสร้างระบบคุณภาพให้เกิดขึ้นในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย

                          (๓)  เป็นผู้มีความสามารถในการสร้างความร่วมมือและประสานกับทุกฝ่าย เพื่อให้สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยดำเนินกิจการต่าง ๆ  ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                           (๔)  เป็นผู้สนับสนุนให้สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยได้รับการพัฒนาอยู่ในระดับมาตรฐานการประกันคุณภาพตลอดไป  โดยให้การสนับสนุนทั้งบุคลากรและเด็ก   ร่วมมือกันพัฒนาสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้

                                                      ) บทบาทหน้าที่ของผู้บริหารสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยประกอบด้วย

                                       (๑) จัดให้มีแผนพัฒนาสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย  เพื่อใช้ในการดำเนินการจัดการศึกษาของสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย

                                      (๒)   เป็นผู้นำในการจัดทำหลักสูตร   โดยร่วมประสานกับบุคลากรทุกฝ่ายเพื่อกำหนดวิสัยทัศน์และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของเด็ก ตลอดจนสาระตามหลักสูตรสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย

                                      (๓)  จัดให้มีการประชาสัมพันธ์หลักสูตรสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย

                                      (๔)  สนับสนุนการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้  สนับสนุนให้บุคลากรทุกฝ่ายของสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยได้รับความรู้ และสามารถจัดทำหลักสูตรสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย  รวมทั้งพัฒนาบุคลากรให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้

                                      (๕)  จัดให้มีการนิเทศภายใน เพื่อนิเทศ กำกับ ติดตาม การใช้ หลักสูตรสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างมีระบบ

                                                  (๖)  จัดให้มีการประเมินการนำหลักสูตรไปใช้  เพื่อการปรับปรุงพัฒนาสาระของหลักสูตรสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยให้ทันสมัย สอดคล้องกับความต้องการของเด็ก          ชุมชน  และท้องถิ่น

                         ..๒ ผู้เลี้ยงดูเด็ก  ผู้เลี้ยงดูเด็กเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญในการจัด        ประสบการณ์ให้เด็กสามารถพัฒนาตนเต็มตามศักยภาพ  ผู้เลี้ยงดูเด็กควรมีคุณสมบัติและบทบาทหน้าที่   ดังนี้

                                        ) คุณสมบัติของผู้เลี้ยงดูเด็ก   ประกอบด้วย

                                                  (๑)  เป็นผู้มีสุขภาพดี   ผู้เลี้ยงดูเด็กต้องเป็นผู้ที่มีร่างกายสมบูรณ์  แข็งแรง    ไม่มีโรคติดต่อร้ายแรง สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น มีความมั่นคงทางอารมณ์ รู้จักกาลเทศะ ปรับตัวได้ในสภาวะต่างๆไม่เป็นโรคจิต  โรคประสาท  ดำรงตัวอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขและรับผิดชอบ

                                                  (๒)  มีระดับวุฒิภาวะและบุคลิกลักษณะเหมาะสม  ผู้เลี้ยงดูเด็กต้องมีความเป็นผู้ใหญ่เพียงพอ และมีความตั้งใจที่จะดูแลเด็ก

                                                           ด้านจิตใจ           - รักเด็ก มีความเมตตากรุณา เป็นคนดี

มีคุณธรรม  เสียสละ

                                                           ด้านอารมณ์         - อารมณ์ดี  ยิ้มแย้มแจ่มใส   ใจเย็น                   

มีความมั่นคงทางอารมณ์  มีความอดทน  อดกลั้น

                                                           ด้านสังคม           - ชอบพูดคุยกับเด็ก กระตือรือร้น 

ช่างสังเกต  เชื่อมั่นในตนเอง  มีมนุษยสัมพันธ์  กริยามารยาทเรียบร้อย             

                                                           ด้านการปฏิบัติงาน -  มีความมุ่งมั่นในการทำงาน รับผิดชอบ 

คิดและตัดสินใจอย่างมีเหตุผล กล้าเผชิญปัญหาและความยากลำบาก มีระเบียบวินัย                         

                                            (๓)  เป็นผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็ก หรือมีคุณสมบัติตามข้อกำหนดของหน่วยงานที่จัดบริการดูแลเด็ก

                                            (๔)  มีการพัฒนาตนเอง  ผู้เลี้ยงดูเด็กต้องสนใจใฝ่หาความรู้และ        ประสบการณ์เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ  เพื่อนำความรู้ที่ได้รับมาประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ใน            การอบรมเลี้ยงดูเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ   โดยมีการดำเนินการต่อไปนี้

                                                     ก. แสวงหาความรู้จากแหล่งความรู้ต่างๆในท้องถิ่น ได้แก่

                                                                     -  เรียนรู้จากการอบรม  การประชุมสัมมนาต่าง ๆ

                                                                     -   ศึกษารายละเอียดเอกสารที่ได้รับจาก          

หน่วยงานราชการ  เช่น    แผ่นพับ  คู่มือต่าง ๆ

                                                                     -  สนทนาแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กับ

ผู้รู้ในชุมชน

                                                                     - ติดตามข้อมูลข่าวสารจากสื่อต่างๆ ทั้งทางวิทยุ โทรทัศน์  หนังสือพิมพ์   นิตยสารและอื่น ๆ

                                                                     -   ศึกษาหาความรู้จากแหล่งความรู้ต่างๆ   เช่น

ศูนย์การเรียนชุมชน   มุมส่งเสริมโภชนาการและพัฒนาการเด็ก  ห้องสมุดประชาชน

                                                           ข.  มีวิธีคลายเครียดให้ตนเองอย่างสร้างสรรค์  เช่น เล่นกีฬา   ออกกำลังกาย  อ่านหนังสือ ฟังเพลง   ร้องเพลง   ดูโทรทัศน์  นั่งสมาธิปฏิบัติธรรม   ทำงานอดิเรก

                                                           ค. รวมกลุ่มและสร้างเครือข่ายเกี่ยวกับอาชีพของผู้เลี้ยงดูเด็ก    โดยการจัดตั้งชมรมผู้เลี้ยงดูเด็ก   การจัดสวัสดิการ / ระดมเงินกองทุน  การแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์

                ) บทบาทหน้าที่ของผู้เลี้ยงดูเด็ก  ประกอบด้วย

                    (๑)  วางแผนกำหนดกิจกรรมการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความต้องการและพัฒนาการตามวัยของเด็ก

                                                  (๒)  จัดทำแผนการเรียนรู้ที่ยึดเด็กเป็นสำคัญ  เปิดโอกาสให้เด็กปฏิบัติจริง  แสดงออกอย่างอิสระ  และมีส่วนร่วมทุกกิจกรรม

                    (๓)  จัดทำและพัฒนาสื่อการเรียนรู้ให้เด็กเกิดการเรียนรู้ทั้ง         ภายในและภายนอกสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย  จัดหาแหล่งการเรียนรู้อื่นๆ ในชุมชน  เช่น  ห้องสมุด  พิพิธภัณฑ์   สวนสาธารณะ   แหล่งผลิตศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน  ฯลฯ

                                 (๔)  พัฒนาตนเองให้เป็นบุคคลที่ใฝ่รู้  ทันต่อเหตุการณ์

                                (๕)  เป็นแบบอย่างที่ดี มีคุณธรรม  ปฏิบัติดีต่อเพื่อนครูและเด็ก

                                                  (๖)   จัดสภาพแวดล้อมของห้องเรียนและสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยให้เอื้อต่อการเรียนรู้  ให้มีบรรยากาศดึงดูดความสนใจ  ท้าทายให้เด็กอยากมีส่วนร่วม 

            (๗)   จัดทำวิจัยในชั้นเรียน   เพื่อการพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้

                                                (๘)   จัดทำข้อมูลเด็กเป็นรายบุคคล   โดยให้มีการประสานกัน

ระหว่างสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย บ้านและชุมชน เพื่อการพัฒนาให้เด็กมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์

                                                (๙)   ประสานสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับพ่อแม่และสมาชิกในครอบครัว

ผู้เลี้ยงดูเด็กจะต้องประสานความร่วมมือ  ประชาสัมพันธ์ ตลอดจนเป็นคนกลางในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็กกับพ่อแม่ และสมาชิกในครอบครัว ดังนี้

            ก. พูดคุยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ปกครอง

            ข. ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเด็กขณะอยู่กับผู้เลี้ยงดูเด็กซึ่งผู้ปกครองควรทราบ

ค. ติดตามซักถามถึงพฤติกรรมเด็กขณะอยู่กับพ่อแม่ เพื่อเปรียบเทียบกับพฤติกรรมเด็กขณะอยู่กับผู้เลี้ยงดูเด็ก เพื่อให้ความช่วยเหลือต่อเนื่องกัน

ง. ชี้แจงให้คำปรึกษา  แนะนำในการอบรมเลี้ยงดูเด็กแก่พ่อแม่โดยการพูดคุย  ทำบอร์ดติดที่สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย  และให้พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กมาร่วมทำกิจกรรมไปพร้อมกับเด็ก เพื่อจะได้เข้าใจการเรียนรู้ของเด็ก

                                                      จ. เป็นตัวกลางในการเชื่อมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสมาชิกในครอบครัวและผู้ปกครอง

                         ..๓  เด็ก  การจัดการศึกษาปฐมวัยเป็นการจัดการศึกษาที่ยึดเด็กเป็นสำคัญ  เพราะเด็กเป็นผลผลิตของการจัดการศึกษา   เป็นเป้าหมายการจัดการศึกษาของรัฐที่มุ่งหวังพัฒนาให้       คนไทยมีความสมบูรณ์  และสมดุลทั้งร่างกาย อารมณ์ จิตใจ  สังคม  สติปัญญา และคุณธรรมจริยธรรม

                               การจะให้เด็กมีคุณสมบัติและคุณลักษณะอันพึงประสงค์  คือ  เป็นคนดีมีปัญญา และมีความสุขนั้น  เด็กต้องมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับความสนใจ  และความสามารถของตนเอง

                   ..๔  พ่อแม่   ผู้ปกครองหรือผู้เลี้ยงดูเด็ก  การปฏิรูปการศึกษาที่มีขึ้นตาม        พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  พ.ศ. ๒๕๔๒   ได้มีการเปิดโอกาสให้ทุกส่วนในสังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา  พ่อแม่ ผู้ปกครองหรือผู้เลี้ยงดูเด็กมีหน้าที่จัดให้บุตรหรือบุคคลที่อยู่ในความดูแลได้รับการศึกษาปฐมวัย เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการศึกษาภาคบังคับ  ตลอดจนให้ได้รับการศึกษาต่อ          นอกเหนือจากการศึกษาภาคบังคับตามความพร้อมของครอบครัว

                               พ่อแม่ ผู้ปกครองหรือผู้เลี้ยงดูเด็กจึงต้องให้ความร่วมมือและรับผิดชอบต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก  ดูแลเอาใจใส่ให้เด็กได้พัฒนาตนเองเต็มตามศักยภาพ  ดังนั้น  พ่อแม่ ผู้ปกครองหรือผู้เลี้ยงดูเด็กจึงต้องมีบทบาทหน้าที่  ดังนี้

          ๑)   กำหนดแผนการเรียนรู้ของเด็กร่วมกับเด็กและผู้เลี้ยงดูเด็ก

                                         ๒)  มีส่วนร่วมในการกำหนดสาระของหลักสูตรและกำหนด                แผนพัฒนาสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยหรือธรรมนูญสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย

๓)  ส่งเสริม สนับสนุนกิจกรรมของสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย  เพื่อพัฒนาเด็ก        

ตามศักยภาพ

                                        ๔)  จัดบรรยากาศในบ้านให้เอื้อต่อการเรียนรู้

                                        ๕)  อบรมเลี้ยงดู  เอาใจใส่ให้ความรัก   ความอบอุ่น  ส่งเสริมการเรียนรู้   และพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของเด็ก

                                        ๖)  สนับสนุนทรัพยากรเพื่อการศึกษาตามความเหมาะสมและจำเป็น

                                        ๗)  ร่วมมือกับผู้เลี้ยงดูเด็กและผู้เกี่ยวข้อง  ประสานงานป้องกันและ      แก้ไขปัญหาเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของเด็ก

                                        ๘)  ปฏิบัติตนให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้   มีความรู้คู่คุณธรรม          เป็นแบบอย่างที่ดีนำไปสู่การพัฒนาให้เป็นสถาบันแห่งการเรียนรู้

                                        ๙)  มีส่วนร่วมในการประเมินผลการเรียนรู้ของเด็กและในการประเมินการจัดการศึกษาของสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย

                                        ๑๐)  จัดให้บุตรธิดา หรือบุคคลที่อยู่ในความดูแลได้รับการศึกษา                   เตรียมความพร้อมก่อนการศึกษาภาคบังคับ 

               ..๕ ชุมชน การศึกษาของไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญส่งผลต่อคุณภาพของพลเมืองไทยในอนาคต   คือ  การจัดให้มีการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับทุกคน   ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของตนเอง ตลอดจนการพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ  มีการ       ส่งเสริมให้ทุกๆส่วนในสังคมได้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา

                                 ดังนั้น  ชุมชนจึงเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาหลักสูตรทุกระดับ  และมีส่วนสนับสนุนให้มีการจัดการเรียนรู้ที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ  สำหรับการศึกษาปฐมวัย  ชุมชนมี      บทบาทหน้าที่สำคัญ  ดังนี้

๑)  มีส่วนร่วมในการจัดทำแผนพัฒนาสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย

๒)  มีส่วนร่วมในการกำหนดสาระตามหลักสูตรของสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย

โดยคำนึงถึงความต้องการของสังคมและชุมชน

๓)  เป็นศูนย์การเรียนรู้ เครือข่ายการเรียนรู้  ให้เด็กได้มีประสบการณ์

จากสถานการณ์จริง

๔) ให้การสนับสนุนการจัดประสบการณ์และกิจกรรมของสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย

๕)  มีส่วนร่วมในการตรวจสอบและประเมินผลการจัดการศึกษาของ

สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย

๖)  เสนอแนะแนวทางการพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย

บทที่ ๔

การจัดประสบการณ์

              ช่วง ๓ ปีแรกของชีวิตวัยเด็กเป็นระยะเวลาที่สำคัญที่สุด  เนื่องจากสมองของเด็กมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้เด็กสามารถรับรู้สิ่งรอบตัวผ่านกลไกการทำงานที่ประสานกันของประสาทสัมผัส และการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆของร่างกาย  การจัดประสบการณ์เพื่อส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ในช่วงวัยนี้  จะมุ่งเน้นการตอบสนองธรรมชาติและความต้องการตามวัยของเด็กอย่างสมดุล  เป็นไปตามคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของเด็กทั้งด้านร่างกาย  อารมณ์  จิตใจ  สังคม สติปัญญา  ดังนี้

หลักการจัดประสบการณ์  

                การอบรมเลี้ยงดูเด็กเป็นหน้าที่หลักของพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็ก เนื่องจากเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับเด็กในชีวิตประจำวันและมีบทบาทสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเด็ก ในการเลี้ยงดูและอบรมให้เด็กเติบโตเป็นคนดีมีคุณภาพของครอบครัวและสังคม  หลักการจัดประสบการณ์ให้เด็กเกิดการเรียนรู้และพัฒนาได้อย่างเต็มที่ควรปฏิบัติ มีดังนี้

                   . เน้นเด็กเป็นสำคัญในการอบรมเลี้ยงดู  พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กควรให้ความสำคัญกับธรรมชาติของเด็ก และตอบสนองความต้องการ ความสนใจ ความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก  ด้วยการเปิดโอกาสให้เด็กมีอิสระ เป็นตัวของตัวเองที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัวด้วยตนเองโดยพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับธรรมชาติของเด็กในแต่ละช่วงวัยและเป็น            ผู้สนับสนุน อำนวยความสะดวกให้เด็กได้เรียนรู้และพัฒนาทุกๆด้านอย่างมีความสุขและเติบโตอย่างมีคุณภาพ  สอดคล้องกับศักยภาพและสภาพสังคม-วัฒนธรรมของเด็ก

                   . ตระหนักและสนับสนุนสิทธิพื้นฐานที่เด็กพึงได้รับ  พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กควรให้ความสำคัญกับสิทธิพื้นฐานของเด็กที่จะได้รับการดูแลเอาใจใส่ให้มีชีวิตรอดปลอดภัย  ได้รับการปกป้องคุ้มครองจากการถูกทอดทิ้ง เอาเปรียบ และกระทำทารุณกรรม  ได้รับการพัฒนาสูงสุดตามศักยภาพ รวมทั้งมีส่วนร่วมในการแสดงออกและร่วมทำกิจกรรมในครอบครัวและชุมชน  โดยการศึกษาและทำความเข้าใจกับธรรมชาติของเด็ก แสดงความสนใจเห็นคุณค่าของเด็กรวมทั้งอบรม สั่งสอนให้ได้รู้จักหน้าที่และความรับผิดชอบในตนเอง

                   . ปฏิบัติตนต่อเด็กด้วยความรักความเข้าใจและเหตุผล  พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กควร        อบรมเลี้ยงดูเด็กด้วยความรักความเมตตาเอาใจใส่ดูแล ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ มีความเข้าใจในพัฒนาการและตอบสนองความต้องการของเด็กอย่างสม่ำเสมอ โดยการให้เวลาอยู่ใกล้ชิด  ทักทาย       พูดคุยโต้ตอบ แสดงอารมณ์ความรู้สึกที่ดี มองหน้าสบตา ยิ้มแย้มแจ่มใส สัมผัสอ่อนโยน เล่นด้วยกัน

                   . ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กแบบองค์รวมอย่างสมดุลครบทุกด้านพ่อแม่หรือ          ผู้เลี้ยงดูเด็กควรเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ เล่น และฝึกทักษะต่างๆในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยเป็นมิตร ด้วยการจัดประสบการณ์ที่เหมาะสมกับวัย ความพร้อม  ความสนใจ และความสามารถตามวัยของเด็ก โดยการจัดกิจกรรมและการเล่นที่ส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ด้านต่างๆ ทั้งทางร่างกาย อารมณ์  จิตใจ สังคม และสติปัญญา ผ่านสื่อการเรียนรู้และการเล่นที่หลากหลายเหมาะสมกับวัย

                         ปลูกฝังระเบียบวินัย คุณธรรม และวัฒนธรรมไทย  พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กควร อบรมขัดเกลาและฝึกให้เด็กดำเนินชีวิตอย่างมีระเบียบวินัยในตนเอง มีคุณธรรมจิตใจโอบอ้อมอารี ละอายต่อการทำความผิด  รู้จักมารยาทและความเป็นไทย ด้วยการทำตนเป็นแบบอย่างที่ดี และจัดกิจกรรมส่งเสริมความรู้และฝึกทักษะต่างๆทีละเล็กละน้อย โดยใช้การเล่านิทาน อ่านหนังสือ          เล่าเหตุการณ์ต่างๆ ร้องเพลง เล่นดนตรี เล่นการละเล่นพื้นบ้าน และเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมตามประเพณีนิยมตามความเหมาะสม

                   . ชี้แนะการแสดงพฤติกรรมของเด็ก  พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็ก ควรเอาใจใส่ชี้แนะ เปิดโอกาสให้เด็กแสดงออกในทางที่ถูกที่ควรด้วยการใช้แรงเสริมทางบวกหรือชมเชยให้กำลังใจ  เมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสม ในขณะเดียวกันจำเป็นต้องควบคุมพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเด็กด้วยการลงโทษเป็นครั้งคราวเพื่อหยุดยั้งพฤติกรรม  โดยมีการพูดคุยกับเด็กด้วยเหตุผลและไม่ใช้อารมณ์เป็นเครื่องตัดสิน

                   . ใช้ภาษาที่เหมาะสมกับความสามารถในการรับรู้และการเรียนรู้ของเด็ก พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กควรปรับการใช้ภาษาให้เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กในการพูดคุย                     สื่อความหมายและอบรมสั่งสอนเด็กด้วยการใช้คำศัพท์ที่ง่ายๆ เป็นคำพูดสั้นๆ ออกเสียงช้าๆ          ชัดเจนในการพูดคุยกับเด็ก ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความอดทน ความพยายาม และความตั้งใจสูงในการฟังเด็กพูดออกเสียงชัดบ้างไม่ชัดบ้างและช่วยแก้ไขให้เด็ก การเล่านิทานให้เด็กฟังและการพูดคุยตอบคำถามหรือฟังเรื่องเล่าของเด็กบ่อยๆและช่วยฝึกหัดทักษะทางภาษาของเด็กให้พัฒนามากขึ้นตามวัยได้

                   . สนับสนุนการเล่นตามธรรมชาติของเด็ก  พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กควรให้ความ     สำคัญกับการเล่นตามวัย ความต้องการ  ความสนใจ และความสามารถของเด็ก ด้วยการจัดเตรียมสถานที่เล่น ของเล่น และเครื่องเล่นต่างๆที่เหมาะสมให้กับเด็ก โดยการเปิดโอกาสให้เด็กได้เล่นคนเดียวหรือเล่นกับเด็กอื่น รวมทั้งได้เลือกเล่นกับวัตถุสิ่งของจริง ของเล่นตามวัย และวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับศิลปะที่หลากหลายและส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์

                   . จัดสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็ก พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กควรจัดสถานที่ วัสดุอุปกรณ์ และของเล่นที่กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นและการเรียนรู้ของเด็กด้วยตัวของเด็กเองเป็นหลัก โดยการจัดสถานที่บริเวณและสิ่งต่างๆให้ถูกสุขลักษณะและเหมาะสมสำหรับวัยของเด็ก การดูแลอาคารและบริเวณต่างๆให้เด็กได้เคลื่อนไหวสะดวก สะอาด ปลอดภัย อากาศถ่ายเทได้ดี แสงสว่างพอเพียง มีเครื่องเล่นเครื่องใช้ที่เหมาะสมกับเด็ก  มีการจัดมุมเล่นต่างๆเพื่อการเรียนรู้ของเด็ก ตลอดจนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และการเล่นของเด็ก

                   ๑๐. ติดตามเฝ้าระวังและสังเกตพัฒนาการเด็ก  พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กควรฝึกทักษะการสังเกตและบันทึกพัฒนาการด้านต่างๆของเด็ก เพื่อให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงต่างๆที่เกิดขึ้นกับเด็กในแต่ละระยะของพัฒนาการตามวัยของเด็กในการจัดกิจกรรมส่งเเสริมพัฒนาการขั้นต่อๆไปให้ดียิ่งๆขึ้นไป  รวมทั้งการแก้ไขปัญหาพัฒนาการอาจเกิดขึ้นได้ทันท่วงที

แนวการจัดประสบการณ์  

แนวการจัดประสบการณ์เพื่อส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี ควรปฏิบัติดังนี้

       สร้างบรรยากาศของความรัก  ความอบอุ่น  ความไว้วางใจและความ มั่นคงทางอารมณ์ ให้กับเด็กในวิถีชีวิตประจำวัน  ได้แก่

                                ๑.๑   พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กมีบุคลิกที่ให้ความรักและความอบอุ่นแก่เด็ก

                        ๑.๒  สัมผัสโอบกอดเด็กอย่างนุ่มนวล อ่อนโยน  สม่ำเสมอทุกวัน

                        ๑.๓  พูดคุยกับเด็กด้วยภาษาง่าย ๆ และประสานสายตากับเด็กบ่อยๆ ฟังและ          โต้ตอบเสียงที่เด็กทำ

                        ๑.๔  สนใจและตอบสนองเด็กที่ร้องไห้หรือแสดงความกังวลหรือต้องการความช่วยเหลืออย่างทันทีทันใด ไม่ปล่อยให้เด็กรู้สึกไม่เป็นที่ต้องการหรือถูกทอดทิ้ง

๑.๕  เคารพในความอยากรู้อยากเห็นของเด็ก  โดยการสังเกตความพยายามในการทำสิ่งต่างๆของเด็ก  และส่งเสริมสนับสนุนให้เด็กทำจนสำเร็จ

                        ๑.๖  จัดสภาพแวดล้อมของบ้านหรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีความอบอุ่น      ใกล้ชิด  มีพื้นที่ว่างให้เด็กได้คืบคลานหรือเคลื่อนไหวอย่างอิสระ  โดยไม่เป็นอันตราย

      ดูแลสุขภาพอนามัยและตอบสนองความต้องการพื้นฐานทางร่างกายและจิตใจ  รวมทั้งปกป้องคุ้มครองเด็กให้ปลอดภัย  ได้แก่

                        ๒.๑ จัดอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการให้เด็กรับประทาน  โดยพ่อแม่หรือ      ผู้เลี้ยงดูเด็กคอยดูแลและฝึกวิธีการกินที่เหมาะสมกับวัยของเด็ก   สร้างบรรยากาศของการ              รับประทานอาหารให้เป็นเวลาที่มีความสุข ทั้งนี้ผู้เตรียมอาหารเด็กต้องล้างมือให้สะอาดทั้ง         ก่อนและหลังการเตรียมอาหาร

                        ๒.๒ พาเด็กไปรับวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันโรคตามระยะเวลาที่กำหนดและบันทึก     ข้อมูลในสมุดบันทึกสุขภาพของเด็กให้เป็นปัจจุบัน

                        ๒.๓  ดูแลทำความสะอาดร่างกายหลังเปรอะเปื้อนทุกครั้ง อาบน้ำและดูแลให้เด็กแต่งกายเหมาะสมกับสภาพอากาศ

๒.๔ ดูแลจัดสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัยไม่มีสิ่งเป็นอันตรายกับเด็ก เช่น ปลั๊กไฟต้องปิดให้มิดชิด  เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กเอานิ้วไปแหย่เล่น เป็นต้น

๒.๕ ของเล่นที่เข้าปากเด็กต้องนำมาเปลี่ยนหรือทำความสะอาดเมื่อเด็กเล่นเสร็จ

๒.๖ จัดให้เด็กอยู่ในการดูแลของผู้ใหญ่อย่างใกล้ชิดตลอดเวลา ไม่ปล่อยให้เด็กอยู่คนเดียวเพียงลำพัง

                        ๒.๗  ดูแลระมัดระวังการแพร่เชื้อโรคของบุคคลในครอบครัวหรือผู้เลี้ยงดูเด็กไปยังเด็ก หากมีการเจ็บป่วยเกิดขึ้นในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย

                   .   จัดประสบการณ์ตรงให้เด็กลงมือกระทำด้วยตนเอง  และเรียนรู้จากการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า  และการเคลื่อนไหว  ได้แก่

                        ๓.๑   จัดกิจกรรมให้เด็กรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า  ด้วยการใช้อวัยวะ        รับสัมผัสต่างๆ ได้แก่ ตาดู  หูฟัง  จมูกดมกลิ่น ลิ้นชิมรส และสัมผัสด้วยมือ  เพื่อเก็บเป็นข้อมูล      พื้นฐานเกี่ยวกับคุณสมบัติของสิ่งต่าง ๆ รอบตัว

๓.๒ จัดประสบการณ์ให้เด็กสามารถใช้อวัยวะต่างๆของร่างกายได้ประสานสัมพันธ์กันในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน เช่นใช้มือหยิบถ้วยน้ำ ช่วยเก็บของเล่นเข้าที่ เป็นต้น

๓.๓   จัดให้เด็กมีโอกาสฝึกการเคลื่อนไหวและการทรงตัว  โดยการจัดหา            สิ่งต่างๆ เคลื่อนไหวให้เด็กดู  เช่น  กลิ้งลูกบอลผ่านหน้า  ให้ตุ๊กตาไขลานเดิน เป็นต้น

๓.๔ จัดประสบการณ์ให้เด็กได้ใช้สายตาและมือประสานสัมพันธ์กัน เช่น หยิบของเล่นใส่ตะกร้าของเล่น ใช้ฆ้อนตอกหมุดพลาสติกทรงกลมลงช่อง เป็นต้น

เปิดโอกาสให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลแวดล้อมและสิ่งต่างๆรอบตัวเด็กที่หลากหลาย  ได้แก่

๔.๑  จัดให้เด็กสัมผัสกับบุคคลใกล้ชิด  สิ่งของรอบตัวเด็ก เช่น หาของให้ลูบคลำเล่น  ให้จับเสื้อผ้า  ผ้าห่ม  เป็นต้น

๔.๒  พูดคุยโต้ตอบกับเด็กด้วยความสนใจและเป็นผู้ฟังที่ดีขณะที่เด็กพูด

๔.๓  ทำท่าทางต่าง ๆ  แบบง่ายๆให้เด็กเลียนแบบ เช่น เขย่าของเล่น เล่นจ๊ะเอ๋ เป็นต้น

. จัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ความต้องการและพัฒนาการเด็กในรูปแบบของกิจกรรมที่หลากหลายผ่านการเล่น ได้แก่

๕.๑ จัดกิจกรรมโดยคำนึงถึงตัวเด็กเป็นสำคัญ  จัดให้สอดคล้องกับอายุ  พัฒนาการ ความต้องการ  ความสนใจ และความแตกต่างระหว่างบุคคล

๕.๒  เปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัส  สำรวจ ค้นคว้า ทดลองสิ่งต่างๆรอบตัวด้วยตนเอง  โดยอยู่ในความดูแลของพ่อแม่ เหมาะสมกับธรรมชาติและพัฒนาการของเด็ก

๕.๓  จัดกิจกรรมพร้อมๆกับการเลี้ยงดูประจำวัน  โดยคำนึงถึงธรรมชาติ  และความต้องการของเด็ก

๕.๔ สนับสนุนให้เด็กมีโอกาสได้เล่นตามความสนใจที่เหมาะสมกับวัย             นั่งเล่นคนเดียว  และเล่นกับคนอื่น  ตลอดจนสร้างสรรค์จินตนาการกับงานศิลปะที่หลากหลาย

                         . จัดสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยเอื้อต่อการเรียนรู้ตามวัยของเด็ก  การจัดสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ทั้งภายในและภายนอกอาคารให้กับเด็กในลักษณะที่ส่งเสริมพฤติกรรมทางบวกและการเรียนรู้โดยยึดหลักความสะอาด  ปลอดภัย  ความมีอิสระที่เด็กจะได้เล่น หรือสำรวจภายในขอบเขตที่เหมาะสม มีการจัดของเล่นที่สร้างความสนใจให้เด็กได้เล่นสัมผัสหรือจับต้อง การจัดของเล่นหรืออุปกรณ์ให้อยู่ในที่ที่เด็กเอื้อมหยิบได้ถึง  ได้แก่

๖.๑ จัดสภาพแวดล้อมและบรรยากาศให้มีความอบอุ่นปลอดภัย  มีพื้นที่ว่างให้เด็กได้คืบ  คลาน  เดิน วิ่ง เคลื่อนไหว  อย่างอิสระ  โดยไม่เป็นอันตราย

๖.๒ จัดแยกพื้นที่สำหรับนอนพักผ่อนและรับประทานอาหารออกจากกัน  เพื่อสุขอนามัยและความสะอาด  มีการระบายอากาศที่ดี แสงสว่างพอเหมาะ  สภาพแวดล้อมไม่เป็นพิษ

๖.๓ ติดกระจกเงา ในที่ที่เด็กสามารถมองเห็นหรือสังเกตตนเองได้

๖.๔  ตกแต่งภาพหรือสิ่งต่าง ๆ ภายในห้องให้อยู่ในระดับสายตาของเด็ก

๖.๕   พื้นที่ห้องไม่ลื่น ทำด้วยวัสดุที่สะดวกต่อการทำความสะอาด

๖.๖ จัดของเล่นที่เหมาะสมกับวัยและพัฒนาการ  สำหรับสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยที่มีเด็กวัยเดียวกันหลายคน ของเล่นแต่ละชนิดควรมีจำนวน ๒ - ๓ ชิ้นเพื่อไม่ให้เด็กต้อง อดทน รอคอยนานเกินไป  และจะต้องเป็นของเล่นที่ปลอดภัยไม่มีอันตรายกับเด็ก สามารถล้างทำความสะอาดได้  มีขนาดใหญ่เกินกว่าที่เด็กจะกลืนลงคอได้

๖.๗  จัดของเล่นให้อยู่บนชั้นวางเตี้ยๆ  หรือที่ที่เด็กสามารถหยิบมาเล่นได้ด้วยตนเอง

๖.๘  จัดให้มีหนังสือภาพที่ทำด้วยกระดาษแข็ง  ขอบหนังสือมน ไม่มีเหลี่ยม

๖.๙  จัดให้เด็กแต่ละคนมีวัสดุอุปกรณ์   เครื่องนอน หรือเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนเป็นของตนโดยเฉพาะ

๖.๑๐ พื้นที่ภายนอกอาคารควรแยกจากเด็กอนุบาลที่โตกว่า  หรือสลับเวลาออกมาเล่น  มีที่ปีนป่ายเตี้ย ๆ  ให้เด็กได้เล่น

เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็ก  การอบรมเลี้ยงดูเด็กด้วยความรักความเมตตา            ใช้เหตุผลอย่างเสมอต้นเสมอปลายและแสดงออกต่อเด็กด้วยอารมณ์ที่มั่นคง จะช่วยให้เด็กเติบโต            มีจิตใจมั่นคง มีความเป็นตัวของตัวเอง พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กควรปฏิบัติต่อเด็ก ดังนี้

     ๗.๑ มีกริยาท่าทางอ่อนโยน ยิ้มแย้มแจ่มใสกับเด็กตลอดเวลา

     ๗.๒ ใช้คำพูดที่สุภาพ นุ่มนวล ไพเราะ ไม่เปรียบเทียบเปรียบเปรยหรือใช้        คำพูดที่ไม่เหมาะสมกับเด็ก

๗.๓  แสดงความรักต่อเด็กด้วยคำพูดหรือกริยาท่าทางที่อบอุ่นเป็นมิตร

            ๗.๔ พูดชมเชยหรือให้กำลังใจเด็กด้วยคำพูดหรือกริยาท่าทางที่บ่งถึงการยอมรับและเข้าใจในตัวเด็ก

            ๗.๕ แสดงอารมณ์มั่นคง ใจเย็น ไม่ใช้ความรุนแรงกับเด็กทั้งทางคำพูดและกริยาท่าทาง

สังเกตและติดตามการเจริญเติบโตและพัฒนาการเด็กอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ  การติดตามการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี  ควรมีการติดตามและประเมินทุกช่วงอายุ  พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กควรสังเกตและบันทึกการเจริญเติบโต พฤติกรรม และพัฒนาการด้านต่างๆของเด็ก  ในการสังเกตควรทำอย่างแนบเนียนเป็นธรรมชาติ  จึงจะได้เห็น   พฤติกรรมที่แท้จริง การรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรม  พัฒนาการ  และความสามารถของเด็กอาจทำได้หลายวิธี  ดังนี้

๘.๑  สังเกตพฤติกรรมทั้งที่แสดงออกทางวาจาและท่าทางการพูดคุยกับเด็ก         การเล่นกับเด็กในบางครั้ง  เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์จะต้องทำอย่างต่อเนื่องและบันทึกไว้เป็นหลักฐานอย่างสม่ำเสมอ ในสมุดบันทึกสุขภาพ (ของกรมอนามัย  กระทรวงสาธารณสุข)

๘.๒  ดูจากความพร้อมของเด็กด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และ สติปัญญา

๘.๓  สังเกตหรือพิจารณาจากผลงานของเด็ก

๘.๔  สอบถามจากพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็ก หากเป็นกรณีที่เด็กอยู่ใน                                       สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นประจำ

๘.๕  กำหนดคุณลักษณะที่พึงประสงค์  เป็นการกำหนดความคาดหวังที่จะเกิดกับเด็กหลังจากเด็กอายุครบ ๓ ปี 

                        การกำหนดจุดหมายหรือคุณลักษณะที่พึงประสงค์จะกำหนดโดยนำจุดหมายของ       หลักสูตรแกนกลางมากำหนดเป็นจุดหมายของหลักสูตรสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยโดยตรง และ           สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยอาจกำหนดคุณลักษณะที่พึงประสงค์เพิ่มขึ้นได้อีกด้วย คุณลักษณะที่พึงประสงค์ในหลักสูตรสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยทุกข้อ จำเป็นต้องนำมาวิเคราะห์และกำหนดตัวบ่งชี้และ                สภาพที่พึงประสงค์ในแต่ละช่วงอายุให้เห็นภาพชัดเจน  ดังตัวอย่างต่อไปนี้

 

ตัวอย่างการวิเคราะห์คุณลักษณะที่พึงประสงค์ (กำหนดตัวบ่งชี้และสภาพที่พึงประสงค์)

คุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่  ๑   ร่างกายเจริญเติบโตตามวัยและมีสุขภาพดี

ตัวบ่งชี้

สภาพที่พึงประสงค์

แรกเกิด - ๒  เดือน

- ๔ เดือน

- ๖ เดือน

- ๘ เดือน

- ๑๒ เดือน

๑๒ - ๑๘ เดือน

๑๘ - ๒๔ เดือน

๒๔ - ๓๐ เดือน

ตัวบ่งชี้ที่  ๑

     มีน้ำหนัก  ส่วนสูง  และเส้นรอบศรีษะตามเกณฑ์อายุ

-   น้ำหนักและส่วนสูงตามเกณฑ์

                                                                                                -   เส้นรอบศีรษะตามเกณฑ์

ตัวบ่งชี้ที่  ๒

  มีร่างกายแข็งแรง

มีภูมิต้านทานโรค   ไม่ป่วยบ่อย   ขับถ่ายเป็นเวลา   รับประทานอาหาร  นอนและพักผ่อนเหมาะสมกับวัย

หมายเหตุ  *      แรกเกิด – ๒  เดือน         หมายถึง   แรกเกิด   –  ๑  เดือน  ๒๙   วัน               ๘ - ๑๒        เดือน       หมายถึง        ๘    เดือน –  ๑๑    เดือน  ๒๙   วัน

                                    ๒ - ๔  เดือน          หมายถึง  ๒    เดือน – ๓  เดือน  ๒๙   วัน               ๑๒ - ๑๘     เดือน        หมายถึง      ๑๒   เดือน –  ๑๗    เดือน  ๒๙  วัน

                                    ๔ - ๖   เดือน           หมายถึง  ๔    เดือน – ๕  เดือน  ๒๙   วัน               ๑๘ - ๒๔     เดือน       หมายถึง     ๑๘    เดือน –  ๒๓    เดือน  ๒๙   วัน

                                    ๖ - ๘   เดือน          หมายถึง   ๖    เดือน – ๗  เดือน  ๒๙   วัน               ๒๔ - ๓๖     เดือน       หมายถึง     ๒๔   เดือน –  ๓๕    เดือน  ๒๙   วัน

คุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่  ๒   ใช้อวัยวะของร่างกายได้คล่องแคล่วประสานสัมพันธ์กัน

ตัวบ่งชี้

แรกเกิด ๒ เดือน

- ๔  เดือน

- ๖  เดือน

- ๘  เดือน

- ๑๒  เดือน

๑๒ - ๑๘  เดือน

๑๘ - ๒๔  เดือน

๒๔ - ๓๖  เดือน

ตัวบ่งชี้ที่ ๑

ใช้กล้ามเนื้อใหญ่ได้เหมาะสมกับวัย

  • § นอนคว่ำหันหน้าไปข้าง ๆ ได้
  • § นอนหงายพลิกตะแคงได้ 
  • § นอนคว่ำชันคอ  ๙๐  องศาได้
  • § จับยืนเหยียดขา

ยันพื้นได้

  • § นอนคว่ำยกศีรษะสูง
  • §ยันหน้าอกได้สูง
  • § นั่งได้  โดยต้องมีผู้ประคอง
  • § ยกศีรษะตั้งตรงขึ้น
  • § ลุกขึ้นนั่งเองได้
  • § คลานได้คล่อง
  • § นั่งตัวตรงได้
  • § เกาะยืน เกาะเดินได้ช่วงสั้น ๆ
  • § นั่งลงจากท่ายืนได้
  • § ลุกขึ้นยืนด้วยตนเอง
  • § เดินได้เอง
  • § ขึ้นบันไดโดยมีคนจูง
  • § เริ่มวิ่งได้
  • §กระโดดหยองแหยงได้
  • § เดินไปข้างหน้า
     

ข้าง ๆ เดิน          ถอยหลังได้

  • § เดินขึ้นบันได

โดยจับราว

  • § วิ่งช้าและหยุดได้ทันที และ

เริ่มวิ่งใหม่

  • § กระโดดด้วย

เท้า ๒ ข้าง

  • § ดึงหรือผลัก

สิ่งของขณะเดิน

  • § เดินถอยหลัง

นั่งเก้าอี้ได้

  • § เดินขึ้นบันไดได้เองโดยวางเท้าทั้ง ๒  ข้าง
  • § วิ่งคล่องขึ้น

แต่ไม่สามารถหยุดทรงตัวได้ ทันที

ตัวบ่งชี้ที่ ๒

ใช้กล้ามเนื้อเล็ก  และประสานสัมพันธ์มือ-ตา  ได้เหมาะสมกับวัย

  • § สบตา จ้องมอง

เห็นระยะ ๘-๑๒ นิ้ว

  • § มองตามวัตถุ

ที่เคลื่อนไหว

  • § มองตามสิ่งที่

ผ่านเร็ว ๆ ได้

  • § ใช้มือคว้าหยิบของได้ทันที
  • § เปลี่ยนมือถือของจากมือหนึ่งไปอีกมือหนึ่ง
  • § มองตามของตก
  • § จับของมากระทบกัน  ด้วยมือ ๒ ข้าง
  • § หยิบจับของ

ที่มีขนาดเล็กโดย          ใช้นิ้วหัวแม่มือ และนิ้วชี้

  • § หยิบของใส่ถ้วยและหยิบ ออกได้
  • § ใช้มือทั้ง ๒ข้าง

ทำงานคนละอย่างได้

  • § ก้มเก็บของที่

พื้นโดยไม่ล้ม

  • § ใช้ข้อมือ

หมุนมือ  ขณะหมุนสิ่งของ

  • § วางของเล่นหรือของซ้อนกันได้
  • § หยิบของ          ชิ้นเล็ก ๆได้
  • § จับดินสอแท่งใหญ่ได้ด้วยนิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือได้
 

คุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่  ๓          มีความสุขและแสดงออกทางอารมณ์ได้เหมาะสมกับวัย

ตัวบ่งชี้

แรกเกิด - ๒ เดือน

- ๔  เดือน

- ๖  เดือน

- ๘  เดือน

- ๑๒  เดือน

๑๒ - ๑๘  เดือน

๑๘ - ๒๔  เดือน

๒๔ - ๓๖  เดือน

ตัวบ่งชี้ที่ ๑

ร่าเริง  แจ่มใส

มีกิริยาท่าทางส่วนใหญ่อารมณ์ดี     ยิ้มแย้ม   หัวเราะง่าย   แววตามีความสุข

ตัวบ่งชี้ที่ ๒

แสดงออกทางอารมณ์ได้อย่างเหมาะสมกับวัย

  • มีกริยาพอใจ

เมื่อรู้สึกสบาย

  • § หยุดร้องไห้

เมื่อมีคนอุ้ม

  • § แสดงความต้องการทาง           สีหน้าได้
  • § ส่งเสียงแสดง

อารมณ์ต่าง ๆ

  • § แสดงอารมณ์

ตามความรู้สึก

  • § แสดงออกถึง

การรับรู้อารมณ์

ความรู้สึกของ

ผู้อื่น

  • § ผูกพันกับ

พ่อแม่ผู้ใกล้ชิด

  • § รู้จักความต้องการของ

ตนเอง   ทำตามใจตนเอง

  • § ติดบางคนเป็นพิเศษ
  • § โกรธเมื่อถูก

ขัดใจ

  • § ตัดสินทำอะไร

หรือไม่ทำอะไรด้วยตนเอง

  • § รู้จักแสดงความรักต่อผู้อื่น
  • § แสดงท่าทาง

พอใจ  เมื่อสามารถทำอะไรได้ด้วยตนเองหรือได้รับคำชม

ตัวบ่งชี้ที่ ๓

สนใจ  และมีความสุขกับธรรมชาติ  สิ่งสวยงาม  ดนตรี  และจังหวะการเคลื่อนไหว

ตอบสนองต่อธรรมชาติ  เสียงเพลง  จังหวะดนตรี และสิ่งสวยงามต่างๆอย่างสนุกสนาน   เพลิดเพลิน

คุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่  ๔   รับรู้และสร้างปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและสิ่งแวดล้อมรอบตัว

ตัวบ่งชี้

แรกเกิด - ๒ เดือน

- ๔  เดือน

- ๖  เดือน

- ๘  เดือน

- ๑๒  เดือน

๑๒ - ๑๘  เดือน

๑๘ - ๒๔  เดือน

๒๔ - ๓๖  เดือน

ตัวบ่งชี้ที่ ๑

ปรับตัวเข้ากับ             สิ่งแวดล้อมใกล้ตัวได้

  • § สะดุ้งหรือเคลื่อนไหว 

เมื่อได้ยินเสียง

  • § มีปฏิกิริยา

โต้ตอบด้วยการเคลื่อนไหว

ร่างกาย  เมื่อเห็นหรือได้ยินเสียง

สิ่งที่คุ้นเคย

  • § ยิ้มทักทาย  แสดงอาการดีใจ  เมื่อเห็นสิ่งที่        ตัวเองพอใจ
  • จำหน้าแม่และ

คนคุ้นเคยได้

  • § เริ่มกลัว           คนแปลกหน้า
  • § ขัดขืนเมื่อถูกบังคับในสิ่งที่ไม่อยากทำ
  • § กลัวคน        แปลกหน้าและสถานที่ใหม่ ๆ
  • § สะดุ้งหรือเคลื่อนไหว

เมื่อได้ยินเสียง

  • § แสดงความเป็นเจ้าของเมื่อถูกแย่งของเล่น
  • § หวงสิ่งของ

ของตน

  • § เริ่มคุ้นเคยกับคนอื่น
  • § เลือกของเล่น

ที่ชอบ

  • § แสดงความเป็น

เจ้าของ

  • ชอบการ       ออกไปเที่ยว   ไปเดินเล่นนอกบ้าน

-      

  • § กลัวตามสิ่งที่

ผู้ใหญ่กลัว

ตัวบ่งชี้ที่๒

เล่นและร่วมทำ       กิจกรรมกับผู้อื่นได้ตามวัย

  • ชอบให้มี          คนมาเล่นด้วย
  • § หัวเราะเสียงดัง

ดีใจ  เมื่อมี          คนมาเล่นด้วย

  • ยิ้มให้คนอื่น  ชอบเล่นกับคน
  • § เล่นกับผู้เลี้ยงดูใกล้ชิด
  • § เริ่มกลัวคนแปลกหน้า
  • § ชอบให้มีคน
 

มาเล่นด้วย

  • § ชอบเล่นจ๊ะเอ๋กับผู้เลี้ยงดูใกล้ชิด
  • § สนใจให้ผู้ใหญ่มาเล่นด้วย
  • § ชอบเล่น         ของเล่นคนเดียว
  • § ชอบเล่น          ของเล่นคนเดียว
  • § มักชอบดู         เด็กคนอื่นเล่นกัน
 

แต่ไม่ค่อยเข้าไป

เล่นด้วย

  • § รู้จักรอคอย
  • § รู้จักการขอ

และการให้

  • § เล่นรวมกับ       คนอื่นได้แต่         ต่างคนต่างเล่น

คุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่  ๕          ช่วยเหลือตนเองได้เหมาะสมกับวัย

ตัวบ่งชี้

แรกเกิด - ๒ เดือน

- ๔  เดือน

- ๖  เดือน

- ๘  เดือน

- ๑๒  เดือน

๑๒ - ๑๘  เดือน

๑๘ - ๒๔  เดือน

๒๔ - ๓๖  เดือน

 

ตัวบ่งชี้ที่ ๑

ทำกิจวัตรประจำวันด้วยตนเองได้ตามวัย

-

-

-

  • §
  • § เริ่มเลียนแบบท่าทาง
  • § เลียนแบบ       เสียงพูด
  • § เลียนแบบ
 

ท่าทาง

  • § เลียนแบบ        ท่าทาง
  • § เลียนแบบการขีดเขียนด้วย          สีเทียนหรือดินสอ
  • § เลียนแบบการกระทำง่ายๆของ ผู้ใหญ่ 
  • §เลียนแบบคำพูด

ที่ผู้ใหญ่พูด

  • § เลียนแบบการกระทำ                ผู้ใกล้ชิด หรือเด็กอื่น
  • § พยายามเลียนเสียงต่าง ๆ

ตัวบ่งชี้ที่ ๓

สำรวจโดยใช้ ประสาทสัมผัส

  • § จ้องมองสิ่งของเคลื่อนไหวหรือเครื่องแขวน           สีขาว-ดำ
  • § สนใจเล่นมือตนเองเอาเข้าปาก
  • § ชอบปัดวัตถุ

ที่มองเล่น

  • § ชอบมองสำรวจสิ่งของ
  • § อยากดู           อยากยื่นแขน ออกไปแตะวัตถุต่าง ๆ มากขึ้น
  • § ชอบสำรวจด้วยการเอาของเข้าปาก 
  • § สำรวจร่างกายตนเองและ           สิ่งต่าง ๆ  รอบตัว
  • § ชอบรื้อของ
  • § เอาของชิ้นเล็กใส่ภาชนะและ เอาออกได้
  • § สำรวจสิ่งที่         เกิดขึ้น
  • § ลองผิดลองถูกเพื่อแก้ปัญหา
  • § มองอย่างค้นหา
  • § สำรวจตามตู้ ลิ้นชัก ชั้นวางของ ตะกร้าผ้า
  • § ชอบเล่น ลาก ดึง ผลัก โยน
  • § ชอบวางรูปทรงลงช่อง
  • § สนใจ  ค้นหา สำรวจ            สิ่งต่าง ๆ
  • § ต่อภาพตัดต่อที่มีชิ้นส่วน   ๖-๘ ชิ้นได้
  • § ชอบละเลงสีด้วยมือ
           

 

แนวการจัดประสบการณ์สำหรับเด็กวัยทารก  (แรกเกิด - ๑ปี)

. รู้จักเด็กวัยขวบปีแรก

      .๑  ธรรมชาติของเด็กวัยขวบปีแรก 

                        เด็กวัยขวบปีแรกจะเจริญเติบโตเร็วมาก  เป็นอัตราการเติบโตที่เร็วที่สุดในชีวิต ทั้งร่างกาย  สมอง  สายตาและระบบประสาท  สมองเป็นอวัยวะที่สำคัญต่อพัฒนาการทุกส่วน       ทุกระบบในร่างกาย  การได้รับสัมผัสโอบกอดจากพ่อแม่  ดูดนมแม่ตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงแรก              หลังคลอดและบ่อยๆต่อเนื่องกัน จะกระตุ้นพัฒนาการของเด็ก     ตอบสนองความตื่นตัวของระบบประสาทอย่างมีคุณค่าที่สุด

                        เด็กวัยนี้ยังไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้  พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กต้องช่วยเลี้ยงดูและปกป้องอันตราย  เด็กวัยนี้ใช้การร้องไห้เพื่อแสดงความต้องการ  พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กต้องตอบสนองอย่างถูกต้องจะทำให้เด็กมีความสุขไปตลอดชีวิต

                  .๒  การเจริญเติบโตของเด็กวัยขวบปีแรก

หมายถึง  การเปลี่ยนแปลงเพิ่มขนาดของร่างกายและอวัยวะ  ซึ่งเกิดจากการเพิ่มจำนวนและขนาดของเซลล์และส่วนหล่อเลี้ยง และการเพิ่มจำนวนการเปลี่ยนแปลงส่วนสัด ดังนี้

                      ร่างกายน้ำหนักตัว          โดยประมาณ

แรกเกิดเฉลี่ย                  ๓  กิโลกรัม 

อายุ  ๕-๖ เดือน              ๖  กิโลกรัม        (๒  เท่าของน้ำหนักแรกเกิด)

อายุ  ๑๒  เดือน              ๙  กิโลกรัม        (๓ เท่าของน้ำหนักแรกเกิด)

ความยาวร่างกาย  วัดจากศีรษะถึงปลายเท้าในท่านอน

ทารกแรกเกิด      เท่ากับ ๕๐ เซนติเมตร

                        อายุ  ๖  เดือน     ยาวประมาณ       ๖๕  เซนติเมตร

                        อายุ  ๑๒  เดือน  ยาวประมาณ       ๗๕  เซนติเมตร

ความยาวของเส้นรอบศีรษะ  แสดงการเติบโตของสมอง  วัดเหนือคิ้ว

                        แรกเกิด             ยาวประมาณ       ๓๕  เซนติเมตร

                        อายุ ๔-๕ เดือน   กระหม่อมหลังปิดอย่างช้าไม่เกิน ๔ เดือน

                        อายุ ๑ ปี            เส้นรอบศีรษะเพิ่มขึ้นอีกปีละ ๑ ซม.

                        ๑ ปีครึ่ง             กระหม่อมหน้าปิดอย่างช้าไม่เกิน ๑ ปีครึ่ง

                        ๒-๕  ปี             เส้นรอบศีรษะเพิ่มขึ้นอีกปีละ ๑ ซม.         

ฟันน้ำนม

                        ส่วนใหญ่เริ่มมีฟันหน้าขึ้นเมื่ออายุ  ๖-๘  เดือนและจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนครบ       ๒๐ ซี่ เมื่ออายุประมาณ  ๒ ปี    ๖ เดือน 

.๓  พัฒนาการ

เด็กวัยขวบปีแรกมีความเปลี่ยนแปลงด้านความสามารถในการทำหน้าที่ของอวัยะต่างๆ ตั้งแต่ระดับง่ายจนยากขึ้น  มีทักษะ และปรับตัวต่อสิ่งแวดล้อมดีขึ้น ดังนี้

                        อายุ  ๑  เดือน     สบตา  จ้องหน้าแม่

                        อายุ  ๒  เดือน    คุยอ้อแอ้  ยิ้ม  ชันคอในท่าคว่ำ

                        อายุ  ๓  เดือน     ชันคอได้ตรงเมื่ออุ้มนั่ง  ส่งเสียงโต้ตอบ

                        อายุ  ๔  เดือน     พยายามคว้าของเล่น  หัวเราะเสียงดัง  ชูคอตั้งขึ้นในท่าคว่ำ 

ยิ้มทักทายแสดงอาการดีใจเมื่อเห็นสิ่งที่ตัวเองพอใจ

                        อายุ  ๕  เดือน     สามารถคืบ  พลิกคว่ำ  พลิกหงาย

                        อายุ  ๖  เดือน     คว้าของมือเดียว  หันหาเสียงเรียกชื่อ  ส่งเสียงโต้ตอบ

                        อายุ  ๗  เดือน     นั่งทรงตัวได้เอง  เปลี่ยนสลับมือถือของได้

                        อายุ  ๘  เดือน     มองตามของตก  กลัวคนแปลกหน้า

                        อายุ  ๙  เดือน     เข้าใจเสียงห้าม เล่นจ๊ะเอ๋  ตบมือ  นั่งได้มั่นคง  คลานได้ 

ใช้นิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือหยิบของชิ้นเล็กได้

อายุ  ๑๐  เดือน   เหนี่ยวตัว เกาะยืน เกาะเดิน ส่งเสียงต่าง ๆ เช่น  หม่ำ  หม่ำ  จ๋า  จ๊ะ

                        อายุ  ๑๒  เดือน  ตั้งไข่  พูดได้เป็นคำมีความหมาย เลียนเสียงพูด  ทำท่าทาง 

ทำตามคำสั่งง่าย ๆ ได้

.๔   พื้นฐานอารมณ์

              เป็นการแสดงออกทางอารมณ์และการตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมของเด็กแต่ละคนสามารถแยกได้เป็น  ๓  กลุ่มใหญ่ คือ

                        ๑.๔.๑  เด็กเลี้ยงง่าย  เป็นเด็กที่ปรับตัวง่าย  ยิ้มทักทายคนแปลกหน้า

                        ๑.๔.๒  เด็กเลี้ยงยาก  เป็นเด็กที่ปรับตัวได้ไม่ดีต่อความเปลี่ยนแปลง

                        ๑.๔.๓ เด็กที่เลี้ยงยากในระยะต้น  เป็นเด็กที่ปรับตัวยากในระยะแรกและสามารถปรับตัวได้เองในระยะต่อไป

                        การรู้จักพื้นฐานอารมณ์ของเด็ก  ทำให้พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กสามารถปรับวิธีเลี้ยงดูให้สอดคล้องและมีความมั่นใจในการตอบสนองเด็กได้ดีขึ้น


. กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพอนามัยของเด็ก(แรกเกิด- ๑ ปี

กิจกรรม

ประโยชน์

. การให้นมและอาหารตามวัย

.๑   การให้นม เริ่มให้นมแม่ทันทีหลังคลอดภายในครึ่งชั่วโมง โดยให้นมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย ๔  เดือนเต็ม  ขณะให้นมแม่ควรปฏิบัติ ดังนี้

๑.๑.๑ ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำสุกเช็ดรอบบริเวณเต้านม

๑.๑.๒ ส่งเสียงโต้ตอบหากลูกร้องหิวนม ให้ลูกรู้ว่ากำลังจะให้นมในไม่ช้า

๑.๑.๓ อุ้มลูกในท่าที่สบายอยู่ในวงแขนแนบลำตัวให้ปากลูกอยู่ในระดับ

           พอดีกับหัวนมแม่      

๑.๑.๔ เปลี่ยนข้างให้นม หากน้ำนมไม่พอ

๑.๑.๕ อุ้มลูกพาดบ่าหลังให้นม เพื่อให้เรอ

     .๒ การให้อาหาร เริ่มให้อาหารอื่นที่ไม่ใช่นม ทารกจะได้เรียนรู้การกินอาหารชนิดใหม่ ๆ และเป็นช่วงฝึกหัดพัฒนาการกินที่ดีได้ตั้งแต่ระยะนี้  โดยประกอบอาหารที่เหมาะสมกับความต้องการของวัยและถูกหลักโภชนาการ ดังนี้

          น้ำนมแม่  ประกอบด้วยสารอาหารครบถ้วนสำหรับเด็ก คือ น้ำตาล          ไขมันโปรตีน วิตามิน และเกลือแร่ น้ำนมแม่ย่อยง่ายทำให้เด็กสามารถ      นำไปใช้ในการเจริญเติบโตได้ง่ายและ ป้องกันเด็กจากโรคติดเชื้อ

          อาหาร ๕ หมู่ ประกอบด้วย สารอาหารคาร์โบไฮเดรต  โปรตีน        ไขมัน เกลือแร่ และวิตามิน   โดยอาหาร ๕ หมู่มีประโยชน์ต่อร่างกาย คือ

หมู่ที่  ๑      เสริมสร้างและซ่อมแซมร่างกาย

หมู่ที่ ๒,   ให้พลังงาน

หมู่ที่ ๓,    ควบคุมการทำงานในร่างกายให้ปกติ


กิจกรรม

ประโยชน์

  • ๔ เดือนขึ้นไป

ควรเริ่มให้ข้าวบดผสมน้ำแกงจืดเล็กน้อย เพื่อให้กลืนง่ายประมาณ ๑ ช้อนชาหรือในปริมาณที่ทารกจะรับได้ก่อน เมื่อทารกยอมรับและคุ้นเคยกับอาหารนี้แล้วประมาณ ๑  สัปดาห์ เพิ่มไข่แดงต้มสุกสลับกับตับต้มสุกบดผสมกับข้าว และสลับกับกล้วยน้ำว้าสุกครูดเฉพาะเนื้อกล้วยในบางมื้อ

          ช่วยให้ทารกได้รับโปรตีนและพลังงานเพียงพอ  ไม่เกิดการขาด                   สารอาหาร

  • ๕ เดือน

เพิ่มเนื้อปลาต้มสุกบดสลับกับไข่แดงหรือตับและควรใส่ผักใบเขียวต้มสุกบดสลับกับฟักทอง  มะเขือเทศ หรือแครอทบดผสมไปด้วยกัน

-          ปลาเป็นอาหารย่อยง่ายและเป็นแหล่งโปรตีนชั้นนำ  เพื่อเสริมสร้างความเจริญเติบโต

          - ผักใบเขียว มีวิตามินเอมาก

  • ๖ เดือน

ให้ทารกกินอาหารต่างๆเช่นเดียวกับเดือนก่อนๆสลับกันไป และควร         เริ่มหัดให้กินผลไม้สุกนิ่มๆ ตามฤดูกาล  เช่น  ส้ม  มะละกอ  มะม่วง และควรฝึกให้ทารกกินอาหารเวลาเดียวกันในแต่ละวัน

          ช่วยให้ทารกกินอาหารเป็นเวลา และสามารถพัฒนามาเป็นการกินอาหารเป็นมื้อได้ง่ายขึ้น

 

กิจกรรม

ประโยชน์

  • ๗   เดือน 

        ควรให้อาหารชนิดใหม่ ๆ ที่ข้นขึ้นและหยาบขึ้น เช่น เนื้อสัตว์ต่างๆ  สับเป็นชิ้นเล็ก ๆ ให้กินทั้งไข่แดงและไข่ขาวสลับกับอาหารอื่น ๆ หลากหลายชนิด เป็นอาหารหลักได้ ๑ มื้อ  เพราะระยะนี้ทารกจะเริ่มมีฟันขึ้น และ             กระเพาะอาหารสร้างน้ำย่อยได้แล้ว

           ทารกได้บริหารเหงือก และหัดใช้ฟันที่กำลังขึ้นในการขบเคี้ยวอาหาร

  • -๑๒   เดือน

       ควรหาอาหารที่ไม่เหนียวหรือแข็งจนเกินไปให้ถือกินเอง เช่น ฟักทองนึ่ง  มันต้ม แตงกวา  แครอทนึ่งหรือผลไม้สุกเป็นอาหารว่าง จนกระทั่งกินได้       ๒ มื้อ  และ ๓  มื้อตามลำดับ

           ทารกจะมีพัฒนาการในการใช้มือมากขึ้นอยากหยิบ  จับหรือถืออาหารใส่ปากเอง

. การดูแลสุขภาพและสุขอนามัย

     ทารกแรกเกิดยังมีภูมิต้านทานโรคต่ำ จึงต้องการสภาพแวดล้อมที่สะอาด

           เพื่อให้เด็กเติบโตมีสุขภาพแข็งแรง

      .๑  การทำความสะอาดร่างกาย

         ๒.๑.๑ หลังการขับถ่ายทุกครั้ง ควรเปลี่ยนผ้าอ้อม  ทำความสะอาดด้วยสำลีชุบน้ำเช็ดให้สะอาด การเช็ดอวัยวะเพศของเด็กหญิง ควรเช็ดจากด้านหน้าลงไปทางด้านหลัง  สำหรับเด็กผู้ชายควรขยับหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศล้างทำความสะอาด

           -   เพื่อไม่ให้สิ่งสกปรกย้อนกลับ

           -   เพื่อป้องกันการหมักหมมและติดเชื้อ

 

กิจกรรม

ประโยชน์

       ๒.๑.๒   ควรอาบน้ำให้เด็กอย่างน้อยวันละ ๒ ครั้ง ตามเวลาเป็นประจำ           

น้ำไม่ควรร้อนหรือเย็นจนเกินไป  ขณะอาบน้ำควรพูดคุยให้เด็กรู้จักส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

       ๒.๑.๓  ควรทำความสะอาดสะดือเด็กแรกเกิด ประมาณ ๑-๒ สัปดาห์ หรือจนกว่าสะดือจะหลุด โดยใช้สำลีเช็ดรอบ ๆ สะดือให้แห้ง แล้วใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดขอบและก้นสะดือให้ทั่ว

       ๒.๑.๔  ทำความสะอาดตา  หู และจมูก โดยใช้สำลีหรือผ้านุ่มที่สะอาดชุบน้ำสะอาดเช็ดเบา ๆ

       ๒.๑.๕  ตัดเล็บมือให้สั้นอยู่เสมอ

          - เพื่อให้เด็กเรียนรู้ว่าเวลาไหนต้องทำอะไร และทำให้เด็กรู้จักส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

          - เพื่อไม่ให้สะดือแฉะ  สะดือจะได้หลุดเร็วขึ้น

          - ทารกจะสบายตัว สดชื่น

          - เล็บมือจะไม่ขีดข่วนหน้าและเนื้อตัวทารก

      .๒ การดูแลช่องปากและฟัน

              ทำความสะอาดช่องปากให้เด็กทารกที่เริ่มกินนมผสม และอาหารตามวัยเมื่ออายุ  ๔  เดือนขึ้นไป โดยใช้ผ้าสะอาดพันรอบนิ้วชี้  ชุบน้ำต้มสุกเช็ดเหงือก กระพุ้งแก้ม  ลิ้น เพดานให้ทั่วทั้งปาก อย่างน้อยวันละ  ๑  ครั้ง เวลาอาบน้ำให้เด็ก

          - ทำให้ช่องปากสะอาดและช่วยกระตุ้นเหงือกเพื่อเตรียมการงอก     ของฟัน

 

กิจกรรม

ประโยชน์

      .๓  การดูแลของใช้สำหรับเด็ก

๒.๓.๑ ควรแยกซักเสื้อผ้าของเด็ก  โดยใช้ผงซักฟอกชนิดอ่อนหรือ                  น้ำยาซักผ้าเด็ก

๒.๓.๒ทำความสะอาดเบาะที่นอนเป็นประจำ เปลี่ยนผ้าปูที่นอนทุกครั้งที่เด็กทำเปื้อน ซักให้สะอาดและตากให้แห้ง

๒.๓.๓ ตรวจสอบของเล่นไม่ให้ชิ้นส่วนแตกหักเสียหาย ไม่มีส่วนแหลมคม หรือกระเทาะหลุด 

     เพื่อสุขอนามัยและความปลอดภัยของทารก

   

.๔  การพาเด็กไปรับการตรวจสุขภาพและฉีดวัคซีนป้องกันโรค

   ต้องพาเด็กไปตรวจสุขภาพและรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคเป็นระยะ ๆ ตามกำหนด

       เพื่อสุขภาพและความปลอดภัยของทารก

. การพักผ่อน

     เด็กแรกเกิดมีเวลาตื่นและเวลานอนไม่แน่นอน ร่างกายโดยเฉพาะสมองต้องใช้เวลาในการปรับตัว   และเรียนรู้ความแตกต่างของช่วงกลางวันและกลางคืน ใน  ๒-๓ เดือนแรก  เด็กจะตื่นทุก ๓-๔  ชั่วโมง เพื่อดูดนม และมักนอนหลังอิ่ม  มีช่วงเวลาตื่นมาเล่นไม่กี่ชั่วโมง การนอนจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับเด็ก  เด็กควรได้นอนอย่างมีความสุขและปลอดภัย โดยให้นอนกางมุ้งในที่ที่อากาศถ่ายเท

      เพื่อสุขภาพของทารก

 

กิจกรรม

ประโยชน์

ไม่มีเสียงรบกวน ที่นอนต้องสะอาด  เด็กตั้งแต่อายุประมาณ  ๔ เดือนเป็นต้นไป จะค่อย ๆ นอนกลางคืนนานขึ้น ส่วนมากจะนอนยาวตลอดคืน โดยไม่ตื่นกลางดึก เมื่ออายุ  ๙  เดือน ถึง ๑ ปีความต้องการการนอนของเด็กแต่ละคนจะแตกต่างกันได้บ้าง  โดยเฉลี่ยจะแบ่งตามช่วงอายุและช่วงเวลานอนได้ดังนี้ คือ

 

อายุ

เวลานอนหลับ

(ชั่วโมง/ วัน)

ลักษณะการนอน

แรกเกิด – ๒ เดือน

      ๒ – ๑๐   เดือน

     ๑๐ – ๑๒  เดือน

๑๖ – ๑๘

๑๔ -๑๖

๑๔ - ๑๖

-  หลับช่วงสั้น ๆ  หลายรอบ

-  นอน ๒ – ๓ ช่วง  ทั้งกลางวันและกลางคืนกลางคืนจะนอนในช่วงยาวขึ้น จนหลับได้ตลอดคืน

ท่านอนที่เหมาะสม  ควรให้เด็กนอนตะแคงหรือนอนหงายไม่ควรนอนคว่ำ  เพราะจะทำให้เด็ก      อึดอัด  หายใจไม่สะดวก  และที่นอนต้องไม่นิ่มจนเกินไป

 เพื่อความปลอดภัยของทารก

.กิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กวัยแรกเกิด ๑  ปี

กิจกรรมการเรียนรู้

กิจกรรม

สื่อ

ประโยชน์

แรกเกิด- ๒ เดือน

   ๑. สบตาพูดคุยกับเด็ก เอียงหน้าไปมาให้เด็กมองตาม

   ๒. อุ้มเด็กให้มองเห็นสิ่งต่าง ๆ รอบตัว

   ๓.อุ้มและโอบกอดเด็กด้วยสัมผัสที่นุ่มนวล

   ๔.สนองตอบความต้องการของเด็กเมื่อเด็กร้องไห้ไม่สบายตัว

   ๕. พูดคุยกับเด็ก  รอคอยให้เด็กออกเสียงตาม

   ๖.หาของเล่นที่เหมาะสม เช่น แขวนโมบายให้เด็กดู

   ๗. เล่นกับมือของเด็กเอง เช่น ขยำนิ้วมือเล่น

   ๘. ทำเสียงต่าง ๆ และร้องเพลงให้เด็กฟัง

   ๙.เล่นกับเด็กโดยใช้ของเล่นสีสดใส

- ตัวพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็ก

- โมบายแขวน

-เทปเพลง

- ของเล่นที่มีสีสันสดใส

- ของเล่นที่มีเสียง

ฝึกการใช้สายตา  กระตุ้นประสาทสัมผัสและ

การรับรู้เรื่องเสียง

 

กิจกรรมการเรียนรู้

กิจกรรม

สื่อ

ประโยชน์

-๔  เดือน

๑. ร้องเพลง  พูดคุยโต้ตอบกับเด็กด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

๒. วางของเล่นที่อ่อนนุ่ม สีสด ดำ-ขาว และแดงวางไว้ข้างตัวเด็ก

๓.  เล่นกับเด็ก  เช่น  จ๊ะเอ๋

๔.  เขย่าของเล่นที่มีเสียงหรือเมื่อบีบมีเสียงให้เด็กสนใจ

๕.  อุ้มเด็กให้มองกระจก

๖.ให้เด็กหยิบสิ่งของต่าง ๆ ด้วยมือ

๗.  เล่นกับเด็กโดยชูของเล่นให้เด็กไขว่คว้า

๘.  แขวนของเล่นที่มีสีสดใสและมีเสียงไว้ให้ดูในระยะ            

      ๘–๑๐ นิ้ว

-      ของเล่นที่ทำด้วยผ้า

-      เกมจ๊ะเอ๋   หน้ากาก

- ของเล่นที่มีเสียง

- กระจกเงา

- ของเล่นหลากหลายชนิด  ที่มีสีสดใส

- ของเล่นแขวนโมบาย

     กระตุ้นการใช้สายตากับการใช้มือให้สัมพันธ์กัน        ดีขึ้น  ฝึกการฟังเสียง การสัมผัส

 

กิจกรรมการเรียนรู้

กิจกรรม

สื่อ

ประโยชน์

-๖  เดือน

๑.   หาสถานที่โล่งให้เด็กเคลื่อนไหว

๒. ของเล่นสีสดใส  มีเสียงเมื่อเขย่าให้เด็กหยิบจับและคืบไปหา ชมเชยเมื่อเด็ก

      ทำได้ - พูดคุยกับเด็กด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

๓.  กระตุ้นให้เด็กหัวเราะ พูดคุย ทำเสียงสูง ๆ ต่ำ ๆ  โดยทำสีหน้าแตกต่างกัน

๔.  ร้องเพลง/เปิดเพลงให้เด็กฟัง

๕.  ปล่อยให้เด็กได้คลาน นั่งเล่นเอง โดยมีผู้เลี้ยงดูคอยระวังอยู่ข้างหลัง

๖.   กลิ้งของเล่นให้เด็กมองตาม

๗.  ให้เด็กเล่นถ่ายของจากมือหนึ่งไปอีกมือหนึ่ง

๘.  เล่นของเล่นที่มีพื้นผิวหลากหลาย

๙.   เล่นเกมจ้ำจี้  แมงมุม ตบมือ ฯลฯ

๑๐.  เล่นของเล่นลอยน้ำ

๑๑.  เล่นปูไต่

- กรุ๋งกริ้ง

- เทปเพลง

- ของเล่นที่รูปทรงกลิ้งได้ เช่น  ลูกบอล

- ของเล่นที่มีพื้นผิวแตกต่างกัน เช่น     

   หยาบ แข็ง นิ่ม ลื่น ฯลฯ

- ของเล่นที่ลอยน้ำได้

ฝึกการใช้มือ นิ้วมือ  การสัมผัส            ฝึกสังเกต  ฟังเสียง

 

กิจกรรมการเรียนรู้

กิจกรรม

สื่อ

ประโยชน์

-๘  เดือน

๑.   อุ้มน้อยลง ให้เด็กนั่งเล่น  คลาน หยิบจับของด้วยตนเอง

๒. ให้โอกาสเด็กช่วยเหลือตนเอง

๓.  พาเด็กออกเดินนอกบ้าน ชี้ชวนให้เด็กรู้จักชื่อ

๔.  สิ่งต่าง ๆ รอบตัว บอกชื่อสิ่งต่าง ๆ ด้วยคำพูดสั้น ๆ

๕.  ของเล่นประเภทเคาะ เขย่า ของเล่นหยิบเข้า-ออกจากกล่องได้

๖.  เปิดเพลงให้เด็กโยกตัวตามจังหวะดนตรี

๗.  ชวนเด็กเล่นจับปูดำ ชวนหาของซึ่งกลิ้งลับตา

๘.  ให้ยางหรือผัก ผลไม้ ชิ้นโต ๆสำหรับกัด

๙.   เล่นซ่อนหา

๑๐.เล่นกับเงาตัวเองในกระจก

๑๑.อ่านหนังสือให้เด็กฟัง

-          เทปเพลง

-           แตงกวา   ฝรั่ง มะละกอ

-          เกมซ่อนหา

-          กระจก

-          หนังสือ รูปภาพ

ฝึกการสังเกต  การฟังเสียง  การเคลื่อนไหว                  การใช้มือและนิ้วมือให้คล่องแคล่ว

 

กิจกรรมการเรียนรู้

กิจกรรม

สื่อ

ประโยชน์

-๘ เดือน (ต่อ)

๑๒.    ดูรูปภาพสิ่งของที่คุ้นเคย

๑๓.    ให้เด็กหยิบจับของเล่นที่มีขนาดแตกต่างกัน

๑๔.    เรียกชื่อเด็กเพื่อกระตุ้นให้เด็กมาหาและชมเชยเด็กใน

         ความสำเร็จ เช่น โอบกอดตบมือ

๑๕.    พูดกับเด็กด้วยคำสั้น ๆ เสียงชัดเจน

๑๖.     ให้เด็กฉีกกระดาษ และขยำกระดาษ

๑๗.     เคาะจังหวะ ทำเสียงกระทบกัน

-          ของเล่นที่มีรูปทรงและขนาด     แตกต่างกัน

-          กระดาษ

-          เครื่องเคาะจังหวะ

 

-๑๒  เดือน

๑.   จัดหาสถานที่โล่งกว้าง ปลอดภัย จัดโต๊ะ เก้าอี้ที่แข็งแรง     

     มั่นคงให้เด็กเกาะยืน เกาะเดิน

๒. เล่นตบมือ จ๊ะเอ๋ ร้องเพลงกับเด็กชมเชยเมื่อเด็กทำได้

๓.  จัดหาหนังสือรูปภาพสีสดใสให้เด็กเปิดเล่นดูภาพ ชี้ชวนให้

      ดูภาพ เล่านิทาน

-           หนังสือ  รูปภาพ

ฝึกการใช้นิ้วมือ  การใช้สายตาและมือให้สัมพันธ์           การสังเกต  การเคลื่อนไหว  การใช้ภาษา

 

กิจกรรมการเรียนรู้

กิจกรรม

สื่อ

ประโยชน์

-๑๒  เดือน (ต่อ)

๔.     จัดหาของเล่นที่เหมาะสม ปลอดภัยมีขนาดไม่เล็กมาก เช่น บล็อกไม้ /  

       พลาสติก ตุ๊กตาผ้านุ่ม กล่องหยอดรูปทรงต่าง ๆ ของเล่นไขลานเดินได้      

       รถหรือกล่องกระดาษที่มีเชือกลากเดินได้

๕.     ให้หยิบของด้วยนิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือ

๖.      เล่นตบแผละ

๗.     ให้เด็กเล่นเลียนแบบ เช่น พูดโทรศัพท์

๘.     ให้เด็กมีส่วนร่วมในการแต่งตัว

๙.      พูดคุยหรือบอกเหตุผล เมื่อเด็กทำผิดและชมเชยเมื่อเด็กทำถูก

๑๐.  พูดคำสั่งง่าย ๆ เช่น คำว่า กิน ไป  ฯลฯ

๑๑.  พูดคำที่มีความหมายในชีวิตประจำวัน  เช่น  พ่อ แม่ ข้าว ฯลฯ

๑๒.สอนร้องเพลง คำคล้องจองง่ายๆ 

๑๓.  บอกสัญลักษณ์ง่าย ๆ ที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน

-          บล็อก  ตุ๊กตาผ้านุ่ม กล่องหยอดรูปทรง  ของเล่นไขลาน รถ กล่องกระดาษที่มีเชือกลากเดินได้

-          ของเล่นจำลองที่เหมือนจริง

-          เสื้อผ้า

-          เพลง  คำคล้องจอง

-           ป้ายสัญลักษณ์ต่าง ๆ

 


. ข้อควรปฏิบัติและไม่ควรปฏิบัติในการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ๑ ปี

.๑  ข้อที่ควรปฏิบัติ

พฤติกรรมที่ควรทำ

ถ้าทำจะเกิดผลดี

  • อุ้มเด็กพาดบ่าหลังดื่มนมทุกครั้ง
  • อุ้ม กอด จูบ เด็กทุกครั้งด้วยสัมผัสที่นุ่มนวลอบอุ่น มั่นคง ไม่รัดแน่นจนเด็กอึดอัด
  • อุ้มเด็กหยอกล้อ ให้เวลาคุย เล่นของเล่นที่ปลอดภัยและเหมาะสมกับเด็ก
  • เปลี่ยนเกม / ของเล่นชิ้นใหม่ เมื่อเด็กเบื่อแล้ว (ของเล่นชิ้นใหม่อาจเป็นของใช้ภายในบ้านที่เหมาะสมกับวัย สะอาดปลอดภัย)
  • เด็กท้องไม่อืด
  • เด็กมีความสุข อบอุ่น มั่นใจ และสบายใจ
  • ทำให้เด็กสนใจมองสิ่งแวดล้อม กระตุ้นการเรียนรู้ของเด็ก  เด็กสนใจภาษา รู้วิธีสื่อความหมาย
  • เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งของ คน และสิ่งต่าง  ๆ  เพิ่มขึ้น
  • พ่อแม่และบุคคลในครอบครัวช่วยเลี้ยงดูและเล่นกับเด็ก
  • เด็กมีความสุขสนุกสนานเพลิดเพลินและเป็นการเรียนรู้ ความรู้สึก/ พฤติกรรมของพ่อแม่และบุคคลในครอบครัว
  • เด็กมีความใกล้ชิดและผูกพันกับพ่อแม่
  • เด็กได้รับความรัก ความสนใจจากบุคคลในครอบครัว
 
   

   

.๒  ข้อที่ไม่ควรปฏิบัติ

พฤติกรรมที่ไม่ควรทำ

ถ้าทำจะเกิดผลเสีย

  • ผู้เลี้ยงโมโหง่าย  โกรธง่าย
  • ปล่อยให้เด็กร้องไห้นาน  ๆ
  • ใช้โทรทัศน์เลี้ยงเด็ก
  • เปลี่ยนคนเลี้ยงดูบ่อย  ๆ
  • ปล่อยเด็กเล็ก ๆ ให้บุคคลอื่นเลี้ยงตลอดเวลา
  • แกล้ง / แหย่ / กระตุ้นเด็กมากเกินไป (ตามความพอใจของผู้ใหญ่)
  • ทำให้เด็กกลัวขาดความมั่นใจในตัวเอง
  • เด็กจะกลายเป็นเด็กหงุดหงิด โมโหร้าย
  • เด็กจะขาดโอกาสเรียนรู้และโต้ตอบกับผู้คนและสิ่งแวดล้อม
  • เด็กพูดช้าและไม่เข้าใจภาษา เพราะขาดโอกาสเรียนรู้การสื่อภาษาอย่างมีความหมาย
  • พัฒนาการด้านร่างกายและการกระทำต่าง  ๆ ล่าช้ากว่าเด็กอื่น เพราะต้อง   นั่งนิ่ง ๆ  อยู่หน้าโทรทัศน์นาน ๆ ไม่ได้ทำกิจกรรมอื่น ๆ
  • เด็กอาจเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมจากโทรทัศน์
  • เด็ดขาดความมั่นใจเพราะกลัวถูกทอดทิ้ง  ส่งผลต่อบุคลิกภาพใน            วันข้างหน้า
  • ทำให้เกิดปัญหาในการสร้างความผูกพันกับบุคคลอื่น
  • เด็กไม่ได้ใกล้ชิด อาจไม่ผูกพันกับพ่อแม่
  • เด็กอาจเป็นโรคขาดสารอาหาร (ได้รับสารอาหารไม่ถูกต้อง)
  • เด็กตกใจ นอนละเมอ ร้องกวน
  • เด็กมีปมด้อย ขาดความมั่นใจในตนเองหากนำจุดด้อยมาเย้าแหย่ไปจนโต
 

 

พฤติกรรมที่ไม่ควรทำ

ถ้าทำจะเกิดผลเสีย

  • ให้กล้วย ข้าวย้ำ (อาหารที่ผู้ใหญ่ช่วยเคี้ยวแล้วป้อนให้เด็กกิน)  และอาหารอื่น  ๆ  ก่อนอายุ ๔ เดือน
  • กินนมข้นหวานแทนนมแม่ / นมผสม
  • นำใบพลูไปอังไฟให้ร้อนแล้วแนบลูกอัณฑะเพื่อลดขนาดในเด็ก            เดือนแรก ๆ
  • พูดช้า แก้โดยเอาตัวเขียดตีปาก
  • ควักถุงลิง โดยใช้เข็มแทง

      (ถุงลิงเกิดจากเด็กขาดสารอาหาร ผอมจนเหลือแต่ก้อนไขมันเล็ก ๆ              ตรงกระพุ้งแก้ม ดูคล้ายหน้าลิง การควักถุงลิงออกจึงไม่ใช่การแก้ปัญหา)

  • ใช้ผ้าอ้อมเปียกฉี่เช็ดลิ้นเพื่อไม่ให้เกิดฝ้าขาว
  • เด็กปวดท้อง ท้องอืด อาหารไม่ย่อยเนื่องจากน้ำย่อยในกระเพาะอาหารยังไม่พร้อมที่จะทำงาน
  • เด็กติดเชื้อโรคจากผู้ใหญ่
  • เด็กขาดสารอาหาร โปรตีนและสารอาหารอื่น ได้รับแต่น้ำตาล
  • อุจจาระร่วง อาจถึงตายได้
  • เจ็บป่วยได้ง่าย
  • ทำให้บาดเจ็บ
  • เป็นหมัน
  • เด็กอาจกลัวสัตว์ประเภทนี้ไปจนโต
  • เด็กอาจติดเชื้อโรค
  • ติดเชื้อโรคจากเครื่องมือ
  • เด็กติดเชื้อโรคจากผ้าอ้อม
 

 

แนวการจัดประสบการณ์สำหรับเด็กวัยเตาะแตะ(อายุ ๑-๓ ปี)

๑  รู้จักเด็กวัย  ๑-๓  ปี

               .๑  ธรรมชาติของเด็กวัย  ๑-๓  ปี

                        เด็กวัย  ๑-๓  ปี  ร่างกายจะเจริญเติบโตเร็วมาก  มีความสามารถในการเคลื่อนไหวแขน ขา   เดินและวิ่งได้   การมองเห็นดีขึ้น   แต่ยังช่วยเหลือป้องกันตัวเองไม่ได้  สนใจสิ่งใหม่ๆ รอบตัว  ช่างสำรวจและรื้อค้น  มีความต้องการของตนเองมาก   แต่ยังสื่อภาษาได้จำกัด  จึงแสดงอารมณ์ด้วยการร้องไห้  หรือปฏิเสธ ต่อต้านมากกว่าขวบปีแรก  พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กจึงควรให้โอกาสเด็กช่วยเหลือตนเอง  สอนด้วยการทำแบบอย่าง และชักชวนแทนการขู่บังคับ

  • อายุ  ๑ ๑ ปี  ๖  เดือน

      เป็นวัยกลัวการอยู่คนเดียว  กลัวคนแปลกหน้าและกลัวความมืด พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กไม่ควรขู่ หรือลงโทษให้เด็กอยู่คนเดียว

  • อายุ  ๑  ปี  ๖  เดือน ๒ ปี

                        เป็นวัยชอบสำรวจ  ชอบเลียนแบบ  พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กต้องสอนให้เด็กรู้จักพึ่งตนเองให้กำลังใจ  ชมเชย

  • อายุ  ๒  ปี ๓  ปี

                        เป็นวัยที่ชอบปฏิเสธและต่อต้านเมื่อถูกบังคับ  ช่วยเหลือตนเองได้หลายอย่าง  ช่างซัก ช่างถาม ช่างจำ  ชอบเล่นกับเพื่อน มักจะแย่งของและทะเลาะกัน   พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กจึงควรสอนเด็กให้รู้จักการให้และการรับ  ให้โอกาสเด็กได้เล่นกับเด็กอื่นๆ แต่ต้องคอยดูแลอยู่ด้วย

.๒  การเจริญเติบโตของเด็กวัย ๑ ๓ ปี

                                การเจริญเติบโต  หมายถึง การเปลี่ยนแปลงของขนาดร่างกายและอวัยวะ  ซึ่งเกิดจากการเพิ่มจำนวน และขนาดของเซลล์

  • น้ำหนักและส่วนสูงโดยประมาณ

                        มาตรฐานการเจริญเติบโตของเด็กโดยเฉลี่ย

อายุ

น้ำหนัก  (กิโลกรัม)

ส่วนสูง 

(เซนติเมตร)

๑  ปี

๗๕

๑ ปี  ๓  เดือน

๑๐

๗๗

๑ ปี  ๖  เดือน

๑๐.๘

๘๐

๒  ปี

๑๒

๘๕

๒  ปี  ๖ เดือน

๑๒.๘

๘๘

๓  ปี

๑๔

๙๒

  • ความยาวเส้นรอบศีรษะ

                        ในขวบปีแรก  เส้นรอบศีรษะประมาณ  ๔๕-๔๗ เซนติเมตร

                         เด็กอายุ  ๒  ปี  ถึง  ๕  ปี  เส้นรอบศีรษะเพิ่มขึ้นปีละ  ๑ เซนติเมตร

  • ฟันน้ำนม

                        เด็กเริ่มมีฟันขึ้นอายุ ๖-๘ เดือน และมีครบ  ๒๐  ซี่ เมื่ออายุ  ๒  ปี  ๖  เดือน          ฟันน้ำนมมีความสำคัญมาก  ถ้าฟันน้ำนมแข็งแรง  ฟันแท้ที่ขึ้นมาทดแทนจะไม่เกไม่ซ้อน                    การดูดนมจากขวดทำให้เด็กฟันผุ วิธีการป้องกันคือให้เลิกนมมื้อดึกเมื่อมีฟันขึ้น ทำความสะอาดฟันให้เด็กก่อนนอน  หัดดื่มนมจากถ้วย  เมื่ออายุ  ๑  ปี ขึ้นไป

                        เด็กวัย  ๑ - ๓ ปี  ยังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว   พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กควรติดตามสังเกตเด็กด้วยการชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูงแล้วบันทึกสุขภาพทุกครั้ง เพื่อติดตามการเจริญเติบโตว่าเป็นปกติหรือไม่  การที่เด็กจะเจริญเติบโตและมีพัฒนาการที่ดีนั้น  พ่อแม่และผู้เลี้ยงดูเด็กควร              เอาใจใส่เด็กในเรื่องการเลี้ยงดูอย่างอบอุ่น  มีการโอบกอด  พูดคุย  อบรมสั่งสอน  ให้ความรัก

ความผูกพันและการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด  ดูแลสุขภาพอนามัย  การป้องกันอุบัติเหตุและ              การป้องกันโรค  ให้อาหารและนมที่มีคุณค่า การเล่น/การออกกำลังกาย  การพักผ่อน   ยอมรับเด็ก  ยกย่องชมเชยเมื่อเด็กทำความดี หรือทำถูกต้อง  เป็นแบบอย่างที่ดีของเด็ก  นอกจากนี้ พ่อแม่หรือ               ผู้เลี้ยงดูเด็กควรติดตามการเจริญเติบโตของเด็กในเรื่องการเพิ่มของน้ำหนัก  ส่วนสูงที่เหมาะสมกับวัยอย่างน้อยทุกเดือน  โดยจุดน้ำหนักลงในกราฟการเจริญเติบโตที่อยู่ในสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก

(ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข)   ตามอายุของเด็กในแต่ละครั้งที่ไปชั่งน้ำหนักและ           วัดส่วนสูง    เมื่อเชื่อมโยงจุดน้ำหนักแต่ละจุด  จะเห็นลักษณะการเจริญเติบโตของเด็กได้ชัดเจน  หากพบว่าผิดปกติควรปรึกษาแพทย์

      .๓ พัฒนาการของเด็กวัย ๑-๓ ปี

..๑ พัฒนาการด้านร่างกาย

เริ่มจากยืนได้มาเป็นเดิน  กระโดด  เดินขึ้นบันได และสามารถขี่จักรยาน  ๓  ล้อได้    ดังนั้น   เด็กจึงคล่องแคล่วขึ้นและไม่ค่อยอยู่กับที่  นอกจากนั้นยังมีการเคลื่อนไหวที่ละเอียด  ได้แก่   การใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก  คือ  การใช้ตาและมือทำงานประสานกัน

..๒ พัฒนาการด้านอารมณ์  จิตใจ  และสังคม

เด็กวัยนี้มีอารมณ์ดีใจ  โกรธง่ายกว่าในวัยทารก   เอาแต่ใจตัวเองโดยไม่คำนึงถึงเหตุผลและกาลเทศะ เพราะอยู่ในวัยช่างปฏิเสธ  และกำลังพัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง  ต้องการ    ควบคุมสถานการณ์  เด็กวัยนี้เริ่มรู้จักเล่นกับผู้ใหญ่และเด็กคนอื่น   เริ่มรู้จักการปรับตัวให้เข้ากับคนอื่นๆ   นอกจากนั้นยังรวมถึงการช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน  เช่น  กินข้าว  ดื่มน้ำ                ควบคุมการถ่ายอุจจาระ  พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กสามารถสังเกตอากัปกริยาและการแสดงอารมณ์ต่างๆของเด็กได้ในวัยเตาะแตะอายุ  ๑ ๓ ปี  เด็กมีความรู้สึกหลายอย่างและแสดงอารมณ์มากกว่าในวัยทารก ใช้ตัวเองเป็นศูนย์กลาง จึงเอาแต่ใจตนเองและยังสื่อภาษาได้ไม่เต็มที่   จึงมีความ               คับข้องใจ ดูเผินๆ จะเห็นว่าดื้อรั้น  เจ้าอารมณ์  ช่างปฏิเสธ  ต่อต้านคำสั่ง  เพราะต้องการเป็นอิสระซึ่งเด็กจะเรียนรู้อารมณ์     การควบคุมอารมณ์และการแสดงออกที่เหมาะสมมากขึ้น  อย่างไรก็ตาม    พัฒนาการด้านอารมณ์ของเด็กจะก้าวหน้าเป็นลำดับเพียงใดขึ้นอยู่กับวิธีการอบรมเลี้ยงดูเป็นสำคัญ อารมณ์ที่เกิดกับเด็กวัยนี้ ได้แก่

โกรธ  เด็กวัยนี้รู้สึกโกรธได้ง่าย  รู้สึกถูกขัดใจเมื่อไม่ได้สิ่งที่ตนต้องการ

)   กลัว   เด็กจะกลัวสิ่งเร้าเป็นชนิด ๆ ไปตามประสบการณ์และจินตนาการของตน  เช่น  ความมืด เสียงดัง  คำขู่ต่าง ๆ บางครั้งดูเป็นความกังวลที่ไม่มีเหตุผล

                                ) อิจฉา ริษยา  เกิดขึ้นเมื่อเด็กมีความรู้สึกว่าตนเองด้อยกว่าผู้อื่น หรือกำลังจะ สูญเสียสิ่งที่เป็นของตนเองไปให้แก่ผู้อื่น เช่น น้องหรือพี่ เด็กจะมีพฤติกรรมแสดงออก เช่น        รังแกน้อง เพื่อเรียกร้องความสนใจจากพ่อแม่

                        ) สุข  เมื่อพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็ก ยิ้มแย้ม แจ่มใส และเด็กได้รับการตอบสนองความต้องการอย่างเหมาะสมรอบด้านและสม่ำเสมอ  จะทำให้เป็นเด็กที่มีอารมณ์แจ่มใส ร่าเริง หัวเราะและยิ้มแย้มง่าย

) รัก   เด็กจะรักคนที่อยู่ใกล้ชิดและให้ความเอาใจใส่ดูแล  เด็กเรียนรู้ที่จะรัก           ผู้ที่ให้ความสนใจ  เขาจึงต้องการความใกล้ชิด   สายสัมพันธ์ที่มั่นคงระหว่างเด็กกับพ่อแม่หรือ           ผู้เลี้ยงดูเด็กเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาด้านบุคลิกภาพตลอดชีวิต

                   การป้องกันปัญหาเด็กเจ้าอารมณ์

                   ) โกรธ  ไม่ควรแกล้ง  เย้าแหย่ หรือบังคับเด็ก  ควรใช้วิธีชักชวน  จูงใจให้เด็ก        สนใจอยากทำสิ่งที่ต้องการ เบี่ยงเบนความสนใจ

                            ) กลัว อย่าขู่หรือหลอกให้กลัว  ควรบอกให้เด็กเตรียมตัวก่อนจะเผชิญหน้ากับสิ่งที่น่ากลัว หรือทำให้เจ็บ

) อิจฉา  อย่าเปรียบเทียบเยาะเย้ยหรือลำเอียง  ควรเว้นระยะห่างการมีบุตรประมาณ  ๒-๓ ปี  เพื่อการดูแลลูกแต่ละคนอย่างมีคุณภาพ

) ดื้อรั้น  อย่าบังคับ   หรือตามใจอย่างไม่มีเหตุผล   ควรบอกให้เด็กรู้และเตรียมตัวก่อน ให้เด็กมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และได้ทำสิ่งต่าง ๆ สำเร็จด้วยตนเอง

การส่งเสริมให้เด็กอารมณ์ดี

                   ) ให้ความรัก  เอาใจใส่  ตอบสนองความต้องการของเด็กอย่างเหมาะสม  กินอิ่ม  นอนหลับ ได้เล่นและเรียนรู้อย่างอิสระ  จะทำให้เด็กมีความสุข ร่าเริง 

                   ) รับฟังและสังเกตท่าทีของเด็ก  พยายามเข้าใจ  พูดโต้ตอบอย่างอ่อนโยน  และทำตัวเป็นแบบอย่าง ไม่เอะอะโวยวาย หรือทำโทษเด็กโดยไม่อธิบายเหตุผล จะทำให้เด็กเข้าใจ รู้ภาษา  พูดรู้เรื่อง

                   )ให้เด็กได้รู้เห็นวิธีการที่จะได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ ให้มีส่วนร่วมใน                    กิจกรรมและชมเชยเมื่อรู้จักคอย หรือรู้จักเกรงใจ  จะทำให้เด็กรู้จักรอคอย  ไม่หุนหัน

..๓ พัฒนาการด้านสติปัญญา

                    เด็กมีพัฒนาการด้านสติปัญญาเพิ่มขึ้นจากการเรียนรู้ทางประสาทสัมผัส และการเคลื่อนไหว  รู้จักใช้เครื่องมือช่วยและลองผิด ลองถูกในการแก้ปัญหา  เริ่มรู้จักและใช้สัญลักษณ์  ใช้มือทำสิ่งต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

                   ..๔  พัฒนาการด้านภาษาและการสื่อความหมาย

                   พัฒนาการด้านภาษาของเด็กขึ้นอยู่กับองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น   เพศ                              ความเอาใจใส่ของพ่อแม่  เด็กวัยนี้ชอบพูดเกี่ยวกับตนเองและผู้ที่เกี่ยวข้องกับตน  พ่อแม่มีส่วนช่วยในการพัฒนาการด้านภาษาของเด็กมาก  เช่น การชักจูงให้เด็กพูด โดยการซักถาม  การแนะนำที่ดี    การเน้นคำที่ถูกต้องเมื่อพูดกับเด็ก   เด็กบางคนมีพัฒนาการการพูดช้า  ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับสติปัญญาของเด็กเท่านั้น  บางครั้งอาจเกิดจากการที่เด็กอยู่ในครอบครัวใหญ่เกินไป  พ่อแม่ไม่ค่อยได้ใกล้ชิดลูกหรือครอบครัวที่ใช้  ๒  ภาษา ทำให้การเรียนรู้ของเด็กสับสน  ไม่อาจใช้ได้ดีทั้ง  ๒  ภาษา                ในตอนต้นจึงควรเน้น  ๑ ภาษาเป็นหลัก  ภาษาที่เหลือจึงควรให้เรียนรู้ตามธรรมชาติ

                        การเฝ้าระวังพัฒนาการ พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กควรติดตามพัฒนาการของเด็กดูว่าเหมาะสมกับวัยหรือไม่  หากพบว่าผิดปกติจะได้ปรึกษาแพทย์


.   การส่งเสริมสุขภาพอนามัยของเด็กวัยเตาะแตะ (อายุ ๑-๓ ปี)

กิจกรรมการอบรมเลี้ยงดูและพัฒนาเด็ก

กิจกรรม

ประโยชน์

๑  การให้นมและอาหารตามวัย

     เด็กต้องการพลังงานและสารอาหารมากกว่าผู้ใหญ่   แต่เด็กวัยนี้ไม่สนใจอาหารและไม่เจริญอาหารเหมือนวัยทารก  เพราะสนใจ สำรวจสิ่งแวดล้อมและการเล่นมากกว่า     เด็กเริ่มเลือกอาหาร เพราะชอบหรือไม่ชอบอาหารบางอย่าง เด็กบางคนอาจจะมีปัญหาเรื่องอาหารการกิน ควรสร้างสุขนิสัยในการรับประทานอาหารอย่างจริงจังในระยะนี้ เพราะเด็กอยู่ในวัยเจริญเติบโต การให้อาหารเด็กอย่างไม่เหมาะสมหรือไม่ครบทั้ง ๕  หมู่ จะทำให้การเจริญเติบโตหยุดชะงัก  มีระดับสติปัญญาไม่ดีเท่าที่ควร และเจ็บป่วยบ่อย   เด็กควรได้กินอาหารหลักครบทั้ง ๕ หมู่   ในแต่ละหมู่ควรกินอาหารให้หลากหลายชนิดวันละ ๓ มื้อ และดื่มนมเป็นอาหารเสริม

-เพื่อนำไปสร้างเนื้อเยื่อของสมอง กล้ามเนื้อส่วนต่างๆของ ร่างกาย 

- สร้างเสริมภูมิต้านทานโรค

.๑  ปริมาณอาหารที่เด็กควรได้รับในแต่ละวัน *

 

อาหาร

ปริมาณอาหาร

คำแนะนำเพิ่มเติม

เด็ก ๑-๒ ปี

เด็ก ๓-๕ปี

นม

๑-๓ แก้ว

๑-๓ แก้ว

นมสดหรือนมผง

ไข่

ครึ่งฟอง

๑ ฟอง

ไข่ไก่หรือไข่เป็ด ควรปรุงสุกเพื่อทำให้ย่อยง่าย

เนื้อสัตว์ต่างๆและถั่วเมล็ดแห้ง 

๒ ช้อนโต๊ะ

๔ ช้อนโต๊ะ

ควรหั่นเป็นชิ้นเล็ก เพื่อสะดวกในการเคี้ยว กินอาหารทะเลและเครื่องใน เช่น ตับ             อย่างน้อยสัปดาห์ละ ๒ ครั้ง

ข้าวสุก หรือก๋วยเตี๋ยว หรือขนมจีน

๔  ๑/๒ ทัพพี

๖ ทัพพี

ข้าวหุงไม่เช็ดน้ำหรือนึ่ง

ผักใบเขียว

๑  ๑/๒ ทัพพี

๓ ทัพพี

ควรเป็นผักสีเขียวเข้ม หรือสีเหลืองส้ม และผักอื่นๆด้วยทุกมื้อ

ผลไม้ตามฤดูกาล

 ๓ ส่วน

๓ ส่วน

ผลไม้สดตามฤดูกาลล้างให้สะอาดก่อนให้เด็กกิน ( ๑ ส่วนของผลไม้แต่ละชนิดไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับขนาด เช่น  กล้วยน้ำว้า ๑ ผล ส้มเขียวหวาน ๑ ผลกลาง มะม่วงสุกครึ่งผล มะละกอสุก ๖ ชิ้นพอคำ)

น้ำมันจากพืชและสัตว์

   

น้ำมันหรือเนยสด หรือกะทิ

* ที่มา  สมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก(เล่มสีชมพู)  กระทรวงสาธารณสุข ๒๕๔๕

กิจกรรมการอบรมเลี้ยงดูและพัฒนาเด็ก

กิจกรรม

ประโยชน์

    .๒  การให้อาหารแก่เด็กต้องคำนึงถึงหลักโภชนาการ  ดังนี้

    ๑. ๒.๑ ให้เด็กได้กินอาหารหลักให้ครบ ๕ หมู่ทุกวันในสัดส่วนที่เหมาะสม และมีการเตรียมที่สะอาด ปลอดภัย

    ๑. ๒.๒ ให้ร่างกายได้รับไขมันขนาดพอเหมาะ คือ ประมาณ ๓๐% ของพลังงานทั้งหมด   ในเด็กอายุ ๑-๓ ปี ควรได้รับน้ำมันพืช และไขมันจากเนื้อสัตว์ และนมประมาณ ๒-๔ แก้ว และควรเลือกใช้น้ำมันที่ให้กรดไขมันจำเป็นที่               ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ได้แก่ น้ำมันถั่วเหลือง   น้ำมันดอกคำฝอย  น้ำมันข้าวโพด และน้ำมันจากปลาทะเล     เด็กวัย  ๑-๓ ปี กินไข่ได้วันละ ๑ ฟอง โดยไม่เกิดปัญหาคอเลสเตอรอลสูง ยกเว้นครอบครัวที่มีภาวะเสี่ยงทางพันธุกรรม

     ๑.๒.๓ ให้กินน้ำตาลแต่พอควร การกินน้ำตาลทรายที่ใส่ในอาหาร ขนมและเครื่องดื่มมากเกินไป จะทำให้เกิดโทษ  เช่น   ฟันผุ    และยังเป็นสาเหตุให้มีการสร้างไขมันไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้นเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจขาดเลือด และ โรคเบาหวานในอนาคต  ควรกินอาหารคาร์โบไฮเดรต ประเภทธัญพืชและแป้ง     ซึ่งเมื่อย่อยแล้วจะกลายเป็นน้ำตาล  ร่างกายนำมาใช้เป็นพลังงานได้ดี

   ๑.๒.๔ ให้กินอาหารที่ให้ใยอาหารเป็นประจำ    อาหารที่ให้ใยอาหารมีส่วนของพืชที่น้ำย่อยในลำไส้มนุษย์ย่อย           ไม่ได้ คงเหลือให้ขับถ่ายออกมา ได้แก่ ผัก ผลไม้ ข้าวและแป้ง ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดโมเลกุลเชิงซ้อน ใยอาหารเหล่านี้จะทำให้เพิ่มปริมาณอุจจาระในลำไส้ กระตุ้นให้มีการขับถ่ายอย่างสม่ำเสมอเป็นการลดโอกาสที่สารพิษต่าง ๆ จะสัมผัสกับผนังลำไส้ และลดภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง  และสามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดท้องผูกเป็นประจำ ซึ่งนำไปสู่โรคลำไส้โป่งพอง ริดสีดวงทวารและมะเร็งบางชนิด

     ๑.๒.๕ ให้เด็กกินอาหารรสธรรมชาติ ควรใช้เกลือหรืออาหารที่มีโซเดียมสูงน้อยลง เพราะอาหารรสเค็มจะมีโอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้ อาหารเหล่านี้ได้แก่ น้ำปลา ซีอิ๊ว  กะปิ ปลาร้า เต้าเจี้ยว  ผักดองไข่เค็ม ปลาเค็มรวมถึงน้ำและเครื่องดื่มบางชนิดที่มีโซเดียมสูง  ซึ่งก็ต้องระมัดระวังด้วย

 

 

กิจกรรมการอบรมเลี้ยงดูและพัฒนาเด็ก

กิจกรรม

ประโยชน์

 ๑.๒.๖ ให้อาหารที่มีส่วนป้องกันโรคมะเร็ง    ได้แก่ การเพิ่มผักและผลไม้ให้มากขึ้น  ละเว้นอาหารที่          ไหม้เกรียม  อาหารที่มีความชื้นจนเกิดเชื้อรา  จำกัดปริมาณไขมันโดยเฉพาะที่มาจากสัตว์และไขมันที่มี       กรดไขมันอิ่มตัว   เช่น   น้ำมะพร้าว  กะทิ   และน้ำมันปาล์ม  ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ใส่สีและสารเคมี

 

.๓  การตอบสนองที่ควรทำ

  ..๑ อายุ  ๑ ปี  ๖  เดือน

      ๑) ถ้าเด็กกินนมแม่ควรให้กินต่อไป แต่เด็กที่กินนมผสมควรเปลี่ยนการดูดนมจากขวดเป็นการดื่ม

           จากแก้วแทน และควรงดนมผสมมื้อดึก

      ๒)  ฝึกกินอาหารเอง มีช้อนและถ้วยใส่อาหารที่ไม่หกหรือแตกง่ายให้เด็ก ๑ ชุดนั่งกินเป็นที่ประจำ    

      ๓)  ให้เห็นการกินอาหารของผู้อื่นเพื่อเป็นแบบอย่างและเลียนแบบ

  ..๒ อายุ ๑ ปี ๖ เดือน ๒ ปี

      ๑) ให้กินเองเพิ่มขึ้นจนกินเองทั้งหมด โดยการตัดอาหารให้เป็นชิ้นพอดีคำ ทำให้อ่อนนุ่มหรือ         

           เคี้ยวง่ายไม่ติดคอ

      ๒) ตักให้ทีละส่วนแล้วค่อยเติมให้จนอิ่ม

      ๓) ดื่มนมจากถ้วยหรือใช้หลอดดูดจากกล่อง

 

 

กิจกรรมการอบรมเลี้ยงดูและพัฒนาเด็ก

กิจกรรม

ประโยชน์

..๓ อายุ ๑ ปี ๓ ปี

       ๑)  จัดให้กินอาหารเป็นที่และเป็นเวลา

       ๒)  ฝึกการใช้ช้อนส้อมและมารยาทในการกินอาหาร  การใช้ช้อนกลาง

       ๓) ให้มีส่วนร่วมในการทำอาหาร จัดโต๊ะ

       ๔)  ให้มีโอกาสกินร่วมกับเด็กอื่น ๆ และสมาชิกในครอบครัว

       ๕) ไม่ควรใช้อาหารหรือขนมเป็นรางวัล

       ๖) ไม่ควรบังคับหรือขู่ให้เด็กกินอาหาร

               ๗) ควรชมเชยและสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายในระหว่างการกินอาหารควรมีการพูดคุยพอสมควร                     

                     ไม่ควรดูโทรทัศน์ระหว่างกินอาหาร

 

-  ฝึกความสามารถในการใช้สายตาและมือประสานกัน

๑๔เคล็ดลับความอร่อยของหนู

       ๑)  อาหารมีรสอ่อนไม่ใช้เครื่องปรุงมาก

       ๒) หั่นเป็นชิ้นเล็กมีความนุ่ม

       ๓) เปลี่ยนรายการอาหารบ่อย ๆ เพื่อไม่ให้เด็กเบื่อ

       ๔) ฝึกให้เด็กตักอาหารกินเอง

 

 

กิจกรรมการอบรมเลี้ยงดูและพัฒนาเด็ก

กิจกรรม

ประโยชน์

. การดูแลสุขภาพ

       ๒.๑  การรักษาสุขอนามัย

         ๑)  สอนเด็กล้างมือก่อนกินอาหารและหลังการขับถ่ายทุกครั้ง

         ๒) อาบน้ำให้เด็กอย่างน้อยวันละ ๒ ครั้ง

         ๓) สระผมเด็กอย่างน้อยสัปดาห์ละ ๑-๒ ครั้งด้วยยาสระผม

         ๔) ตัดเล็บมือเล็บเท้าของเด็กให้สั้น

         ๕) นำผ้าห่มที่นอน  หมอน  มุ้ง ออกผึ่งแดดสัปดาห์ละ ๑ ครั้ง

          ๖) ล้างมือและของใช้ก่อนทำอาหารให้เด็ก

- เพื่อฝึกสุขนิสัยที่ดีให้กับเด็ก

               .. การดูแลฟัน

         พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กมักไม่ให้ความสำคัญกับฟันน้ำนม เพราะถือว่าเป็นฟันที่ใช้ชั่วคราว               อีกไม่นานก็มีฟันแท้ไว้ใช้ต่อไป   จากทัศนคตินี้ทำให้พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กละเลยการดูแลฟันน้ำนม                     ทัศนคติเกี่ยวกับฟันที่พ่อแม่และผู้เลี้ยงดูเด็กควรทราบ คือ

         ๑) พ่อแม่เป็นผู้มีส่วนสำคัญในการทำให้ฟันลูกดีได้ตลอดชีวิต

         ๒) โรคฟันผุป้องกันได้ โรคฟันผุและโรคเหงือกอักเสบไม่ใช่เกิดจากกรรมพันธุ์

        ๓) เด็กสามารถมีฟันดีได้ตลอดชีวิต  ถ้ารู้จักวิธีป้องกันและรักษา

เมื่อเด็กอายุประมาณ ๒ ปี ๖ เดือน เด็กจะมีฟันน้ำนมครบ ๒๐ ซี่

- ฟันน้ำนมช่วยในการบดเคี้ยวอาหาร

- ฟันน้ำนมช่วยในการออกเสียงให้เด็กฝึกพูดชัดเจน

        - ฟันน้ำนมช่วยให้ใบหน้าสวยงามและเป็นตัวกำหนด

   ตำแหน่งให้ฟันแท้ขึ้นมาในช่องปากอย่างเป็นระเบียบ

- ช่วยให้ขากรรไกรเจริญเติบโตอย่างปกติ

-  ป้องกันการเกิดฟันซ้อนเก

 

กิจกรรมการอบรมเลี้ยงดูและพัฒนาเด็ก

กิจกรรม

ประโยชน์

    ..๑ การแปรงฟันให้เด็ก

     เมื่อเด็กมีฟันขึ้นควรเปลี่ยนมาใช้แปรงสีฟัน โดยผู้ใหญ่แปรงให้ก่อน อายุ ๒ – ๓  ปี  อาจให้เด็กลอง

แปรงเอง  แต่การทำความสะอาดฟันผู้ใหญ่ยังต้องทำให้  เพราะจากการศึกษาพบว่าความสามารถในการใช้สายตาและมือประสานงานกันได้อย่างดีในการแปรงฟันนั้น  พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กต้องช่วยแปรงส่วนที่เด็กยังแปรงไม่สะอาด จนกระทั่งเด็กอายุ ๗-๘ ปี จะสามารถแปรงสะอาดได้เอง

-  เพื่อดูแลสุขภาพเหงือกและฟัน

..๒ วิธีแปรงฟันให้เด็ก

     ให้พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กนั่งกับพื้น และให้เด็กนอนโดยศีรษะอยู่บนตัก หันหน้าไปทางทิศเดียวกันทั้ง              ผู้แปรงและเด็ก โดยใช้แปรงนุ่มๆหน้าตัดเรียบความยาวของหัวแปรงควรครอบคลุมฟันประมาณ ๓ ซี่                แล้วแปรงโดยขยับไปมาสั้น ๆ ในแนวนอนประมาณ ๑๐ ครั้งต่อฟันทุก ๓ ซี่ โดยให้ขนแปรงตั้งฉากกับผิวฟัน

- เพื่อให้เด็กมีความรู้สึกที่ดีกับการทำความสะอาดฟัน

..๓ การตรวจฟันเด็ก

     การตรวจสุขภาพภายในช่องปากของเด็กอย่าสม่ำเสมอนับเป็นสิ่งสำคัญที่ละเลยไม่ได้ วิธีตรวจฟันเด็กทำได้โดยให้เด็กอ้าปากหันหน้าไปทางที่มีแสงสว่างเพียงพอ  ตรวจดูด้วยตาเปล่าให้ทั่วทุกซี่  ทุกด้าน  โดยปกติฟันน้ำนมจะมีสีขาวเหมือนนมสด หากฟันน้ำนมผุจะเห็นเป็นจุดหรือร่องสีดำหรือเห็นขาวขุ่นบนตัวฟันจนเป็นรูผุเห็นได้ชัดเจน หากตรวจพบความเปลี่ยนแปลงของฟันเหล่านี้ ให้พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กพาไปพบ      ทันตแพทย์ เพื่อจะได้ไม่สูญเสียฟันน้ำนมไปก่อนเวลาอันควร

-  เพื่อป้องกันปัญหาฟันผุ

 

กิจกรรมการอบรมเลี้ยงดูและพัฒนาเด็ก

กิจกรรม

ประโยชน์

..๔ การเลี้ยงเด็กอย่างถูกวิธีให้ฟันดีมีอนามัย

๑)  พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กควรทำความสะอาดฟันให้เด็กหลังอาหารและก่อนนอน

๒) ให้เด็กดื่มน้ำตามหลังการดื่มนมและรับประทานอาหารทุกครั้ง

๓) ไม่ควรเติมน้ำตาลลงในนมให้เด็กดื่ม

๔)  ฝึกให้เด็กดื่มนมผสมจากแก้วหรือใช้หลอดดูดจากกล่องแทนการดูดจากขวด

๕)  ให้อาหารที่มีคุณค่าและเหมาะสม ไม่ควรให้เด็กอมท็อฟฟี่หรือรับประทานขนมหวานบ่อย ๆ

๖)  เริ่มฝึกให้เด็กรู้จักการแปรงฟัน  บ้วนปาก

๗) ไม่ให้หลับโดยอมจุกนมหรือขนม

๘)  เสริมฟลูออไรด์ให้เด็กตั้งแต่อายุ ๖ เดือน  ถึง ๑๒ ปีเพื่อให้เนื้อฟันแข็งแรง  โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ไม่มีระดับฟลูออไรด์ใน

     น้ำดื่มสูงพอ

 

. การพักผ่อนนอนหลับ

     การนอนของเด็กวัย ๑-๒ ปี จะนอนพักช่วงสั้นๆในตอนสายและบ่าย แต่เด็กวัย ๒-๓ ปี ต้องการนอนพักเฉพาะตอนบ่าย                  หากปล่อยให้นอนหลับจนถึงตอนเย็น อาจทำให้โยเย ไม่ยอมนอนตอนกลางคืน ควรฝึกให้เด็กนอนตลอดคืน โดยลดจำนวนมื้อนม           รอบดึกลงเหลือเพียงนมก่อนเข้านอน     ถ้าหากฝึกเป็นนิสัยให้บ้วนปาก แปรงฟัน อมฟลูออไรด์  ปัสสาวะและสวดมนต์ก่อนเข้านอนเป็นที่เฉพาะและเป็นเวลา โดยพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กช่วยร้องเพลงกล่อมเบา ๆ ทำจนเป็นกิจวัตรสม่ำเสมอ เด็กจะเกิดความเคยชิน            แต่หากในครอบครัวมีกิจกรรมอื่น เช่น ดูโทรทัศน์   ฟังวิทยุ พูดคุยเสียงดัง เด็กจะอยากอยู่ร่วมกิจกรรมด้วยไม่ยอมนอน เมื่อถูกบังคับให้นอนเด็กจะเกิดอารมณ์เครียด และมักจะโยเยเรียกร้องให้ทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ก่อนจึงจะยอมนอน แต่พฤติกรรมเช่นนี้เป็นอยู่ไม่นาน และจะน้อยลงจนกว่าจะพ้นอายุ ๔ ปี จึงจะยินยอมโดยดี และจะหลับง่ายขึ้น ถ้าหากใช้เวลา ๑๕-๒๐ นาที ก่อนนอนฟังนิทาน ดูสมุดภาพ          นั่งพัก หรือนอนเล่นของเล่น     ถือว่าเป็นการพักผ่อนโดยไม่นอนหลับก็ได้

 

 

กิจกรรมการอบรมเลี้ยงดูและพัฒนาเด็ก

กิจกรรม

ประโยชน์

. การขับถ่าย

     เมื่อสภาพร่างกายของเด็กพร้อม เด็กอายุ ๑ ปี ๖ เดือน - ๒ ปี จะเริ่มควบคุมการขับถ่ายอุจจาระได้    ต่อเมื่ออายุ ๓ ปี จึงจะสามารถควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะในเวลากลางวัน ส่วนการควบคุมปัสสาวะกลางคืน เด็กส่วนใหญ่จะทำได้เมื่ออายุประมาณ ๔-๕ ปี การฝึกการขับถ่ายไม่ควรดุ  บังคับ และควรชมเชยเมื่อเด็กทำได้   เด็กจะควบคุมการถ่ายอุจจาระได้ก่อนการควบคุมการถ่ายปัสสาวะ

. การตรวจสุขภาพและการรับวัคซีน

     ในการเลี้ยงดูเด็กนั้น ถึงแม้พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กจะระวังรักษาความสะอาดอย่างดีแล้วก็ตาม  เด็กก็อาจติดเชื้อโรคต่างๆได้               เนื่องจากเด็กยังไม่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรค และเชื้อโรคต่าง ๆ เหล่านี้ ก็อาจปะปนอยู่ในอากาศ อาหาร นม  น้ำดื่มหรือแพร่กระจายจากคนที่อยู่ใกล้ชิด  จึงทำให้เด็กเจ็บป่วย บางครั้งรุนแรงถึงพิการหรือเสียชีวิตได้แต่โรคติดเชื้อบางอย่างสามารถป้องกันได้ด้วยการให้วัคซีนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค เป็นระยะตามกำหนดตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ ๑๒ ปี   แม้เด็กจะสบายดีไม่มีอาการเจ็บป่วย แต่มีความจำเป็นที่        พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กต้องให้เด็กได้รับวัคซีนตามกำหนด

-  เพื่อป้องกันการติดเชื้อในเด็ก

๓  การส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กวัยเตาะแตะ (อายุ ๑๒๓๖  เดือน)

กิจกรรมการเรียนรู้

กิจกรรม

สื่อ

ประโยชน์

๑๒-๑๘ เดือน

๑)  ขว้างปา  ตอก  ถอดให้หลุด

๒)  เปิดหนังสือรูปภาพให้เด็กดู พร้อมทั้งเล่านิทานประกอบรูปภาพ

๓)  เล่นกับเด็กด้วยการแสดงท่าทางต่างๆ  เช่น ร้องเพลง ชี้ตา  หู จมูก  แขน  ขา

      ให้เด็กเรียนรู้

๔)  พูดคุย โต้ตอบ ชี้ชวนให้เด็กสังเกตสิ่งต่าง ๆ รอบตัว

๕)  หากระดาษ  ดินสอ  สีเทียนแท่งใหญ่ให้เด็กจับขีดเขียน

๖)  ให้เด็กเดิน  วิ่งโดยอิสระ โดยเน้นเรื่องความปลอดภัย

๗)  จูงมือเด็กขึ้นบันได

๘)  จูงมือเด็กไปยังสถานที่ต่าง ๆ

๙)  ให้เด็กได้ถอดเสื้อผ้าเองช่วยเหลือตนเอง  ในการแต่งตัวให้มากขึ้น

๑๐)  เล่นเกมวิ่งเก็บของ วิ่งไล่จับ   เตะบอล

๑๑)  สอนให้เด็กรู้จักแบ่งปันสิ่งของต่าง  ๆกับผู้ใกล้ชิด  แต่ไม่ควรบังคับให้เด็ก            

         ตัดสินใจเอง

๑๒)  ชวนเด็กให้ร่วมทำกิจกรรมต่าง ๆ

๑๓)  ถามคำถามง่าย ๆ ให้เด็กตอบ

๑๔)  ให้เด็กได้ขีดเขียนเองโดยอิสระ

- ลูกบอล  ของเล่นพลาสติก

   กล่องกระดาษ รถลาก

- หนังสือ นิทาน

-  รูปภาพต่าง ๆ

- กระดาษ ดินสอ สีเทียน

- เครื่องแต่งตัวเด็ก

-  ลูกบอลผ้า

ฝึกการเคลื่อนไหว  เรียนรู้การสังเกตด้วยการสัมผัสความแตกต่างของรูปทรง ฝึกการใช้สายตาประสานสัมพันธ์กัน ฝึกการทรงตัว  ฝึกการใช้ภาษา                           เริ่มปลูกฝังคุณธรรม   จริยธรรม

 

กิจกรรมการเรียนรู้

กิจกรรม

สื่อ

ประโยชน์

๑๘-๒๔  เดือน

๑) ให้โอกาสเด็กเล่นทั้งที่ร่มและกลางแจ้ง  ปีนป่าย  เล่นน้ำ   เล่นทรายอย่างอิสระ     โดยคอยดูแลความปลอดภัย

๒) หาไม้บล็อก    กล่องกระดาษ  ให้เด็กได้ซ้อนเล่น ภาพตัดต่อง่าย  ๆ  ๓-๔ ชิ้นเป็นรูปต่างๆให้เด็กนำมาเรียงกัน โดยวิธีลองผิดลองถูก

๓)  ชี้ชวนให้เด็กเรียนรู้ความแตกต่างของสี   รูปทรงของวัตถุ

๔) ของเล่นลากจูงและผลักไปมาได้เพื่อพัฒนาการเคลื่อนไหว

๕)  เล่านิทานให้เด็กฟังและเปิดโอกาสให้เด็กได้โต้ตอบ

๖)  ให้โอกาสเด็กเล่นน้ำ  เล่นทราย  ปั้นดินน้ำมันตามจินตนาการ

 ๗)  ชมเชยและให้กำลังใจเพื่อสร้างความมั่นใจในตนเอง

 ๘) ให้เด็กใช้มือในการหมุน  บิด

 ๙)  ฝึกให้เด็กช่วยเหลือตนเองในการแต่งกายให้มากที่สุด

๑๐)  ให้เด็กฝึกกิจวัตรประจำวันเอง  เช่น กินข้าวเอง  ใช้ช้อนตักอาหาร  ฝึกดื่มน้ำจากแก้ว  ฝึกการขับถ่าย

๑๑)  จับมือให้เด็กกระโดด

๑๒)  ให้เด็กเตะลูกบอลที่ห่างจากตัว  ๒-๓ ก้าว

๑๓)  ให้เด็กเล่นขว้างปาสิ่งของ

๑๔)  ให้เด็กเดินไปข้างหน้า-เดินถอยหลัง

๑๕)  ถีบหรือขี่จักรยานสามล้อ

 ๑๖)  เล่นเป่าฟองสบู่

- เครื่องเล่น / เกม

- หนังสือ นิทาน

- ของเล่นที่หมุน หรือบิดเป็นเกลียว

-ลูกบอล

- จักรยานสามล้อ

ฝึกตาและมือประสานกันทักษะการใช้กล้ามเนื้อมือ     ข้อมือ การเรียนรู้  การสังเกต   การคิด จำ  การใช้ภาษา  การแยกแยะ จินตนาการ ความคิด            สร้างสรรค์

 

กิจกรรมการเรียนรู้

กิจกรรม

สื่อ

ประโยชน์

 ๒๔-๓๖ เดือน

  ๑)  ชักชวนให้เด็กวัยเดียวกัน ๒-๓ คน  นั่งเล่นด้วยกัน แต่ให้ของเล่นแต่ละคน 

 ๒)  ร้องเพลงประกอบท่าทางง่าย ๆ

 ๓)  เล่นเลียนแบบผู้ใหญ่

 ๔)  เล่นบทบาทสมมติ

  ๕)  เล่นเกมเรียกชื่ออวัยวะ

  ๖)  เรียกชื่อเด็กบ่อยๆ  และถามว่า “หนูชื่ออะไรจ๊ะ”

 ๗)  เล่นเกมค้นหาสิ่งของ

๘)  ทายของจากการใช้ประสาทสัมผัส เช่น ปิดตาดมกลิ่น  สัมผัสบอกชื่อ ฯลฯ

๙)  จัดให้มีการเล่นเกี่ยวกับการทรงตัว  ปีนป่าย  กระโดด เขย่ง  เล่นเตะ โยน ลูกบอล

๑๐)  เด็กยังชอบเล่นคนเดียวและเริ่มเล่นกับเด็กอื่น ๆ ได้บ้าง  แต่อาจแย่งของเล่นกันได้         การรวมกลุ่มเด็กอาจจัดกิจกรรมการเล่านิทาน  เต้นตามจังหวะเพลง เพื่อการฝึกให้มีวินัย

๑๑)  ชี้ชวนให้เด็กเรียนรู้ความแตกต่างของสี รูปทรงของวัตถุ การนับจำนวน

๑๒)  เล่านิทานให้เด็กฟังบ่อย ๆ พร้อมเปิดโอกาสให้เด็กโต้ตอบ แสดงความคิดเห็น พร้อมทั้ง 

         ชมเชย

๑๓)  ให้โอกาสเด็กเรียนรู้การช่วยเหลือตนเองตามความสามารถของเด็ก โดยให้กำลังใจและ 

         คำชมเชยเมื่อเด็กทำได้

 ๑๔)  เล่าเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน

- ของเล่นเท่าจำนวนคน

- เทปเพลง

- เครื่องแต่งกาย และอุปกรณ์ในอาชีพต่าง ๆ

- ฝึกการใช้นิ้วมือ การสังเกต การกะระยะ การฝึกสายตาสัมพันธ์กับการเคลื่อนไหว ฝึกทักษะ           การเล่นเป็นกลุ่มการควบคุมอารมณ์ระเบียบวินัย


. ข้อควรปฏิบัติในการเลี้ยงดูเด็กวัย ๑ ๓ ปี

.๑สิ่งที่ควรปฏิบัติ

 

สิ่งที่ควรปฏิบัติ

ผลการปฏิบัติ

 

  • จัดหาของเล่นที่เป็นล้อเลื่อนสำหรับลาก  ผลัก  ดัน และ จักรยาน ๓ ล้อ  สำหรับถีบให้เด็กบริหารกล้ามเนื้อเล็กและกล้ามเนื้อใหญ่
  • พัฒนากล้ามเนื้อให้แข็งแรงสมวัยเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยฝึกกล้ามเนื้อเล็กและกล้ามเนื้อใหญ่ให้คล่องแคล่ว
 

 

  • จัดหาไม้บล็อก  ลูกปัดขนาดใหญ่  เชือกให้เด็กเล่น  ให้เด็กได้ฝึกกล้ามเนื้อมือและการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตาด้วยการต่อไม้บล็อก  การร้อยเชือกกับลูกปัด
  • เป็นการพัฒนากล้ามเนื้อมือและการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา        ทำให้ใช้มือคล่องแคล่วขึ้น
 

 

  • ให้แรงเสริม ชมเชยเด็กเมื่อเด็กสามารถทำสิ่งใดได้ เช่น        รับประทานอาหารเอง แต่งกายด้วยตนเอง ช่วยงานเล็กๆ  น้อย ๆ
  • เด็กจะรู้สึกภูมิใจ  มีอารมณ์ดี
 

 

  • เล่านิทานและอ่านหนังสือให้เด็กฟัง ซึ่งจะเป็นเวลา          ก่อนนอนหรือตอนกลางคืนหรือหลังตื่นนอนตอนกลางวัน
  • ทำให้เด็กมีพัฒนาการด้านภาษาเพราะเด็กเริ่มจะพูดคำได้มากขึ้นและ               ส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน
 

 

  • ให้ฟังเพลงเด็ก เปิดวิทยุ เทป  หรือโทรทัศน์เกี่ยวกับ          รายการเพลงสำหรับเด็ก เพลงกล่อมเด็ก  หรือรายการอื่นที่มีเพลงประกอบ  โดยมีผู้ใหญ่อยู่ด้วยอย่างใกล้ชิด
  • เด็กจะได้รับการส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์ ทำให้อารมณ์ดี สนุกสนานตลอดจนพัฒนาการด้านภาษา
 

 

  • จัดสถานที่ อุปกรณ์ต่าง ๆ ให้เด็กเล่นอย่างอิสระ เช่น             น้ำ  ทราย  ตัวต่อ
  • เด็กจะเกิดการเรียนรู้และค้นพบความจริงด้วยตนเอง มีสมาธิ
  • ให้เด็กช่วยเหลือตนเอง  และช่วยงานเบาๆที่เด็กทำได้ เป็นต้นว่า ให้เด็กดื่มน้ำ รับประทานอาหาร  แต่งกาย จัดโต๊ะวางจาน  แก้ว ช้อนส้อม โดยผู้ใหญ่จัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นให้และคอยช่วยอยู่ ใกล้ ๆ จนปล่อยให้ทำเอง
  • เด็กเกิดความภาคภูมิใจ สามารถ            ช่วยเหลือตนเองในกิจวัตรประจำวันอย่างง่าย ๆ ได้
 
   

 

 

  • ฝึกนิสัยการขับถ่าย  ต้องฝึกให้เด็กขับถ่ายเป็นเวลา  รู้จักใช้อุปกรณ์ในการขับถ่ายได้อย่างถูกต้อง (ควรฝึกให้เหมาะสมกับวัย)
  • เด็กมีสุขนิสัยที่ดีเกี่ยวกับการขับถ่าย
 
         

 

 

สิ่งที่ควรปฏิบัติ

ผลการปฏิบัติ

 

  • แก้ไขการเล่นอวัยวะเพศ  เมื่อเด็กลูบคลำอวัยวะเพศของตนเองหรือของเด็กอื่น เล่นบ่อยครั้ง  แม้จะเป็นธรรมชาติของการอยากรู้อยากเห็น  ควรหันเหความสนใจโดยหากิจกรรมอย่างอื่นให้ทำหรือหาของเล่นให้เล่นเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ
  • ทำให้เด็กสนใจเรื่องอื่นมากกว่าการเล่น            อวัยวะเพศ  จนไม่เล่นอีกต่อไป
 

 

  • ตอบคำถามของเด็ก เพราะเป็นวัยที่อยากรู้ อยากเห็น  มักจะมีคำถาม ผู้ใหญ่ควรตอบคำถาม  ไม่ควรดุหรือรำคาญ
  • เด็กจะเป็นผู้ใฝ่รู้  รู้จักเป็นผู้ค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง  มีความคิดสร้างสรรค์มีจินตนาการ
 

 

  • ถามคำถามเด็ก  ผู้ใหญ่จะต้องรู้จักตั้งคำถามเด็ก  ให้เด็กคิดและจะต้องเป็นคำถามปลายเปิด ให้เด็กรู้จักคิด  และหาคำตอบเอง
  • เด็กจะรู้จักคิด  ค้นหาความรู้ เป็นเด็ก ช่างคิดและจะเป็นเด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์
  • ฝึกการเป็นผู้นำผู้ตาม ให้เด็กได้มีโอกาสเล่นกับเพื่อน โดยใช้เกมที่เด็กจะต้องทำกิจกรรมให้ผู้อื่นตามและจะต้องตามผู้อื่นได้
  • เด็กจะเป็นคนมีเหตุผลรู้จักตัวเอง เคารพสิทธิของผู้อื่นเป็นประชาธิปไตย
 
   

 

         

.๒ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

ผลการปฏิบัติ

  • การตำหนิติเตียน  หรือชี้ข้อผิดพลาด ตรง ๆ  เมื่อเด็กทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งผิด เช่น เด็กพูดประโยคผิด  รังแกเพื่อน ฯลฯ
  • เด็กจะกลัวไม่กล้าทำ ไม่กล้าตัดสินใจ เกิดความละอาย
  • การลงโทษทางกาย  โดยการตีหรือกักบริเวณเมื่อเด็กดื้อหรือไม่ทำตามที่พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กแนะนำ
  • ทำให้เด็กเป็นคนก้าวร้าว เกิดความเครียด ความกลัวและโกรธแค้น
  • การบังคับขู่เข็ญ  ผู้ใหญ่มักจะใช้วิธีขู่เด็กไม่ให้ทำ      สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่คิดว่าอาจเกิดอันตรายแก่เด็ก โดยใช้       คำว่า อย่าทำ”  ซึ่งเป็นการบังคับเด็ก
  • เด็กจะขาดความมั่นใจในตนเอง เกิดความกลัว        ไม่กล้าตัดสินใจด้วยตนเอง
  • ทอดทิ้งเด็กให้อยู่คนเดียวนาน ๆ พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็ก  มักจะทำโทษเด็กโดยการกักบริเวณหรืออาจจะ ไม่ได้ทำโทษแต่ลืมเวลาปล่อยให้เด็กอยู่คนเดียวนาน ๆ
  • เด็กจะเป็นคนเก็บตัว  ไม่ชอบสังคม   ก้าวร้าว   ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง
 
   
   
   

.๒ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง (ต่อ)

 

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

ผลการปฏิบัติ

 

 

  • พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กบังคับให้เด็กทำสิ่งที่เด็กไม่ชอบ เช่น ให้นั่งนิ่ง ๆ เอามือกอดอกให้รับประทานอาหารที่ ไม่ชอบโดยไม่ชักจูงและอธิบายให้เด็กเข้าใจ
  • เด็กอาจจะถูกกดดัน จะเกิดความรู้สึกโกรธเคือง  ต่อต้าน
  • การให้เด็กแต่งกายผิดเพศ  ไม่ว่าจะแต่งกายเพื่อแสดงละคร  หรือเพื่อความพอใจของตนเองหรือของผู้อื่นที่อยู่        ใกล้ชิด
  • อาจทำให้เด็กเกิดพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ
 
   

 

  • ใช้คำพูดที่มีความหมายไม่ดีกับเด็ก     ผู้ใหญ่มักจะใช้คำพูดที่ไม่ดี เช่น “โง่”  “ไม่น่ารักเลย”  “ไม่ดี”  “เหมือนคนโน้นคนนี้”
  • เด็กจะเก็บกด  เสียใจ  ซึมเศร้า  ไม่เชื่อมั่นใน ตนเอง  ไม่กล้าตัดสินใจ
  • เด็กอาจจะเลียนแบบ  โดยไม่รู้ว่าเป็นสิ่งไม่ดีเกิดความกลัว ปิดกั้นการเรียนรู้
 

 

               

.การจัดกิจกรรมประจำวัน

การจัดกิจกรรมประจำวัน   คือ   กิจกรรมหรือประสบการณ์  ที่ถูกจัดเตรียมในแต่ละวัน  เพื่อสนองความต้องการรอบด้านของเด็กอย่างเหมาะสม  ทั้งเรื่องความเป็นอยู่และ ส่งเสริมพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็ก   ซึ่งมีแนวทางในการจัด  ดังนี้คือ

                        ๕.๑  จัดกิจกรรมหรือประสบการณ์ที่ช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ทักษะต่างๆ  ให้เด็กได้ปฏิบัติด้วยตนเอง   โดยผู้ใหญ่ให้การสนับสนุนและกำลังใจ  เช่น

-    การรับประทานอาหารด้วยช้อน

-    การดื่มน้ำจากถ้วย

-    การใช้ห้องน้ำ

-    การล้างมือ

-    การแต่งตัว

๕.๒  สนับสนุนให้เด็กได้เล่น  และจัดหาของเล่นให้เด็กมีโอกาสเล่นคนเดียวหรือเล่นกับเด็กอื่น  เช่น  การเล่นตุ๊กตา  เล่นเลียนแบบกิจวัตรประจำวัน

                        ๕.๓  อ่านหนังสือให้เด็กฟังบ่อย ๆ  เพื่อปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน   อาจให้เด็กนั่งตัก  หรืออ่านให้ฟังในกลุ่มย่อย  ๒ – ๓ คน  นอกจากนี้ควรร้องเพลง เล่นกับนิ้วมือ   แสดงบทบาทสมมติ   ตามเนื้อเรื่องในนิทานกับเด็ก

                        ๕.๔  จัดกิจกรรมให้เด็กได้เล่นกับวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับศิลปะ เช่น  สีเทียนแท่งใหญ่   ปั้นแป้ง  / ดินน้ำมัน/ ดินเหนียว  สีน้ำกับกระดาษแผ่นใหญ่

                        ๕.๕ จัดกิจกรรมให้เด็กอายุ ๒ ปี  เล่นกลางแจ้ง เล่นน้ำ เล่นทรายเป็นประจำทุกวัน

                                ๕.๖  จัดกิจกรรมให้เด็กเรียนรู้จากการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า  ได้แก่  ตา- ดู  หู – ฟัง  จมูก – ดมกลิ่น   ลิ้น  - ชิมรส   ผิวหนัง – สัมผัส  ดังนั้นผู้ใหญ่ต้องให้โอกาสเด็กได้ทำกิจกรรมที่ใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า

ตัวอย่างกิจกรรมประจำวัน สำหรับเด็กวัย  ๑-๓ ปี

 

เช้า

-          ให้กินนมและอาหารเช้าที่บ้านหรือที่สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย

-          ดูแลความสะอาดด้านร่างกายของเด็ก  โดยฝึกให้เด็กได้มีส่วนร่วมในการปฏิบัติ

-          พาเด็กเดิน  วิ่งหรือเล่นเครื่องเล่นเพื่อพัฒนากล้ามเนื้อใหญ่และเรียนรู้สิ่งต่างๆ

       ตามธรรมชาติในบริเวณสถานที่ มีผู้ใหญ่พูดคุยหรือช่วยแนะนำ

 

สาย

-          ให้กินนม / อาหารว่าง

-          ฝึกกิจกรรมหรือประสบการณ์ที่ช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ทักษะโดยการปฏิบัติด้วย      ตนเอง  เช่น การล้างมือ  การใช้ห้องน้ำ  การดื่มนมจากถ้วย

-          ให้เด็กได้เล่นของเล่นเพื่อการพัฒนาอย่างอิสระ หรือเล่นกับพี่น้อง หรือเพื่อนเป็นกลุ่ม หรือจัดหาวัสดุอุปกรณ์เกี่ยวกับศิลปะให้เด็กได้เล่นสลับกัน

 

กลางวัน

-          ให้กินอาหารที่มีประโยชน์ถูกหลักโภชนาการและฝึกการช่วยเหลือตนเองใน             การรับประทานอาหาร โดยให้เด็กได้ปฏิบัติเองบ้าง

-          ดูแลความสะอาด  อาบน้ำ  ฝึกสุขนิสัยที่ดีในการรักษาความสะอาดให้แก่เด็ก                  ให้เด็กช่วยเหลือตนเองในการแต่งกายเปลี่ยนชุดนอน

-          ให้นอนพักผ่อนในช่วงเวลากลางวัน  โดยไม่จำกัดเวลา

 

บ่าย

-          ให้กินนม / อาหารว่าง

-          ฝึกสุขนิสัยการดูแลความสะอาดอีกครั้ง

-          เล่านิทานหรืออ่านหนังสือให้เด็กฟัง  พร้อมทั้งพูดคุยแสดงบทบาทสมมติกับเด็ก

-          ให้ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง ๕  ในการทำกิจกรรมที่เขาสนใจอย่างอิสระโดยผู้ใหญ่คอยแนะนำหรือจัดหาวัสดุให้

เย็น

-          พาเด็กออกไปเล่นกลางแจ้งอีกครั้ง  อาจจะเล่นทราย  เล่นน้ำ  ช่วยดูแลรดน้ำต้นไม้           / สนามหญ้า สร้างความสัมพันธ์กับครอบครัว

 

กลางคืน

-          กินอาหารเย็นที่บ้าน

-          เล่านิทาน ร้องเพลงกล่อม ให้เด็กนอนพักผ่อนแต่หัวค่ำ  เพื่อให้ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

 

         


.การจัดสภาพแวดล้อม

            สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับเด็กมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเด็กให้เติบโตได้อย่างปลอดภัยและมีพัฒนาการสมวัย  พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กจำเป็นต้องจัดสภาพแวดล้อมทั้ง        ภายในและภายนอกบ้าน สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยให้สะอาด ถูกสุขลักษณะ ปลอดภัย และ             เหมาะสมกับการพัฒนาเด็กทุกด้าน  เพื่อช่วยให้เด็กมีสุขภาพทั้งกายและใจที่ดี ดังนี้

            .๑ จัดสภาพแวดล้อมภายใน ให้ถูกสุขลักษณะเหมาะสมกับการเลี้ยงดูเด็ก โดยคำนึงถึงการจัดให้มีแสงสว่างที่เพียงพอ การถ่ายเทอากาศดี พื้นห้องสะอาด ปลอดภัย ไม่มีฝุ่นละออง        หน้าต่างประตูติดมุ้งลวด บรรยากาศเงียบสงบ พื้นที่ใช้สอยมีการจัดแบ่งเป็นสัดส่วนเหมาะสำหรับการใช้งาน การตกแต่งห้องแบบเรียบง่าย ใช้สีนุ่มนวล สดใส อุปกรณ์เครื่องใช้สะอาดปลอดภัย        เหมาะกับวัยของเด็ก ของเล่นที่ปลอดภัยเหมาะกับวัยของเด็กและการจัดเก็บและกำจัดสิ่งปฏิกูลที่เหมาะสม  ดังนี้คือ

                     * ..๑ แสงสว่าง  ต้องมีแสงสว่างเพียงพอโดยสม่ำเสมอทั่วทั้งห้องที่เอื้อต่อการ จัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาเด็ก(ห้องจัดกิจกรรมควรมีความเข้มของแสงระหว่าง ๒๐๐–๔๐๐ ลักส์       ห้องนอนควรมีความเข้มของแสงระหว่าง ๑๐๐–๑๕๐ ลักส์  ห้องน้ำห้องส้วมควรมีความเข้มของแสงประมาณ ๒๐๐ ลักส์ )

                     ..๒  เสียง      ต้องอยู่ในระดับที่ไม่ดังเกินไป โดย

                                    - ระดับเสียงภายในอาคารขณะเด็กหลับไม่เกิน ๓๕–๔๐ เดซิเบล ขณะทำ             กิจกรรมอยู่ระหว่าง ๔๕–๕๐ เดซิเบล

                              -   ระดับเสียงภายนอกอาคารไม่เกิน ๗๐  เดซิเบล

               ..๓ การถ่ายเทอากาศ   ต้องมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก โดยพื้นที่ของหน้าต่าง ประตู และช่องลม รวมกันแล้วประมาณ ๒๐ % ของพื้นที่ห้อง  ในกรณีที่เป็นห้องกระจกหรืออยู่ในบริเวณโรงงานที่มีมลพิษ ต้องติดเครื่องปรับอากาศ และมีเครื่องฟอกอากาศอย่างเหมาะสม         ในบริเวณที่มีเด็กอยู่ต้องเป็นเขตปลอดบุหรี่

               ..๔ สภาพพื้นที่ภายในอาคาร ต้องไม่ลื่นไม่ชื้น ควรเป็นพื้นไม้หรือปูด้วยวัสดุที่มีความปลอดภัยจากอุบัติเหตุ

               ..๕ บันได  ต้องมีความกว้างของบันไดแต่ละช่วงไม่น้อยกว่า ๑ เมตร  ชานพักของบันไดต้องไม่น้อยกว่าความกว้างของบันได ลูกตั้งของบันไดต้องสูงไม่เกิน ๑๗.๕๐ เซนติเมตร ลูกนอนต้องกว้างไม่น้อยกว่า ๒๐ เซนติเมตร บันไดทุกขั้นต้องมีราวและลูกกรงสูงไม่น้อยกว่า       ๙๐ เซนติเมตร มีราวเตี้ยเหมาะกับเด็กเกาะขึ้นบันไดและระยะห่างของลูกกรงต้องไม่เกิน                ๑๕ เซนติเมตร ทั้งนี้โดยต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของเด็ก ในกรณีที่มีบันไดอยู่เดิมแล้ว             หากสามารถปรับได้ก็ควรดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด

      ..จัดสภาพแวดล้อมภายนอก  ให้ปลอดภัยเหมาะกับการเลี้ยงดูเด็ก โดยคำนึงถึงการจัดให้มีบรรยากาศของธรรมชาติที่ร่มรื่น มองดูสดชื่น สะอาด สวยงาม เป็นระเบียบเรียบร้อย ปลอดภัย และมีบริเวณกว้างพอที่เด็กจะเคลื่อนไหวได้อย่างมีอิสระ ไม่มีหลุมบ่อหรือสระน้ำ มีการกั้นขอบเขตบริเวณห่างจากถนน มีเครื่องเล่นสนามที่ปลอดภัย ไม่มีชิ้นส่วนที่แตกหักหรืออาจเป็นอันตรายต่อเด็ก ดังนี้

            ..๑ รั้ว  มีรั้วกั้นบริเวณให้เป็นสัดส่วนเพื่อความปลอดภัยของเด็ก และควรมีทางเข้า-ออกไม่น้อยกว่าสองทาง ถ้ามีทางเดียวต้องมีความกว้างประมาณ ๒.๐๐ เมตร

            ..๒ มลภาวะ

                                    ๑) ต้องดูแลและกำจัดเก็บสิ่งปฏิกูลให้เหมาะสม ไม่ปล่อยให้เป็นแหล่งเพาะหรือแพร่เชื้อโรค และควรมีการกำจัดสิ่งปฏิกูลทุกวัน

๒) ต้องมีสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะและควรตั้งอยู่ห่างจากแหล่งอบายมุข ฝุ่นละออง กลิ่นหรือเสียงรบกวนเกินควร

                     ..๓ ที่เล่นกลางแจ้ง   ต้องมีพื้นที่เฉลี่ยไม่น้อยกว่า ๒.๐๐ ตารางเมตรต่อเด็ก        ๑ คน ขณะเล่น โดยจัดให้มีเครื่องเล่นกลางแจ้งที่ปลอดภัยและมีจำนวนพอสมควรกับจำนวนเด็ก  ในกรณีที่ไม่สามารถจัดให้มีที่เล่นกลางแจ้งเป็นการเฉพาะหรือในสถานที่อื่นได้ อาจปรับใช้ที่ในร่มแทนก็ได้ โดยมีพื้นที่ตามกำหนดหรืออาจจัดกิจกรรมกลางแจ้งในสถานที่อื่นที่เหมาะสม  เช่นบริเวณวัด หรือสวนสาธารณะ เป็นต้น

                     ..๔ ระเบียง  ต้องมีความกว้างของระเบียงไม่น้อยกว่า ๑.๕๐ เมตร และหากมีที่นั่งตามระเบียงด้วย ระเบียงต้องกว้างไม่น้อยกว่า ๑.๗๕ เมตร ขอบระเบียงต้องสูงจากที่นั่ง              ไม่น้อยกว่า ๗๐ เซนติเมตร

                        ทั้งนี้สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี ควรศึกษาข้อมูลจาก          *มาตรฐานสถานรับเลี้ยงเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ : ๒๕๔๕) เพื่อดำเนินการได้อย่างถูกต้องมีคุณภาพ

บทที่ ๕

สื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็ก

                สื่อ เป็นตัวกลางกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ตามจุดมุ่งหมายที่กำหนด การเรียนรู้ของเด็ก       อายุต่ำกว่า ๓ ปีจำเป็นต้องผ่านการลงมือปฎิบัติจริงหรือเกิดจากการค้นพบด้วยตนเองเป็น              ประสบการณ์ตรง ซึ่งเด็กจะเรียนรู้จากสิ่งที่เป็นรูปธรรมหรือมองเห็น จับต้องได้ ไปสู่สิ่งที่เป็นนามธรรมเมื่อเข้าสู่อายุที่สูงขึ้น การเรียนรู้ของเด็กวัยนี้จึงขึ้นอยู่กับของจริงที่พบเห็น ของเล่นที่เลียนแบบของจริง นิทานและเพลง ดังนี้

          .ของเล่น

                ของเล่นเป็นเพียงส่วนประกอบของการเล่นและช่วยกระตุ้นให้เด็กเกิดความสนใจการเล่นมากขึ้น   ของเล่นจะเป็นอะไรก็ได้   พวกวัสดุสิ่งของเครื่องใช้หรืออุปกรณ์ต่าง ๆที่มีอยู่รอบตัวในชีวิตประจำวันของเด็ก นอกเหนือจากของเล่นที่มีขายในท้องตลาด  และเด็กเล่นแล้วปลอดภัย  หรือมีความสุข  และสามารถทำขึ้นเองได้หรือซื้อหาในราคาไม่แพงนัก  ดังนี้

. ๑  ลักษณะของเล่นเด็ก  ของเล่นที่เกี่ยวข้องกับการเล่นของเด็ก  แบ่งเป็น

                     ..๑ ของจริง  เป็นของเล่นที่เป็นสิ่งของหรือเครื่องใช้ในชีวิตจริง   ของเล่น         ชิ้นแรกที่มีคุณค่าต่อชีวิตเด็กมากที่สุด คือ พ่อแม่ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าทารกจะสนใจมองหน้าพ่อแม่ มากกว่าสิ่งอื่น และหันตามเสียงของพ่อแม่ การเรียนรู้ของทารกจะเริ่มต้นจากการรับรู้สิ่งที่เป็นรูปธรรมในชีวิตจริงไปสู่การรับรู้ภาพสัญญลักษณ์ตามลำดับขั้นตอนของพัฒนาการทางสติปัญญา   ของจริงที่เด็กเล่นได้   เช่น  ฝาขวดนมพลาสติก  ช้อน – ถ้วย – ชามพลาสติก  เป็นต้น

                     ..๒ ของเล่นเลียนแบบของจริง   เป็นของเล่นที่ทำขึ้นให้มีรูปแบบเหมือน          ของจริงที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน   อาจทำจากวัสดุประเภทไม้  พลาสติก โลหะ  หรือกระดาษก็ได้  เช่น  ตุ๊กตาสัตว์ขนอ่อนนุ่ม  ตุ๊กตาคน  ลูกบอลเด็กเล่น   รถเด็กเล่น  ของเล่นเครื่องครัว                       /เครื่องใช้ในบ้าน   รถเด็กเล่น  เป็นต้น

..๓ ของเล่นสร้างสรรค์    เป็นของเล่นที่ทำขึ้นไม่มีรูปแบบที่แน่นอนตายตัว  สามารถประกอบเข้าด้วยกันให้เป็นอะไรก็ได้ตามความต้องการหรือจินตนาการของผู้เล่น  เช่น   ตัวต่อพลาสติก   พลาสติกสร้างสรรค์  บล็อกพลาสติก / ไม้  วัสดุที่ใช้ในการวาดภาพ/ การปั้น            / การประดิษฐ์  เป็นต้น

           ..๔  ของเล่นเพื่อการศึกษา  เป็นของเล่นที่ทำขึ้นมีรูปแบบให้เกิดการเรียนรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่ง  เช่น  ภาพตัดต่อให้เรียนรู้การแก้ปัญหา   บัตรภาพ–บัตรตัวอักษรให้เรียนรู้         การจำตัวหนังสือ  กระดานหยิบชิ้นภาพ   ลงช่องให้เรียนรู้การสังเกต  เป็นต้น

            ..๕   ของเล่นพื้นบ้าน   เป็นของเล่นที่ทำขึ้นจากวัสดุตามธรรมชาติหรือวัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่นด้วย   ภูมิปัญญาไทย  เช่น  โมบายล์ปลาตะเพียนใบลาน  ตะกร้อใบลาน  ตุ๊กตาสัตว์ทำจากฟาง ม้ากาบหมาก กังหันลมใบตาล ล้อกลิ้งไม้ไผ่ ม้าเขย่งไม้ไผ่  นก/ตั๊กแตนสานใบมะพร้าว กะลารองเท้า   ปี่ใบมะพร้าวและปั้นดินเหนียวรูปสัตว์  เป็นต้น

.๒  ประเภทของเล่นเด็ก   ของเล่นเด็กมีหลากหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์

ของการใช้เล่นแบ่งเป็น

            ..๑   ของเล่นฝึกประสาทสัมผัส   เป็นของเล่นที่ดึงดูดความสนใจของเด็กในการมองเห็น ได้ยิน  และสัมผัส  เช่น โมบายล์รูปทรงขาว–ดำ/หลากสี ของเล่นเขย่า/ บีบแล้วมีเสียง  ของเล่นมีผิวสัมผัสเรียบ–ขรุขระ  ของเล่นหยิบจับไว้ในมือได้  เสียงเพลง  เป็นต้น

          ..๒  ของเล่นฝึกการเคลื่อนไหว   เป็นของเล่นที่เคลื่อนที่ไปมาได้กระตุ้นให้เด็กใช้กล้ามเนื้อแขน–ขา เช่น  ลูกบอล  ของเล่นลากจูงได้  ของเล่นไขลาน  ของเล่นมีล้อเลื่อน  เป็นต้น

            ..๓ ของเล่นฝึกความสัมพันธ์มือตา  เป็นของเล่นที่ฝึกให้เด็กได้พัฒนา           การประสานสัมพันธ์ระหว่างการใช้กล้ามเนื้อมือและตาอย่างมีจุดหมาย  เช่น  กระดานฆ้อนตอก   กล่องหยอดรูปทรง  ของเล่นร้อยลูกปัดเม็ดโต  ของเล่นร้อยเชือกตามรู  ของเล่นผูกเชือก / รูปซิป       / ติดกระดุม  เป็นต้น

..๔ ของเล่นฝึกภาษา  เป็นของเล่นที่เร้าความสนใจเด็ก  อาจเป็นภาพ              ตัวหนังสือ การได้ยินคำพูด/คำศัพท์ใหม่ๆ  ช่วยให้เกิดการเลียนเสียงภาษาพูด–ภาษาเขียน   เช่น  หนังสือภาพ  นิทาน  เทปเพลง  ของเล่น  เครื่องดนตรี  เป็นต้น

            ..๕ ของเล่นฝึกการสังเกต  เป็นของเล่นฝึกทักษะการเปรียบเทียบ การจำแนกหรือจัดกลุ่ม  เช่น  ของเล่นรูปทรงเรขาคณิต  แผ่นภาพจับคู่  บล็อกต่างสีต่างขนาด  เป็นต้น

          ..๖ ของเล่นฝึกการคิด   เป็นของเล่นสอนให้เด็กมีสมาธิและรู้จักแก้ปัญหา   คิดใช้เหตุผล  เช่น   ภาพตัดต่อ  ตัวต่อ   ภาพปริศนา   บล็อกไม้   เป็นต้น

         ..๗ ของเล่นฝึกความคิดสร้างสรรค์  เป็นของเล่นที่ส่งเสริมให้เด็กสร้างจินตนาการตามความนึกคิด   หรือแสดงบทบาทสมมติ  เช่น    บล็อกไม้  ตัวต่อ  ของเล่นเครื่องครัว   ของเล่นร้านค้า  ของเล่นเครื่องมือแพทย์  เป็นต้น

            .๓ ของเล่นเด็กตามวัย เด็กมีความสนใจของเล่นแตกต่างกัน ตามความสามารถของวัย ดังนี้

         ..๑ ของเล่นสำหรับเด็กแรกเกิด ๓ เดือน   มักเป็นของเล่นกระตุ้นทักษะการใช้สายตา   การฟังเสียง   การสัมผัส   เช่น   เครื่องแขวนหรือโมบายล์ที่มีสีตัดกันชัดเจน (ขาว–ดำ          /แดง-เขียว/น้ำเงิน-เหลือง)ทำด้วยผ้าอ่อนนุ่มหรือพลาสติกเนื้อดีมีกระดิ่งห้อยและมีเสียงกรุ๋ง กริ๋งเวลาลมพัดไปมา   ของเล่นเขย่าหรือบีบให้เกิดเสียง   ตุ๊กตาผ้ารูปสัตว์  ลูกบอลผ้า ของเล่นพลาสติกสอดกำได้   ของเล่นแบบคานมหาสนุกให้ใช้นิ้วสัมผัส  เป็นต้น

..๒  ของเล่นสำหรับเด็กอายุ ๓  ๖   เดือน   มักเป็นของเล่นที่ฝึกทักษะการมองตามวัตถุ  การได้ยินเสียง  การใช้มือ – นิ้วมือในการหยิบจับสิ่งต่าง ๆ  และการสังเกต เช่น            ตุ๊กตายางเป็นรูปต่างๆ   ลูกบอลผ้า  พลาสติก  ของเล่นบีบแล้วเกิดเสียง  ของเล่นเขย่ามีเสียงอยู่       ข้างใน  และของเล่นที่กลิ้งไปมามีเสียงข้างใน

..๓ ของเล่นสำหรับเด็กอายุ ๖ ๑๒  เดือน  มักเป็นของเล่นที่ฝึกทักษะการใช้มือ–นิ้วมือ การประสานสัมพันธ์มือ–ตา  การสัมผัส  การสังเกต  เช่น  บล็อกไม้ / พลาสติก           กล่องหยอดบล็อกรูปทรงต่าง ๆ   ของเล่นไขลานเดินได้  ตุ๊กตา ของเล่นที่เป็นของจริง   เป็นต้น 

                     ..๔ ของเล่นสำหรับเด็กอายุ ๑ ๓ ปี  มักเป็นของเล่นที่ฝึกทักษะการเคลื่อนไหว            การประสานสัมพันธ์มือ–ตา มาใช้กล้ามเนื้อมือ–ข้อมือ  การสังเกตเปรียบเทียบ   ความจำ                           ความคิดสร้างสรรค์  เช่น ของเล่นลากจูงและผลักไปมาได้   กระดานฆ้อนตอก  บล็อกไม้                   ภาพตัดต่ออย่างง่าย   ตัวต่อพลาสติกขนาดใหญ่  ตุ๊กตา  ของเล่นจำลอง   เป็นต้น

 

* ตารางการเล่นและของเล่นเด็กแรกเกิด ๓ ปี

อายุ

ความสนใจของเด็ก

การส่งเสริมการเล่น

ของเล่น/วัสดุอุปกรณ์

ประโยชน์

แรกเกิด -

๓ เดือน

วัตถุที่ดึงดูดสายตา  เคลื่อนไหวได้  มีเสียง

แขวนโมบายล์ที่มีสีสดใส  หมุนแกว่ง

ไปมาได้  มีเสียง

โมบายล์ทำจากผ้า  หรือกระดาษสีมีกระดิ่งห้อย  โมบายปลาตะเพียน

ฝึกทักษะการมองดู                    การมองตามวัตถุและการฟังเสียง

ใบหน้าผู้เลี้ยงดู

พูดคุย ร้องเพลงเห่กล่อม

ผู้เลี้ยงดู

ฝึกทักษะการมองสบตาและ      การรับรู้เสียง

มือของเด็กเอง

หาของเล่นอ่อนนุ่มสีสด  ให้หยิบจับและสัมผัส

ตุ๊กตาขนนุ่ม / ตุ๊กตายาง  ลูกบอลผ้า          / หมอนผ้า

ฝึกการใช้กล้ามเนื้อมือ - แขน

วัตถุมีเสียง

หาของเล่นถือเขย่ามีเสียงดังกรุ๋งกริ๋ง

ของเล่นเป็นห่วงใหญ่    มีชั้นย่อยห้อยอยู่ด้วย

ฝึกการฟังเสียง – หันหาเสียง  และการใช้กล้ามเนื้อมือ- แขน

วัตถุมีสีตัดกัน- มีลวดลาย

หาของเล่นสีขาว – ดำหรือสีสดใส      ตัดกัน

ของเล่นเป็นหมอนผ้า     เป็นตารางหมากรุกหรือเป็นวงกลมซ้อนกัน

ฝึกการมองอย่างมีจุดหมาย

๓ -  ๖ เดือน

วัตถุที่มีเสียง

หาของเล่นให้คว้าจับ สัมผัส  กำ  เขย่า  เคาะ  บีบให้เกิดเสียง

ของเล่นเขย่า  เคาะหรือบีบแล้วเกิดเสียง

ฝึกการใช้กล้ามเนื้อมือ – นิ้วมือ 

ฝึกการฟังเสียงและค้นหาทิศทาง

วัตถุที่เคลื่อนไหวได้เอง

หาของเล่นที่เคลื่อนไหวหรือกลิ้งไปมาได้

ตุ๊กตาไขลาน   ของเล่นที่มีล้อ

ของเล่นที่กลิ้งได้

ฝึกการใช้กล้ามเนื้อมือ – นิ้วมือ  คลายอาการคันเหงือก

 

อายุ

ความสนใจของเด็ก

การส่งเสริมการเล่น

ของเล่น/วัสดุอุปกรณ์

ประโยชน์

๖ – ๑๒  เดือน

ใบหน้าผู้เลี้ยงดู

เล่นจ๊ะเอ๋กับเด็ก  ตบมือเล่น  ร้องเพลง

ผู้เลี้ยงดู

ฝึกทักษะการรับรู้เสียง

มองตนเองในกระจก

อุ้มเด็กยืนหน้ากระจกชี้ให้ดูตัวเอง

กระจกเงา

ฝึกการรับรู้ตนเอง

คลานด้วยเข่า  เกาะ 

ยืน  ตั้งไข่

ให้อิสระเด็กในการคลาน  คอยดูแล

ใกล้ ๆ   ช่วยพยุงให้เด็กนั่งทรงตัว 

พื้นที่เรียบไม่อันตราย

ฝึกการใช้กล้ามเนื้อแขน – ขา  การทรงตัว

เสียงเพลง

ให้ฟังเพลง  เล่นตบมือ  เป็นจังหวะเพลงออกท่าทาง  เล่นจับปูดำ              เล่นซ่อนของ  เอาผ้าคลุม

เทปเพลง  ของเล่นมีเสียง

ฝึกการฟังเสียงและจังหวะเพลง

สิ่งของที่เคลื่อนที่ได้

หาของเล่นที่กลิ้งไปมาได้  ให้เด็กจับเล่น  โยนลงพื้น

ลูกบอลผ้าหรือพลาสติก  รถไขลาน

ฝึกการใช้มือ-นิ้วมือ

สิ่งของใกล้ตัว

ให้เด็กใช้มือหยิบจับ  ถ้วย ชาม  ช้อน  พลาสติก หรือตักน้ำหรืออาหารเข้าปาก

ถ้วย ชาม  ช้อน   พลาสติก

ฝึกการใช้มือ-นิ้วมือ

การช่วยตนเอง

๑ – ๓ ปี

ชอบเดินไม่อยู่นิ่ง

หาของเล่นลากจูงได้ให้เด็กลากไปมา

ขบวนรถไฟไม้ของเล่นที่ลากจูง

จักรยาน  ๓  ล้อ

ฝึกการเคลื่อนไหว  การทรงตัว    การรับรู้ทิศทาง

ขว้างปาสิ่งของ

หาของเล่นที่ตกไม่แตกให้เด็กได้ทดลองขว้างปา  ตอกหรือ ถอด

กล่องกระดาษ  กระป๋องแป้งพลาสติก

ลูกบอลเล็ก  กระดาษฆ้อนตอก

ฝึกการใช้กล้ามเนื้อมือ–ตา   การกะระยะ

 

อายุ

ความสนใจของเด็ก

การส่งเสริมการเล่น

ของเล่น/วัสดุอุปกรณ์

ประโยชน์

๑ – ๓ ปี

เล่นคนเดียว

หาของเล่นสร้างสรรค์   ให้เด็กเล่นอย่างอิสระ

ภาพตัดต่อง่าย ๆ  ไม้บล็อก  กล่องมีรูปใส่บล็อก

ฝึกการใช้มือ  การสังเกต  สมาธิ

ขีดเขียน

หาสีเทียนแท่งใหญ่ และกระดาษให้

ขีดเขียนเล่น

ดินสอเทียน  กระดาษ

ฝึกการใช้มือ-นิ้วมือ

การประสานมือ-ตา

ฟังนิทาน/ดูรูปภาพ

หารูปภาพชี้ชวนให้เด็กดูและสอนให้รู้จักคำเรียกรูปร่างลักษณะ  เล่านิทาน

รูปภาพเหมือนจริง  หนังสือนิทาน

 ฝึกการสังเกต  รู้จักชื่อสิ่งต่าง  ๆ  

การรับฟัง

เล่นน้ำ / ทราย

ให้เด็กตักน้ำเล่น  รดน้ำลงพื้นหาของเล่นที่ใช้ตวงทราย

ของเล่นที่ตักตวงน้ำ / ทราย  ทำด้วยพลาสติก  กระป๋องตักน้ำ

ฝึกการใช้มือ- นิ้วมือ  การใช้แขนการประสานมือ- ตา

เลียนแบบผู้ใหญ่

หาของเล่นเลียนแบบ    การกระทำของผู้ใหญ่ให้เล่น

ตุ๊กตามีเสื้อผ้าถอดได้ของใช้ใน          บ้านจำลอง

ฝึกทักษะการสร้างสัมพันธ์กับ สิ่งรอบตัว การเลียนแบบการกระทำ

ที่มา  จิตตินันท์  เดชะคุปต์ การเล่น นิทานและเพลงสำหรับเด็กปฐมวัยในเอกสารประกอบการดำเนินงานมุมส่งเสริมโภชนาการและพัฒนาการเด็กปฐมวัย จัดทำโดยส่วนอนามัยแม่และเด็ก  สำนักส่งเสริมสุขภาพและกรมอนามัย  ๒๕๔๔ หน้า๔๓–๔๕

 

            .๔  การเลือกของเล่นเด็ก   หลักเกณฑ์ที่ควรคำนึงถึงมีดังนี้

                        ..๑ ความปลอดภัยในการเล่น   ของเล่นสำหรับเด็กอาจทำด้วยไม้  ผ้า  พลาสติก  หรือโลหะที่ไม่มีอันตรายเกี่ยวกับผิวสัมผัสที่แหลมคมหรือมีชิ้นส่วนที่หลุดหรือแตกหักง่าย   ตลอดจนทำด้วยวัสดุที่ไม่มีพิษมีภัยต่อเด็กในสีที่ทาหรือส่วนผสมในการผลิต  มีขนาดไม่เล็ก         เกินไปจนทำให้เด็กกลืนหรือหยิบใส่รูจมูกหรือเข้าปากได้   รวมทั้งมีน้ำหนักพอเหมาะที่เด็กสามารถหยิบเล่นเองได้

                        ..๒ ประโยชน์ในการเล่น   ของเล่นที่ดีควรช่วยเร้าความสนใจของเด็กให้     อยากรู้อยากเห็น มีสีสันสวยงามสะดุดตาเด็ก มีการออกแบบที่ส่งเสริมให้เด็กใช้ความคิดและจินตนาการที่จะเล่นอย่างริเริ่มสร้างสรรค์หรือแก้ปัญหาช่วยในการพัฒนากล้ามเนื้อ การเคลื่อนไหว  และการใช้มือได้อย่างคล่องแคล่วทั้งยังเสริมสร้างการพัฒนาประสาทมือและตาให้สัมพันธ์กัน     ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการเรียนอ่าน-เขียน-คิดเลข  ต่อไป

                        ..๓ ประสิทธิภาพในการใช้เล่น  ของเล่นที่เหมาะในการเล่นควรมีความยากง่ายเหมาะกับระดับอายุและความสามารถตามพัฒนาการของเด็ก   ของเล่นที่ยากเกินไปจะบั่นทอนความสนใจในการเล่นของเด็กและทำให้เด็กรู้สึกท้อถอยได้ง่าย  ส่วนของเล่นที่ง่ายเกินไปก็ทำให้เด็กเบื่อไม่อยากเล่นได้  นอกจากนี้ของเล่นควรทำให้เด็กได้ใช้ประสบการณ์ตรงและเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง มีความแข็งแรงทนทานและปรับเปลี่ยนดัดแปลงใช้ประโยชน์ได้หลายโอกาส          หลายรูปแบบหรือเล่นได้หลายคน

..๔    ความประหยัดทรัพยากร  ของเล่นที่ดีไม่จำเป็นต้องมีราคาแพงหรือ

ผลิตด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย   มีตราเครื่องหมายผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่มีชื่อเสียงเป็นที่นิยมทั่วไป   หากแต่เป็นวัสดุของหรือของเล่นที่สามารถจัดหาได้ง่าย    มีราคาย่อมเยา  และมีอยู่ในท้องถิ่นนั้น   โดยหาซื้อได้ง่ายหรือทำขึ้นเองได้จากภูมิปัญญาพื้นบ้านหรือวัฒนธรรมท้องถิ่น

ตารางเกณฑ์พิจารณาการเลือกซื้อของเล่นให้เด็ก

ประเด็นการพิจารณา

ใช่

ไม่ใช่

๑.ของเล่นมีลักษณะปลอดภัยสำหรับเด็กตามวัย ไม่มีชิ้นส่วนแหลมคมหรือแตกหักง่าย

๒.ของเล่นดึงดูดความสนในใจการเล่น  ท้าทายความสามารถของเด็ก

๓.ของเล่นเหมาะกับวัยของเด็กไม่ยากหรือง่ายเกินไปที่เด็กจะเล่นได้เอง

๔.ของเล่นมีการออกแบบอย่างพิถีพิถัน   มองดูเหมาะกับธรรมชาติของเด็ก

๕.ของเล่นสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบได้หลากหลาย  ใช้เล่นได้หลายแบบหลายวิธี  ตามความต้องการของผู้เล่น

๖.ของเล่นมีความคงทนใช้เล่นได้นานไม่บุบสลายง่าย

๗.ของเล่นช่วยส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ของเด็ก  ทำให้เด็กเรียนรู้หลาย ๆ   ด้านเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมรอบตัว

๘.ของเล่นช่วยขยายความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก  ทำให้เด็กใช้จินตนาการ      คิดทำสิ่งใหม่ ๆ 

๙.ของเล่นทำให้เด็กมีสมาธิใจจดจ่ออยู่กับการเล่นเป็นเวลานานพอควรตามช่วงความสนใจของวัย

๑๐.ของเล่นทำความสะอาดได้ง่ายหรือนำกลับมาเล่นใหม่ได้

๑๑.ของเล่นทำให้เด็กเกิดความรู้สึกดีต่อตนเองและค้นพบความสำเร็จ

๑๒.ของเล่นมีราคาไม่แพงจนเกินไป      เมื่อเปรียบเทียบกับคุณภาพของวัสดุและการใช้ประโยชน์

   

เกณฑ์การตัดสินใจซื้อของเล่น  ถ้าคำตอบ ใช่ ”  เกิน  ๑๐  ข้อ

   


.นิทาน

                        นิทานมีความสำคัญและให้ประโยชน์ต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับ          ธรรมชาติของเด็กปฐมวัยอย่างมาก    นิทานช่วยพัฒนาทักษะการฟังและการพูด  ให้ความรู้   ความสนุกสนาน และจินตนาการแก่เด็ก  ทั้งยังฝึกสมาธิให้เด็กรู้จักสำรวมใจให้จดจ่ออยู่กับเรื่องที่ฟัง    ซึ่งเป็นพื้นฐานการเตรียมความพร้อมด้านการอ่านหนังสือและปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้แก่เด็กไปพร้อมกัน   พ่อแม่เป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการจัดสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กอย่างเหมาะสมตามวัย   โดยเฉพาะการให้เวลาพูดคุยโต้ตอบ  เล่นร่วมกันและเล่าหรืออ่านนิทานให้ฟังเป็นประจำ   เด็กจะรับรู้ถึงความรัก  ความอบอุ่น   ความปรารถนาดี   และความห่วงใยที่พ่อแม่ส่งผ่านมากับกิจกรรมพ่อแม่ลูกที่เกิดขึ้นในครอบครัว   และการใช้         สายสัมพันธ์นี้เป็นแรงเสริมที่จะทำให้เด็กตื่นตัวต่อการเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวอยู่ตลอดเวลา พ่อแม่จึงจำเป็นต้องเข้าใจความต้องการของเด็กในแต่ละช่วงวัย  และตอบสนองด้วยความสนใจ เอาใจใส่ดูแลอย่างใกล้ชิดในช่วงระยะ ๖ ปีแรกที่เป็นหน้าต่างโอกาสของการเรียนรู้ที่สำคัญในชีวิต   เพื่อให้เด็กเติบโตและพัฒนาได้อย่างเต็มที่ตามศักยภาพที่มีอยู่อย่างแท้จริง

         .๑ ลักษณะความสนใจนิทานของเด็กปฐมวัย

            ความเหมาะสมของนิทานสำหรับเด็กปฐมวัย   จำเป็นต้องคำนึงถึงความสนใจ  การรับรู้   และความสามารถตามวัยของเด็กเป็นสำคัญ   จึงยังเกิดประโยชน์ที่แท้จริงต่อการเรียนรู้ของเด็ก  เด็กจะเริ่มรับรู้นิทานจากภาพที่มองเห็นและเสียงที่ได้ยิน   โดยไม่รู้ความหมายไปทีละเล็กละน้อย   จนสามารถเชื่อมโยงภาพและคำบอกเล่าที่ได้ยิน   ตลอดจนจดจำเนื้อหาเรื่องราวต่างๆที่นำไปสู่การอ่านตัวหนังสือได้อย่างมีความหมายต่อไป

                     ๒.๑.๑  ความสนใจนิทานของเด็กอายุ แรกเกิด–๑ ปี เด็กวัยนี้จะสนใจฟังเสียงที่อยู่           รอบตัว   รู้จักหันหาเสียง

                            ๒.๑.๒  ความสนใจนิทานของเด็กอายุ  ๑ -  ๒  ปี   เด็กวัยนี้เริ่มหยิบจับสิ่งของไว้ในมือได้มั่นคง   รู้จักพูดเป็นคำ ๆ  ในใจฟังคนพูดและเรื่องเล่าต่าง ๆ  แต่มีความสนใจสั้นมาก   ชอบทำอะไรซ้ำๆ   นิทานที่เหมาะสมกับเด็กวัยนี้ควรเป็นหนังสือภาพหรือเรื่องสั้น   นิทานที่มีภาพประกอบที่ชัดเจนมีขนาดใหญ่  มีเนื้อเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเด็กเองเกี่ยวกับครอบครัว  พ่อ  แม่  พี่  น้อง  หรือสัตว์เลี้ยง   รูปเล่มทำด้วยกระดาษหนาขนาดพอมือเด็กจับได้

        

         ๒.๑.๓ ความสนใจนิทานของเด็กอายุ ๒ – ๔  ปี    เด็กวัยนี้ชอบฟังเรื่องราวที่เป็นเรื่องในชีวิตจริง  ชอบฟังคำคล้องจอง / กลอนกล่อมเด็ก นิทานที่เหมาะสมกับเด็กวัยนี้ควรเป็นนิทานที่เป็นร้อยกรองสำหรับเด็กมีภาพประกอบที่มีรายละเอียดไม่มากนัก  มีสีสันสดใสน่าสนใจ  รูปเล่มอาจมีขนาดใหญ่ขึ้นพอมือเด็กจับ   ทำด้วยกระดาษหนา

                            ๒.๑.๔ ความสนใจนิทานของเด็กอายุ ๔ – ๖ ปี  เด็กวัยนี้ชอบอยากรู้อยากเห็น          สิ่งรอบตัวเกี่ยวกับชีวิตธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้จากไหน  ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นเช่นนี้  เริ่มเข้าใจความแตกต่างระหว่างความจริงกับเรื่องสมมติ  นิทานที่เหมาะกับเด็กวัยนี้ควรเป็นนิทานที่เป็นเรื่องสั้น  เข้าใจง่าย   ส่งเสริมจินตนาการและอิงความจริงอยู่บ้าง    เนื้อเรื่องสนุกสนานน่า      ติดตาม   มีตัวอักษรบรรยายเนื้อเรื่องไม่มากจนเกินไปและมีขนาดใหญ่พอควร  ใช้ภาษาที่ง่าย  ๆ

                      .๒ หลักการเลือกนิทานที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัย

                นิทานมีหลายประเภทและหลายลักษณะแตกต่างกัน  ทั้งที่เป็นนิทานที่แต่งเป็นโคลง/ กลอน  มีทั้งเรื่องสั้นเรื่องยาว   ทั้งที่เป็นตำนานที่เล่าสืบต่อกันมา  เป็นเทพนิยายต่างๆ หรือเรื่องที่แต่งขึ้นมาใหม่  นิทานบางเรื่องสอดแทรกเนื้อหาในการส่งเสริมคุณธรรม/จริยธรรม  บางเรื่อง      ส่งเสริมจินตนาการ  บางเรื่องเป็นเรื่องจริงเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมใกล้ตัวเด็ก   การเลือกนิทานสำหรับเด็กปฐมวัยเป็นเรื่องสำคัญที่ควรคำนึงถึงหลักเกณฑ์บางประการ  ดังนี้

                     ..๑   ความเหมาะสมกับวัย     เด็กในแต่ละวัยมีความสนใจฟังเรื่องราวต่าง ๆ  แตกต่างกันไปตามความสามารถในการับรู้และประสบการณ์ที่ได้รับ  นิทานที่เหมาะสมกับเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี   ควรเป็นหนังสือภาพ  สมุดภาพ   หนังสือภาพผสมคำ   นิทานที่มีบทร้อยกรองสั้น   ในขณะที่นิทานที่เหมาะสมกับเด็กอายุ ๓  ปี ขึ้นไป  ควรเป็นนิทานที่มีเรื่องราวที่เกี่ยวกับธรรมชาติ  นิทานเรื่องเล่าที่ให้ข้อคิด  นิทานที่ส่งเสริมจินตนาการของเด็ก

                      ..๒ ประโยชน์ที่เด็กได้รับ  การเลือกหนังสือต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่เด็กจะได้รับในการส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กด้วย   เช่น  สอนให้รู้จักคำเรียกชื่อสิ่งต่าง ๆ  เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออกพัฒนาความคิดจินตนาการ ให้ความรู้สึกที่ดีต่อเด็ก มีความตลกขบขันให้ความสนุกสนาน  ช่วยแก้ปัญหาให้กับตัวเด็กเมื่อเปรียบเทียบตนเองกับตัวละคร  เป็นต้น   การอ่านเรื่องราวหรือเนื้อหาของนิทานทั้งเล่มก่อนตัดสินใจเลือกจึงเป็นสิ่งสำคัญ

                      ..๓  เนื้อหาและลักษณะรูปเล่ม   นิทานหรือหนังสือที่ดีสำหรับเด็กปฐมวัยควรเป็นเรื่องสั้น ๆ   ง่าย ๆ  และไม่ซับซ้อน  มีจุดเด่นของเรื่องจุดเด่นของเรื่องจุดเดียว  เด็กดูภาพหรือฟังเรื่องราวเข้าใจได้และสนุกสนาน   มีเนื้อเรื่องที่ชัดเจนชวนติดตาม   เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ         ตัวเด็กและใกล้ชิดตัวเด็กหรือธรรมชาติแวดล้อม  ไม่มีการบรรยายเนื้อเรื่อง  ควรมีลักษณะเป็น      บทสนทนาโต้ตอบระหว่างตัวละคร  ใช้ภาษาที่ถูกต้องง่ายต่อความเข้าใจของเด็ก   ตัวอักษรควรมีขนาดใหญ่ใช้สีเข้มอ่านได้ชัดเจน   มีภาพประกอบที่สอดคล้องกับเนื้อเรื่อง  เป็นภาพที่มีสีสัน       สวยงามมีชีวิตชีวา  ส่วนใหญ่จะเป็นภาพเขียนหรือวาดมากกว่าภาพถ่าย   สำหรับนิทานที่เป็น  เรื่องราว มีรูปเล่มที่แข็งแรง  ทนทาน ทำด้วยวัสดุที่ไม่เป็นอันตรายต่อเด็ก ขนาดพอเหมาะกับมือเด็ก   ไม่จำเป็นต้องเป็นรูปสี่เหลี่ยมเสมอไปและมีความยาวตามช่วงความสนใจของเด็กแต่ละวัย

          .๓  วิธีการเล่นนิทานและเรื่องราวสำหรับเด็ก

            เมื่อเลือกนิทานเรื่องราวที่เหมาะสมกับวัยของเด็กได้แล้ว  วิธีการเล่านิทานหรือเรื่องราวเพื่อให้เด็กเกิดความสนใจติดตามฟังเนื้อเรื่องจนจบ  จำเป็นต้องทำให้เหมาะสมกับเรื่องที่จะเล่าด้วย   ในการเล่าเรื่องนิทานที่นิยมใช้มี  ๒  วิธี  ดังนี้

                            ..๑  การเล่าเรื่องโดยไม่มีอุปกรณ์  เป็นการเล่านิทานด้วยการบอกเล่าด้วย           น้ำเสียงและลีลาของผู้เล่า   ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

                               ๑)  การขึ้นต้นเรื่องที่จะเล่าควรดึงดูดความสนใจเด็ก  โดยค่อย ๆเริ่มเล่าด้วยเสียงพูดที่ชัดเจน  ลีลาของการเล่าช้า ๆ  และเริ่มเร็วขึ้นจนเป็นการเล่าด้วยจังหวะปกติ

                                         ๒) ระดับเสียงที่ใช้ควรดัง  และประโยคที่เล่าควรแบ่งเป็นประโยคสั้นๆ    แต่ได้ใจความ  การเล่าควรดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง  ไม่ควรเว้นจังหวะการเล่าให้นานและจะทำให้เด็กเบื่อ   อีกทั้งไม่ควรมีคำถามหรือคำพูดอื่น ๆ ที่เป็นการขัดจังหวะทำให้เด็กหมดสนุก

                                         ๓)  การใช้น้ำเสียง  สีหน้า   ท่าทางควรแสดงให้สอดคล้องกับลักษณะของตัวละคร   ไม่ควรพูดเนือยๆ  เรื่อยๆ เพราะทำให้ขาดความตื่นเต้น

                                         ๔)   การนั่งเล่าเรื่องควรจัดหาเก้าอี้นั่งให้เหมาะกับระดับสายตาเด็ก   ควรเว้นระยะห่างของการนั่งเผชิญหน้าเด็กพอประมาณที่จะสามารถสบตาเด็กขณะเล่าเรื่องได้ทั่วถึง

                               ๕)   การใช้เวลาไม่ควรเกิน  ๑๕  นาที    โดยสังเกตจากท่าทางการแสดงออกของเด็กซึ่งไม่ได้ให้ความสนใจจดจ่อกับเรื่องที่เล่า

                               ๖) การเปิดโอกาสให้เด็กได้คิดและวิจารณ์เรื่องที่เล่า   ควรใช้คำถาม          สอบถามความคิดของเด็กเกี่ยวกับกับเรื่องราวที่ได้ฟัง    ให้เด็กมีโอกาสแสดงความคิดเห็นภายหลังที่เรื่องเล่าจบลง

                            ..๒ การเล่าเรื่องโดยมีอุปกรณ์ช่วย อุปกรณ์ที่ใช้ช่วยในการเล่าเรื่องมีหลายประเภท  ได้แก่

                            ๑)  สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก   ซึ่งสามารถนำมาเล่าเรื่องราวประสบการณ์ให้แก่เด็กได้  อุปกรณ์ที่เป็นสิ่งแวดล้อม  ได้แก่  สัตว์  พืช   บุคคลสำคัญ  สถานที่สำคัญ  ข่าว  และเหตุการณ์  ตลอดจนสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ

                            ๒) วัสดุเหลือใช้สิ่งของที่ไม่เป็นที่ต้องการแต่ยังมีประโยชน์  เช่น  ภาพจากหนังสือ   นิตยสาร  กิ่งไม้  กล่องกระดาษ   สิ่งเหล่านี้อาจนำมาใช้ประกอบการเล่าเรื่องได้

                     ๓)   ภาพ ใช้รูปภาพที่มีเรื่องราวเล่าได้   เช่น  ภาพที่มีเรื่องราวรวมอยู่ในแผ่นเดียว   หรือทำเป็นแผ่นภาพพลิกหลาย ๆ  แผ่น   ขนาดใหญ่พอควรและมีเนื้อเรื่องเขียนไว้ด้านหลัง

                            ๔)   หุ่นจำลอง  ใช้หุ่นที่ทำด้วยผ้าหรือกระดาษทำเป็นละครหุ่นมือ  หุ่นเชิด  หุ่นชัก 

                     ๕)  สไลด์ประกอบการเล่าเรื่อง  ใช้ภาพถ่ายเป็นสไลด์แผ่นฉายทีละภาพ

                     ๖)  หน้ากากทำเป็นรูปตัวละคร  ใช้วัสดุทำเป็นหน้ากากรูปตัวละครต่าง ๆ 

                     ๗)   เทปนิทานหรือเรื่องราว   ใช้การเปิดเทปที่มีเสียงเล่าเรื่องราว

                     ๘)   นิ้วมือประกอบการเล่าเรื่อง   ใช้นิ้วมือเคลื่อนไหวเป็นตัวละครต่าง ๆ 

                   .๔  ตัวอย่างนิทานสำหรับเด็กปฐมวัย       

            ในการเลือกนิทานสำหรับเด็กปฐมวัย  สิ่งที่ต้องเน้นสำหรับพ่อแม่ประกอบการตัดสินใจซื้อ  คือ  ความเหมาะสมกับ “ วัย ”  ของเด็กเป็นสำคัญ   เพราะวัยเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กับความสนใจ  การรับรู้   และประสบการณ์ของเด็ก   ดังนี้

                                     แรกเกิด – ๖ เดือน          ของจริง / หนังสือภาพ

                                            ๖ – ๑๒  เดือน       หนังสือภาพ / นิทานคำกลอน

                                             ๑ – ๓   ปี             นิทานคำกลอน / เรื่องราว

                                            ๓ – ๕   ปี              นิทานเรื่องราว / จินตนาการ

                     ลำดับขั้นของการรับรู้และประสบการณ์ของวัย   มีดังนี้

                        ภาพ         :       ของจริง             ภาพถ่าย           ภาพวาด              ภาพสัญลักษณ์

                        เสียง         :       คำโดด              คำคล้องจอง             คำกลอน           คำบอกเล่า

                        ความคิด  :      รูปธรรม               นามธรรม

ตัวอย่างนิทานบางส่วนที่เหมาะสมสำหรับเด็กปฐมวัย   ได้แก่

ชิเงโอะ  วาทานาเบะ  น้องหมีเล่นกับพ่อ  แพรวเพื่อนเด็ก  ๒๕๓๙  ( ราคา  ๙๕  บาท)

นิตยา  ประพฤติกิจ   เธอเห็นอะไรไหม  ต้นอ้อ  ๒๕๓๓   (ราคา  ๑๒  บาท)

ชื่นใจ  พลายเวช  หนูเด็กดี  สำนักพิมพ์ต้นอ้อ  ๒๕๓๓  (ราคา  ๑๘  บาท)

วิภา  ตันฑุลพงษ์   ก๊าบ  ก๊าบ  เห็นลูกฉันไหม  ต้นอ้อ ๑๙๙๙  ๒๕๔๒  (ราคา  ๔๕  บาท)

ยุพิน   งามนา   กระรอกน้อยฟันสวย  ต้นอ้อ  แกรมมี่  ๒๕๓๙  (ราคา  ๒๐  บาท)

วินัย   รอดจ่าย    กบเอย ทำไมจึงร้อง   ต้นอ้อ  แกรมมี่  มปป.  (ราคา  ๒๐  บาท)

กรมวิชาการ   กระทรวงศึกษาธิการ    ตุ๊กตาจ๋า   คุรุสภา  ๒๕๒๙   (ราคา  ๑๒  บาท)

อำนาจเย็นสบาย   ลูกโป่งสวรรค์  ต้นอ้อ  มปป.  (ราคา  ๓๐   บาท)

จันทร์เจ้าขา   กระต่ายน้อยหูตั้ง   ต้นอ้อ  ๒๕๓๕   (ราคา  ๓๐  บาท)

.๕ บทสรุป 

นิทานมีความหมายและความสำคัญต่อการส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กอย่างมาก  หากพ่อแม่ผู้ปกครองให้ความสนใจเอาใจใส่ในการใช้เวลาร่วมกันในครอบครัวที่จะอ่านหรือเล่านิทานให้ลูกฟังตั้งแต่เยาว์วัย  โดยเริ่มได้ตั้งแต่เด็กอายุ ๖ เดือนขึ้นไป   ในการชี้ชวนให้ลูกดูหนังสือภาพหรือบัตรภาพที่นำไปสู่นิทานเรื่องราวตามความสนใจของเด็กในแต่ละวัย               ประสบการณ์ที่เด็กได้ซึมซับจากนิทานก่อนให้เกิดความคิดจินตนาการการคิดเชิงวิเคราะห์ด้วย เหตุผล   การสื่อภาษาที่สละสลวย  นิสัยรักการอ่าน   การเข้าถึงความงามและสุนทรียภาพ              การเข้าใจอารมณ์และความรู้สึกของตนเอง   ตลอดจนการพัฒนาความสงบภายในใจตนเองที่มี       คุณค่าต่อการดำเนินชีวิตในสังคมในอนาคต

บันทึกกิจกรรมลูกน้อย   ประจำสัปดาห์

ระหว่างวันที่เดือน……….………ชื่อ………………………อายุ… ….ห้องเรียนที่…………….

วัน

กิจกรรม

จันทร์

อังคาร

พุธ

พฤหัสบดี

ศุกร์

กิจกรรมเพื่อพัฒนาการ

-     ด้านร่างกาย

-          ด้านอารมณ์และจิตใจ

-          ด้านสังคม

-          ด้านสติปัญญา

         

การรับประทานอาหาร

-          อาหารกลางวัน

-          อาหารว่างบ่าย

         

การดื่มนม

         

การพักผ่อน  นอนหลับ

         

สุขวิทยาส่วนบุคคล

-   แปรงฟัน , อาบน้ำ

-   สระผม,  ตัดเล็บ

-   การขับถ่าย

         

 

ความคิดเห็นของครูประจำชั้น

ความคิดเห็นพี่เลี้ยง

   
   
   
   


บทที่ ๖

การประเมินพัฒนาการเด็ก

                        การประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยเป็นกระบวนการต่อเนื่องและเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมปกติตามตารางกิจกรรมประจำวัน  และครอบคลุมพัฒนาการของเด็กทุกด้าน  ได้แก่  ด้านร่างกาย  ด้านอารมณ์ จิตใจ  ด้านสังคม และด้านสติปัญญา เพื่อนำผลมาใช้ในการจัดกิจกรรมหรือ              ประสบการณ์ พัฒนาเด็กให้เต็มตามศักยภาพของแต่ละคน  ด้วยเหตุนี้ผู้เลี้ยงดูเด็กซึ่งเป็นผู้ที่จะทำหน้าที่ประเมินพัฒนาการเด็ก  จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจพัฒนาการเด็กแรกเกิด – ๓ ปีอย่างดี  และต้องเข้าใจโครงสร้างของการประเมินอย่างละเอียดว่าจะประเมินเมื่อไรและอย่างไร     ต้องมีความสามารถในการเลือกเครื่องมือ   และวิธีการที่จะใช้ได้อย่างถูกต้อง จึงจะทำให้ผลของการประเมินนั้นเที่ยงตรงและเชื่อถือได้ การประเมินพัฒนาการอาจทำได้หลายวิธี แต่วิธีที่ง่ายต่อการปฏิบัติและนิยมใช้กันมาก  คือ การสังเกต  ซึ่งต้องทำอย่างต่อเนื่องและบันทึกไว้เป็นหลักฐานอย่างสม่ำเสมอ    อาจกล่าวได้ว่าผู้เลี้ยงดูเด็กหรือผู้เกี่ยวข้องกับเด็กต้องคำนึงถึงเรื่องต่าง ๆ   ดังต่อไปนี้

หลักการประเมินพัฒนาการของเด็ก

                            ๑.  ประเมินพัฒนาการของเด็กครบทุกด้าน  ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์  จิตใจ  สังคมและสติปัญญา

๒.ประเมินเป็นรายบุคคลอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ อย่างน้อยเดือนละครั้ง

๓.ประเมินด้วยวิธีการที่หลากหลาย  ครอบคลุมการสังเกตพฤติกรรมของเด็กใน      กิจกรรมต่าง ๆ  และกิจวัตรประจำวันหรือสัมภาษณ์ผู้ใกล้ชิดกับเด็ก

                     ๔.   บันทึกพัฒนาการลงในสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก  (สมุดสีชมพู)  ของ      กรมอนามัย  กระทรวงสาธารณสุข หรือของหน่วยงานอื่น

๕.นำผลที่ได้จากการประเมินพัฒนาการไปพิจารณาการจัดกิจกรรม                      เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้และมีพัฒนาการเหมาะสมตามวัย

ขั้นตอนการประเมินพัฒนาการ

การประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย  จะต้องผ่านขั้นตอนต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

๑.ศึกษาและทำความเข้าใจพัฒนาการของเด็กในแต่ละช่วงอายุทุกด้าน  ได้แก่  ด้านร่างกาย     ด้านอารมณ์ จิตใจ  ด้านสังคม  และด้านสติปัญญา  ดังปรากฏในหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย         พุทธศักราช ๒๕๔๖ ของกระทรวงศึกษาธิการอย่างละเอียด  จึงจะทำให้ดำเนินการประเมินพัฒนาการได้อย่างถูกต้อง และตรงกับความเป็นจริง

            ๒.วางแผนเลือกใช้วิธีการและเครื่องมือที่เหมาะสมสำหรับใช้บันทึกและประเมินพัฒนาการ   เช่น  แบบบันทึกพฤติกรรมเหมาะที่จะใช้บันทึกพฤติกรรมของเด็ก  การบันทึกรายวัน เหมาะกับการบันทึกกิจกรรมหรือประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน  การบันทึกการเลือกของเด็กเหมาะสำหรับบันทึกลักษณะเฉพาะและปฏิกิริยาที่เด็กมีต่อสิ่งต่างๆรอบตัว  เป็นต้น   ด้วยเหตุนี้จึงเป็นหน้าที่ของผู้เลี้ยงดูเด็กที่จะเลือกใช้เครื่องมือประเมินพัฒนาการให้เหมาะสม  เพื่อจะได้ผลของพัฒนาการที่ถูกต้องตามต้องการ

            ๓.ดำเนินการประเมินและบันทึกพัฒนาการ       หลังจากที่ได้วางแผนและเลือกเครื่องมือที่จะใช้ประเมินและบันทึกพัฒนาการแล้ว  ก่อนจะลงมือประเมินและบันทึกจะต้องอ่านคู่มือหรือ      คำอธิบายวิธีการใช้เครื่องมือนั้นๆอย่างละเอียด  แล้วจึงดำเนินการตามขั้นตอนที่ปรากฏในคู่มือ  และบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรต่อไป

๔.ประเมินและสรุป การประเมินและสรุปนั้นต้องดูจากผลการประเมินหลาย ๆ ครั้ง             มิใช่เพียงครั้งเดียว  หรือนำเอาผลจากการประเมินเพียงครั้งเดียวมาสรุป  อาจทำให้ผิดพลาดได้

๕.รายงานผลการประเมิน  เมื่อได้ผลจากการประเมินและสรุปพัฒนาการของเด็กแล้ว 

ผู้เลี้ยงดูเด็กจะต้องตัดสินใจว่าจะรายงานข้อมูลนี้ไปยังผู้ใดและเพื่อจุดประสงค์อะไร   และจะต้องใช้รูปแบบใดสำหรับรายงานตามที่ปฏิบัติกันจะต้องรายงานผู้บริหารสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย     เพื่อให้ทราบว่ากิจกรรมหรือประสบการณ์ที่สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยจัดให้เด็กนั้นส่งเสริมพัฒนาการของเด็กทุกด้านได้ตามจุดประสงค์หรือไม่   เพื่อจะได้ปรับปรุงแก้ไขการจัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับเด็กต่อไป

                        นอกจากผู้บริหารแล้วผู้เลี้ยงดูเด็กจะต้องรายงานผลของการประเมินพัฒนาการไปยังผู้ปกครองเด็ก  ซึ่งแต่ละสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยจะมีสมุดรายงานประจำตัวเด็ก  ผู้เลี้ยงดูเด็กใช้

สมุดรายงานนั้นเป็นเครื่องมือหรือแบบที่รายงานผู้ปกครองได้และถ้าผู้เลี้ยงดูเด็กมีข้อเสนอแนะหรือจะขอความร่วมมือจากผู้ปกครองเกี่ยวกับการส่งเสริมพัฒนาการเด็กก็อาจเขียนเพิ่มเติมลงไปในสมุดรายงานได้  และต้องคำนึงเสมอไม่ว่าจะใช้แบบรายงานใดข้อมูลควรจะมีความหมายเกิดประโยชน์แก่เด็กเป็นสำคัญ

                            ๖.   ให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วม  ผู้เลี้ยงดูเด็กต้องตระหนักว่าการทำงานร่วมกับ               ผู้ปกครองเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กเป็นเรื่องสำคัญมาก   ผู้เลี้ยงดูเด็กควรยกย่องผู้ปกครองที่พยายามมีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็ก ผู้เลี้ยงดูเด็กจะต้องต้อนรับผู้ปกครองที่มาสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ   เขียนจดหมายถึงผู้ปกครอง     เพื่อรายงานเรื่องเด็ก   พูดคุยด้วยตนเองหรือทางโทรศัพท์  สิ่งเหล่านี้จะทำให้ผู้ปกครองรู้สึกถึงความสำคัญของตนเองและต้องการที่จะมีส่วนร่วมกับผู้เลี้ยงดูเด็กในการพัฒนาเด็กของตน

                            การติดต่อสัมพันธ์อันดีกับผู้ปกครองควรจะเป็นการติดต่อสื่อสาร  ๒  ทาง  คือ  จากสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยไปสู่บ้าน  และจากบ้านมายังสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย   กระตุ้นให้           ผู้ปกครองแสดงความคิดเห็นที่มีประโยชน์ต่อการจัดประสบการณ์ให้แก่เด็ก      เพราะผู้ปกครองจะให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับตัวเด็ก  ซึ่งผู้เลี้ยงดูเด็กสามารถนำไปใช้เป็นพื้นฐานในการจัดกิจกรรมที่เหมาะสมเพื่อพัฒนาเด็กทุกคนได้เป็นอย่างดี

                            สำหรับการติดต่อกับผู้ปกครองอาจทำได้หลายวิธี  เช่น  การติดต่อด้วยวาจา          ได้แก่     การสนทนาด้วยตนเอง    ทางโทรศัพท์   การเยี่ยมบ้าน  การประชุมผู้ปกครอง  การติดต่อด้วยวิธีอื่น  เช่น  ป้ายติดประกาศ  วารสาร   ข่าวสาร  ตู้รับฟังความคิดเห็น  เป็นต้น

                            นอกจากนี้อาจให้ผู้ปกครองอาสาสมัครมาช่วยงานผู้เลี้ยงดูเด็กในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย      เช่น  เล่านิทาน  ร้องเพลง  และอ่านหนังสือให้เด็กฟัง   ช่วยในเวลาเด็กทำกิจกรรมเสรี  ช่วยสังเกตเด็ก  บันทึกพัฒนาการและอื่น ๆ  อีกมากมาย  ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่เด็ก  ซึ่ง สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการทำงานกับผู้เลี้ยงดูเด็กเป็นอย่างยิ่ง

วิธีการและเครื่องมือที่ใช้ประเมินพัฒนาการเด็ก

            พ่อ แม่ หรือผู้เลี้ยงดูเด็กอายุต่ำกว่า  ๓  ปี   ควรใช้วิธีการ  เครื่องมือ การบันทึกอย่าง     หลากหลาย  เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์ที่สุด  วิธีการที่เหมาะสม  และนิยมใช้มีดังนี้

                 .การสังเกต  ได้แก่

     .๑ การสังเกตอย่างมีระบบ  ได้แก่  การสังเกตอย่างมีจุดมุ่งหมายที่แน่นอนตามแผนที่วางไว้

                               .๒ การสังเกตแบบไม่เป็นทางการ   เป็นการสังเกตในขณะที่เด็กทำกิจกรรมประจำวัน  และเกิดพฤติกรรมที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นและจดบันทึกไว้

                 . การบันทึก  ได้แก่

     .๑ แบบบันทึกพฤติกรรม ใช้บันทึกเหตุการณ์เฉพาะอย่าง โดยบรรยาย            พฤติกรรมของเด็ก 

     .๒  การบันทึกรายวัน   เป็นการบันทึกเหตุการณ์หรือประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนทุกวัน  ถ้าหากบันทึกในรูปแบบของการบรรยายก็มักจะเน้นเฉพาะเด็กรายที่ต้องการศึกษาข้อดีของการบันทึกรายวัน  คือ การชี้ให้เห็นความสามารถเฉพาะอย่างของเด็ก จะช่วยกระตุ้นให้ผู้เลี้ยงดูเด็กได้พิจารณาปัญหาของเด็กเป็นรายบุคคล    ช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญมีข้อมูลมากขึ้นสำหรับวินิจฉัยเด็กว่าสมควรจะได้รับคำปรึกษาเพื่อลดปัญหา และส่งเสริมพัฒนาการของเด็กได้อย่าง        ถูกต้อง นอกจากนั้นยังช่วยชี้ให้เห็นข้อดีข้อเสียของการจัดกิจกรรมและประสบการณ์ได้เป็นอย่างดี

                                         .๓ แบบสำรวจรายการ ช่วยให้สามารถวิเคราะห์เด็กแต่ละคนได้ค่อนข้างละเอียด  เหมาะสมกับเด็กปฐมวัย

                   .๔ การบันทึกการเลือกของเด็ก    ได้แก่    การบันทึกสิ่งที่เด็กเลือกปฏิบัติ          กิจกรรมหรือเลือกมุมเล่น 

                     .การสนทนา  สามารถใช้การสนทนาได้ทั้งเป็นกลุ่มหรือรายบุคคล  เพื่อประเมินความสามารถในการแสดงความคิดเห็น  และพัฒนาการทางด้านการใช้ภาษาของเด็กและบันทึกผลการสนทนาลงในแบบบันทึกพฤติกรรมหรือบันทึกรายวัน

                            การสัมภาษณ์   ด้วยวิธีพูดคุยกับเด็กเป็นรายบุคคล  และควรจัดในสภาวะ แวดล้อมที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดความเครียดและวิตกกังวล  ผู้เลี้ยงดูเด็กควรใช้คำถามที่เหมาะสม      เปิดโอกาสให้เด็กได้คิดและตอบอย่างอิสระ   จะทำให้ผู้เลี้ยงดูเด็กสามารถประเมินความสามารถทางสติปัญญาของเด็กและค้นพบศักยภาพในตัวเด็กได้  โดยบันทึกข้อมูลลงในแบบสัมภาษณ์

                      .การรวบรวมผลงานที่แสดงออกถึงความก้าวหน้าแต่ละด้านของเด็กเป็นรายบุคคล โดยจัดเก็บรวบรวมไว้ในแฟ้มผลงาน (Portfolio)  ซึ่งเป็นวิธีรวบรวมและจัดระบบข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวกับตัวเด็ก   โดยใช้เครื่องมือต่างๆรวบรวมเอาไว้อย่างมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน  แสดงการเปลี่ยนแปลงของพัฒนาการแต่ละด้าน  นอกจากนี้ยังรวมแบบฟอร์มต่างๆ เช่น            แบบสอบถามผู้ปกครอง  แบบสังเกตพฤติกรรม  แบบบันทึกสุขภาพอนามัย  ฯลฯ   เอาไว้ในแฟ้มผลงาน  เพื่อผู้เลี้ยงดูเด็กจะได้ข้อมูลที่เกี่ยวกับตัวเด็กอย่างชัดเจนและถูกต้อง

                        ข้อควรพิจารณาในการเลือกเก็บข้อมูลไว้ในแฟ้มผลงาน  มีดังนี้  คือ

       ๕.๑ ข้อมูลที่แสดงถึงระดับพัฒนาการและความสำเร็จเกี่ยวกับกิจกรรมที่เด็กกระทำ  ซึ่งได้มาจากเครื่องมือการประเมิน

                                         ๕.๒  ข้อมูลที่รวบรวมจากผลงานต่าง ๆ  ของเด็กซึ่งอาจให้เด็กช่วยเลือกเก็บด้วยตัวเด็กเอง  หรือผู้เลี้ยงดูเด็กกับเด็กร่วมกันเลือก

                               ๕.๓  ข้อมูลของเด็กที่ได้จากผู้ปกครอง

                                การประเมินการเจริญเติบโตของเด็ก  เด็กควรได้รับการชั่งน้ำหนักและวัดความยาวทุกครั้งที่ไปตรวจสุขภาพ  พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กควรติดตามการเจริญเติบโตของเด็ก  สังเกตการเพิ่มของน้ำหนักและส่วนสูงที่เหมาะสมกับอายุ  โดยการจุดน้ำหนักลงในกราฟ            การเจริญเติบโตที่อยู่ในสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก(เล่มสีชมพู)  ตามอายุของเด็กในแต่ละครั้งที่ไปชั่งน้ำหนักวัดส่วนสูง  และเชื่อมโยงจุดน้ำหนักแต่ละจุดจะเห็นลักษณะการเจริญเติบโตของเด็ก

ตัวชี้ของการเจริญเติบโตในเด็กที่ใช้ทั่วๆ ไป  ได้แก่  น้ำหนัก  ส่วนสูง  เส้นรอบศีรษะ  ฟัน  และการเจริญเติบโตของกระดูก           

                     แนวทางประเมินการเจริญเติบโตมีดังนี้

                     ๖.๑ การประเมินการเจริญเติบโต โดยการชั่งน้ำหนักวัดส่วนสูงและเส้นรอบศีรษะของเด็กแล้วนำไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์ปกติ   ซึ่งจะบอกได้ว่า  ขณะนั้นการเจริญเติบโตเป็นปกติสำหรับวัยของเด็กหรือไม่และบอกได้ว่าเด็กเป็นโรคขาดสารอาหารหรือไม่   ถ้าพบเด็กเป็นโรคนี้  จะได้ทำการรักษาได้ทันท่วงที

       วัน

ฟันบนซี่ถัดไปหน้า

 

ฟันล่างซี่ถัดไปหน้า

 

ฟันกรามล่างซี่แรก

 

ฟันกรามบนซี่แรก

 

ซี่เขี้ยวด้านล่าง

 

ซี่เขี้ยวด้านบน

 

ฟันกรามล่างซี่ที่  2

 

ฟันกรามบนซี่ที่  2

 

*ที่มา   คู่มือตรวจสอบพัฒนาการของลูกน้อย  ซูซาน  ลิมาโต  เขียน   เบญมาจภรณ์  กรรณวัลลี  แปลและเรียบเรียง

. ๔  การเสริมสร้างภูมิคุ้นกันโรคโดยการให้วัคซีน       การให้ภูมิคุ้มกันโรคต่าง  ๆ     แก่เด็กเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น    เพราะจะทำให้เด็กไม่เป็นโรคต่าง  ๆ    เช่น โรคตับอักเสบ         โรคโปลิโอ  บาดทะยัก  ไอกรน  และอื่น ๆ  ซึ่งอาจจะทำให้เด็กพิการหรือถึงแก่ชีวิตได้   กำหนดเวลาการให้ภูมิคุ้มกันโรคที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้ในสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก   พ.๒๕๔๕   มีดังต่อไปนี้  คือ

บันทึกการได้รับวัคซีนป้องกันโรค

วัคซีน

อายุที่ควรได้รับ

วัน เดือน ปี /สถานที่ได้รับวัคซีน

ครั้งที่ ๑

ครั้งที่ ๒

ครั้งที่ ๓

ครั้งที่ ๔

ครั้งที่ ๕

ฉีดวัคซีนป้องกันวัณโรค

® แรกเกิด

       ® ๖ ปี*

         

ฉีดวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบ

® แรกเกิด

® ๒ เดือน

® ๖  เดือน

         

-  กินวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ

-  ฉีดวัคซีนรวมป้องกันโรค       คอตีบ  บาดทะยัก - ไอกรน

  

® ๒ เดือน

® ๔  เดือน

® ๖  เดือน

    ®หนึ่งปีครึ่ง

       ® ๔  ปี

         

ฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด หรือฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด        คางทูม  หัดเยอรมัน

 ® ๙-๑๒ เดือน

® ๖ ปี**

         

ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบ  เจอี

® หนึ่งปีครึ่ง

(ฉีด ๒ เข็มห่างกัน ๑-๒ สัปดาห์)

® สองปีครึ่ง

         

วัคซีนอื่น  ๆ  ……………….

           

  หมายเหตุ  * กรณีเด็กไม่มีแผลเป็นจากการฉีดวัคซีนป้องกันวัณโรค  บางรายอาจไม่มีภูมิต้านทานเกิดขึ้น เด็กจะได้รับการฉีดวัคซีนอีก ๑ ครั้งเมื่อเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑

                  **  ตามแผนงานของกระทรวงสาธารณสุข ให้บริการแก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑

 ที่มา          สมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก  กระทรวงสาธารณสุข ปี พ..๒๕๔๕

ข้อพึงปฏิบัติในการประเมิน

         ไม่นำแบบทดสอบ หรือแบบฝึกหัดมาประเมินพัฒนาการของเด็ก  เพราะการประเมินพัฒนาการมิใช่การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็ก

                   เมื่อประเมินผลงานของเด็ก  ผู้เลี้ยงดูเด็กต้องไม่เขียนเครื่องหมายใด  ๆ  ที่แสดงถึง        ผลการตัดสินผลงานนั้นๆ  กล่าวคือไม่ต้องทำเครื่องหมายดาว คะแนน สัญลักษณ์หน้ายิ้ม  สัญลักษณ์หน้าร้องไห้  หรืออื่นๆในผลงานของเด็ก

         ผู้เลี้ยงดูเด็กต้องมีความแม่นยำในพัฒนาการแต่ละด้านของเด็กตามอายุแตกต่าง  จึงจะสามารถประเมินพัฒนาการเด็กได้ถูกต้อง  และตรงกับความเป็นจริง

         .   การตีความผลงานเด็ก  ควรทำหลังจากการสนทนากับเด็ก       จนทราบความคิดหรือความในใจของเด็กที่แสดงผลงานในลักษณะเช่นนั้น   เพราะผู้เลี้ยงดูเด็กกับเด็กมีความคิดต่างกันบางครั้งผู้เลี้ยงดูเด็กอาจตีความหรือเข้าใจความคิดหรือจินตนาการของเด็กเป็นอย่างอื่นได้              ถ้าผู้เลี้ยงดูเด็กไม่ได้พูดคุยกับเด็กเกี่ยวกับผลงานนั้น

ข้อสังเกตหากเด็กมีความผิดปกติหรือบกพร่อง        

          . ถ้าอายุ ๓ เดือนแล้วไม่สบตาหรือยิ้มตอบไม่ชูคอในท่าคว่ำ

          .ถ้าอายุ ๖ เดือนแล้วไม่มองตามหรือไม่หันหาเสียง หรือไม่สนใจคนมาเล่นด้วย ไม่พลิกคว่ำพลิกหงาย

          .ถ้าอายุ ๑ ปี ยังไม่เกาะเดิน ไม่สามารถใช้นิ้วมือหยิบของกินเข้าปาก ไม่เลียนแบบท่าทางและเสียงพูด

          .เด็กอายุ ๑ ปี๖ เดือนแล้วไม่สามารถทำตามคำสั่งง่ายๆ เช่น นั่งลง  เดินมาหาแม่

          .ถ้าอายุ ๒ ปี ยังไม่พูดคำต่อกัน

          .พัฒนาการล่าช้ากว่าวัย น้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ หรือเจ็บป่วยบ่อยๆ

         

                       


ตัวอย่างแบบประเมินพัฒนาการ

      ชื่อ ดช./ดญ……………………………. วันที่………. เดือน……………….…………

คำชี้แจง  โปรดกากเครื่องหมาย   3ลงในช่องที่เมื่อทำได้หรือทำไม่ได้

อายุ

พฤติกรรมของเด็ก

ครั้งที่  ๑

ครั้งที่  ๒

หมายเหตุ

   

ทำได้

ทำไม่ได้

ทำได้

ทำไม่ได้

 

แรกเกิด

  • ดูดนมได้ทันทีหลังคลอด
  • ลืมตา มองเห็นระยะใกล้                   ผงกศีรษะ ชันคอไม่ได้
  • เคลื่อนไหวแขนขาได้ดีทั้ง ๒ ข้าง นอนงอแขนขา 
         

๑  เดือน

  • นอนคว่ำ  เหยียดขา  ชันคอ             ยกศีรษะพ้นพื้น
  • จ้องได้ มองตามสิ่งที่เคลื่อนไหว
  • หยุดฟังเสียงแล้วหันหาเสียง
         

๒  เดือน

  • ชันคอได้ดีขึ้น มองสิ่งของที่         เคลื่อนไหวกำมือหลวม ๆ
  • หันหาเสียง ทำเสียง  ในลำคอได้
         

๓ เดือน

  • ชันคอได้ตรง เมื่อจับนั่งจะตั้งศีรษะตรงได้
  • ยิ้มตอบ  ส่งเสียงโต้ตอบแสดงความสนใจ
         

๔  เดือน

  • ใช้ศอกยันตัวยกหน้าอก                   ให้พ้นพื้นได้  คอตั้งตรง
  • ยิ้ม แสดงท่าดีใจเมื่อมีคนเอาใจใส่หรือเล่นด้วยและหัวเราะได้เสียงดัง
         

๕  เดือน

  • พลิกคว่ำ พลิกหงายเองได้  คืบได้
  • ใช้มือพยุงตัวขึ้นจากพื้น คืบได้
         

 

อายุ

พฤติกรรมของเด็ก

ครั้งที่  ๑

ครั้งที่  ๒

หมายเหตุ

   

ทำได้

ทำไม่ได้

ทำได้

ทำไม่ได้

 

๖  เดือน

  • ส่งเสียงแหลม ทำท่าดีใจ เมื่อเห็น       

      พ่อ-แม่-ผู้เลี้ยงดูเด็ก

  • จับยืนใช้เท้ายันพื้นได้  หันตามเสียงเรียกชื่อ
  • นั่นเองได้ชั่วผู้เลี้ยงดูเด็กแต่ต้องใช้มือพยุง
         

๗-๙ เดือน

  • นั่งตัวตรงได้เอง
  • จับคว้าของด้วยฝ่ามือทีละข้าง  เอาของเคาะกับพื้น   เอาของหรือมือเข้าปาก
  • คลานได้
  • เริ่มหยิบของชิ้นเล็กด้วยนิ้วหัวแม่มือและ            

      นิ้วชี้  เปล่งเสียง จ๊ะจ๋าได้

  • เกาะยืนได้  ฟังภาษารู้บ้าง  พยายามเลียนเสียง
  • เปิดหาของในกล่องที่ซ่อนบางส่วนได้
         
         

๑๐-๑๒ เดือน

  • เกาะเดิน
  • ส่งเสียง “หม่ำ ๆ” ได้ หยิบของเข้าปากได้ถนัด
  • ยืนได้ด้วยตัวเองชั่วผู้เลี้ยงดูเด็ก
  • เปิดหาของในกล่อง หรือ

ของที่ซ่อนไว้ได้

  • เข้าใจและทำตามคำบอกง่าย ๆ เช่น “บ๊าย บาย” “สาธุ” “ตบมือ” 
    • พูดคำว่า พ่อ-แม่ ได้ชัดเจนและถูกต้อง
         

ที่มา   คำแนะนำการเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการเด็กแรกเกิด - ๑๒  เดือน ลูกเติบโตดีเริ่มที่ ขวบปีแรก โครงการส่งเสริมโภชนาการและสุขภาพอนามัยแม่และเด็กในถิ่นทุรกันดาร   กรมอนามัย   กระทรวงสาธารณสุข

           

บทที่ ๗

ปัญหาที่พบบ่อยและแนวทางการแก้ไข

.ปัญหาสุขภาพและการดูแลเบื้องต้น

เด็กแรกเกิด ๓ ปี  เป็นวัยที่ต้องการการดูแลเอาใจใส่อย่างดี  เพราะเด็กมีการติดเชื้อ          ได้ง่าย  พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กควรดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด   และคอยสังเกตความผิดปกติของเด็ก       อย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกวัน  โดยเฉพาะเด็กวัยทารก   ซึ่งไม่สามารถบอกอาการผิดปกติ  หรืออาการที่เปลี่ยนแปลงได้หากพบอาการผิดปกติ   พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กต้องมีสติ  รู้จักสังเกตอาการผิดปกติอย่างละเอียดและให้การช่วยเหลืออย่างถูกต้อง   เพื่อช่วยบรรเทาอาการป่วยและป้องกันปัญหาไม่ให้ลุกลามรุนแรงขึ้นได้


อาการผิดปกติที่พบบ่อยในเด็กแรกเกิด ๓ ปี

อาการผิดปกติที่พบบ่อย

สาเหตุ

การดูแลเบื้องต้น

สำรอกและอาเจียนหลังให้นม

     พบบ่อยในเด็ก  อายุ ๒ – ๓  เดือนแรก

  • ให้นมเด็กมากเกินไป
  • ป้อนนมไม่ถูกวิธี ทำให้เด็กดูดอากาศเข้าไป
  • อุ้มพาดบ่าทำให้เด็กเรอหลังให้นม
  • ป้อนนมให้ถูกวิธี
  • ถ้าอาเจียนบ่อยครั้งหรืออาเจียนพุ่ง  รีบพาไปพบแพทย์
 

ลิ้นเป็นฝ้า

พบบ่อยในทารกแรกเกิดมักจะมีฝ้าขาว หรือเรียกว่าฝ้าน้ำนม

  • ไม่ได้ให้เด็กดูดน้ำหลังดูดนม
  • ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำสุกเช็ดฝ้าออก
  • ให้เด็กดูดน้ำตามทุกครั้งหลังดูดนม
  • ถ้ามีรอยแดงรอบแผลอาจเกิดเชื้อรา  รีบพาไปพบแพทย์
 

สะดืออักเสบ

      มีเลือดออกบริเวณสะดือและมีกลิ่น

  • มีการติดเชื้อ  ไม่สะอาด
  • สะดือหลุดไม่หมดยังมีเนื้อค้างอยู่
  • ทำความสะอาดโดยเช็ดด้วยแอลกอฮอล์ทุกวัน
  • ถ้าสะดือหลุดไม่หมดมีเนื้อสีขาวหรือแดงค้างอยู่ควรพาไปพบแพทย์
  • หลังสะดือหลุด  ถ้ามีเลือดออกหรือมีกลิ่นเหม็นให้รีบพาไปพบแพทย์
 

 

อาการที่พบบ่อย

สาเหตุ

การดูแลเบื้องต้น

เป็นไข้ / ตัวร้อน

      มีอาการกระวนกระวาย ร้องกวน เหงื่อออกและตัวร้อนอุณหภูมิสูงกว่า ๓๘ oC  (๑๐๐.๔oF)ในเด็กเล็ก ๆ  ถ้าไข้สูงอาจทำให้เด็กชักหมดสติได้ และถ้าชักบ่อย ๆ จะทำให้สติปัญญาเสื่อม

  • มีการติดเชื้อต่างๆที่พบบ่อย  ได้แก่  โรคหวัด  เจ็บคอ ไข้ออกผื่น ฯลฯ
  • เป็นปฏิกิริยาของร่างกายเมื่อ                   มีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในร่างกาย
  • กินยาบางชนิดที่มีผลข้างเคียง
  • รายที่มีไข้สูง ไม่ซึมไม่อาเจียนมาก ให้ดื่มน้ำหรือเครื่องดื่มประเภทน้ำหวาน น้ำผลไม้มากขึ้นและพักผ่อนในที่ๆอากาศ     ถ่ายเทหรืออยู่ในที่โล่งอากาศเย็นสบายไม่ควรใส่เสื้อผ้าหนา          เกินไป เพราะจะทำให้ความร้อนในตัวระบายออกได้ไม่ดี
  • รายที่มีไข้สูงใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำธรรมดาหรือน้ำอุ่นบิดพอ หมาด ๆ เช็ดตามบริเวณรักแร้  ซอกคอ ขาหนีบ เช็ดค่อนข้างแรง  ผ้าร้อนจึงเปลี่ยนชุบน้ำใหม่  ทำหลายๆ ครั้งจนไข้ลด เช็ดตัวให้แห้ง แล้วใส่เสื้อผ้าที่ไม่หนาเกินไป
    • ถ้าเช็ดตัวแล้วไข้ไม่ลดควรให้กินยาลดไข้ในเด็กเล็กให้              ยาพาราเซตามอลน้ำ ดังนี้

-   เด็กอายุต่ำกว่า ๑ ปีให้ ½ ช้อนชา

      -   เด็กอายุ ๑-๓ ปี  ให้ยา ๑ ช้อนชา  โดยให้ห่างกันอย่างน้อย  ๔ ชั่วโมง  อย่าให้ยาติดต่อกันหลายวัน  อาจเป็นพิษได้

  • หากมีไข้ร่วมกับอาการซึม ไม่กินนม  น้ำ มีผื่นขึ้น หรือไข้สูงร่วมกับอาการชัก หรือท้องเสีย ต้องรีบปรึกษาแพทย์

 

อาการที่พบบ่อย

สาเหตุ

การดูแลเบื้องต้น

ไอ

 เป็นอาการตอบสนองของร่างกายต่อสิ่งแปลกปลอม               ที่กระตุ้นระบบทางเดินหายใจ  โดยร่างกายพยายามจะกำจัดสิ่งเหล่านั้นออกด้วยการเพิ่มกำลังแรงอัดลมเป่าออกมาในช่วงหายใจออก

  • มีการติดเชื้อของระบบหายใจตั้งแต่เป็นหวัด   กล่องเสียงอักเสบ  หลอดลมอักเสบ  ปอดบวม   วัณโรค ไอกรน  หัด
  • โรคภูมิแพ้
  • มีการระคายเคืองต่อเยื่อบุทางเดินหายใจ
  • มีสิ่งแปลกปลอมตกค้างในทางเดินหายใจ
  • มีการอุดตันของทางเดินหายใจจากต่อมน้ำเหลืองก้อนเนื้องอก
  • มีก้อนเนื้องอกภายในปอด
  • มีความพิการของระบบทางเดินหายใจ
  • ถ้าไอเนื่องจากหวัด ให้ดื่มน้ำอุ่นมากๆหรือชง น้ำผึ้งผสมมะนาวให้กินหรือให้ยาแก้ไอ  ควรเลือกใช้ยาที่ได้ผลและปลอดภัยและระวังอย่างให้เกินขนาด
  • ถ้าไอเรื้อรังเกิน ๓๐ วัน หรือมีอาการหอบ           หายใจลำบากร่วมด้วย  ต้องรีบปรึกษาแพทย์
 

อาเจียน

เป็นอาการที่เกิดจากการบีบตัวอย่างแรงของ          กระเพาะอาหารและกล้ามเนื้อหน้าท้องเพื่อขับเอา                สิ่งที่อยู่ในกระเพาะอาหารออกจากร่างกาย

  • เด็กได้รับนมไม่ถูกวิธีหรือมากเกินไป
  • มีการอุดตันของระบบทางเดินอาหาร
  • มีการติดเชื้อในระบบต่าง ๆ
  • ถูกบังคับให้กิน
  • ได้รับยาหรือสารพิษ
  • เรียกร้องความสนใจ
  • ในเด็กเล็กหลังอาเจียนให้นอนหันหน้าไปข้างใด      ข้างหนึ่ง เพื่อป้องกันการสำลักอาเจียนเข้าใน       หลอดลม  เพราะจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนได้
  • ในเด็กโต หลังอาเจียนควรให้อาหารอ่อนๆ                ทีละน้อยและดูแลความสะอาดของปากและฟัน
 


อาการที่พบบ่อย

สาเหตุ

การดูแลเบื้องต้น

ท้องผูก

     เป็นอาการถ่ายอุจจาระ  ไม่ปกติ  ได้แก่  อุจจาระแห้งแข็ง  ถ่ายลำบาก

  • ได้รับอาหารพวกเส้นใยหรือน้ำน้อย
  • ไม่ได้ฝึกการขับถ่ายอย่างถูกต้อง
  • การทำงานของลำไส้ผิดปกติ
  • ให้ดื่มน้ำเพิ่มขึ้น ๒ – ๓ แก้วต่อวัน
  • เพิ่มอาหารที่มีกากพวกเส้นใย เช่น ผัก ผลไม้สด
  • ฝึกการขับถ่ายอุจจาระให้เป็นเวลา
  • ไม่บังคับ ดุด่าหรือลงโทษ
  • ไม่ควรใช้ยาพร่ำเพรื่อ
  • หากเป็นบ่อยครั้งและรุนแรงควรปรึกษาแพทย์
 

ท้องเดิน / ท้องร่วง

       เป็นอาการของการถ่ายอุจจาระเป็นน้ำมากกว่า            ๓ ครั้งต่อวัน  หรือถ่ายเหลวมาก หรืออุจจาระเป็น       มูกเลือดเพียงครั้งเดียว  ทำให้ร่างกายขาดน้ำและ       เกลือแร่  ถ้าเป็นมากจะมีอันตรายถึงชีวิตได้

  • มีการติดเชื้อของระบบทางเดินอาหาร
  • มีสิ่งมีพิษเจือปน  แพ้อาหารหรืออาหารไม่สะอาด
  • เป็นโรคพยาธิบางชนิด
  • ให้ผงเกลือแร่ชนิดซองผสมน้ำตามที่กำหนด           ถ้าไม่มีอาจใช้น้ำข้าวกับน้ำเกลือ  หรือผสม        เกลือแกง น้ำตาลทรายและน้ำให้กิน
  • ถ้าอุจจาระมาก  มีอาเจียนไข้สูงให้รีบพาไปพบแพทย์
 

ชัก

      เป็นอาการกระตุก  เกร็งของแขน   ขา ลำตัว    อาจมีตาค้าง  นิ่งกัดฟันแน่น   น้ำลายฟูมปาก ถ้ามีอาการนานทำให้เด็กตัวเขียวหายใจไม่พอ สมองอาจจะขาดออกซิเจนและพิการได้

  • มีไข้สูง
  • มีการติดเชื้อทางระบบสมองและประสาท
  • ให้นอนศีรษะต่ำ ตะแคงหน้าไปข้างใดข้างหนึ่ง
  • ใช้ด้ามช้อนพันด้วยผ้าสอดเข้าระหว่างฟันเพื่อ ป้องกันการกัดลิ้น
  • ดูดเสมหะ  น้ำลาย และเศษอาหารออกจากปาก
  • ถ้าตัวร้อนจัดให้ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำ  บิดพอหมาดเช็ดตัวบ่อยๆจนไข้ลด
  • ในรายที่เป็นลมบ้าหมูต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์
 

อาการที่พบบ่อย

สาเหตุ

การดูแลเบื้องต้น

เลือดกำเดาออก

     มีอาการเลือดออกทางจมูก  เนื่องจากในเยื่อจมูกมีเส้นเลือดฝอยมาก  บางและเปราะ เลือดจึงออกง่าย

  • เป็นแผลในจมูก  อาจเกิดจากการไช หรือแคะจมูก
  • จมูกได้รับการกระทบกระเทือน
  • ตัวร้อนหรือเป็นหวัด เส้นเลือดฝอยในจมูกพองบางเปราะ
  • ปลอบเด็กไม่ให้ตกใจ
  • สั่งจมูกเบา ๆ เพื่อเอาเลือดในจมูกออก
  • ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็ง กดที่ด้านนอกจมูก
  • ให้หายใจทางปาก
  • ถ้าเลือดออกมากต้องรีบพาไปพบแพทย์
 

หวัด / ไข้หวัด

     มีอาการคัดจมูก  น้ำมูกไหล จาม  ไอ ระคายคอ อาจมีเสมหะ  ถ้ามีไข้เรียกว่า ไข้หวัด

  • ได้รับเชื้อไวรัสจากการคลุกคลีกับผู้ป่วย                  สูดอากาศที่มีเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย
  • ได้รับวัคซีนไม่ครบ
  • การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ
  • เกิดจากการแพ้ เช่น แพ้ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ละอองฟาง ฯลฯ
  • ให้อาหารอ่อน ย่อยง่ายมีคุณค่าทางอาหารครบ    ๕ หมู่
  • ให้ดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ
  • ถ้ามีไข้หรือตัวร้อนให้เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่น
  • ถ้าตัวร้อนมาก  ซึม  หายใจผิดปกติให้รีบพาไปพบแพทย์
 

โรคผิวหนัง

     โรคผิวหนังในเด็กมีได้หลายโรคและเกิดจากสาเหตุต่างๆ กัน ดังนี้

   
         

 

อาการที่พบบ่อย

สาเหตุ

การดูแลเบื้องต้น

  • ·  กลาก

     ผิวหนังเป็นผื่นแดง  เป็นวงมีขุย  หรือตุ่มแดงที่ขอบ  มีอาการคัน  เกิดขึ้นที่หน้าแขน ขา  ศีรษะ  ถ้าเป็นที่ศีรษะจะทำให้ผมร่วง

  • ได้รับเชื้อจากการสัมผัสผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้
  • ติดเชื้อจากสัตว์เลี้ยงหรือพื้นดินที่มีเชื้อรา
  • ใช้ยาตำราหลวงทาหรือกิน
  • ·  เกลื้อน
 

     ผิวหนังเป็นวง  มีขุยละอองสีขาวหรือแดง              เป็นดอกดวงเรียบไปกับผิวหนังมีอาการคัน

  • มีเหงื่อออกมากและรักษาความสะอาดไม่เพียงพอ
  • ใช้ยาทา
  • รักษาความสะอาดร่างกายและเสื้อผ้า
  • ·  หิด
 

      ผิวหนังเป็นผื่นคันทั้งตัวโดยเฉพาะบริเวณรักแร้  ง่ามนิ้วมือ  อวัยวะเพศ  สะดือ  มีอาการคัน พุพอง   เป็นหนอง

  • ติดเชื้อจากผู้อื่น
  • เด็กมีสุขภาพไม่ดี
  • ผิวหนังอับชื้น
  • แยกเด็กที่เป็นหิดออกจากเด็กอื่น
  • ต้มเสื้อผ้าผู้ป่วยเพื่อทำลายเชื้อ
  • ไม่ใส่เสื้อผ้าร่วมกับผู้อื่น
  • ทายาตามแพทย์สั่ง
  • ·  ผด
 

     ผิวหนังเป็นผื่นตุ่มสีแดงเม็ดเล็กๆ เกิดที่บริเวณ        ไรผม  หน้าผาก  คอ  หลัง  ข้อพับ แขน ขา มีอาการคัน

  • อากาศร้อน
  • ร่างกายขับเหงื่อไม่ได้
  • อาบน้ำ ช่วยคลายร้อน
  • ใส่เสื้อผ้าที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก
  • อยู่ในที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก
  • ถ้าเป็นเรื้อรังควรไปพบแพทย์
 


.ปัญหาพฤติกรรมและการแก้ไข

พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็ก  นอกจากจะทำหน้าที่ดูแลเด็กแล้ว  จำเป็นอย่างยิ่ง   

ที่จะต้องเป็นคนช่างสังเกต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสังเกตพฤติกรรมที่ผิดปกติของเด็ก ทั้งนี้             จะได้ทราบการเปลี่ยนแปลงและลักษณะพฤติกรรมที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กและแก้ไขได้ทันท่วงที


.๑ พฤติกรรมผิดปกติที่พบบ่อยในเด็กแรกเกิด ๓ ปี มีดังนี้

พฤติกรรมผิดปกติที่พบบ่อย

การแก้ไข

ร้องกวนมาก

  • สังเกตว่าร้องจากสาเหตุอะไร  เช่น  เสื้อผ้าบางเกินไป  เสื้อผ้าหนาเกินไป  เจ็บป่วย  มดกัด  ฯลฯ            ต้องแก้ที่สาเหตุ
  • ทำให้เด็กสบายตัว  โดยอุ้มในท่าสบายหรือเห่กล่อมโยกตัวไปมาอาจทำให้ดีขึ้นได้
  • ไม่จำเป็นต้องอุ้มขึ้นหรือให้นมทุกครั้งแต่จำเป็นต้องดู  พูดจา  สัมผัสตัวเด็ก

ร้องอั้น

   ลักษณะที่เด็กร้องดังๆ  แล้วกลั้นหายใจ

   หน้าเขียวหรือซีด บางคนตัวเกร็งหรือชักได้

  • ลูบหัวด้วยน้ำเย็น  หรือเขย่าตัวเบา ๆ
  • หลีกเลี่ยงการขัดใจโดยการเบี่ยงเบนความสนใจ
  • ไม่ควรตามใจเมื่อร้องทุกครั้ง

ร้องดิ้นอาละวาด

  • ผู้ใหญ่ไม่ควรให้ความสนใจ ปล่อย หรืออุ้มเด็กทุกครั้งที่เด็กร้องเมื่อถูกขัดใจ
  • ไม่ตามใจเรื่องที่ถูกขัดใจ
  • เมื่อเด็กเบาเสียงหรือหยุดร้อง จึงเข้าไปหาพูดคุยปลอบโยน   และเปลี่ยนความสนใจเด็กไปเรื่องอื่น

กินยาก

  • ควรปล่อยให้เด็กมีโอกาสตักอาหารกินเองบ้าง  ไม่บังคับป้อนจนเกินไป
  • พยายามหลีกเลี่ยงการให้อาหารว่างหรือขนมระหว่างมื้อมากเกินไป  โดยเฉพาะเมื่อใกล้มื้ออาหาร

นอนละเมอ

  • ไม่ควรปลุกเด็ก  สักพักเด็กจะหยุดเองและหลับต่อไปได้  ไม่ถือเป็นความผิดปกติ

ฝันร้าย

  • ปลอบโยน  พูดคุยให้เด็กรู้จักคลายความกลัวหรือกล่อมให้เด็กนอนหลับต่อ
  • ดูแลอย่าให้เด็กเล่นหรือทำอะไรจนเหนื่อยมากเกินไปในช่วงกลางวัน  ซึ่งเป็นการบอกทางอ้อมว่าเด็กมีความเครียดอื่นๆ ด้วย

 

พฤติกรรมที่พบบ่อย

การแก้ไข

ขับถ่ายเรี่ยราด

  • หัดให้เด็กนั่งกระโถนหรือโถส้วม  โดยให้นั่งเป็นเวลาทุกวันอย่างน้อย ๑๐ นาทีและฝึกช่วงหลังอาหาร
  • ควรหาของมาให้เล่นขณะฝึกนั่ง
  • ให้คำชมเชยแก่เด็กเมื่อเด็กถ่ายในกระโถน

พูดช้า

  • เนื่องจากมีความผิดปกติของพัฒนาการทางภาษาหรือไม่พูดเมื่อถึงวัยควรพูด
  • พูดช้าเล็กน้อย และมีพฤติกรรมอื่นปกติ
  • พาเด็กไปพบแพทย์
  • ควรชักชวนพูดคุยโดยเฉพาะคุยในสิ่งที่เด็กกำลังสนใจ
  • สอนให้พูดคำง่าย ๆ ที่เด็กพบเห็นบ่อยในชีวิตประจำวัน  หรือจากการเล่านิทาน
 

เล่นอวัยวะเพศของตนเอง

  • เบี่ยงเบนความสนใจเด็กไปยังกิจกรรมอื่น ๆ 
  • ไม่ควรลงโทษเด็กรุนแรง

เจ้าอารมณ์

  • ค่อย ๆ หัดให้เด็กรู้จักแสดงอารมณ์ที่เหมาะสมทีละน้อย
  • ให้ความรัก ความอบอุ่นไปพร้อม ๆ กับให้เหตุผล

พูดติดอ่าง

  • ไม่ทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดต่อเด็กในทางที่กระทบกระเทือนอารมณ์  ควรใช้วิธีการที่ละมุนละม่อม  เพื่อช่วยให้เด็กคลายความยุ่งยากทางอารมณ์
  • ให้ความสนใจรับฟังเด็กพูดจนจบโดยไม่แสดงความรำคาญ

ปัสสาวะรดที่นอน

  • ฝึกให้เด็กปัสสาวะก่อนเข้านอน
  • กรณีที่เกิดความเครียด  เช่น อิจฉาน้อง  ถูกดุให้แก้ที่ต้นเหตุ

       .ครอบครัว    

.๑   รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็ก  เป็นสิ่งสำคัญมากในการส่งต่อการอบรม

เลี้ยงดูและพัฒนาเด็ก  ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กได้แก่

                                         ๑.๑.๑  ข้อมูลด้านการเจริญเติบโตทางร่างกาย ได้แก่ ขนาด ความยาว             เส้นรอบศีรษะ  น้ำหนัก  ส่วนสูงควรอยู่ในเกณฑ์ปกติ หากพบว่ามีความผิดปกติ  เช่น น้ำหนักน้อยอยู่ในเกณฑ์อันตราย   ต้องรีบแก้ปัญหาโดยปรึกษาแพทย์   หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

                                         ๑.๑.๒  ข้อมูลด้านพัฒนาการของเด็ก  ได้แก่   ความสามารถด้านร่างกาย   อารมณ์  จิตใจ  สังคมและสติปัญญา 

                               ๑.๑.๓ ข้อมูลด้านสุขภาพและประวัติการเจ็บป่วย  ได้แก่   ภาวะโภชนาการ  ประวัติการได้รับภูมิคุ้มกันโรค   บันทึกการเจ็บป่วยในแต่ละช่วงวัย

                      .๒  บทบาทพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็ก มีดังนี้

       ๑.๒.๑ ต้องมีความพร้อมในการให้ข้อมูลพื้นฐานของเด็ก โดยให้รายละเอียดตามผลการบันทึกในสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็กของกรมอนามัย  กระทรวงสาธารณสุข  หรือของหน่วยงานอื่น

๑.๒.๒ เป็นแบบอย่างที่ดีของเด็กในการใช้ชีวิตครอบครัวอย่างอบอุ่น มั่นคง  มีการสื่อสารทางบวกระหว่างสมาชิกในครอบครัว มีการปฏิบัติต่อกันด้วยความรัก  ความเอื้ออาทร   และการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  มีการใช้เหตุผลในการแก้ปัญหาต่าง ๆ  และมีคุณธรรมและ          จริยธรรมในการดำเนินชีวิต

๑..๒.๓  ต้องพิจารณาเลือกสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานตามมาตรฐานการเลี้ยงดูเด็กอายุต่ำกว่า  ๓  ปี

๑.๒.๔ ตระหนักถึงความสำคัญที่จะร่วมมือกับสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยในการส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กตามวัย

๑.๒.๕ให้ความร่วมมือปฏิบัติตามคำแนะนำของสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย  เลี้ยงดูเด็กด้วยการให้ความรัก   ความอบอุ่น   ความเอื้ออาทร  ความปลอดภัย  และส่งเสริมให้เด็กมีอิสระในการทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง ตลอดจนส่งเสริมให้เด็กมีจินตนาการและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์

๑.๒.๖ ประสานความร่วมมือระหว่างบ้านและสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยในการพัฒนาเด็กไปในทิศทางเดียวกัน

๑.๒.๗ สร้างความคุ้นเคยระหว่างเด็กกับสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยก่อนที่จะให้เด็กรับการอบรมเลี้ยงดูในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย

                                นอกจากนี้พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็ก จะสามารถเตรียมให้เด็กออกสู่โลกกว้างได้อย่างมั่นใจ  เป็นคนดีเก่งและมีความสุขได้ดังนี้

                        ๑.  ส่งเสริมให้เด็กเชื่อมั่นในตนเอง  ด้วยการเปิดโอกาสให้เด็กได้ทำอะไรด้วย ตนเอง  แม้จะต้องสกปรกเลอะเทอะบ้าง  ไม่ถูกใจพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กก็ตาม  หลีกเลี่ยงการบังคับขู่เข็ญ   หรือต่อล้อต่อเถียง  ทำโทษรุนแรง   แต่ใช้วิธีอบรมสั่งสอน  ด้วยความเข้าใจ  สนใจ  ชมเชย  เมื่อทำสิ่งที่ควร  และช่วยเหลือเมื่อเด็กต้องการ

                        ๒.  ส่งเสริมให้เด็กรู้จักฟัง  เรียบเรียงความคิด  ฝึกการใช้ภาษา  ด้วยการถามให้เด็กแสดงความคิดเห็น  พูดถึงเรื่องราวหรือแสดงท่าทางตามที่เด็กเข้าใจ  หลังจากที่เด็กได้พบกับเหตุการณ์ต่าง ๆ  หรือจากที่พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กเล่านิทานให้ฟัง

                        ๓. ส่งเสริมให้เด็กมีความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง  ด้วยการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด  ด้วยความรักและเข้าใจ  ซึ่งจะทำให้เด็กมีโอกาสโต้ตอบ  สร้างความคุ้นเคย ทำให้เกิดความรักความผูกพันและรู้สึกได้รับความรัก

                        ๔.  ส่งเสริมให้เด็กรู้สึกสนุกมีความสุขกับการกระทำสิ่งที่สร้างสรรค์  ด้วยการเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้  เล่น  และฝึกทำสิ่งต่าง ๆ ในสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรและปลอดภัย

                        ๕.  ส่งเสริมให้เด็กเป็นผู้ที่มีความเป็นมิตร  และเป็นที่ยอมรับในสังคมได้ง่ายด้วยการยิ้มแย้มสัมผัสเด็กอย่างอ่อนโยน  คอยสังเกตการแสดงออกของเด็ก  สนใจที่จะตอบคำถามและเล่าเรื่องต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับเด็กเพื่อให้เด็กรู้ภาษาได้เร็วและมีกำลังใจใฝ่รู้      ใฝ่เรียนที่จะเอาใจเขามาใส่ใจเราตั้งแต่เล็ก ๆ

                        ๖. ส่งเสริมให้เด็กรู้จักแยกแยะสิ่งที่เป็นคุณเป็นโทษ  ด้วยการทำตัวเป็นแบบอย่างในการรู้จักกาลเทศะ  รู้จักรับผิดชอบ  ทำแต่สิ่งที่ดีงาม   และเป็นประโยชน์ต่อชีวิต

                        ๗.  ส่งเสริมให้เด็กมีจิตใจมั่นคงไม่สับสน  ด้วยการอบรมเลี้ยงดูด้วยความรัก  ความเมตตาเป็นแบบอย่างที่ดีงามในการใช้เหตุผลอย่างเสมอต้นเสมอปลาย  ฝึกให้เป็นคน รู้จักคิด  มีน้ำใจและคุณธรรม  หลีกเลี่ยงการทำโทษรุนแรงหรือละเลยทอดทิ้งเด็ก  ใช้เวลาอย่างมีคุณภาพอยู่กับลูกให้ความสนใจต่อกัน  ปฏิบัติต่อกันด้วยความรักความเข้าใจ

                        ๘. ส่งเสริมให้เป็นเด็กใฝ่รู้  กล้าแสดงความคิดเห็นและความรู้สึกอย่าง เหมาะสมตามกาลเทศะ  ด้วยการให้ความสนใจในสิ่งที่เด็กกำลังทำ  ตอบคำถามของเด็ก  ฝึกให้เด็กสังเกต สิ่งต่าง ๆ รอบตัว  ให้โอกาสที่จะแสดงความรู้สึกนึกคิดของตนเองอย่างเต็มที่  เปิดโอกาสให้        ลองผิดลองถูกในโอกาสที่ไม่เสียหายและเป็นอันตราย

                        ๙.  ส่งเสริมให้เด็กเกิดแรงจูงใจที่จะทำสิ่งที่ดี ๆ ด้วยการให้ความสนใจ  ชมเชยหรือให้รางวัลตามสมควรทันทีที่เด็กมีพฤติกรรมที่พึงปรารถนา  เช่น  ไหว้ผู้ใหญ่  เล่นกับน้อง  ช่วยหยิบของ  พูดเพราะ  รับฟังและปฏิบัติตามคำแนะนำ

                        ๑๐.  ส่งเสริมการใช้ภาษาของเด็ก  ด้วยการพูดคุยกับเด็ก  ด้วยภาษาที่ฟังเข้าใจง่าย  และชัดเจนด้วยท่าทางที่เป็นมิตร  อาจใช้การเล่านิทาน  อ่านหนังสือให้ฟัง  เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟัง

                        ๑๑.  เตรียมเด็กเข้าสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย  เมื่อเด็กอายุเข้าขวบปีที่ ๓  ก็พร้อมที่จะเข้าสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยหรือไปรับบริการจากสถานที่ที่รับเลี้ยงเด็กปฐมวัย  เช่น  ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กได้แล้ว พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กสามารถช่วยเด็กเตรียมตัวเตรียมใจที่จะไปเรียนรู้โลกกว้างได้  ด้วยการสร้างทัศนคติที่ดีต่อสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ด้วยการเล่าเรื่องเกี่ยวกับสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยให้ฟัง  พาไปรู้จักกับสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย  พาเด็กๆไปอยู่ในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยก่อนที่จะเข้าเรียน  ไปเล่นเครื่องเล่น  ไม่ขู่เด็กว่าจะทิ้งไว้ที่สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยถ้าทำตัวไม่ดี  นอกจากนั้นต้องสร้างทัศนคติที่ดีต่อผู้เลี้ยงดูเด็กด้วยการพูดคุยกับเด็ก  ถ้าเป็นไปได้  ควรทำความคุ้นเคยรู้จักกับผู้เลี้ยงดูเด็กก่อน   พาเด็กไปดูการจัดกิจกรรมในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยว่าพี่ ๆ เขาได้เล่นอะไรบ้าง และที่สำคัญต้องฝึกให้เด็กช่วยเหลือตนเองได้ เช่น  รับประทานอาหารเอง          บอกได้เมื่อต้องการขับถ่าย  ฝึกนั่งกระโถนหรือส้วม  บอกชื่อตนเอง  แต่งตัวเอง  เป็นต้น


                                ๒.  สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย   ควรปฏิบัติดังนี้

                     ๒.๑  บุคลากรในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย

๒.๑.๑  บุคลากรทุกคนในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยตระหนักในการสร้างบรรยากาศของความรัก  ความอบอุ่น      มีความเป็นมิตร     มีความเมตตาต่อเด็กและช่วยส่งเสริมให้เด็กมีความไว้วางใจผู้อื่น อันเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาบุคลิกภาพ

๒.๑.๒  บุคลากรทุกคนในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย  เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็ก  เช่น  ใช้ภาษาที่สร้างสรรค์  มีกิริยามารยาทสุภาพใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์

                     ๒.๒ การจัดกิจกรรม

๒.๒.๑ กิจกรรมที่จัดในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย  ควรเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กเกิดความคุ้นเคยกับสิ่งแวดล้อมใหม่ ผู้เลี้ยงดูเด็กคนใหม่ บ้านใหม่ และส่งเสริมการเรียนรู้ให้โอกาสเด็กได้ทำกิจกรรมด้วยตนเอง  จัดเตรียมของเล่นและสื่อเพื่อการเล่นสิ่งใหม่ๆ ทดลอง          สิ่งใหม่ๆตามลำพังในที่ปลอดภัยบ้าง   แต่ไม่ละเลยให้เด็กอยู่ตามลำพังนานเกินไป

๒.๒.๒ ให้คำชมเด็กเมื่อเด็กทำถูกต้อง     แต่ไม่ลงโทษหรือดุว่าอย่างรุนแรงเมื่อทำไม่ถูก ต้องอธิบายให้เข้าใจ

๒.๒.๓  จัดกิจกรรมที่ส่งเสริมการพัฒนาทุกด้าน ส่งเสริมให้เด็กช่วยเหลือตนเอง

๒.๒.๔จัดกิจกรรมที่สร้างสัมพันธภาพระหว่างบ้านกับสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย       อย่างสม่ำเสมอจนเกิดความใกล้ชิดระหว่างบ้านกับสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย


 

by:น.ส.พรรณิดา  ผุสดี ปี๒ หมู่๒ การศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ๒๕๕๕

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ครูไทยใจเกินร้อย วันที่ : 07/01/2013 เวลา : 12.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krusak

ขอบคุณข้อมูลและเรื่องราวดีๆที่เป็นประโยชน์มากครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน