• เจฟฟี่
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : jeb2003_6@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-01-16
  • จำนวนเรื่อง : 8
  • จำนวนผู้ชม : 23566
  • ส่ง msg :
  • โหวต 9 คน
เมาได้เมาดี 24 ชั่วโมง
ถึงจะเมาแต่พวกเราก็เมาจริง . . .
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/pantip5
วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2552
Posted by เจฟฟี่ , ผู้อ่าน : 1348 , 20:35:28 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เรามาดูตำนานและที่มาของวันวาเลนไทม์กันครับ จริงเท็จแค่ไหน โปรดใช้วิจารณญาณนะครับ

ที่มาของวันวาเลนไทน์
เดือนกุมภาพันธ์ คือเดือนแห่ง “ความรัก” เทศกาลแห่งวาเลนไทน์ กระแสแฟชั่นวันวาเลนไทน์ของวัยรุ่นไทยเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่มากขึ้นทุก ๆ ปี ในปีนี้ก็คงจะเช่นเดียวกัน ยิ่งวันเวลาผ่านมากขึ้นเท่าไหร่ แฟชั่นแย่ก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ทั้งเสื้อผ้าการแต่งกายที่แปลกแหวกแนว ทัศนคติในการคบหาระหว่างชายหญิง นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น

ซึ่งแท้จริงแล้วแต่โบราณการบัญญัติกำหนดวันวาเลนไทน์ขึ้นมาก็เพื่อเป็นการรำลึกถึงคุณงามความดีของบุรุษนักบุญผู้หนึ่งใน คริสตศาสนา ผู้มีหัวใจเปี่ยมด้วยความรัก และความปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์ แต่กลับต้องจบชีวิตลงด้วยการรับโทษประหารชีวิตในวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ท่านผู้นี้มีนามว่า “เซนต์วาเลนไทน์”  

ตามประวัติศาสตร์คริตศาสนากล่าวว่า วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ เป็นวันมรณภาพของนักบุญท่านหนึ่งชื่อว่า เซนต์วาเลนไทน์ และถูกชาวโรมันบางกลุ่มจับลงโทษถึงแก่ความตายในสมัยพระเจ้าจักรพรรดิคลอดิอุสที่ ๒ (ก่อนคริสต์ศักราช ๒๖๙ ปี)  

เนื่องจากเซนต์วาเลนไทน์ในสมัยนั้นชื่อว่า “วาเลนตินุส” (VALENTINUS) เป็นชาวโรมัน แต่นับถือศาสนาคริสต์ การที่ประชาชนชาวโรมันไปนับถือศาสนาศริสต์จะถือว่าเป็นกบฏ มีความผิดร้ายแรง ซึ่งในระยะเริ่มแรกสมัยนั้นศาสนาคริสต์ยังไม่เป็นที่ยอมรับในจักรวรรดิ์ โรมัน และกษัตริย์โรมันถือว่าศาสนาคริสต์เข้ามาเผยแพร่ในกรุงโรม ว่าเป็นลัทธิที่เป็นอันตรายต่อสังคมชาวโรมันเป็นอย่างยิ่ง จึงมีมติว่าผู้ใดก็ตามที่นับถือศาสนาคริสต์ก็จะถูกจับตัวไปลงโทษอย่างรุนแรงต่อสาธารณชน เช่น ตรึงไม้กางเขนให้ตายบ้าง ให้สัตว์ป่ากัดตาย หรือเผาทั้งเป็น ใช้ไม้ทุบหัว เป็นต้น กลุ่มพวกที่นับถือศาสนาคริสต์ต้องคอยหลบซ่อนตัวไม่บอกให้ผู้อื่นรู้ว่าตัวเป็นคริสต์ศาสนิกชน ครั้นเมื่อถึงเวลาทำพิธีกรรมทางศาสนา ก็ต้องแอบไปทำพิธีในอุโมงค์ที่ใช้เป็นสถานที่บรรจุศพ โดยอุโมงค์จะอยู่นอกกรุงโรม วาเลนตินุส ก็เป็นผู้หนึ่งที่นับถือศาสนาคริสต์และเป็นผู้กล้าหาญคอยช่วยเหลือคนที่นับถือศาสนาคริสต์อยู่เสมอๆ จนกลายเป็นที่รักใคร่ของคริสนิกชนทุกคน แต่กลับกันวาเลนตินุสก็ถูกทางการของกรุงโรมเพ่งเล็งต้องการจับตัวมากที่สุด สาเหตุที่ทางการโรมันต้องการตัววาเลนตินุสมากนั้นไม่เพียงโทษที่คอยช่วยเหลือชาวคริสเตียน แต่เป็นโทษที่วาเลนตินุสเป็นหัวเรือสำคัญในการต่อต้านพระจักรพรรดิคลอดิอุสที่ ๒

เหตุเกิดจากที่ในสมัยนั้นจักรพรรดิคลอดิอุสที่ ๒ ทรงนิยมทำสงครามเพื่อขยายจักรวรรดิอาณานิคมใกล้เคียงให้แผ่พระราชอำนาจความเป็นใหญ่ที่สุด ในดินแดนแถบตะวันตก ซึ่งการทำสงครามแต่ละครั้ง ต้องเกณฑ์ทหารเข้าประจำการเป็นจำนวนมาก ครั้นพอสงครามสิ้นสุดก็สูญเสียทหารไปเป็นจำนวนไม่น้อย ทำให้ประชาชนเกิดความกลัว และไม่ต้องการจากครอบครัว คนอันเป็นที่รักไปออกรบ เมื่อประชาชนไม่ยอมไปเกณฑ์ทหารทางการจึงต้องออกกฎหมายบังคับให้ประชาชน วาเลนตินุสจึงคิดรวมตัวประชาชนเพื่อคัดค้านการออกกฎหมาย การคัดค้านครั้งนี้ สร้างความไม่พอพระทัยให้กับจักรพรรดิคลอดิอุสที่ ๒ เป็นอย่างมาก และเนื่องจากพลังมวลชนที่มากกว่าทำให้ทางการทำอะไรมากไม่ได้จักรพรรดิคลอดิอุสก็เลยออกกฎหมายแกล้ง ห้ามไม่ให้หนุ่มสาวชาวโรมันแต่งงาน เพื่อกีดกันไม่ให้หนุ่มสาวมีความรัก ผู้ชายจะได้ออกรบ โดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง ที่สำคัญจะได้ไม่มีใครใช้ความรักเป็นข้ออ้างไม่ออกทำสงครามกฎหมายนี้บังคับใช้ได้แค่ระยะหนึ่ง สถานการณ์กลับตึงเครียดมากขึ้น ประชาชนก็แสดงพลังต่อต้านมากขึ้น จนจักรพรรดิคลอดิอุสมีสั่งฆ่าทุกคนที่ขัดขวาง และสั่งจับวาเลนตินุสผู้บงการไปขังคุกตัดสินประหารชีวิตนักบุญวาเลนไทน์ ในวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ค.ศ.๒๗๐

เมื่อประชาชนชาวโรมันทราบข่าวการถูกประหารของวาเลนติอุสก็มีความเศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างมาก ช่วงเวลาที่วาเลนตินุสถูกประหาร ก็มีคนฆ่าตัวตายตามเป็นจำนวนมากและนับแต่นั้นมา ชาวโรมันก็ยกย่องวาเลนตินุสเป็น “เซนต์วาเลนไทน์” และเรียกเซนต์วาเลนไทน์ว่า “เทพเจ้าแห่งความรัก”

แต่บางตำรากล่าวว่า วาเลนตินุสคือนักบุญผู้นำอาหารไปวางไว้หน้าประตูบ้านคนยากจน และคอยช่วยเหลือผู้นับถือศริสศาสนา จนถูกทางการเพ่งเล็งและถูกจับขัง

คุก ระหว่างอยู่ในคุก ได้พบรักกับลูกสาวผู้คุมคุกชื่ออัสเตริอุส (ASTERIUS) และเป็นผู้มีจิตเมตตาคอยช่วยเหลือวาเลนติอุสอยู่เสมอ วาเลนติอุสจึงตอบแทนโดยอธิษฐาน ทูลขออำนาจจากพระเจ้า ให้รักษาลูกสาวผู้คุมที่ตาบอดให้หายเป็นปกติ ครอบครัวผู้คุมเกิดความเชื่อและศรัทธาประกาศตนเป็นคริสเตียน เรื่องทราบถึงจักรพรรดิคลอดิอุสที่ ๒ พระองค์ทรงกริ้วมาก รับสั่งให้ประหารชีวิตวาเลนติอุส ก่อนถึงแท่นประหาร วาเลนติอุสได้ทิ้งจดหมายลาตายไว้ให้ลูกสาวผู้คุม มีเนื้อความซึ้งกินใจ และลงท้ายว่า "จากวาเลนไทน์ของเธอ!"..."From Your Valentine!"

ในสมัยโรมันเมื่อประมาณสองพันกว่าปีก่อน วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ เป็นวันที่เรียกว่า “ลูเปอร์คาเลีย”(lupercalia) มีความสำคัญมากในทางเพศ ผู้ชายจะวิ่งแก้ผ้าหาคู่เพื่อฉลองตรุษโดยจับฉลากชื่อหญิงสาวแล้วเกี้ยวพาราสีจนได้เป็นภรรยา  

ดังนั้นเมื่อถึงวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ของทุกๆ ปี หนุ่มสาวหรือคนบางกลุ่มนิยมส่งดอกกุหลาบสีแดง ช็อกโกแลต การ์ดอวยพร ให้แก่คนที่รัก จะเห็นได้ว่าวันวาเลนไทน์ตามตำนาน จึงไม่ได้หมายถึงความรักฉันชู้สาวเพียงอย่างเดียว แต่หมายรวมถึงความรักที่มีต่อครอบครัว เพื่อมนุษย์ และทุกสรรพสิ่งในโลกนี้

ส่วนเหตุที่ว่าทำไมถึงต้องใช้ดอกกุหลาบแทนดอกไม้แห่งความรัก และยิ่งกว่านั้นในสมัยโบราณทำไมจึงเน้นนิยมเพียงกุหลาบสีแดง จากการสอบถามจากผู้รู้บางท่านก็ให้ทัศนคติว่า กุหลาบเป็นไม้ดอกที่มีอายุคู่กับมนุษยชาติมาเป็นเวลายาวนานตั้งแต่ราว ๕๐๐๐ ปีที่ผ่านมา จากชนชาติสุเมเรียน ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณแม่น้ำไทกริสและยูเกรตีสหรือบนพื้นที่ๆ อุดมสมบูรณ์ (ปัจจุบันคือประเทศอิรัก) หรือราว ๑๗๐๐ ปี ก่อนคริสตศตวรรษที่เกาะครีต บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์ พบหลักฐานภาพเขียน บนฝาผนังในวังเรียกว่า BLUE RIRD FRESCO มีภาพเขียนรูปกุหลาบแต่ยังดูไม่เหมือนกุหลาบจริงสักเท่าใดนัก หรือพระราชินีของกษัตริย์นโปเลียนที่ ๑ แห่งฝรั่งเศส พระนามว่า “โจเซฟิน” เป็นผู้เก็บรวบรวมพันธุ์กุหลาบชนิดต่าง ๆ ตลอดจนลูกผสม ถึง ๒๕๐ พันธุ์ กุหลาบพันธุ์ต่าง ๆ ในสวนของพระนางโจเซฟินนี้มีสีแดงเข้ม สีชมพู และสีขาวโดดเด่นที่สุด จากบันทึกนี้จึงเห็นว่าแม้กุหลาบมีมากถึง ๒๕๐ พันธุ์ แต่สีที่คนในสมัยนั้นนิยมมีเพียงไม่กี่สีเท่านั้น และสีที่ทนต่ออุณหภูมิต่ำได้ดีมาก คือ กุหลาบ ROSE OF CASTILE อีกหลักฐานหนึ่งอธิบายว่า กุหลาบกำเนิดที่เขาคอเคซัส ในประเทศเปอร์เซีย และเรียกว่า “คุล” ในภาษาเปอร์เซียกล่าวว่า คุลแปลว่า กุหลาบหรือแปลว่า สีแดง ก็ได้ จึงอาจเป็นไปได้ว่าสีกุหลาบในสมัยก่อนนั้นคือสีแดง เข้มถึงแดงอ่อนและประกอบกับที่บางกลุ่มเชื่อว่ากุหลาบสีแดง หมายถึง ดอกไม้ของคิวปิดและอีรอส (กามเทพ) เป็นดอกไม้แห่งการมอบความรักและความปรารถนาดีแก่ผู้หญิง ในเอเชียถือว่ากุหลาบแดงคือการมอบความสุข ความรักที่จริงใจ ด้วยเหตุผลต่างๆ มากมายจึงทำให้กุหลาบแดงได้รับความนิยมมากที่สุดก็เป็นได้



ในประเทศไทยยังไม่พบบันทึกว่ากุหลาบเข้ามาเผยแพร่เมื่อใด แต่บันทึกของลาลูแบร์ ว่าเห็นกุหลาบมาแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และที่ได้รับการนิยมมากที่สุดคือในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงโปรดกุหลาบสีแดงและชมพูมากที่สุด ตำนานการเกิดดอกกุหลาบมีหลายตำนาน เช่น ชาวคริสต์เชื่อว่า ขณะที่พระเยซูถูกตรึงไม้กางเขนอยู่นั้น พระโลหิตได้ไหลหยดลงไปโดนต้นมอสส์ ด้วยอานุภาพให้บังเกิดเป็นต้นกุหลาบที่มีดอกสีแดง หรือ คอลรีสเทพธิดาแห่งดอกไม้ เสกให้นางไม้กลายเป็นต้นกุหลาบ แล้วยกย่องให้เป็นราชินีแห่งดอกไม้  

ตำนานวันแห่งความรักนั้นมีมากมายหลายตำนาน มิใช่เฉพาะแต่ชาวโรมันหรือชาว ยุโรปเท่านั้น ในเอเชียก็มีเช่นเดียวกัน แต่เป็นตำนานที่เกี่ยวกับเทพเจ้า เราๆ ท่านๆ ทั้งหลายคงจักกันในนาม “กามเทพมหาเทพแห่งความรัก” เป็นเทพเจ้าตามคติความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ ที่ทรงมหิทธานุภาพที่ยิ่งใหญ่ ในด้านการประทานความรักแก่มวลมนุษย์ หรือแม้กระทั่งเหล่าเทวาทั้งหลาย อำนาจความรักในที่นี้มิได้หมายรวมเฉพาะแต่เรื่องของกามารมณ์ร่วมประเวณีเพียงอย่างเดียว แต่มีนัยรวมหมายถึงการที่จิตวิญญาณมีความเกี่ยวพันสร้างพันธะแก่กัน




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ks109 วันที่ : 09/02/2009 เวลา : 14.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kslomsakpcru

ที่ใดมีรัก....ที่นั้นมีทุกข์
คนในอยากออก........คนนอกอยากเข้า..555

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
2524 วันที่ : 08/02/2009 เวลา : 11.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/boy2524

ทดสอบ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ไข่เจียวแหนม วันที่ : 08/02/2009 เวลา : 11.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/toncomud

เจ๋งๆๆ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
wadwangnoy วันที่ : 07/02/2009 เวลา : 13.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wadwangnoy

มองสิ่งใด ไม่เห็นสิ่งนั้น
เมื่อไม่เห็น ก็หลงยึดติด
เมื่อหลงยึดติดย่อมไม่หลุดพ้น เจริญพร

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
MeeMee วันที่ : 07/02/2009 เวลา : 09.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/memoria
recall for Memory Episode II



วาเลนท์ไทม์ ความหมายของคำนี้มีอยู่"ทุกวัน" ค่ะ ไม่เฉพาะวันที่ 14 หรือเดือนกุมภาพันธ์เท่านั้นหรอก...
.
.

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน