• ดร.ปานปรีย์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : parnpree@hotmail.co.th
  • วันที่สร้าง : 2007-10-10
  • จำนวนเรื่อง : 82
  • จำนวนผู้ชม : 153006
  • ส่ง msg :
  • โหวต 69 คน
ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร
พูดคุยเหตุบ้านการเมือง, เศรษฐกิจเรื่องราวต่างๆ วิเคราะห์อย่างเป็นกลาง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/parnpree
วันพุธ ที่ 22 ตุลาคม 2557
Posted by ดร.ปานปรีย์ , ผู้อ่าน : 872 , 09:39:02 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน



เศรษฐกิจโลกที่ผันผวนอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้นำทางการเมือง ในฐานะผู้กำหนดนโยบายและนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ มีความยากลำบากในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศมากยิ่งขึ้น
 
ผู้นำที่ล้าสมัย ไม่เข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลง (Change) จะไม่สามารถดำรงตำแหน่งผู้นำทางการเมืองได้ยาวนาน หรือเป็นที่ยอมรับของประชาชนในยุคปัจจุบันได้
           
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ประชาคมโลกได้สัมผัสกับสถานการณ์ใหม่ๆ ของเศรษฐกิจที่ขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา บางช่วงประสบวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจอย่างไม่ทันตั้งตัว โดยเฉพาะหลังจากสงครามเย็นสิ้นสุดลง ประเทศส่วนใหญ่เรียงแถวกันก้าวเข้าสู่การเป็นประชาธิปไตยและตลาดเสรีมากขึ้น ผลที่ตามมาคือ เศรษฐกิจโลกเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะประเทศที่เป็นตลาดเกิดใหม่ (Emerging countries)
           
เมื่อสถานการณ์โลกสงบลง ไม่มีสงครามขนาดใหญ่ ทำให้รัฐบาลที่เคยทุ่มทรัพยากรไปกับความมั่นคงทางทหารสามารถดึงทรัพยากรในประเทศไปใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจมากขึ้น ทำให้หลายประเทศสามารถยกระดับความเป็นอยู่ของประชากรได้ดีขึ้นและลดความยากจน
           
ความสำเร็จทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ใด้ขึ้นอยู่กับการที่ประเทศเข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตยและตลาดเสรีมากขึ้นเท่านั้น เพราะในความเป็นจริง ทุกวันนี้ ยังมีอีกหลายประเทศจมปลักอยู่กับความยากจนและหาทางออกไม่ได้ ขณะที่บางประเทศโดดเด่นเป็นที่ชื่นชมของชาวโลก นั่นเป็นเพราะ "ผู้นำทางการเมือง" มีประสิทธิภาพมากกว่า
           
ภายหลังวิกฤตการณ์การเงินในปี 2533 ประเทศที่ "ผู้นำ" สามารถเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสได้ ทำให้สถานะของประเทศปรากฎบนจอเรด้าเศรษฐกิจโลกอย่างชัดเจน ได้แก่ นายคิม แดจุง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ระหว่างปี 2541– 2546 และนายวลาดีมีร์ ปูติน ซึ่งเป็นประธานาธิบดีรัสเซีย ตั้งแต่ปี 2543 จนถึงปัจจุบัน นายหลุยส์ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ประธานาธิบดีบราซิล ตั้งแต่ปี 2546 – 2554 และนายเรเจป ไตยิป เอร์โดอัน นายกรัฐมนตรีตุรกี ตั้งแต่ปี 2546 – สิงหาคม 2557 
           
บุคคลเหล่านี้ ได้รับการยอมรับ ในฐานะผู้นำ ที่ทำให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตระดับแนวหน้าของโลก มาจนกระทั่ง เข้าสู่ปี 2546–2550 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประเทศเหล่านี้ มีเศรษฐกิจเฟื่องฟู ขยายตัวสูงสุด
           
ภายหลังปี 2551 โลกประสบกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจอีกครั้ง หลายประเทศต้องปรับตัวและปฏิรูปเศรษฐกิจใหม่อีกครั้ง ไม่เว้นแม้กระทั่งจีน ที่เศรษฐกิจขยายตัวสูงสุดของโลก ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน
         
จากนี้ไป ความสำเร็จหรือล้มเหลวในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ จะขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้นำทางการเมืองโดยตรง
           
สำหรับภูมิภาคเอเชีย ที่นักลงทุนทั่วโลกประเมินว่า จะเป็นภูมิภาคที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงสุด นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จะเพ่งไปที่พื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศและภูมิภาค โดยมีที่มาจากตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แรงงาน การค้าและการลงทุนระหว่างประเทศเป็นหลัก แต่ปัจจุบันนี้ นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศต่างให้ความสนใจมากขึ้นกับผู้นำทางการเมืองที่เข้ามาบริหารประเทศควบคู่กับการดูพื้นฐานทางเศรษฐกิจด้วย เพราะผู้นำทางการเมืองจะเป็นผู้ขับเคลื่อนประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้อง
           
วันนี้เราจึงเห็นผู้นำอย่าง นายชินโช อาเบะ นายกรัฐมนตรีที่ได้รับเลือกจากชาวญี่ปุ่นอย่างท่วมท้น เพราะเชื่อว่าภายใต้นโยบายและมาตรการทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน เขาจะสามารถกอบกู้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นให้ดีขึ้น ซึ่งนายอาเบะก็ไม่ทำให้ชาวญี่ปุ่นผิดหวัง เพราะแม้เศรษฐกิจญี่ปุ่นจะยังไม่ฟื้นเต็มที่ แต่หากจะเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ญี่ปุ่นเป็น 1 ใน 3 ประเทศ ที่อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงสุด ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
           
ส่วน นายนเรนทรา โมดิ นายกรัฐมนตรีอินเดีย ก็เป็นผู้นำทางการเมืองอีกคนหนึ่ง ที่สามารถเอาชนะคู่แข่งได้อย่างขาดลอย เพราะประชาชนเชื่อว่า นายโมดิ จะสามารถปฏิรูปเศรษฐกิจอินเดียให้ทันสมัยขึ้น ประกอบกับมีนโยบายเศรษฐกิจที่ผสมผสานกับประชานิยม และเน้นการปราบปรามคอร์รัปชัน
           
หรือกรณี นายโจโก วิโดโด้ หรือที่เรียกกันว่า "โจโกวี" ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นคนแรกที่มาจากนักธุรกิจ ลุกขึ้นมาประกาศจะปฏิรูปเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน เพราะเจ้าตัวถือว่า เป็นคนของประชาชนที่เน้นการบริหารจากระดับล่างสู่ระดับบน (Bottom-up)
           
ดังนั้น ทั้งนายโมดิ และนายโจโกวี จึงเป็นที่คาดหมายล่วงหน้ามาก่อนวันเลือกตั้งว่า จะชนะการเลือกตั้งและเข้ามาเป็นผู้นำประเทศได้อย่างแน่นอน
         
เวลานี้ สถานการณ์โลกได้พัฒนามาถึงจุดที่ประชาชนมีอำนาจมากขึ้นและต้องการมีส่วนร่วมในการปกครองบ้านเมือง เสียงของประชาชนจึงเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ฉะนั้น หากผู้นำทางการเมือง ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนในแต่ละช่วงเวลา ก็จะดำรงอยู่ในฐานะผู้นำได้ยากลำบากมาก
           
การเปลี่ยนแปลงผู้นำทางการเมืองที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ อย่างเช่น อินเดีย อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น ได้สะท้อนให้เห็นว่า ผู้นำทางการเมืองที่ประชาชนปรารถนา เป็นแบบใด ซึ่งผู้นำเหล่านั้นมักจะมีความชัดเจนทั้งนโยบายและมาตรการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ
           
ส่วนผู้นำทางการเมืองที่ไร้ประสิทธิภาพ ไม่เป็นบุคคลที่อยู่ในใจของคนในชาติ ประชาชนจะไม่อดทนนาน เพื่อให้อยู่ในตำแหน่งต่อไป
           
วันนี้บทบาทและบุคลิกภาพของผู้นำทางการเมือง ต้องถือว่า มีผลต่อทิศทางเศรษฐกิจของประเทศมากขึ้นอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ และภายใต้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจโลก ที่ยังอ่อนไหวอยู่ในปัจจุบันนี้ สังคมจึงยังเรียกหาผู้นำทางการเมือง ที่มีความสามารถและทันสมัย ที่สำคัญมีความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับโลกในแต่ละช่วงเวลา
           
ฉะนั้น เศรษฐกิจของประเทศ จะดีขึ้นหรือแย่ลง จึงขึ้นอยู่กับ "ฝีมือ" ของผู้นำทางการเมืองเป็นสำคัญครับ
 
********************
22 ตุลาคม 2557
 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน