*/
  • รักแห่งสยามประเทศ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : panuwat084@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2010-02-22
  • จำนวนเรื่อง : 358
  • จำนวนผู้ชม : 1104130
  • จำนวนผู้โหวต : 221
  • ส่ง msg :
  • โหวต 221 คน
วันพุธ ที่ 14 สิงหาคม 2562
Posted by รักแห่งสยามประเทศ , ผู้อ่าน : 184 , 15:54:53 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน แม่หมี โหวตเรื่องนี้

ผัวเมียนี้กูมึงอย่าได้ว่า ข่อยและเจ้าแลงเซ้าซัวซีวัน

ยามกินเข้าให้ผัวแพงกินก่อน ให้มันเหลือแต่ก้าง นางหล่าจั่งค่อยเล็ม

.

ทุกชีวิตเลือกเกิดไม่ได้ และบางทีก็ยากที่แม้แต่จะเลือกดำเนินชีวิต   เรื่องนี้เริ่มต้นที่ทุ่งบางบัวทอง

“พ่อแม่เค้าไม่ชอบข้า เขาไล่ให้ข้าไปอยู่ไกลๆ”

หลายครั้งที่เราได้ยินแกพูดเรื่องนี้ขึ้นมา แกพูดพร้อมแววตาที่แฝงประกายอะไรบางอย่างไว้ ขมขื่น น้อยใจ เสียใจ โกรธ ดูมันปนเปกันไปหมด แต่แค่พริบตาผ่าน สิ่งเหล่านั้นก็กลับเลือนหายไปกับลูกตาที่ฝ้าฟางของหญิงวัยย่าง ๘๕ ปี  ใช่ ปีนี้ยายสำอางค์อายุย่าง ๘๕ ปีแล้ว  ก็นั่นแหล่ะ เมื่อ ๘๕ ปีก่อนคงเป็นจุดเริ่มต้นละครชีวิตเรื่องยาวของยายสำอางค์

ปี พ.ศ. ๒๔๗๗

ทุ่งบางบัวทองคงมีแต่ท้องนา บึงน้ำ และทุ่งดอกบัว เด็กหญิงสำอางค์ก็คงไม่ต่างจากเด็กในยุคนั้นทุกคน  ใบหน้าถูกฉาบแต้มไปด้วยประกายแห่งความร่าเริง เสียงหัวเราะและรอยยิ้ม  รอบกายสุดสายตาคือทุ่งนาของครอบครัว  ทุกอย่างก็เหมือนจะควรดำเนินไปด้วยความราบรื่น  และจบลงอย่างสง่างาม  แต่เพราะพระพรหมคือผู้ลิขิตทางเดินมนุษย์  มนุษย์อย่างเราๆ จึงไม่อาจก้าวออกจากเส้นแห่งพรหมลิขิตได้

อดีตกลับไปแก้ไขไม่ได้  และอนาคตก็ไม่อาจกำหนดได้เช่นกัน

เมื่อกลิ่นกรุ่นของเนื้อสาวได้นำพาชายหนุ่มคมเข้ม รูปร่างสันทัด ตาคมกลมโต และแต้มรอยยิ้มอ่อนๆที่ใบหน้ามาพบกัน  ความรักสุกงอม  ทั้งสองจึงตัดสินใจแน่วแน่เดินทางไกลครั้งสำคัญจากทุ่งบางบัวทองสู่เมืองปราณบุรี  ระยะทางกว่า ๓๐๐ กิโลเมตรเมื่อราว ๖๐ ปีที่แล้ว  มันไม่อาจอธิบายได้ด้วยตัวหนังสือไม่กี่ตัว  เพื่อให้เห็นถึงความลำบากของการเดินทาง  และความบากบั่นมุมานะของชายหนุ่มหญิงสาว

“พ่อแม่เค้าไม่ชอบข้า เขาไล่ให้ข้าไปอยู่ไกลๆ”

คำพูดประโยคนี้ดังแผ่วๆ อยู่ในสามัญสำนึกของเราอีกครั้ง

.

คั้นบ่อออกจากบ้าน กะบ่ได้เห็นด่านแดนไกล

คั้นบ่อไปฮ่ำเฮียน กะบ่มีความฮู้

คั้นแม่นมีความฮู้ เต็มพุงเพียงปาก

สอนโตเองบ่อได้ ไผสิย้องว่าดี

.

“แกไปอยู่ด้วยกันที่กรุงเทพฯ สวนที่ปราณบุรีนี่ก็ขายไป แกทำไม่ไหวแล้ว”

หลังจากลุงแทน น้องชายคนสุดท้องในบรรดาพี่น้องของยายสำอางค์ เทียวไปเทียวมาดูแลในช่วง ๑๐ ปีหลังมานี่  อาจไม่ใช่แค่ลุงแทนเท่านั้น  แม้ลูกๆ ของลุงแทนก็เห็นถึงความลดลงของแรงกาย  ความแม่นมั่นของความทรงจำ  และความสามารถในการอุ้มชูกายสังขาร

ทุกอย่างดูเสื่อมถอยและผุพังไปตามกาลเวลา  รวมทั้งบ้านหลังเล็กที่ยังมีชื่อสามีแกติดอยู่ที่หน้าบ้าน

“ชั้นไปสองสามวัน  แกอยู่ที่นี่แหล่ะ ไม่ต้องตามมา”

ครั้งหนึ่งเราเคยรับยายสำอางค์ขึ้นมากรุงเทพฯ เพื่อมาทำบุญรวมญาติ เพื่อมาท่องเที่ยว หรือเพื่อมาอะไรก็แล้วแต่  แต่วัตถุประสงค์จริงๆ ของเราก็แค่ต้องการให้แกเห็นว่า  แกยังมีคนที่รักที่พร้อมจะดูแลในช่วงปลายชีวิตที่เหมือนแกเองก็รู้ว่าเรี่ยวแรงที่มีกำลังถดถอยลงไปทุกๆ วัน

สายตาที่เคยมองทุ่งบางบัวทองได้ไกลสุดลูกหูลูกตา ตอนนี้ก็คงแค่มองรอบรัศมีบ้านหลังเล็กไปไกลได้ไม่กี่เมตร

ความทรงจำที่เคยย้อนไปได้ไกลตั้งแต่เริ่มจำความ  มันก็มีแค่มื้ออาหาร ต่อมื้ออาหารเท่านั้น

และอนาคตที่เคยสุกสว่างสดใส  มันกลับกลายมีแค่เพียงจานขนมอบตรงหน้า

แต่สิ่งที่แกยังหวงแหน อาจไม่ใช่เพียงแค่สวนหลังบ้านเล็กๆ พื้นที่ราวๆ ๓ ไร่  บ้านที่เคยเป็นบ้านอันแสนอบอุ่นของแกกับคนที่แกรัก  ที่ตอนนี้มันเหลือเพียงชื่อติดไว้ที่หน้าประตูบ้านเท่านั้น  แต่แกคงยังไม่อาจทิ้งความทรงจำตลอด ๖๐ กว่าปี ณ ที่นี่ได้

“ชั้นไปสองสามวัน  แกอยู่ที่นี่แหล่ะ ไม่ต้องตามมา”

แกคงบอกลุงเล็ก  เราแกล้งไม่ได้ยินและรับข้าวของพะลุงพะลังในมือแกมาใส่รถ รอแกล็อกกุญแจบ้านจนครบทุกดอกแล้วจึงเดินทางออกมา  ทุกครั้งที่ไปรับแกขึ้นมา  ๒-๓ วันก็ต้องรีบกลับไปส่งเพราะทนคำรบเร้าแกไม่ไหว

.

ละครชีวิต คิดๆ ก็น่าอนาถ มีทั้งบทบาท หัวเราะร้องไห้ประจำ

หันมองคนอื่นเห็นเขาชื่นฉันกลับต้องช้ำ ฉากชีวิตฉันมีสีดำ โศกาน้ำตาเปียกหมอน

.

“สมัยก่อน ตรงนี้เป็นโรงงานทำสัปปะรดกระป๋อง”

เราเคยนั่งรถพาแกไปทานข้าวในร้านอาหารที่ไม่ไกลไปจากตัวอำเภอ  แกชี้ไปที่อาคารร้างเมื่อรถวิ่งผ่านที่ตอนนี้เงียบสงบไร้ความเคลื่อนไหว  เมื่อพูดถึงโรงงานที่แกเคยทำงาน  เหมือนแกกำลังหมุนวนตกลงสู่ห้วงภวังค์อันลึกลับ  สดชื่น  มีความหวัง มันเหมือนมีประกายเล็กๆ ปรากฏขึ้นในดวงตาคู่นั้น  พลิบตาก็เลือนหายไป

“ข้าเคยทำงานที่นี่”

เรามีโอกาสไปปราณบุรีกับบ้านลุงแทนอยู่หลายครั้ง  และก่อนหน้านี้ยายสำอางค์ก็รับรู้ถึงการมาของเรา จนมาปีหลังๆ มานี่  คำถามนี้ออกจากปากยายสำอางค์แทบทุกครั้งที่เจอเรา เหมือนมีบางสิ่งบางอย่างกำลังเปลี่ยนแปลงไป  เหมือนความทรงจำ ณ บางจุดของสมองกำลังถูกเขียนทับ

“เอ็งเคยมาบ้านข้าหรือเปล่าวะ”

“พวกเอ็งกินข้าวกันมาหรือยัง ข้าหุงข้าวเอาไว้ให้อยู่ในครัว”

แกมักตระเตรียมข้าว และกับข้าวง่ายๆ ไว้ทุกครั้งที่พวกเราไป  และเมื่อพวกเรากลับมา เราก็มักจะซื้อข้าวของจำเป็นใส่ตู้เย็นติดครัวแกไว้ทุกครั้ง  ก็มีแค่ครั้งสุดท้ายที่เราไปเท่านั้น  ที่แกยังคงพูดคำเดิม

“พวกเอ็งกินข้าวกันมาหรือยัง ข้าหุงข้าวเอาไว้ให้อยู่ในครัว”

มันเป็นวันสุดท้ายที่แกได้อยู่ในบ้านเล็กๆ หลังนั้น  ไม่มีกับข้าวหลงเหลืออยู่อีก  และข้าวสวยในหม้อหุงข้าวไฟฟ้าก็บูดจนหมด  ประมาณด้วยสายตาคงหุงทิ้งไว้ราว ๒-๓ วันแล้ว 

สวนหลังบ้านของยายสำอางค์เต็มไปด้วยไม้ผลและพืชผักสวนครัว  น้อยหน่ายายสำอางค์  จะออกสู่ตลาดให้ผู้คนแถวนั้นลิ้มรสอยู่เสมอ  ช่วงหลังมีมะม่วง  มะนาว  และอีกสารพัด

“เอ็งอยากกินอะไรก็มาเก็บเอาไป” แกชักชวนเราอยู่บ่อยครั้ง

แต่หลังๆ มานี่ด้วยอายุที่มากขึ้น เรี่ยวแรงที่น้อยลง  สวนที่ออกผลผลิตสม่ำเสมอก็ถูกปกคลุมด้วยไม้เลื่อยและวัชพืช  จนแทบกลายเป็นป่ารกทึบกลางเมืองปราณบุรีที่รอบข้างผู้คนเริ่มเข้าจับจองลงหลักสร้างบ้านเรือน  กำเนิดร้านสะดวกซื้อ  ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่  สนามฟุตซอล  และอาคารพานิชย์เรียงแถวยาวริมถนนที่แต่ก่อนยายสำอางค์แกเล่าว่าเป็นแค่ป่าหญ้าเท่านั้นเอง

ทุกอย่างที่ปราณบุรีดูเหมือนหมุนไปข้างหน้าเร็วขึ้น  แต่ชีวิตยายสำอางค์เหมือนหยุดนิ่งนานแล้ว  เหมือนแกรอใครสักคน เหมือนแกอยู่กับอีกคนที่อยู่นิ่งๆ เหมือนกัน

“พวกเอ็งกินข้าวกันมาหรือยัง ข้าหุงข้าวเอาไว้ให้อยู่ในครัว”

.

ฝนซาฟ้าสร่าง กระจ่างสดใส ฉันคงจะได้ชื่นใจเหมือนกัน

มองลอดชายคา น้ำฝนหยดมา แสนเศร้ากำสรด

เหมือนน้ำตาหยด ราดรดอยู่ทุกวัน  น้อยใจคนที่ เบื่อเบนหนีสำคัญ

ก่อนเคยสัญญารักกัน ...เดี๋ยวนี้สัมพันธ์นั้นไกลลิบลิ่ว

.

“นี่ ให้กลับไปอยู่ปราณฯ เอาหรือเปล่า”

หลังจากที่เราหักดิบพาแกมาอยู่กรุงเทพฯ โดยไม่มีแผนจะพากลับไปอีก  ลุงแทนแกล้งถามพี่สาวที่ตอนนี้ทั้งสองนั่งไม่ห่างกัน  คุยกันในระดับเสียงที่แม้เราไม่ได้อยู่ใกล้มากแต่ก็พอจะได้ยิน  และทุกครั้งที่ถูกถาม  ยายสำอางค์จะตอบด้วยท่าทางฮึดฮัด

“ไม่ไปแล้ว บ้านข้าอยู่ที่นี่  นี่บ้านข้า”

ตอบเสร็จก็เหมือนแกกลับจมดิ่งสู่อดีตไม่เกิน ๓ ชั่วโมง และอนาคตที่มีแค่จานขนมอบตรงหน้าเท่านั้นเอง

ยังไม่ทันฟ้าสางของวันกลางสัปดาห์เมื่อหลายเดือนก่อน พวกเราต่างรีบขับรถจากบ้านย่านมีนบุรีเพื่อไปดูอาการยายสำอางค์ที่บ้านซึ่งเคยเป็นบ้านที่อบอุ่นของแกที่ปราณบุรี

“โรคคนแก่น่ะค่ะ”

คุณหมอที่ตรวจรักษาตอนที่เราหักดิบพาแกทุลักทุเลขึ้นรถจากปราณบุรีมากรุงเทพฯ  คุณหมอบอกกับเราอย่างนั้น

“คนไข้ไม่ได้กินข้าวหลายวัน  ซีด ขาดน้ำ  เกลือแร่ต่ำเลยหมดแรง  พอหมดแรงก็ไม่สามารถไปหุงหาอาหารกินได้  มันเลยกลายเป็นวงจรของการเจ็บป่วยในผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพัง”

ปัจจุบันยายสำอางค์อยู่กับลุงแทนน้องชายของแกและลูกหลานที่บ้านย่านมีนบุรี  เรี่ยวแรงก็มีมากพอที่จะช่วยเหลือตัวเองได้ตามสมควร  ไม่มีโรคร้ายแรงอะไรให้น่าเป็นห่วง  มีความสุขกับการเดินออกไปนั่งที่ระเบียงบ้านแล้วกลับมานอนบนเตียงเล็กๆ ที่ลุงแทนและลูกๆ จัดเตรียมไว้ให้

มีความทรงจำแค่ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า  และอนาคตแต่จานขนมอบตรงหน้า

ไม่เคยพูดถึงเรื่องราวที่ปราณบุรีอีก  แกคงลืมไปแล้ว  หรือไม่ก็...สมองส่วนความจำตรงนั้นอาจถูกเขียนทับด้วยอาหารมื้อที่ผ่านมาและความคาดหวังที่จะได้กินขนมอบจานถัดไป

บ้านไม้หลังนั้นผุพังไปตามกาลเวลา  ความทรงจำของยายสำอางค์เริ่มพร่าเลือน  สวนผลไม้ถูกปกคลุมไปด้วยวัชพืชจนเป็นป่ารกทึบกลางเมือง  และป้ายชื่อเจ้าของบ้านที่ติดไว้เหนือกรอบประตูหน้าบ้านยังคงอยู่ที่เดิม  เพียงแต่เริ่มหมองคล้ำและอีกไม่นานคงเลือนหายไป

“ชั้นไปสองสามวัน  แกอยู่ที่นี่แหล่ะ ไม่ต้องตามมา”

เสียงในความทรงจำของเราผ่านเข้าโสตประสาทของเราอีกครั้ง

.

ให้เฮาสุขขีมั่น เสมอหมั่นฮักเดียว คือจั่งปั้นข้าวเหนียว กอดเกี้ยวไปสุดฝัน

ให้เฮาเป็นคู่กรรม อยู่นำทุกปัญหา เติมแฮงใจยามลอยล้า ลุยฝ่าแบบบ่ย่าน

ให้เฮาเป็นคู่แก้ว ฮักแล้วบ่มีใหม่ ตุ้มเอาฮักมาต้อมไว้ ห่มใจดอกให้กัน

ให้เฮาเป็นคู่ครอง ส่องซอดฮอดหัวใจ ฮักแพงกันตลอดไป ชั่วนิจนิรันด์

.

.

ขอขอบคุณเรื่องราวชีวิตบางส่วนของคุณยายสำอางค์  แสงจันทร์  

คุณยายสำอางค์ เกิดและโตที่บางบัวทอง ใช้ชีวิตที่ปราณบุรี มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นในช่วงชีวิต สุขทุกข์ ผิดหวังสมหวัง ดีใจเสียใจ และอีกมากมายตามที่มนุษย์ปุถุชนคนหนึ่งจะสามารถพบเจอได้

ในวัยแปดสิบกว่าๆ ได้ย้ายมาอยู่ย่านมีนบุรีกับน้องชายและหลานๆ  มีความสุขตามอรรถภาพ

#ยายสำอางค์

#เรื่องเล่าจากเค้าโครงเรื่องจริง

#DramaStory

.

เรื่องและภาพโดย ภาณุวัฒน์ แสงพุ่ม

เผยแพร่เมื่อ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๒

..........................................................................



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน