• paroong
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : paroong001@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2010-11-19
  • จำนวนเรื่อง : 163
  • จำนวนผู้ชม : 589708
  • ส่ง msg :
  • โหวต 132 คน
take it easy
ชอบอ่าน ชอบเขียน ชอบท่องเที่ยว ชอบดอกไม้ ต้นไม้ ...และที่สำคัญ รักครอบครัว รักการทำงาน และรักชาติมากค่ะ.....
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/paroong
วันพฤหัสบดี ที่ 28 มิถุนายน 2555
Posted by paroong , ผู้อ่าน : 1988 , 15:36:47 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน ชบาตานี , paroong โหวตเรื่องนี้

                                               ระวังจะ 'ชักศึกเข้าบ้าน'

               จาก....

คอลัมน์: เศรษฐศาสตร์เพื่อชีวิต: ระวังจะ 'ชักศึกเข้าบ้าน'

                         หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อังคารที่ 26 มิถุนายน 2555 00:00:38 น.

                                            เขียนโดยอาจารย์วิวัฒน์ชัย อัตถากร

     ถึงแม้ว่ามาถึงนาทีนี้   กรณีนาซ่าจะขอใช้สนามบินอู่ตะเภา กลายเป็นประเด็นการเมืองไปแล้วก็ตาม  และไม่ได้เป็นการเข้าข้างหรือเลือกข้างพรรคฝ่ายค้าน  แต่ขอนำบทความนี้มาฝากทุกท่านในรัฐบาล บรรดาผู้ใหญ่ในกองทัพ  นักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์ ทุกๆท่าน  ..... โปรดอ่านสักครั้งว่าความห่วงใยของคนไทยหลากหลายกลุ่มมีว่าอย่างไรบ้างค่ะ...โดยเฉพาะบทความของท่านอาจารย์วิวัฒน์ชัย  อัตถากร ที่ท่านเขียนในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ดังนี้ค่ะ......

โครงการความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาด้านการวิจัยชั้นบรรยากาศขององค์การนาซา และด้านมนุษยธรรม รวมถึงการบรรเทาภัยพิบัติของเพนตากอน-กระทรวงกลาโหมสหรัฐ กลายเป็นประเด็นร้อนถกเถียงกันมาเกือบเดือนแล้วในหมู่นักวิชาการ นักการเมือง ทหารฝ่ายความมั่นคง ข้าราชการและผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชาชนผู้สนใจ ตลอดจนสื่อมวลชนทั้งไทยและเทศ ซึ่งมีทั้งฝ่ายสนับสนุนเห็นด้วยและฝ่ายไม่เห็นด้วยท้วงติงคัดค้าน ฝ่ายสนับสนุนเห็นด้วยหรือที่มักชอบเรียกกันว่าพวกคิดบวก ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยอะไร ในขณะที่ฝ่ายไม่เห็นด้วยต้องไปค้นคว้าหาข้อมูลเบื้องลึกที่สลับซับซ้อนมาตีแผ่เปิดเผยให้ประชาชนรับรู้เข้าใจถึงข้อกังวลที่อาจเกิดขึ้น ท่ามกลางความสับสนไม่ชัดเจนของเรื่องราวถึงวันนี้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็ยังไม่สามารถทำให้ประชาชนกระจ่างชัด มั่นใจอย่างเป็นเหตุเป็นผล อีกทั้งหลีกเลี่ยงจะเปิดเผยหลักฐานข้อเท็จจริงทั้งหมดอย่างโปร่งใสสุจริตใจต่อสาธารณชน ทั้งๆ ที่อำนาจการตัดสินใจของเรื่องการขอใช้อู่ตะเภาอยู่ที่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยิ่งทำให้เพิ่มความสงสัยว่ามีวาระซ่อนเร้นซ่อนลึกหรือไม่ ยิ่งนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ปิดปากนิ่งเฉย คำชี้แจงของรัฐมนตรีและอธิบดีที่เกี่ยวข้องซึ่งชอบมองด้านบวกด้านเดียว ยิ่งขาดน้ำหนัก ที่สำคัญยิ่งทำให้อุณหภูมิการเมืองเพิ่ม "ความร้อนฉ่า" ขึ้นมาทันที

 

 เป็นที่น่าสังเกตว่าภัยคุกคามจำนวนมากในปัจจุบันเป็นภัยที่ไม่ชัดเจนเป็นรูปธรรม จับต้องไม่ได้เหมือนอย่างในอดีต มาจากหลายที่ หลายแห่ง มีรูปแบบวิธีการหลากหลาย อันเนื่องมาจากความสลับซับซ้อน ซ่อนเงื่อนเชื่อมโยงกันมากขึ้นในระบบ/กระบวนการและกระแสของโลกาภิวัตน์ยุคโลกไร้พรมแดน ปัจจุบันโลกจึงเผชิญกับภัยคุกคามด้านความมั่นคงในหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะภัยคุกคามใน "รูปแบบใหม่" ด้วยเหตุนี้ กระบวนทัศน์แบบเก่า  "ภัยคุกคามโลกยุคสงครามเย็น" จึงไม่สามารถถอดรหัสตีความ "ภัยคุกคาม" และ "ความมั่นคงแห่งชาติ" ในปัจจุบันของไทยได้อย่างพอเพียง (adequate) การวิเคราะห์เจาะลึกความมั่นคงแห่งชาติอย่างลุ่มลึกเกี่ยวกับ "ภัยคุกคามในรูปแบบใหม่" ในโลกาภิวัตน์ใหม่ที่มี "ตัวละครใหม่" ในอำนาจโลก จำเป็นต้องใช้ "กระบวนทัศน์แบบใหม่" ที่อาศัยองค์ความรู้ในลักษณะสหวิทยาการมาใช้ในการวิเคราะห์ถอดรหัส ตีความ

 

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อโลกมีการเปลี่ยนแปลงทาง"เทคโนโลยีสารสนเทศ" ทำให้ "ปัญหาความมั่นคง" เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตเป็นอย่างมาก มิติทางเทคโนโลยีการทหาร ท้าทายกับการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างยิ่งว่าทหารจะเตรียมตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และจัดแจงกับเทคโนโลยีการทหารอย่างไรด้วย

 

การวิเคราะห์ "โครงการความช่วยเหลืออเมริกา" กับ  "ภัยคุกคาม" และ "ความมั่นคงแห่งชาติ" ของไทยระยะยาวก็เช่นกัน ไม่เพียงพอที่ประเมินโดยให้น้ำหนักด้านเดียวเพียงด้านใดด้านหนึ่ง (เช่น การใช้อู่ตะเภาเข้าหรือไม่เข้าข่ายรัฐธรรมนูญมาตรา 190 หรือไม่ ฯลฯ) การถอดรหัสตีความเรื่องการใช้สนามบินอู่ตะเภาอย่างลุ่มลึกได้นั้นต้องพิจารณาอย่างให้น้ำหนักกับหลายองค์ความรู้ สามารถวิเคราะห์อย่าง "รอบด้านเป็นระบบเชิงสหวิทยาการ" ด้านกฎหมาย ด้านการเมืองระหว่างประเทศ ด้านเศรษฐกิจโลก  ด้านเศรษฐศาสตร์การพัฒนา ด้านประวัติศาสตร์ ด้านความซับซ้อนของวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสร้างใหม่ล้ำยุคก้าวไกลในการรบ แม้กระทั่งการวิจัยความเปลี่ยนแปลงชั้นบรรยากาศ ตลอดจนการพิจารณาด้านความมั่นคงต้องสามารถตีความได้อย่างถูกต้องเรื่องทิศทางใหม่ของยุทธศาสตร์สหรัฐในเอเชีย-แปซิฟิกด้วย โดยเฉพาะการมุ่งปิดล้อมจีน ที่ขนาดเศรษฐกิจจีนกำลังไล่กวดใกล้แซงอเมริกาแล้ว

 

หัวใจสำคัญคือ "จักรวรรดินิยมอเมริกา" กลับมาเอเชียแปซิฟิกตาม "ลัทธิครองความเป็นเจ้า" ของโลก จับจองไล่ล่าทรัพยากรน้ำมันและทรัพยากรอันอุดมในภูมิภาคนั้น เป็นการดิ้นรนต่ออายุ "หัวขบวนทุนนิยมตะวันตก" อย่างอเมริกาที่ถูกกดดันอย่างหนักหน่วงจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจการเงินเป็นตายเท่ากัน ได้คู่หูอย่าง "อดีตจักรวรรดิ-นิยมอังกฤษ" ต้นกำเนิด "ทุนนิยมโลก" ที่กำลังประสบชะตากรรมทางเศรษฐกิจทำนองเดียวกัน

 

ควรจับตาการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมครั้งใหญ่ในบริเวณน่านน้ำทะเลไทยกลางเดือนกรกฎาคม 2555 อย่างเกาะติดว่ารัฐไทยจะปล่อยให้ทุนผูกขาดพลังงานทั้งบริษัทข้ามชาติอเมริกันและไทยปฏิบัติการปล้นทรัพยากรแผ่นดินต่อเนื่องหรือไม่เพียงใด ณ วันนี้แห่งเวลาบริษัทยักษ์ใหญ่สัญชาติอเมริกัน (เชฟรอนและเฮส) ครอบงำการลงทุนปิโตรเลียมก๊าซธรรมชาติและน้ำมันในไทยสูงถึง 70% ในขณะที่คนไทยทั้งประเทศต้องเติมน้ำมันและใช้ก๊าซแพงมหาโหดอย่างไม่เป็นธรรมมาชั่วนาตาปี แต่บริษัทผูกขาดน้ำมันนักธุรกิจผูกขาดและผู้มีอำนาจไทยร่วมกันกอบโกยกำไร โบนัส เงินปันผลอย่างอิ่มเอมเปรมปรีดิ์ไม่รู้จักพอ

 

โดยสรุปเหตุผลหลักที่เป็นผลประโยชน์ของอเมริกามี 2 ด้าน คือ ความมั่นคงด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงด้านการทหาร "อู่ตะเภา" จึงกลายเป็น "หมาก" หนึ่งในยุทธศาสตร์นี้ของอเมริกาที่เปิดเกมรุกกดดันรัฐบาลไทยอยู่ในขณะนี้

 

การตั้งฐานทัพอเมริกาที่อู่ตะเภาเปรียบประหนึ่งเป็น  "เรือปืน" ใน "ยุคล่าอาณานิคม" สมัยโบราณที่ใช้แสนยานุภาพทางทหารมาคุ้มครองธุรกิจอเมริกัน ด้านผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจน้ำมันและทรัพยากรในผืนแผ่นดินไทยและในภูมิภาคอาเซียนทั้งหมด รวมถึงหมู่เกาะทะเลจีนตอนใต้ ก็คือ "จักรวรรดินิยมทางเศรษฐกิจแผนใหม่" ที่ซับซ้อน การสูญเสียอธิปไตยทางเศรษฐกิจอาจนำไทยไปสู่การถูกครอบงำทางการเมือง ทางสังคม และทางวัฒนธรรม จนทำให้ประชาชนไทยหมดความสามารถที่จะกำหนดอนาคตของประเทศตนเองหรือไม่

 

ท่ามกลางข่าวขอใช้ "อู่ตะเภา" ก็มีข่าวที่ยังไม่ได้รับการยืนยันหรือปฏิเสธว่าพลเอกเดมพ์ซีย์แวะพบอดีตผู้นำไทยที่สิงคโปร์ก่อนพบนายกรัฐมนตรีของไทย (ไทยโพสต์ 23 มิ.ย.55)   ในเวลาไล่เลี่ยกันมีข่าวเพื่อนพ้องใกล้ชิดกับอดีตผู้นำไทยร่วมกันตั้งบริษัททำธุรกิจพลังงานเกี่ยวโยงกับบริษัทเชฟรอน เกิดขึ้นใกล้เวลาสัมปทานปิโตรเลียมในเมืองไทยครั้งใหม่ครั้งใหญ่กลางกรกฎาคม 2555 ใกล้จะมาถึง ข้อเท็จจริงเป็นประการใดนายกรัฐมนตรีทำเฉยคงไม่ได้ ถ้าไม่ทราบก็บอกไม่ทราบ ถ้าไม่จริงก็ต้องปฏิเสธออกมาให้ประชาชนหายสิ้นสงสัย

 

การเมืองเรื่องปิโตรเลียมมันซับซ้อนซ่อนเงื่อนแฝงเร้นลึกลับไม่ธรรมดา

ในอดีต "เอกสารลับ" ของอดีตนักการทูตอเมริกัน นาย S.P. Hayes (1971) สร้างความฮือฮาเมื่อถูกเปิดเผยออกมาระบุผลประโยชน์เรื่องแร่ธาตุน้ำมัน และทรัพยากรอันอุดมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในคริสต์ทศวรรษ 1960 เป็นแรงจูงใจสำคัญที่สุดที่แฝงเร้นด้านการทหารในโครงการและแผนงานการให้ความช่วยเหลือจากสหรัฐ (US Foreign Aid Program) ตามยุทธศาสตร์ใช้ "ความช่วยเหลือ" (Aid) เป็น "เครื่องมือควบคุม"(Instrument of Control) ประเทศกำลังพัฒนาเพื่อสู้กับจีนและฝ่ายคอมมิวนิสต์ ตามแผนการข้อที่ 4 (Point Four Program) ของอดีตประธานาธิบดีทรูแมน ยุคตกต่ำทางเศรษฐกิจทุนนิยมอเมริกา และยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ตามมาด้วยการส่งคณะผู้แทนจากสหรัฐไปเยือนพบผู้นำไทยและประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อหาพวกสู้กับจีนและประเทศคอมมิวนิสต์ วันนี้คล้ายกัน ส่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดสหรัฐ พลเอกมาร์ติน อี. เดมพ์ซีย์ มาพบผู้นำไทยและหลายชาติในอาเซียนเพื่อสู้กับจีนตอนนั้นเป็นที่มาต้นเหตุที่ทำให้ "จักรวรรดิอเมริกา"  ก่อ "สงครามเวียดนาม" โดยปลุกเร้าสร้างภาพว่าประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะล้มลงทีละประเทศจนกลายเป็นคอมมิวนิสต์หมดตาม "ทฤษฎีโดมิโน" ที่ยัดใส่สมองนักวิชาการ นักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างๆ และฝ่ายความมั่นคงจนเดินตามอเมริกาเข้าร่วมสนับสนุนอเมริกาในสงครามเวียดนาม

 

ดูเหมือนว่าวันนี้ฝ่ายความมั่นคงไทยยังล้าหลัง หลงวนอยู่ใน "กระบวนทัศน์แบบเก่า" ยุคสงครามเย็น ทั้งกองทัพ  สภา ความมั่นคง และกระทรวงการต่างประเทศ ล้วนเอนเอียงเข้าข้างอเมริกัน สมัยก่อนประเทศไทยมีคนกล้าคนเก่งคนรักชาติรักแผ่นดินมีความเชี่ยวชาญศิลปะการทูต ที่มหาอำนาจเกรงบารมีอย่างอาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมช และ ดร.ถนัด คอมันตร์ สมัยนี้ช่างหาทำยายากเสียเหลือเกิน

 

"จักรวรรดินิยมทางเศรษฐกิจอเมริกา" มาพร้อมกับ  "ธุรกิจบริษัทค้าอาวุธ" สงครามกับการไล่ล่าปล้นทรัพยากรเป็นของคู่กันมานานแล้ว ยามเศรษฐกิจโลกตกต่ำย่ำแย่   "เศรษฐศาสตร์สงคราม"มักถูกนำมาเป็น "คัมภีร์" แก้ไขปัญหาด้วยการก่อหนี้สาธารณะ ใช้นโยบายงบประมาณขาดดุล  นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจนำหน้าด้วยการทหารทำศึกสงครามที่เรียกว่า "Keynesian Militarism" ถูกผลักดันโดยบริษัทค้าอาวุธผ่านนโยบายของประเทศมหาอำนาจตะวันตก เพราะค้าอาวุธให้อัตราผลตอบแทนสูงยิ่ง ข้อมูลตลาดหลักทรัพย์วอลสตรีทระบุว่า อุตสาหกรรมอาวุธยุทโธปกรณ์ในปี 2553 ขยายตัวในอัตราสูงเพิ่มขึ้น 60% ซึ่งสวนทางกับสภาวะเศรษฐกิจทุนนิยมโลกที่ตกต่ำย่ำแย่ ข้อมูลของ SIPRI หรือสถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศที่กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน   ระบุว่า ในปี 2553 ยอดทำสัญญาขายอาวุธ 100 บริษัททั่วโลกเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 4.11 แสนล้านดอลลาร์ สำหรับใน 10 อันดับสูงสุดท็อป 10 บริษัท (Top Ten) ปรากฏว่าเป็นบริษัทสัญชาติอเมริกัน 7 บริษัท ที่เหลือเป็นอังกฤษ อิตาลี และยุโรป (บริษัทยักษ์ใหญ่ EADS) บริษัทค้าอาวุธเป็น "ธุรกิจค้าความตาย"  "ยิ่งรบยิ่งรวย" มีอิทธิพลต่อนโยบายของการเมืองอเมริกาและมหาอำนาจทุนนิยมตะวันตกอย่างมีนัยสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

 

ในช่วง 80 ปี (2457 ถึง 2533) สงครามทั้งหลายได้คร่าชีวิตมนุษย์ไปกว่า 110 ล้านคน สถาบัน IISS หรือ International Institute for Strategic Studies ได้คำนวณตัวเลขการสูญเสียจากสงครามในศตวรรษที่ 20 ดังปรากฏในตารางเรียงลำดับจากมากไปหาน้อยตามมูลค่าการเสียหาย

 

ตัวเลขในตารางระบุว่าสงครามเวียดนามได้รับความเสียหายคิดเป็นมูลค่าสูงสุดเป็นลำดับ 3 รองลงมาจากสงครามโลกครั้งที่ 2 (ลำดับ 1) และสงครามโลกครั้งที่ 1 (ลำดับ 2)     สงครามเวียดนามที่อเมริกาเข้าข้างรัฐบาลเวียดนามใต้ สู้กับรัฐบาลเวียดนามเหนือและเวียดกง เป็นสงครามยืดเยื้อร่วม 10 ปี (2509-2518) ฝ่ายอเมริกาเรียกว่าเป็น "สงครามเพื่อเสรีภาพเพื่อประชาธิปไตย"เพื่อทำลายคอมมิวนิสต์ให้สิ้นซากส่วนฝ่ายเวียดนามเหนือเรียกว่าเป็น "สงครามกู้ชาติ"  หรือ "สงครามปลดแอกปลดปล่อยสู่ความเป็นไท" เพื่อขับไล่ "จักรวรรดินิยมอเมริกา" อเมริกาเป็นฝ่ายรุกราน กองทัพปลดแอกประชาชนเวียดนามเป็นฝ่ายปกป้องมาตุภูมิ อเมริกาส่งกำลังพลมารบ 500,000 นาย ทหารไทยเข้าร่วมรบด้วย 2,422 นาย เมื่ออเมริกาแพ้ ไทยก็ตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปด้วย ไทยให้อเมริกาตั้งฐานทัพ 7 แห่ง ที่อู่ตะเภา ตาคลี อุดรธานี ฯลฯ  อเมริกานำเครื่องบินB-52 ทิ้งระเบิดเวียดนาม ลาว กัมพูชา  คนตายนับล้านคน ทิ้งแผลบาดลึกให้เพื่อนบ้านหวาดระแวงไทยจนถึงทุกวันนี้เวียดนามเป็นประเทศเล็กที่ชนะประเทศมหาอำนาจได้ทั้งฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกา ถือเป็นเกียรติภูมิอันยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์สงครามของชนชาติเวียดนาม แสดงถึงความรักชาติอย่างสุดจิตสุดใจจนเอาชนะแสนยานุภาพทางการทหารที่เหนือกว่าได้อย่างเด็ดเดี่ยว

 

ตอนผมได้รับเชิญเป็นนักเศรษฐศาสตร์ของ World Bank  สำรวจเศรษฐกิจตอนเหนือของลาวหลังระบอบสังคมนิยมจบลง  รู้สึกสลดหดหู่ใจเมื่อได้ไปเห็นร่องรอยหลุมลึกอันเกิดจากการทิ้งระเบิดโดยเครื่องบินสหรัฐที่บินไปจากฐานทัพในเมืองไทยกระจายไปทั่วท้องทุ่งกว้าง

 

เมื่อผมมีโอกาสไปเดินดู"อุโมงค์กู๋จี" ที่เวียดนาม ตำบลกู๋จี เป็นสมรภูมิรบดุเดือดช่วงสงครามเวียดนาม ชาวนาหลายหมู่บ้านสู้ศึกด้วยการใช้จอบ-เสียม-บุ้งกี๋เล็กๆ ขุดเป็นอุโมงค์กู๋จีเชื่อมต่อกันยาว 250 กิโลเมตร จากไซง่อน (กรุงโฮจิมินห์ปัจจุบัน) จนไปถึงใกล้ประเทศกัมพูชา ใช้สู้ศึกกับฝรั่งเศสปี 2491 แล้วนำมาสู้กับอเมริกา ทหารอเมริกาฝึกฝนการรบแบบมีรูปแบบ แม้จะใช้ B-52 ถล่มเวียดนามได้ แต่ก็สู้สงครามจรยุทธ์ที่ยืดเยื้อของเวียดนามไม่ได้ การรบยืดเยื้อที่ "กู๋จี" มีส่วนสำคัญสร้างความระส่ำระสายให้กองทัพอเมริกาจนพ่ายแพ้อย่างหมดรูป สุดท้ายกองทัพปลดแอกประชาชนเวียดกงยึดเมืองหลวงไซง่อนได้สำเร็จเมื่อ30 เมษายน 2518 ปิดฉาก "ระบอบเหงียนวันมินห์" ชนชั้นปกครองเวียดนามใต้ และทหารอเมริกันหนีตายหัวซุกหัวซุนไปบนหลังคาทำเนียบรัฐบาลเวียดนามใต้  ที่มีเฮลิคอปเตอร์จอดรออยู่ อุโมงค์กู๋จีถูกสร้างขึ้นโดยภูมิปัญญาชาวบ้านมีทางเข้า-ออกเป็นโพรงเล็กๆ มากมายหลายทาง สำหรับเวียดกงตัวเล็กผอมบางเข้าพอดี แต่ทหารฝรั่งตัวโตติดพุงลงไปไม่ได้ ผมลองมุดลงไปในอุโมงค์กู๋จีกึ่งก้มกึ่งคลาน ค่อยๆ กระเถิบตัวทีละคืบสองคืบท่ามกลางความมืดในอุโมงค์ แค่ 40 เมตรก็เมื่อยแล้วพอจินตนาการได้ว่านักปฏิวัติชาวนาคงใช้ชีวิตอยู่กินเตรียมตัวสู้ศึกอยู่ในอุโมงค์อย่างยากลำบากทรหดอดทน    ยามสงครามมีเพียงหัวมันแป้งจี่ และข้าวเกรียบแห้งเป็นเสบียงยามจรยุทธ์ เดี๋ยวนี้รัฐบาลเวียดนามส่งเสริมให้อุโมงค์กู๋จีเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ฝรั่งเห็นแล้วทึ่ง ผมลิ้มลองของว่างที่นักรบทหารป่ากินกัน เจ้าหน้าที่เสิร์ฟน้ำชาเวียดนามแกล้มด้วยมันสำปะหลังนึ่งร้อนๆ กลิ่นหอมฉุย จิ้มน้ำตาลผสมเกลือเล็กน้อยโรยถั่วและงาดำเป็นสมุนไพร มันนึ่งหวานเป็นธรรมชาติดีได้บรรยากาศ รับประทานแล้วไม่อ้วนเหมือนอาหารแดกด่วนแฮมเบอร์เกอร์ของอเมริกัน ที่สมรภูมิกู๋จีทหารอเมริกันตายนับแสนคน ชาวนากู๋จีตาย 11,000 คน ถูกนำมาฝังรวมกัน ณ อนุสรณ์สถานกลางชุมชนกู๋จี เป็นแบบอย่างวีรกรรมให้อนุชนรำลึกถึง

 

มีเรื่องราวเล่าขานเป็นตำนานมากมายเกี่ยวกับความกล้าหาญของชาวนาชุมชนแห่งนี้ เช่น วีรสตรีชื่อ"ตรัน ธิ กุง" ได้รับเหรียญกล้าหาญสดุดีเป็นที่ร่ำลือขจรขจายไปไกล ตัวเล็กรูปร่างแบบบางกล้าแบกปืนร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้ชาย เธอไม่กลัวตาย รบเก่ง ยิงปืนแม่นมาก สามารถสังหารอเมริกันได้นับร้อยศพ เธอเป็นเด็กกำพร้า สนใจสมัครร่วมในกองทัพประชาชนหลังจากพ่อ-แม่ของเธอถูกทหารอเมริกันฆ่าตายอย่างทารุณ

 

นอกจากนี้ผมยังเคยได้มีโอกาสชม "นิทรรศการภาพถ่ายประวัติศาสตร์สงครามอินโดจีน-เวียดนาม ปี ค.ศ.1945-1975"ที่พิพิธภัณฑ์ทหารกรุงโฮจิมินห์ เป็นการรวบรวมภาพถ่ายขาว-ดำ ต้นฉบับจากทั่วโลก ซึ่งเป็นผลงานที่เปี่ยมด้วยคุณค่าของผู้สื่อข่าวสงครามกว่า 40 ราย จาก 20 ชาติ ที่ทุกคนตายคากล้องขณะ

 

บันทึกภาพ บ้างถูกยิง บ้างถูกระเบิด

ขอถือโอกาสนี้สดุดีสื่อมวลชนผู้กล้าที่มีคุณูปการอันทรงคุณค่ายิ่งใหญ่ให้คนหลังแนวรบทั่วโลกได้เกิดอุทาหรณ์สอนใจถึงความจริงอันโหดร้ายจากภัยสงคราม

 

ขอแสดงความเสียใจกับทุกชีวิตผู้สูญเสียจากสงครามเวียดนามและทุกสงคราม ขอแสดงความเห็นใจครอบครัวพลเมืองอเมริกันถูกเกณฑ์ไปรบ ขอประณามชนชั้นปกครองทุกชาติตัวการก่อสงคราม ขอประณามนายทุนบริษัทค้าอาวุธโกยกำไรบนซากศพของมนุษย์ ไม่รู้จะโลภไปถึงไหนกัน ตายไปก็ไปแต่ตัวเปล่า เอาอะไรไปด้วยไม่ได้ ท่านมหาตมะ คานธี กล่าวไว้ว่า "โลกมีทรัพยากรเพียงพอสำหรับชาวโลกทุกคน แต่ไม่เพียงพอสำหรับคนโลภ"

 

ถ้าหาก "อู่ตะเภา" บานปลายกลายเป็นฐานทัพอเมริกาที่มีทหารและอาวุธพร้อมในอนาคต ประเทศไทยจะสูญเสียอธิปไตยหรือไม่ หากเครื่องบินรบจากอู่ตะเภามีส่วนบินไปทำร้ายซีเรียหรือประเทศอื่นๆและปิดล้อมจีน ประเทศไทยจะกลายเป็น "สนามรบของมหาอำนาจ" รัฐบาลไทยสมควรถูกประณามว่า "ชักศึกเข้าบ้าน" ไทยเสี่ยงที่จะผิดใจกับประเทศเพื่อนบ้านไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องเสี่ยงต่อการเข้าสู่สงคราม  เราจะกลายเป็นศัตรูกับโลกมุสลิมที่มีประชากรถึง 1,500 ล้านคน เป็นศัตรูกับจีนที่มีประชากรถึง 1,300 ล้านคน ทั้งยังมีชาวจีนโพ้นทะเลอยู่ทุกประเทศทั่วโลก เรื่องการใช้"อู่ตะเภา"ของสหรัฐไม่ใช่เรื่องเล่นๆที่จะมองฉาบฉวย "ง่ายเกินจริง" คงไม่ได้ อดีตเคยพลาดมาแล้ว อย่าได้พลาดซ้ำอีกล่ะ

 

อย่ามอง "ง่ายเกินจริง" ว่า "ความช่วยเหลือของสหรัฐเป็นของขวัญได้ฟรีๆ" -  "Aid is not a free gift" มันต้องแลกเปลี่ยนประโยชน์กัน นำเอา "อู่ตะเภาหรือความมั่นคงของชาติ"ไปแลกกับ "ความมั่นคงของการเป็นรัฐบาลอยู่ได้นานๆ" หรือไม่ นำเอา "อู่ตะเภา" ไปแลกกับผลประโยชน์จาก "น้ำมัน" หรือไม่

 

ประเทศไทยเป็นประเทศเล็ก ควรเป็นมิตรกับมหาอำนาจทุกฝ่าย ทำนโยบายการทูตอย่างฉลาด ร่วมกันสร้างพลังประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนบนพื้นฐานมิตรภาพและความเสมอภาค สร้างความสามัคคีภาคประชาชนต่อภาคประชาชนให้ดี ไม่เพียงแค่กับประชาชนอาเซียน แต่รวมถึงชาวโลก ไม่ว่าจะเป็นจีน-อเมริกัน-ชาวมุสลิมทั้งมวล.

 

                              ---------------------------------------------------

 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ชบาตานี วันที่ : 02/07/2012 เวลา : 17.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chabatani

เหนื่อยกับบ้านเมืองนี้ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
Payont วันที่ : 30/06/2012 เวลา : 16.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/payont

ข่าวว่าอเมริกากำลังเจอน้ำท่วมครับ เขาเลยถอนโครงการจากประเทศไทยกลับไปช่วยตัวเองก่อน ฮา

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
สุรศักดิ์ วันที่ : 29/06/2012 เวลา : 22.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/surasakc
เชิญอ่านบทความใหม่ "ความลับการมีอายุยืนยาวในญี่ปุ่น  ตอนที่ 2 !!" [เชิญคลิกลิงก์บรรทัดบนได้เลยครับ]

เมื่อไรเราจะมีรัฐบาลที่ทำเพื่อประเทศชาติ ไม่ใช่
เพื่อพรรค เพื่อญาติพี่น้อง หรือเพื่อพรรคพวก
ควรเป็นธรรมาภิบาล โปร่งใส และตรวจสอบได้
และฝ่ายค้านก็ไม่ควรจะค้านทุกเรื่อง บางเรื่องที่เป็น
ประโยชน์กับประเทศชาติ ก็ควรสนับสนุน

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
paroong วันที่ : 28/06/2012 เวลา : 15.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/paroong

ฟังข่าวเรื่องนี้แล้วก็ระอาใจนะค่ะ...เขาไม่ได้บอกว่าโครงการไม่ดี แต่ใครๆเขาไม่ไว้ใจรัฐบาลต่างหากว่าทำเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติจริงๆหรือเปล่า...โปร่งใสจริงๆหรือเปล่า..และโครงการนี้มีอะไรแอบแฝงหรือเปล่า....ต่างหาก

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน